いただきます. {naruto fiction}

ตอนที่ 6 : サウンド | narusasu. | end

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 446
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    21 ก.ค. 58


サウンド 

(III)

Sound III | naru x sasu | sisircxes

“All the sounds join to make us”

 






1.      ตอนเย็นมีงานที่รปปงงินะ ตั้งใจกันด้วยล่ะ คาคาชิพูดขณะที่เรากำลังเก็บเครื่องดนตรีเตรียมออกไปทำงาน ผมลอบหันไปมองคนที่กำลังช่วยชิกามารุเก็บเบสเข้ากล่อง สามวันเต็มๆที่เราแทบไม่พูดคุยกันเลย เชื่อไหมว่าประโยคล่าสุดที่ผมพูดกับเขาคือ ขอยืมดินสอหน่อยได้ไหม ตอนที่ผมกำลังแก้โน้ตเพลงให้ชิกามารุ

ให้ตาย...ฉันรำคาญสีหน้าแบบนั้นของนายชะมัดเลยนารูโตะซากุระเดินเข้ามาแตะไหล่ผม เธอกระซิบบางอย่างให้ผมได้ยินก่อนจะเดินออกไป ผมยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น – อย่างฉันน่ะเหรอ คนอย่างฉัน จะเอื้อมมือไปถึงเขาอีกครั้งได้เหรอ

 

ซากุระตีไม้กลองให้สัญญาณ ซาสึเกะกับผมขึ้นเพลง Two พร้อมกัน เสียงร้องที่สั่นเครือนั่นทำให้ผมกลัวว่ามันจะไม่ใช่แค่การอินตามอารมณ์เพลงแต่กลัวว่าเขาจะรู้สึกแบบที่ผมรู้สึกได้ในตอนนี้ ใช่ ทำไมเราถึงไม่อาจก้าวข้ามความเลวร้ายนี่ไปได้นะ ทั้งๆที่ตลอดมา...

 

ปละ ปล่อยนะโว้ย...ชะ ช่วยด้วย!”

ผมในตอนนั้นกำลังผิวปากเดินแบกกีต้าร์ผ่านซอยเล็กๆที่ใช้ประจำเวลาไปห้องซ้อม แต่จู่ๆก็ได้ยินเสียงร้องของเด็กผู้ชายขอให้ช่วย ผมทำใจกล้าเดินเข้าไปใกล้กับเสียงนั่น เด็กผู้ชายวัยพอๆกันกับผมกำลังใช้มือบังตัวเองจากการประทุษร้ายของไอ้พวกผู้ชายจากโรงเรียนอื่น ผมวิ่งเข้าไปก่อนจะดึงมือเขาออกมาทันเวลาก่อนที่เท้าของอีกฝ่ายจะประเคนเข้าหน้าเขา

ไอ้เวร! มายุ่งอะไรด้วยวะ!”

...

“…ไปซะมือเล็กๆของอีกฝ่ายผลักผมให้ห่างออกไปแต่ผมกลับจับมือนั่นไว้แน่นแล้วลุกขึ้นตะโกนใส่หน้าไอ้พวกนั้น หมอนี่เป็นเพื่อนฉัน!”

พลั่ก!

เจ้าพวกนั้นคนนึงปล่อยหมัดหนักๆใส่หน้าผม ผมถ่มเลือดใส่หน้ามันก่อนจะพูด พวกแกนี่มันวอนโดนตีนจริงๆเลยนะ...ผมมองหน้ามัน จ้องเข้าไปในดวงตาที่มีท่าทีว่ากำลังกลัวอย่างปิดไม่มิด พวกมันคนนึงพึมพำ อุซึมากิเหรอ...

เออ กูเอง!” ผมถีบคนที่ต่อยหน้าผมเมื่อกี้จนล้มแล้วดึงมืออีกฝ่ายให้เดินออกมาจากซอยนั้น หน็อย บังอาจมาเพิ่มแผลที่หน้าฉันซะได้…”

ฉัน...

ไปมีเรื่องกับไอ้พวกนั้นได้ไงน่ะผมหันไปหาอีกคนที่ยังจับมือเอาไว้อยู่ สีหน้าโล่งใจแบบนั้นตลกชะมัด ผมโยกหัวของหมอนั่นไปมา แต่ก็ช่างมันเถอะ

อ่ะ...เขายื่นพลาสเตอร์แปะแผลมาให้ผมทั้งแผงก่อนจะเม้มปาก เจ็บ...หรือเปล่า เอ่อ...ขะ...ขอบใจ...นะ

ฉันไม่เป็นไรหรอก

 

ผมสะดุ้งจากภวังค์ คำพูดที่ผมไม่ได้คิดอะไรแล้วพูดออกไปในตอนนั้น กลายเป็นคำพูดติดปากของซาสึเกะทุกครั้งที่ผมพยายามจะขอให้เขาให้อภัยอะไรสักอย่าง ผมนึกออกแล้ว... ผมเกลียดคำว่า ฉันไม่เป็นไรหรอก ของเขา ทั้งๆที่ผมเองนั่นแหละ... ที่สร้างคำๆนี้ขึ้นมา

“…”

ตอนนี้ผมกับเขานั่งอยู่บนรถตู้ของบริษัท ซากุระกับชิกามารุต้องไปเปลี่ยนอุปกรณ์ดนตรีใหม่นิดหน่อยจึงไปกับรถของผู้จัดการคาคาชิ ผมหันมองไปด้านข้าง เขากำลังมองออกไปนอกหน้าต่าง แม้ว่าเราจะนั่งอยู่ข้างกันแต่ผมกลับรู้สึกว่าเราห่างกันจนเอื้อมไม่ถึง เรากลายมาเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันน่ะ ซาสึเกะ

ผมมองไปที่ทางข้างหน้าก่อนจะเข้าไปกระซิบที่หูลุงคนขับรถเงียบๆระหว่างที่เขากำลังมองออกไปข้างนอก

 

2.      ทำไมถึง... เขาพึมพำหลังจากเห็นคนขับรถมาหยุดรถที่หน้าเกมเซนเตอร์แห่งหนึ่ง ผมยิ้ม คว้าหมวกใส่ให้ตัวเองและคนข้างๆ ผมดึงมือเขาให้ตามลงมาก่อนจะกล่าวขอบคุณลุงคนขับ เขาพยักหน้าแล้วบอกว่าจะไปหาที่จอดรถรอ

ฉันอยากกลับบะ –

แต่ฉันอยากเล่นเกม

นายก็เล่นไปคะ – ”

กับนายอีกสักครั้ง...ผมดึงหมวกของเขาให้ปิดลงมาต่ำๆก่อนจะลากเขาเข้าไปที่ตู้เกมแข่งรถ หมอนั่นถอนหายใจเมื่อเห็นว่าผมลืมแลกเหรียญ เขาล้วงกระเป๋าแล้วหยอดให้ทั้งตู้ของผมและตู้ของตัวเอง

เอาล่ะ!”

“…” เขาหลุบมองพื้นอยู่ครู่หนึ่งแล้วไปนั่งที่เบาะขับรถ ผมยิ้ม แม้ว่านั่นจะเป็นการฝืนยิ้มที่ออกมาแย่มากก็ตาม นี่ฉันกำลังบังคับฝืนใจนายอยู่หรือเปล่านะ นั่นคือคำถามที่ติดค้างอยู่ในใจของผม

 

เฮ้ ซาสึเกะ! ขับให้มันดีๆสิ!”

เรื่องของฉันเถอะน่า นายเองก็ขับดีๆเหมือนกันนั่นแหละ!” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่กำลังสนุก แม้ว่านั่นจะเป็นประโยคที่ไม่ได้มีความหมายอะไรลึกซึ้งเลย แต่ผมกลับชอบมัน น้ำเสียงที่นายกำลังมีความสุขน่ะ ดีจังเลยนะ...ผมพึมพำ

 

โอ้ยๆ เหนื่อยชะมัด นายยังขับรถแย่เหมือนเดิมเลยนะ ฮ่าๆ

นายเองก็เหมือนกันนั่นแหละ....ฮะๆ...

ผมนิ่งไป มือที่กำลังหักนิ้วอยู่ชะงัก เขากำลังหัวเราะ หัวเราะให้ผม ผมเอื้อมมือออกไปแตะที่แก้มใสนั่นแล้วเกลี่ยเบาๆ เขามองหน้าผมด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะหุบยิ้มแล้วปัดมือออก ซาสึเกะเดินออกไปจากร้านทันที

เฮ้ เดี๋ยวสิ!”

...เขาไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมา ผมวิ่งไปคว้าแขนของเขาเอาไว้ก่อนจะพาไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ เขาไม่พูดอะไรอีกเลยหลังจากที่ขึ้นมาอยู่บนรถ หมอนั่นกำมือแน่นก่อนจะสะบัดมือออกแล้วปีนไปนั่งที่เบาะด้านหลังของผมแทน ผมแค่นยิ้ม ซบหน้าลงกับฝ่ามือข้างนึง หึ...อีกแล้ว เป็นแบบนี้อีกแล้ว ทำไมกันนะ

 

เราถึงบ้านภายในไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ซาสึเกะลงจากรถแล้วเดินไปเข้าห้องของตัวเองทันที ผมได้แต่หยุดมือของตัวเองที่กำลังเอื้อมไปกลางอากาศ อา...ผมกำมือแน่นแล้วต่อยลงไปที่กำแพงของบ้านซ้ำๆ แค่จะคว้าตัวเขาไว้ยังทำไม่ได้เลย ไม่ได้เรื่องจริงๆเลยนะอุซึมากิ

ผมเดินไปล้มตัวนั่งลงที่หน้าทีวีของห้องนั่งเล่น มือที่กำลังสั่นบ่งบอกว่าผมกำลังกลัว กลัวว่าตัวเองจะต้องสูญเสียบางอย่างไป รอยยิ้มของเขาไงล่ะ

             “นารูโตะ...

อะ ซากุระเองเหรอ

เป็นอะไรหรือเปล่า สีหน้าดูไม่ดีเลยนะเธอเดินเข้ามาใกล้ก่อนจะนั่งลงตรงหน้าผม สายตาที่เป็นห่วงเป็นใยทำให้ผมเองก็ไม่กล้าที่จะโกหกว่าไม่มีอะไร ผมถอนหายใจก่อนจะเอ่ยออกมาแผ่วเบา ก็...นิดหน่อยน่ะ

เรื่องซาสึเกะหรอ

อะ...อืม ก็คงใช่

ไง กระโดดข้ามไปไม่ถึงงั้นเหรอหรือว่าไม่กล้าที่จะกระโดดข้ามไป...ซากุระยิ้มบางๆก่อนจะยกกำปั้นแตะบนหัวของผม อะไรน่ะ ขี้กังวลไม่สมกับเป็นนายเลยนะ

ฉันไม่แน่ใจว่าควรจะทำยังไง...ไม่สิ ฉันไม่รู้เลยมากกว่าว่าควรจะจัดการยังไง มันเหมือนกับว่าบางทีเขาก็ตอบรับในสิ่งที่ฉันพยายามจะส่งไป แต่บางที...ก็ดูเหมือนว่าเขาคอยแต่จะหยิบมันทิ้งทั้งๆที่ฉันก็เต็มใจยื่นให้เข –

งี่เง่า

อืม...ก็คงงั้น

สิ่งที่นายหยิบยื่นให้เขาไปน่ะ นายมั่นใจมากแค่ไหนล่ะว่ามันมาจากความรู้สึกจริงๆของนาย ไม่ใช่แค่หยิบส่งๆไปเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาผมกลืนน้ำลายก่อนจะเงยหน้ามองหน้าซากุระตรงๆ นี่นารูโตะ...นายเข้าใจที่ฉันพูดหรือเปล่า

“…”

เข้าใจหรือเปล่า นั่นสินะ ผมเองก็...

สิ่งที่นายพยายามจะทำมันอาจจะส่งไปไม่ถึงเขาเลยสักนิดก็ได้ นายเคยถามเขาบ้างหรือเปล่าว่าเขารู้สึกถึงสิ่งที่นายส่งไปบ้างไหม หืม

ฉัน...

นายไม่เคยถามเขาเลยสินะ

อืม...

นี่...ฉันจะบอกอะไรให้

“…”

บางทีความคลุมเครือ ก็คือจุดเริ่มต้นของการสูญเสียสิ่งสำคัญไปนะ

 

ผมชะงักไป สิ่งที่ซากุระพูดออกมาทั้งหมดเป็นเหมือนฝ่ามือใหญ่ที่ฟาดเข้ามาเต็มแรงที่ใบหน้าของผม ผมแค่นยิ้ม เอนหัวปักลงไปบนบ่าของซากุระ เธอส่ายหัวเบาๆแล้วดึงมือออกจากศีรษะของผม ก่อนจะพึมพำเบาๆ ซาสึเกะ...

ผมขมวดคิ้วก่อนจะหันไปมองด้านหลัง เขากำลังมองมาที่ผม ผมที่กำลังซบอยู่บนบ่าของซากุระ สีหน้านั่นเรียบเฉยไร้อารมณ์แต่ดวงตากลับสั่นระริก ที่ขอบตาคลอหน่วงด้วยบางสิ่งบางอย่างที่เขาพยายามอดกลั้นมันไว้ ซาสึเกะเม้มปากก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ฉัน...จะออกไปร้านสะดวกซื้อเดี๋ยวกลับมา...

ร่างโปร่งของเขาวิ่งออกไปทันทีหลังจากพูดจบ ให้ตายสิ – ซากุระตบลงบนบ่าทั้งสองข้างของผมแล้วพูด ถ้านายไม่รีบข้ามช่องโหว่นั่นไปในตอนนี้ นายอาจจะไม่มีโอกาสเอื้อมไปถึงเขาอีกเลยนะ...ไปซะ นารูโตะ!” ผมพยักหน้าแล้วสวมรองเท้าวิ่งตามไปทันที

 

3.      แฮ่กๆ ซาสึเกะ...เฮ้ ซาสึเกะ!” ผมวิ่งตามแผ่นหลังเล็กนั้นไปเรื่อยๆก่อนจะเอื้อมไปคว้าเสื้อฮู้ดของเขาไว้ หมอนั่นมีท่าทีตกใจแต่ก่อนที่เขาจะได้วิ่งหนีผมไปอีกรอบผมดึงมือของเขาเข้าไปที่ลานจอดรถสาธารณะก่อนจะตรึงแผ่นหลังของเขาไว้กับกระจกรถคันหนึ่ง เฮ้! ทำไมต้องหนีฉันด้วย!” ผมมองหน้าเขาก่อนจะผ่อนแรงกดของมือลง

 

ฉันไม่ได้หนี...ซาสึเกะหันหน้าไปอีกทางหนึ่ง เขาพึมพำออกมาทั้งๆที่ไม่ได้มองหน้าผมด้วยซ้ำ ผมปล่อยไหล่ของเขาข้างหนึ่งก่อนจะจับใบหน้าของเขาให้หันมา ซาสึเกะ...ผมชะงักไปทันที ดวงตาที่เริ่มแดงก่ำพร้อมกับน้ำใสที่คลออยู่ตรงขอบตาทำให้ผมได้แต่ยืนนิ่ง อะไรกัน – ร้องไห้งั้นเหรอ ผมทำให้เขาร้องไห้อย่างนั้นเหรอ

“…” ผมดึงเขาเข้ามากอด แต่ไม่นานซาสึเกะก็ดันผมออกพร้อมกับตวาด พอสักที!” เขากำมือแน่นก่อนจะมองมาทางผมอย่าง.... อย่างเจ็บปวด... ทำไมกัน...

พอสักทีเถอะนารูโตะ...เขาพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือก่อนจะยกมือกำเสื้อตรงหน้าอก ความรู้สึกข้างในนี้มันบีบรัดฉันจนเจ็บปวดไปหมดแล้ว นายยังไม่เข้าใจอีกหรือไง...

ผมมองไปยังสีหน้าที่อัดแน่นไปด้วยความอึดอัดใจนั่นก่อนจะเอ่ย นาย...เป็นอะไร บอกฉันได้ไหม เราเป็นเพื่ – ผมพยายามจะเอื้อมมือไปจับมือบางนั่นไว้ แต่เขาก็ชักหนีทันที เลิกพูดคำว่าเพื่อนซ้ำไปซ้ำมาสักทีจะได้ไหม! มันน่ารำคาญ!”

“…”

นายคิดว่าฉันดีใจกับคำพูดพวกนี้นักหรือไง

ซาสึเกะ...

ที่นายเคยถาม...ว่าทำไมเราถึงห่างกันออกไปเรื่อยๆแบบนี้ ก็นายไงล่ะ คนที่สร้างช่องว่างระหว่างเราขึ้นมาด้วยคำว่าเพื่อนสนิทน่ะ...ฉันมันอ่อนแอ นายรู้ไหม ฉันมันก็แค่คนอ่อนแอคนนึง...เขาเม้มริมฝีปากแน่นเหมือนพยายามจะข่มอารมณ์ของตัวเองไว้ แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่พยายามจะซ่อนเร้นไว้ก็เปราะบางเกินกว่าจะรักษาไม่ให้มันแตกออกมา ฉันได้แต่มองข้างหลังนาย...ผลักให้นายไปข้างหน้าทั้งๆที่อยากจะ...

 

ตัวของซาสึเกะเริ่มสั่นเทา ผมเอื้อมมือออกไปอีกครั้งหวังจะดึงรั้งคนตรงหน้าเข้ามากอดแต่ประโยคถัดมาก็ทำให้คนที่ไม่เคยเข้าใจอะไรในตัวเขาเลยอย่างผมต้องชะงักมือไว้

 

...อยากจะเดินไปข้างหน้าพร้อมกับนายเหลือเกิน

 

ผมนิ่ง นึกอะไรไม่ออกสักอย่างนอกจากคำพูดของซากุระที่ฝังอยู่ในหัว แทนที่จะถมช่องโหว่ ทำไมนายไม่ลองกระโดดข้ามมันไปเลยล่ะ

นี่ผมทำอะไรอยู่น่ะ ตลอดมา...ผมก็แค่ทำเพื่อให้ตัวเองสบายใจ...ทำให้ตัวเองไม่รู้สึกผิดต่อเขาทั้งๆที่จริงแล้วมันก็ผิดอยู่เห็นๆ ลากเขาเข้ามาในวังวนความเห็นแก่ตัวของตัวเอง เหอะ จริงๆด้วยสินะซาสึเกะ...คนที่สร้างช่องโหว่ระหว่างฉันกับนายขึ้นมา มันก็คือตัวฉันเองนี่แหละ

ผมตัดสินใจดึงร่างที่กำลังสั่นเทานั่นเข้ามาโอบกอด เขาไม่ได้ขัดขืน รอยเปียกชื้นที่หัวไหล่ของผมตอกย้ำให้อุซึมากิ นารูโตะคนนี้รู้ซึ้งถึงความผิดพลาดของตัวเองได้เป็นอย่างดี

 

เลิกทำดีกับฉันได้แล้ว...ฉันน่ะ...ตลอดมา ได้แต่มองชิกามารุ มองซากุระ มองเพื่อนรอบตัวนายด้วยความอิจฉาที่พวกนั้นสามารถแลกเปลี่ยนความรู้สึกต่างๆกับนายได้โดยไม่มีเงื่อนไขอื่นๆมาปิดกั้น แต่กับตัวฉัน...ที่มันอ่อนแอมากเกินไป ต่อต้านความรู้สึกส่วนลึกของตัวเองไม่ได้ ต้องคอยแต่สร้างเงื่อนไขเพื่อหยุดตัวเองเวลาที่ – ฮึกๆ ...ผมลูบหัวของเขาเบาๆ ซาสึเกะกลั้นแรงสะอื้นไว้ก่อนจะพูดต่อ ฉันอยากจะเข้มแข็งแบบนายบ้างถึงได้เอาแต่พูดว่าไม่เป็นไรอย่างที่นายเคยพูด...

 

ผมเงียบนิ่งอย่างคนที่ยินยอมรับความผิดทุกสิ่งอย่าง คำพูดของตัวผมเองในวันนั้นหวนเข้ามาผลักผมให้ล้มลงจนรู้สึกว่าไม่สามารถลุกขึ้นมายืนได้อีก สิ่งที่เขาพยายามทำไปทั้งหมด ไม่ว่าจะการกักเก็บความรู้สึกหรือว่าการพูดว่าไม่เป็นไร ก็เพราะว่าผมมันโง่เองที่ไม่เข้าใจอะไรเขาเลยสักอย่าง...

ความเข้มแข็งบ้าบออะไรนั่น...ฉัน...ยังมีไม่ได้ครึ่งของนายเลย...

 

ขอโทษ.. ซาสึเกะ ฉัน...ขอโทษนะผมกระชับแรงกอดแม้ว่าตอนนี้เขาพยายามจะผละออกมากแค่ไหน ได้โปรดเถอะนารูโตะ...ถ้าฉันยังต้องวนเวียนอยู่ใกล้นายแบบนี้ ฉันคงไม่มีวันเข้มแข็งขึ้นมาได้...ฉันควรจะออกห่ –

ผมไม่ยอมปล่อยให้เขาพูดจบ ริมฝีปากของผมทาบลงไปบนริมฝีปากบางนั่น ซาสึเกะเม้มปาก ผมจึงค่อยๆใช้ลิ้นไล่เลียไปตามรูปปากของเขาจนต้องอ้าออก ใช้มือสองข้างจับใบหน้าหวานนั่นไว้แล้วลูบมันอย่างแผ่วเบา สอดลิ้นเข้าไปประสานกับความหวานภายในโพรงปากของเขา มือเล็กกำเสื้อที่หน้าอกผมไว้แน่นราวกับอยากจะระบายความอ่อนแอและอึดอัดเหล่านี้ ผมกวาดลิ้นตักตวงจนพอใจแล้วจึงผละออกมาไม่เป็นไรแล้ว...

“…”

นายไม่จำเป็นจำต้องเข้มแข็งอะไรอีกแล้ว...

“…”

เพราะฉัน...อุซึมากิ นารูโตะคนนี้จะปกป้องนายจากความอ่อนแอเหล่านั้นเอง...

 

ผมยิ้มส่งไปให้เขา ปล่อยให้ความรู้สึกของตัวเองทะยานออกไปยังอีกฝั่งอย่างไม่เกรงกลัว จริงด้วยสินะ จะกระโดดข้ามช่องโหว่นี่ไปได้หรือไม่ได้ก็ช่างหัวมันเถอะ เพราะต่อให้ฉันต้องตกลงไปตาย ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลยเพื่อรักษาสายสัมพันธ์นี้ของฉันกับนายเอาไว้

 

4.      ผมจูงมือซาสึเกะเดินกลับบ้านไปอย่างช้าๆ เขาไม่ได้พูดอะไรอีกหลังจากที่ผมแสดงความรู้สึกออกไป หมอนั่นได้แต่ร้องไห้เงียบๆจนผมต้องโอ๋เหมือนกับตอนที่เขาถูกแกล้งบ่อยๆ ว่าแต่...ดึกแบบนี้ นายคิดจะออกมาซื้ออะไรที่ร้านสะดวกซื้อกันน่ะ?”

 

พลาสเตอร์

ห๊ะ? เอาไปทำบ้าอะ –

ก็เอาไปทำแผลให้คนบ้าที่ยืนต่อยกำแพงบ้านล่ะมั้งเขาเสมองไปทางอื่นแก้เก้อ ผมมองใบหน้านั้นข้างๆก่อนจะเรียกเขาเบาๆ นี่ ซาสึเกะ...

อะไร

เวลาที่นายพูดอะไรออกมาตรงๆน่ะ น่ารักกว่าตอนที่เอาแต่บอกว่าไม่เป็นไรตั้งเยอะผมยกมืออีกข้างขึ้นไปขยี้ผมเขาเบาๆ เขาจับมือของที่อยู่บนหัวไว้ก่อนจะก้มหน้ามองพื้น หุบปากแล้วเดินไปเงียบๆเถอะน่า

 

            เราเดินมาเรื่อยๆจนกลับถึงบ้าน ซากุระกับชิกามารุยืนกอดอกรอผมสองคนอยู่หน้าประตู ซาสึเกะที่ไม่ทันตั้งตัวก็ดึงมือที่จับกันไว้ไปซ่อนข้างหลัง ซากุระส่ายหัวส่วนชิกามารุก็หัวเราะออกมาเสียดื้อๆ ไงเจ้าพวกบ้า กลับมาได้สักทีสินะ

อืม...กลับมาแล้ว

ใช่ เรากลับมาแล้ว...

 

ผมและคนในวงอีกสามคนกำลังซ้อมเพลงที่ซาสึเกะพึ่งจะแต่งจบเมื่ออาทิตย์ก่อน สีหน้าทุกคนดูดีขึ้นมากกว่าตอนที่มาซ้อมครั้งที่แล้ว ผมแอบยิ้มออกมาคนเดียวเหมือนคนบ้าเมื่อมองไปยังใบหน้าชื้นเหงื่อของโวคอลคนเก่ง ขี้โกงชะมัด เวลาที่นายตั้งใจทำอะไรสักอย่างน่ะ – เฮ้ นารูโตะ นายกำลังเล่นดีไมเนอร์อยู่นะ ท่อนนี้มันต้องดีเมเจอร์โว้ย!” ชิกามารุส่งเสียงตะโกนเมื่อได้ยินผมเล่นผิดคีย์ไปหลายขุม

อา...เหรอ ฮะๆ โทษทีว่ะ ฉันมองโน้ตผิด

 

เราซ้อมเพลงใหม่พร้อมกับแก้ทำนองกันจนหามรุ่งหามค่ำ ผมตื่นขึ้นมาในห้องซ้อมที่สภาพเครื่องดนตรีวางกองกันไว้รีบๆ ชิกามารุนั่งพิงผนังอยู่มุมหนึ่งโดยที่มียัยหัวชมพูนั่นนอนหนุนตักอยู่ อี๋ ให้ตายเถอะชิกามารุถ้าไม่ติดว่านายมีซาบาคุโนะอยู่ล่ะก็...จะล้อยันลูกโตเลย!

...ผมมองใบหน้าสีเลือดฝาดที่กำลังนอนหายใจเข้าออกสม่ำเสมออยู่ข้างๆ ค่อยๆใช้มือเกลี่ยผมที่ปรกหน้าออกแล้วแตะที่ริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบา อยู่กับนายมากๆ...ฉันชักจะทำตัวเป็นพระเอกในแฟนฟิคเข้าไปใหญ่แล้วนะเจ้าบ้า

จะทำอะไรก็รีบๆทำเข้าสิผมชะงัก เขาไม่ได้หลับอยู่อย่างที่ผมคิด หมอนั่นพูดทั้งๆที่ยังหลับตา ผมขมวดคิ้วถามเขา นายหมายถึงอะไร...

ฉันไม่ได้ให้นายมาแตะริมฝีปากของฉันเล่นฟรีๆหรอกนะถ้าไม่ได้คิดจะจูบเขาพูดต่อ ใบหน้าฝากเลือดนั่นกำลังซับสีแดงจางๆ อะไรกัน นายนี่มัน...ผมก้มลงใช้ปากแตะเบาๆที่ริมฝีปากสีอ่อนนั่นก่อนจะดีดหน้าผากของเขา ขี้โกงชะมัด

 

5.      อีกไม่ถึงชั่วโมงจะถึงกำหนดการปล่อยซิงเกิ้ลแรกจากลิมิเต็ดอลบั้มสำหรับอินเตอร์ฯแฟนโดยการถ่ายทอดสดจากสตรีมของรายการเพลงทุกรายการวันนี้ ผมกับคนในวงกำลังเช็คเครื่องเสียงและซ้อมเพลงไตเติ้ล ‘Sound’ เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะแสดงจริงอีกยี่สิบนาทีข้างหน้า

 

เอาล่ะ เหมือนเดิมนะ

อืม เหมือนเดิมซากุระพยักหน้าก่อนจะยื่นมือออกมา พวกผมที่เหลือวางมือลงบนมือของยัยนั่นก่อนจะสูดหายใจเข้าปอด “Soundio go together!”

เราจะเดินไปข้างหน้าด้วยกัน เหมือนเดิม

 

            เสียงแฟนๆที่มารออยู่ในสตูดิโอดังขึ้นทันทีหลังจากที่เราเริ่มทำการซาวด์เช็ค ผู้กำกับรายการให้สัญญาณมือว่าโอเค ซากุระเคาะไม้กลองให้จังหวะ แล้วหลังจากนั้นพวกเราก็โบยบินไปด้วยกันกับเสียงร้องของเขา

 

“Do you hear it? Can you hear it? (ได้ยินไหม? ได้ยินบ้างหรือเปล่า)

My sounds, I’m calling out (เสียงของฉันที่กำลังส่งไป)

Do you hear it? Can you hear it? (ได้ยินไหม? ได้ยินบ้างหรือเปล่า)

My sounds that are fading (เสียงของฉันที่กำลังจะหายไป)

 

“I’m trying to get them through (ฉันพยายามที่จะส่งเสียงไปยังเธอ)

But they don’t seem to reach you, my voices (แต่เสียงเหล่านั้นกลับไม่ถูกคว้าไว้แม้แต่สักครั้งเดียว, เสียงของฉัน)

Try to give you a piece of me (ที่พยายามจะมอบส่วนหนึ่งของตัวตนให้กับเธอ)

 

“My mind is troubled by your emptiness (จิตใจของฉันเป็นทุกข์จากความว่างเปล่าของเธอ)

The sounds, too. They’ve come and gone (เสียงของฉันก็เหมือนกัน, ได้แต่ลอยมาแล้วก็ลอยไป)

But if you still hear it, you’re the lucky ones

 (แต่ถ้าหากเธอยังคงได้ยินมันอยู่แม้จะเพียงนิด,จงรู้เอาไว้ว่าเธอนั้นเป็นคนที่โชคดีแค่ไหน)

 

“Do you hear it? Can you hear it? (ได้ยินไหม? ได้ยินบ้างหรือเปล่า)

My sounds, I’m calling out (เสียงของฉันที่กำลังส่งไป)

Do you hear it? Can you hear it? (ได้ยินไหม? ได้ยินบ้างหรือเปล่า)

My sounds that are fading (เสียงของฉันที่กำลังจะหายไป)

 

“Though you refuse to listen to it (แม้ว่าเธอจะปฏิเสธที่จะฟังมัน)

I still believe in that sound, and in the way(แต่ตัวฉันเอง กลับยังเชื่อมันในเสียงเหล่านั้นและเชื่อมั่น...)

it made us feel better in the past(เหมือนตอนที่เราเคยใช้มันทำให้พวกเรารู้สึกดีขึ้นเมื่อในอดีต)

 

 “My mind is troubled by your emptiness (จิตใจของฉันเป็นทุกข์จากความว่างเปล่าของเธอ)

The sounds, too. They’ve come and gone (เสียงของฉันก็เหมือนกัน, ได้แต่ลอยมาแล้วก็ลอยไป)

 

ที่เนื้อร้องท่อนสุดท้าย เพียงเสี้ยววินาที เขาเหลียวหลังกลับมายิ้มให้ผมแล้วหันกลับไป ผมยิ้มคืนให้แม้ว่าเขาจะมองไม่เห็น

 

“But if you still hear it, you’re the lucky ones”

แต่ถ้าหากเธอยังคงได้ยินมันอยู่แม้จะเพียงนิด จงรู้เอาไว้ว่าเธอนั้นเป็นคนที่โชคดีแค่ไหน

 

6.      เฮ้ ยังไม่นอนอีกหรือไงผมเดินเข้าไปในห้องของซาสึเกะ เขากำลังนั่งแก้โน้ตเพลงอยู่บนเตียง ผมเดินเข้าไปใกล้ก่อนจะทิ้งหัวตัวเองลงไปบนตักของเขา หมอนั่นขยับนิดหน่อยแล้วก็แก้เพลงต่อ เย็นชาชะมัด

จะให้ฉันถีบนายลงไปก็ได้นะเขาพึมพำ ตาก็ยังอยู่บนกระดาษ ผมส่ายหัวแล้วนอนมองใบหน้าของเขาอยู่เฉยๆ ซาสึเกะ...

อืม...

ซาสึเกะ...

ว่าไง

ซาสึเกะ...

นายจะเรียกทะ –

เรียกร้องความสนใจอยู่ผมดึงนิ้วเขามากัดเบาๆ หมอนั่นเม้มปากแล้วใช้ดินสอเคาะหน้าผากผมแล้ววางกระดาษในมือลง ประสาทเขาส่ายหน้าแล้วยิ้มน้อยๆ

นี่ ฉันถามอะไรหน่อยสิเขาพูดขึ้นมาเบาๆ ผมพยักหน้าแล้วรอฟังสิ่งที่เขากำลังจะถาม ทำไม...วันนั้น..นายถึง…เอ่อ หมายถึง...ที่ลานจอดรถ ทำไมนาย...เขาอึกอักแต่ผมเข้าใจสิ่งที่เขากำลังจะพูดดีจึงตอบออกไปทันที

ไม่รู้สิ ฉันไม่รู้หรอก...คำตอบที่ดีก็ไม่มีให้ด้วย ฉันแค่รู้สึกอยากกอดนายเอาไว้ตอนที่นายกำลังร้องไห้ อยากจะทำยังไงก็ได้ให้นายหยุดร้อง...

“…”

เข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหมผมมองเขา ซาสึเกะพยักหน้า ใบหน้าสีซับเลือดจางๆกำลังยิ้ม ผมยกมือขึ้นไปลูบใบหน้านั่นเบาๆ เพราะงั้น...อย่าร้องไห้เพราะฉันอีกเลยนะ แล้วก็ยิ้มให้ฉันเหมือนกับตอนนั้น ไม่สิ เหมือนทุกๆครั้งที่นายมีความสุข

อะ อื้ม

งั้นฉันถามบ้างได้ไหม

ว่ามาสิ

ถ้าหากว่าฉันกระโดดข้ามช่องโหว่ระหว่างเราไปไม่ได้แล้วเกิดตกลงไป...นายจะทำยังไง...ผมมองหน้าเขาที่กำลังนิ่ง หมอนั่นจับมือของผมที่กำลังลูบใบหน้าของเขาอยู่ ฉันก็จะ...

“…”

คว้ามือนายไว้ก่อนจะตกลงไปในช่องโหว่นั้นไง

 

 





นี่ ซาสึเกะ ตกลงว่านายไม่มีของที่ชอบจริงๆเหรอ

มีสิ ฉันชอบเพลงที่ฉันแต่ง เพราะมันคือความรู้สึกของฉันที่อยากจะส่งไปถึงนาย

DEAR , You



O W E N TM.
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

57 ความคิดเห็น

  1. #49 Aom Livitate (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 มีนาคม 2559 / 19:31
    ฟินนนนน บุ่น ละมุมจังเลย -///////-
    #49
    0
  2. #43 Lompat_LB (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 มีนาคม 2559 / 16:56
    จ้าาา อบอุ่นมากค่า น่ารักกันจริงแต่งสนุกมากๆเลย ชอบมากก ^^ บรรยายซึ้งเศร้าหวานมาก
    #43
    0
  3. #33 ♣♦yuyu♥♠ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 มกราคม 2559 / 00:18
    โอยย น่ารักทุกคนเลย ชอบเรื่องนี้ ตอนช่วงใกล้จบนี่อ่านไปเขินไป โงยยยยย ว่าแต่ซากุระนี่ยังไงคะอกหักหรือด้ไปต่อกันแน่
    #33
    0
  4. #29 Shie (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2558 / 22:07
    น่ารักเว้ออออออ จิกหมอนหนักมากค่าาาาาา
    #29
    0
  5. #22 เปล่งประกาย (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2558 / 22:33
    น่ารักมากกกกกอ่ะ >\\\\<

    มาแต่งต่อนะค่ะคู่นี้น่ารักมากมายย
    #22
    0
  6. #20 HARUBUBA (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2558 / 23:43
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
    ถามว่าสติเราไปไหน สลายไปแล้วจ้าาาาาาาาาาาาาาาาาาา
    เป็นตอนจบที่ดีT/////////T นี่เขินตะกุยหน้าจอ
    คาใจเรื่องซาโซริกะซากุระนิดหน่อย สรุปว่าเลิกกันแล้วใช่มั้ยฮืออออออออออ
    (แอบคิดว่าจะมีคนถ่ายรูปช้อตจูบที่ลานจอดรถได้ซะอีก หึๆๆๆๆ ดังระเบิดแน่พวกนาย)
    ที่เกะบอกไม่เป็นไรตลอดคืออยากเข้มแข็งให้ได้เหมือนโตะสินะ (ในสายตาเราเกะไม่น่าเป็นเด็กหงอถูกแกล้งได้เล้ย แต่แบบนี้ก็น่ารักฮึกกกกกกกกก....)

    แปลกใจน้า ไม่ต้องพูดคำว่ารักก็รู้ว่ารู้สึกยังไง แค่บอกว่าอยากเห็นนายยิ้มไปตลอดแบบนี้เรื่อยๆก็เข้าใจแล้ว T////T


    #20
    0