อริเร้นรัก (ตีพิมพ์กับสนพ. ดีต่อใจ)

ตอนที่ 4 : บทนำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,697
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 74 ครั้ง
    22 มิ.ย. 63

คงถึงคราวเคราะห์หามยามร้ายแน่แล้ว

พู่กันคิดในใจทั้งหวาดกลัวเป็นที่สุด เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วถูกไอ้ยักษ์จอมโหดบุกเข้าห้อง  ทั้งเค้นถาม ทั้งเดินชนจนเธอล้มก้นจ้ำพื้น พอฮึดสู้เข้าหน่อยก็ถูกรั้งให้ขึ้นมานั่งบนเก้าอี้  สมองนึกหาทางเอาตัวรอดด้วยการทำเป็นคนต่างด้าว ไม่เข้าใจในภาษาที่ชายร่างสูงใช้สื่อสาร

แรกเริ่มก็เหมือนจะได้ผล สังเกตได้จากสีหน้าละล้าละลัง ไม่รู้ว่าจะจัดการกับเธอต่อไปอย่างไร แต่ชั่วอึดใจต่อมา พู่กันต้องหน้ามืดเมื่อถูกเขาแบกพาดบ่าไม่ต่างจากกระสอบข้าว

ผู้หญิงตัวเล็กเริ่มหวั่นใจ ไม่รู้ว่าที่อมพะนำไว้นี้จะเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่!

แต่ผลบุญที่เคยทำในอดีตยังหนุนนำให้เธอได้เจอกับสาวไทย ท่าทางเป็นมิตร น้ำเสียงที่ใช้พูดคุยยังทำให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง จนกล้าจะยืนยันว่าลุงของตนนั้นเป็นเพียงเชฟอาหารเอเชีย ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด ที่กำลังเป็นหัวข้อสนทนาเลยสักนิด

แม้จะเจอกันไม่กี่นาที พู่กันก็ได้รับอนุญาตให้เรียกชื่อของสาวไทยอย่างเป็นกันเองว่า ‘พี่เพียซ’  อีกทั้งยังสังเกตได้ว่าพสิกามีอิทธิพลเหนือผู้ชายที่เดินเข้ามาในห้องพร้อมกัน

ส่วนไอ้ยักษ์ที่เธอเงี่ยหูฟังชื่อเสียงเรียงนามจนรู้ว่าเขาชื่อ ‘แลค’ ก็ดูจะเชื่อฟังคำสั่งของผู้ชายคนนั้น ซึ่งกำลังพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

“งั้นคุณต้องพิสูจน์ พาคนของผมลงไปหาลุงในครัว ถ้าเขายืนยันได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ผมสงสัย เรื่องนี้ก็จบ ถือว่าเข้าใจผิดกัน” เดลบอก

ได้ยินเช่นนั้น แลคจึงเอื้อมมือไปรั้งต้นแขนสาวไซซ์กะทัดรัดให้ยืนขึ้น พร้อมกับเหล่มองราวกับกลัวเสียเต็มประดาที่เธอกลายร่างเป็นหมีขี้หงุดหงิด ขู่ฟ่อ

“อุ๊ย... ถ้าทำฉันเจ็บอีกที คราวนี้สู้ตายเลยนะ”

               ยังไม่ทันที่แลคจะได้โต้กลับว่าอย่างไร พสิกาก็ขู่สำทับว่าหากทำให้พู่กันเจ็บตัวแม้แต่ปลายก้อยก็เตรียมตัวหางานใหม่ได้เลย เป็นคำพูดให้ท้ายหมีขี้หงุดหงิดจนเชิดหน้า ยิ้มเยาะเขาอย่างได้ใจ

แม้แลคจะรู้ดีแก่ใจว่าพสิกาไม่มีอำนาจไล่เจ้าหน้าที่รัฐออกจากงานก็ไม่ได้ปริปากบ่น หากแต่ก้มหน้ารับคำสั่ง ด้วยรู้ดีว่าเวลานี้ตนนั้นสวมรอยเป็นการ์ดรักษาความปลอดภัยของดอนเดล เจ้าของรอยัล แอตแลนติกลำนี้

ความจริงนั้นทำให้แลค ขี้คร้านต่อปากต่อคำ จึงผ่อนแรงที่บีบต้นแขนเรียวลงพลางรั้งให้เธอเดินนำหน้าไปยังห้องครัว 

แม้ระหว่างทางเดิน พู่กันนึกขัดใจกับฝ่ามือแกร่งที่กระชับอยู่ตรงต้นแขน ซ้ำร้ายเขายังเดินตามประกบราวกับเธอเป็นผู้ต้องหาคดีร้ายแรง แต่ก็ต้องพิสูจน์ความจริงตามที่พูดให้ได้ว่าตอนนี้ผู้เป็นลุงคงกำลังง่วนอยู่ในครัว ถึงตอนนั้นเธอจะปลุกปั่นให้พนักงานทั้งหมดใช้อุปกรณ์ทำครัว ตีหัวไอ้ยักษ์จอมโหดให้หัวแบะ

...เวลาที่มีคนจ้องมองเราด้วยความอาฆาตมาดร้าย มักทำให้เรารู้สึกเสียวสันหลังเสมอ

แม้ ‘แลค ลาซอว์เต้’ จะรับรู้ได้ถึงแรงอาฆาต แต่เชื่อเถอะว่าเขาไม่มีปัญหาที่จะจัดการกับหมีขี้หงุดหงิดเลยสักนิด

“เดินไปดีๆ อย่าคิดตุกติกเชียว” แลคบอกเสียงดุ เมื่อเดินออกจากลิฟต์ไปยังประตูเข้าออกที่สงวนไว้เฉพาะพนักงานห้องครัวเท่านั้น

“ตัวโตเท่าควายป่า ยังจะมาขู่ได้ ขู่ดี ขู่กับคนที่ไม่มีอาวุธในมือเนี่ยนะ เฮอะ... ถ้ามีมีดสักเล่มละก็ ฉันจะแทงไม่ยั้งเลย”

โหย... อะไรวะ!

เมื่อกี้นี้ยังเป็น ‘ไอ้ยักษ์’ ตอนนี้กลายเป็น ‘ควายป่า’  ดีๆ ทั้งนั้น แลคคิดแล้วถอนหายใจพรืดให้กับคนที่บอกแผนการฆ่าตนเองอย่างหมดเปลือก พลางโต้กลับด้วยน้ำเสียงรำคาญ ด้วยรู้อยู่แก่ใจว่าคนข้อมือเล็ก กว่าจะยกปืนขึ้นมาเล็งเขานั้น ก็คงถูกเขาบิดข้อมือจนเกือบหักไปก่อนกระมัง

แล้วยิ่งเป็นมีด ยิ่งจัดการง่ายขึ้นอีก

“จะเอาเรี่ยวแรงจากไหนมาล้มควายป่า ชื่อคุณเป็นหมีก็จริง แต่เป็นหมีพูห์ตัวน่ารักนี่นา”

คนถูกชมว่าน่ารัก เลยตวัดสายตาขึ้นมาจ้องควาย โอ๊ย... ไม่ใช่ คนปากหวานพลางส่งยิ้มหวานเฉียบ แต่หาความจริงใจไม่ได้เลยสักนิด “อยากรู้ก็ลองส่งมีด หรือปืนที่เหน็บตรงบั้นเอวคุณมาให้ฉันสิ”

...เป็นวินาทีหยุดโลกที่ทำให้หัวใจของสวาทหนุ่มกระตุกวูบ คร่ำครวญถึงคุณพระคุณเจ้าเป็นครั้งแรก

คนอะไร ยิ้มสวยเหลือเกิน!

จูบหน่อยได้ไหม!!

ยิ้มเมื่อครู่ละลายความรำคาญใจ ความรู้สึกติดลบเป็นปลิดทิ้ง แม้แลคจะรู้ว่าเธอตั้งใจฉีกยิ้มก็ตาม แต่การยิ้มจนตาหยี อวดลักยิ้มสองข้างก็ไม่ต่างจากสีขาวที่หยดลงบนความรู้สึกสีเทาๆ เกาะกินได้รวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ 

ไม่เพียงทำให้อารมณ์ดี แต่ยังมองข้ามสายตาอาฆาต หนำซ้ำยังลืมตัวว่าผู้หญิงยิ้มหวานอาจเป็นคนใกล้ชิดของราชาค้ายาเสพติด

               เขามองเธอตาหวานเชื่อมขนาดนั้น ต่อให้เป็นเด็กอนุบาลก็ยังรู้ตัวว่ามีคนหลงเสน่ห์ 

เขาไม่ใช่ผู้ชายคนแรกที่ชมว่าเธอยิ้มสวย ไม่ใช่ผู้ชายคนแรกที่นิ่งงันไปครึ่งวินาทีกับยิ้มหวานบาดใจ แต่เป็นผู้ชายคนแรกที่เดินชนเธอล้มจนเสียหลัก แล้วอุ้มพาดบ่า ข่มขู่สารพัด

อันธพาลชัดๆ

“ดูออกแหละว่าเริ่มหลงเสน่ห์ฉัน แต่ฉันไม่นิยมมีคู่เดตเป็นพวกใช้กำลัง หัวรุนแรง ถึงคุณจะหล่อเหลาใช่เล่นก็เถอะ” พู่กันบอกพร้อมดีดนิ้วเหมือนเรียกสติคนที่เดินขนาบข้าง

“จริงอะ ยังไม่เคยลองแล้วจะรู้ได้ไง บางทีเราอาจจะเริ่มจากอ่อนโยน ไปเป็นโลดโผน แล้วไต่ระดับเป็นรุนแรงก็ได้”

มันออกจะประหลาดมากที่เปลี่ยนหัวข้อสนทนามาเป็นเรื่องรสนิยมในเพศตรงข้าม พู่กันยักไหล่พร้อมส่ายหน้าน้อยๆ “เทียบจากที่เคยถูกควายชนจนล้มก้นจ้ำพื้น ก็รู้แล้วว่ามันน่ากลัวมากกว่าน่าหลงใหล”

ถูกตอกย้ำว่าเป็นควายนับครั้งไม่ถ้วน แทนที่จะนึกโกรธ แต่แลคกลับหัวเราะร่วน โต้กลับอย่างสนุก 

“ลองใหม่ได้ไหม คราวนี้ต้องสนุก คุณลองวิ่งล่อให้ควายขวิดดูสิ”

คนฟังเบิกตาโต เผยอปากค้าง ไม่คาดคิดมาก่อนว่าเขาจะพูดจากำกวม ยั่วยุให้รู้สึกถึงไอร้อนที่แล่นขึ้นมาลามเลียตามผิวแก้มทั้งสองข้าง

แลคไม่รู้เลยว่าที่แก้มเนียนกลายเป็นสีเข้มขึ้นนั้น เกิดจากความอยากลองเรื่องแปลกใหม่ที่ตนเสนอหรือไม่

“ถึงควายจะบ้าพลัง แต่ถ้าคุณล้มก้นจ้ำพื้น ควายก็จะออมแรง ขวิดคุณบนพื้นแบบไม่ต้องกลัวว่าจะเจ็บหลัง ถ้าอยากให้เข้าข้างหลัง ก็แค่ทำเป็นวิ่งขาพันกันไปล้มคว่ำหน้าลงบนเตียง ควายจะเริ่มขวิดคุณอย่างอ่อนโยน”

แลคยิ้มโปรยเสน่ห์ ถามด้วยน้ำเสียงพร่าจัด “บิ๊กดีล”

“ดีลกับผีน่ะสิ ไอ้... ไอ้คนลามก”

“อ้าว...ไม่ใช่ควายแล้วเรอะ” แลคโต้กลับบ้าง 

สวาทหนุ่มยอมรับว่าติดใจในรอยยิ้มหวาน หากอ่อนล้า บอบช้ำกับเรื่องรอบตัว แบกโลกทั้งใบเอาไว้บนบ่าจนหลังแทบหักกลับบ้าน แล้วเปิดประตูเข้ามาพบใครสักคนนั่งรออยู่บนโซฟา ยิ้มหวานพร้อมกางแขนรอรับ ไม่ว่าจะเจอเรื่องยอดแย่แค่ไหน มันก็คงละลายหายไปในเวลาชั่วพริบตา

แต่หน้าที่ ภารกิจที่ได้รับมอบหมายย่อมต้องมาก่อนเสมอ แลคเรียกสติคืนได้ตั้งแต่ตอนที่คนหลงตัวเองพูดออกมาตรงๆ ว่า ‘เขาหลงเสน่ห์เธอ’

เกิดความเสียหน้าเล็กๆ ขึ้น เลยแกล้งยั่วโมโหให้คนสวยที่มั่นใจกับเสน่ห์ของตัวเองได้เสียหน้าบ้าง

               ทั้งคู่เดินผ่านส่วนของห้องลำเลียงอาหารออกไปเสิร์ฟแล้ว พอถึงประตูห้องปรุงอาหาร แลคก็ผลักประตูให้เปิดออกพลางดันร่างกะทัดรัดเข้าไป ก่อนจะก้มลงกระซิบข้างหูเธอ 

“ถึงคุณจะสวย และยิ้มหวานจนผมอยาก... แต่ถ้าเล่นตัวไม่ยอมล่อให้ควายขวิด ผมก็ไม่มีอารมณ์อยากขวิดหรอก ที่สำคัญกับคนขี้โกหกแล้ว ผมปลุกไม่ขึ้น” ว่าแล้วก็กวาดสายตามองไปรอบห้องครัวอาหารเอเชีย ซึ่งไม่เห็นเงาของลุงเธอเลยสักนิด

โฮ... จะปากร้ายไปไหน!

เดินชนจนล้มตึงว่าเจ็บมากแล้ว แต่ตอนที่เขาปากคอเราะรายทำร้ายเธอได้เจ็บกว่า 

แม้พู่กันอยากจะโต้กลับบ้าง แต่เจ้าของร่างสูงกลับออกแรงบีบแขนเธอแน่นขึ้นจนเจ็บหนึบ หนำซ้ำยังถามเสียงดุ

“ไหนล่ะ ลุงอยู่ไหน”

คำถามนั้นทำให้พู่กันกวาดสายตามองหาร่างท้วมของผู้เป็นลุง ซึ่งเป็นหัวหน้าเชฟอาหารเอเชียที่ควรจะยืนสั่งการ ดูแลทุกขั้นตอนการปรุงอาหาร ตามที่เธอเห็นมาตั้งแต่เรือสำราญลำนี้ล่องทะเล

“นี่... เห็นโจแอลบ้างไหม”

แลคทำหน้าเซ็งกับท่าทางร้อนรนใจที่พู่กันไถ่ถามกับพนักงานคนแล้วคนเล่า หากทุกคนกลับปฏิเสธ บ้างก็ส่ายหน้า แล้วก้มลงไปทำงานของตนเอง ต่างตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อให้ทันกับออร์เดอร์ของลูกค้าหลายพันคน ซึ่งเสียเวลาที่เธอจะเดินเข้ามาถามแบบรายตัว

“เฮ้... ทุกคน ผมเป็นตัวแทนของดอนเดลเจ้าของรอยัล แอตแลนติกลำนี้”

มีหรือที่สารส่งจากคนจ่ายเงินค่าแรงจะไม่ได้รับความสนใจ อีกทั้งเสียงดุดัน ชัดถ้อยชัดคำของผู้ชายร่างสูง ซึ่งพนักงานในครัวหลายคนเพิ่งมีโอกาสได้เงยหน้าขึ้นมามองเขาก็มีสีหน้าพึงใจ เพราะร่างกายแกร่งที่เปี่ยมไปด้วยพลังดึงดูดทางเพศ

ทว่าเจ้าตัวกลับคุ้นชินในสายตาเสน่หา หากมันด้อยค่า เทียบชั้นไม่ได้กับแววตาของสาวร่างกะทัดรัดที่เบี่ยงตัวออกจากฝ่ามือตน ด้วยไม่อยากเชื่อว่าผู้เป็นลุงจะไม่อยู่ในครัว

“ใครเห็นโจแอลบ้าง อย่าให้ต้องถามซ้ำ ตอบมาว่าเขาอยู่ไหน” แลคถามด้วยน้ำเสียงและสีหน้าจริงจัง ไม่นานนักหนึ่งในเชฟที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตาก็พูดโพล่งขึ้นมา

“โจแอลออกไปได้ครึ่งชั่วโมงแล้ว”

“ไปไหน” คนที่รีบย้ำถามคือหลานสาวของโจแอล

“ไม่รู้ ก็เขาเป็นหัวหน้าเชฟ จะเดินเข้า เดินออกก็เป็นสิทธิของเขานี่ ใครจะกล้าไปซักไซ้กันเล่า”

มีพิรุธที่สวาทหนุ่มสังเกตได้ว่าคนที่ตอบคำถามกำลังปกปิดบางอย่างเอาไว้ แลคจึงก้าวเร็วๆ ไปประชิดตัวของเชฟคนดังกล่าว แล้วกดเสียงต่ำถาม

“ที่นายตอบมา มันหมายความว่าโจแอลใหญ่สุดในครัวนี้ งั้นสิ”

“ตามตำแหน่ง ก็ใช่เลย” เชฟเบ้ปาก ไหวหัวไหล่รับกับคำพูดของตน

“ใหญ่จนเขาไม่จำเป็นต้องเดินเข้ามาเฉียดในครัว เพราะควรต้องหลับสนิทอยู่บนเตียงสินะ” 

“ก็เป็นอย่างนั้นน่ะดีแล้ว ไม่ใช่นึกครึ้มก็เดินเข้ามาหาเรื่อง อันนั้นก็ไม่ดี อันนี้ก็ไม่ใช่ ด่าๆๆ เหมือนหาที่ระบายอารมณ์ แล้วก็ปัดตูดหนี แย่ชะมัด”

คนถูกตำหนิอย่างไร้เหตุผลระบายบ้าง นั่นทำให้พู่กันเดินมาสมทบ แก้ต่างแทนลุง “โจแอลเป็นคนมีเหตุผล คุณต้องทำบางอย่างผิดแหละ ไม่งั้นคงไม่ถูกตำหนิ”

“แล้วเธอจะรู้อะไร เป็นหลานหัวหน้าเชฟก็ทำงานสบายกว่าใครอยู่แล้ว ขนาดห้องพักยังไม่ต้องแชร์กับคนอื่น เขาดีกับเธอแต่ไม่ได้ดีกับทุกคนนะ รู้เอาไว้ด้วย” 

จบคำพูดนั้นก็มีสายตาอีกหลายคู่ที่เห็นด้วยกับเชฟ แล้วมองเธออย่างตำหนิ

กลายเป็นเรื่องที่สร้างความสับสน ทำให้เธอจับต้นชนปลายไม่ถูก การที่โจแอลดุลูกน้องอาจเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ลุงของเธอไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดแน่นอน

“ผมบอกแล้วว่าลุงของคุณไม่ใช่คนดี”

ถึงน้ำเสียงของเขาจะอ่อนลงมาก แต่นั่นคือข้อหาที่หนักหน่วงเกินไป ความคิดกับจังหวะที่แลคพูดขึ้นมานั้น ช่างประจวบเหมาะกันเหลือเกิน

ผลัวะ...

“โอ๊ย...” แลคร้องออกมาด้วยความเจ็บ ถ้าเดาไม่ผิดก็เพิ่งถูกกระทะเทฟลอนฟาดเข้าข้างหู 

จะหนัก หรือเบามือไม่รู้ รู้แต่ว่าได้ยินเสียงวิ้งๆ ในหู หน้ามืดไปครู่หนึ่งจนต้องสะบัดหัวขับไล่ความมึนงง พลันเสียงของเธอก็ดังก้อง

“สมน้ำหน้า คราวหลังอย่าบังอาจมาอุ้มฉันพาดบ่าอีกเชียว”

ถูกผู้หญิงไซซ์กะทัดรัดเล่นงานทีเผลอมาครั้งหนึ่งแล้ว ถ้าสวาทหนุ่มปล่อยให้เธอได้รอดเงื้อมมือไปได้ ก็เสียเชิงชายที่เคยผ่านการฝึกฝนร่างกายมาอย่างหนัก   

แลคขยุ้มเสื้อยืดของเธอเอาไว้แน่น ไม่สนใจในเสียงร้องโวยวายที่ดังไม่หยุดหย่อน ยิ่งได้ยินเสียงขาดของผ้า ยิ่งร้องขอให้คนช่วย

“ช่วยด้วย ไอ้บ้านี่มันจะจับฉันไปฆ่า มันไปอุ้มฉันถึงในห้อง  ข่มขู่ ยัดข้อหาสารพัดเลย ว้าย...ปล่อยนะ” บอกพลางตะครุบชายเสื้อยืดที่ถูกดึงจนขาดเอาไว้

“หน็อย... ตบผมจนเห็นดาวแล้วจะชิ่งหนีง่ายๆ เรอะ มานี่...” แลคบอกแล้วก้าวไปประชิด จัดการจับร่างเธอหมุนแล้วย่อตัวลงอุ้มขึ้นพาดบ่าอีกครั้ง

“เอาอีกแล้ว ปล่อยนะ ฉันเวียนหัว” 

เคยคิดว่าหากถูกพระเอกแบกพาดบ่าเหมือนในหนัง ในซีรี่ส์คงเป็นเรื่องสนุกอยู่ไม่น้อย แต่พอถูกอุ้มพาดบ่า หัวแทบทิ่มลงพื้นกลับปวดหัวเป็นที่สุด พู่กันจึงไม่ยอมอยู่นิ่ง ทุบได้เป็นทุบสุดแรง 

“ช่วยด้วย...”

แม้ว่าสาวไทยจะมีคนเขม่นอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าจะปล่อยให้คนมาอุ้มออกไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่ให้ความช่วยเหลือ ก็คงจะเกินไปหน่อย 

แลคจึงก้าวได้เพียงก้าวเดียว พนักงานที่มีทั้งมีด ตะหลิวอยู่ในมือก็ขยับตัวออกมาขวางทาง จ้องมาเป็นสายตาเดียวกัน

“ปล่อยเธอซะ ถ้าไม่อยากถูกคนในนี้รุม”

จะสู้กับคนกว่าสามสิบคนไม่ใช่เรื่องง่าย ที่สำคัญยังสิ้นเปลืองเวลา หนำซ้ำยังดึงคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามายุ่ง แลคจึงคิดหาวิธีเอาตัวรอดโดยด่วน “พวกนายนั่นแหละอย่ามายุ่งเรื่องของผัวเมีย”

คดีพลิกไปอย่างสิ้นเชิง แล้วยังทำให้ ‘เมีย’ ที่เขาสมอ้างหยุดดิ้นรนเหมือนปิดสวิตช์

“อย่ามามุกน่า...” 

แลคไม่สนใจว่าคนที่พูดขึ้นนั้นเป็นใคร แต่ปฏิกิริยาที่อ่อนลงของหลายคนก็ทำให้รู้ว่าเหตุผลที่ยกขึ้นมาอ้างนั้นใช้ได้ผลดี 

“มุกห่าอะไรล่ะ ถ้าไม่ใช่เรื่องส่วนตัว คิดว่าฉันเข้ามาถามหาโจแอลทำไม เพราะถ้าเป็นเรื่องงานดอนเดลแค่ยกหูโทรศัพท์ โจแอลก็ต้องไปพบดอนแล้ว”

“ไม่ใช่ อย่าไปเชื่อที่เขาพูดนะ ฉันไม่ได้เป็น... โอ๊ย...” พูดไม่ทันจบประโยค พู่กันก็ต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บจนน้ำตาเล็ด เพราะถูกตีเข้าที่ก้น

“ต่อหน้าคนอื่นทำเป็นร้องเจ็บ เวลาอยู่บนเตียงแล้วเรียกร้องให้ผมหวดหนักๆ” ไม่พูดเปล่าแต่ขยำบั้นท้ายอย่างมันเขี้ยว 

แลคแสดงให้ทุกคนได้เห็นว่ามีสิทธิ์ในเนื้อตัวของผู้หญิงบนบ่า เฉกเช่นคู่รักที่กำลังมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน นั่นทำให้แลคเดินดุ่มๆ ได้สามสี่ก้าว

“แล้วเรื่องส่วนตัวที่ว่านั่นมันเรื่องอะไร” อีกเสียงหนึ่งถามขึ้นอย่างอยากรู้ อยากเห็น ซึ่งหยุดการก้าวเดินของเขาได้ชะงัด

ถ้าเขาเงียบ มันจะกลายเป็นข้อสงสัยไม่จบไม่สิ้น

“ก็ฉันทำเธอท้อง แล้วโจแอลก็ควรรู้เรื่องนี้ ก่อนที่เธอจะตัดสินใจไปทำแท้งน่ะสิ”

เสียงครางตามหลังของคนในห้องครัว ไม่ได้ทำให้แลคใส่ใจ แต่การพูดเช่นนั้นทำให้เขาเดินแบกร่างของพู่กันออกมาตามทางเดิน ไปยังบันไดทางหนีไฟ

แน่นอนว่าแลคไม่อาจคาดเดาอารมณ์ของหญิงสาวได้เลย เมื่ออาการดิ้นรนเอาเป็นเอาตายหายไป แต่หันกลับมาหยิก ข่วนจนรู้สึกแสบบั้นเอวไปหมด

“เจ็บนะเว้ย หยิกเอาๆ เนื้อคนนะ ไม่ใช่เนื้อควาย” แลคบอกด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น เพราะเดินขึ้นมาถึงชั้นสองแล้ว แม่คุณก็ยังทำร้ายเขาไม่ยอมรามือ

การหลับตาทำให้ความพะอืดพะอมน้อยลง แต่เจ็บใจมากขึ้นเป็นทวีคูณ ด้วยคำพูดใส่ร้ายป้ายสีเธอจนไม่เหลือชิ้นดี

“ก็ปล่อยสิวะ มาอุ้มไว้ทำไม รู้ไหมว่าอยากอ้วกจะตายอยู่แล้ว”

เธอเป็นเบาะแสเดียวที่อยู่ใกล้ตัวโจแอลมากที่สุด แน่นอนว่าจะปล่อยให้หลุดมือไม่ได้ แต่ฤทธิ์เยอะ เหวี่ยงสะบัดขนาดนี้คงจับมัดไว้กับเก้าอี้อย่างเดียวไม่ได้

“ไม่เจออะไรแล้วก็ปล่อยฉันสักทีสิ จะพาไปไหนอีก”

“พาไปห้องผมสิ เรายังไม่จบเรื่องกัน จะปล่อยไปได้ไง” แลคบอกพร้อมแตะคีย์การ์ด ใช้เท้าแตะเปิดประตูห้องออกกว้าง แล้ววางเธอลงบนเตียงด้วยความรีบร้อน

เรียกว่า ‘ทุ่ม’ คงจะเหมาะกว่า

“อ๊ะ...” ถึงจะเจ็บ แต่พู่กันก็ลืมตาได้เพียงเสี้ยววินาที

อาการพะอืดพะอมชวนให้อาเจียนก็รุมเร้าจนต้องหลับตานิ่ง กลืนน้ำลายตลอดเวลา

เสียงร้องดังกล่าวเรียกความสนใจจากแลคให้หันมามองร่างกะทัดรัดที่นอนหลับตานิ่ง เธอยกมือข้างหนึ่งขึ้นคลึงขมับ 

วูบหนึ่งแลคก็นึกสงสาร แต่ความเจ็บที่เต้นตุบๆ อยู่ตรงหางคิ้วก็ตอกย้ำให้นายตำรวจหนุ่มนึกถึงความแสบสันของเธอ

เจ้าของฝ่ามือแกร่งเปิดตู้เย็นแล้วหยิบเอาน้ำดื่มออกมาตั้งไว้บนโต๊ะ ในช่วงที่เธอหลับตา เขามีเวลาเหลือเฟือที่จะกระทำการบางอย่างโดยไม่ต้องตอบคำถามใด

เธอยิ้มน่ารักมากเกินไปใช่ไหม ถึงได้มีอารมณ์แหย่หมีเมา ให้กลับมาเป็นหมีขี้หงุดหงิด

เป็นความคิดที่ผุดพรายขึ้นมาอย่างทันควันระหว่างที่เดินมาหยุดอยู่ข้างเตียง แล้วยื่นขวดน้ำให้เธอ “อยากให้ปล่อย ก็พูดความจริงมา อย่าโกหกสิ”

“จากนี้ฉันจะโกหกทุกคำ เวลาโกหก คนเชื่อง่ายจะตาย” พู่กันพูดพลางหรี่ตาข้างหนึ่งขึ้นมาทดสอบความรู้สึกของตัวเองว่ายังเวียนหัวอยู่หรือไม่

ดีขึ้นหน่อย แต่ยังต้องหลับตา เธอบอกกับตัวเองแล้วหลับตาลงอีกครั้ง

“ดื่มน้ำเยอะๆ มันช่วยให้ดีขึ้น”

“พูดจริงหรือโกหกล่ะ” พู่กันไม่วายที่จะประชดประชัน ไม่ยอมรับเอาขวดน้ำ หลับตานิ่งจึงไม่มีโอกาสได้เห็นรอยยิ้มขี้เล่น ทั้งยังไม่รู้ตัวเลยว่าเปิดโอกาสให้เขาได้ไล่สายตาอยู่กับริมฝีปากของตนเองอย่างอ้อยอิ่ง

“มีงอนด้วย”

เป็นน้ำเสียงที่หยอกเย้าราวกับเขาไม่เคยทำเรื่องอุกอาจจนเธอต้องจุกเสียดท้อง พะอืดพะอม นอนนิ่งหมดสภาพอยู่แบบนี้ พู่กันจึงลืมตาขึ้นแล้วกระแทกเสียงตอบ “ฉันประชดย่ะ”

ปลายเสียงอ่อนลง ไม่เต็มอารมณ์อยากประชดเหมือนคำพูด ด้วยสายตาปะทะเข้ากับรอยยิ้มที่มองเธออย่างเอ็นดู

...เวลาร่วมหนึ่งชั่วโมงที่อยู่ด้วยกัน ต่อให้มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจหนักหนา แต่พู่กันก็คือปุถุชนทั่วไปที่หวั่นไหวกับใบหน้าคมสัน กล้ามอกแน่นตึงของเพศตรงข้ามช่างลวงล่อให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นนัก

ยิ่งไล่สายตาลงตามซิกซ์แพ็กที่เป็นคลื่นลอน วีไลน์ที่ลู่ลงจนหายไปในขอบกางเกงยีนยิ่งทำให้เผลอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว

หลังจากถูกทุ่มลงบนเตียง แล้วเขาถอดเสื้อ เป็นเรื่องที่เธอควรจะโวยวาย แต่เพราะเรือนกายอันสมบูรณ์ล้วนๆ ที่ทำให้ลืมเลือนเรื่องนั้นไปสิ้น

แลคเองก็ไม่ใช่ไก่อ่อน ประเภทที่ไม่รู้เรื่อง ไม่คุ้นชินว่ากำลังถูกอ่านกินทางสายตา 

เซ็กซ์ที่ต้องซื้อกิน เพราะทำงานหามรุ่งหามค่ำจนไม่มีเวลาไปนั่งทอดอารมณ์ในผับบาร์ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง หรือเซ็กซ์ที่ใช้เวลามองตากันไม่ถึงสิบนาที ก็ลากกันออกจากผับ ไปคลุกเคล้ากันอยู่บนแบ็กซีต ก็เป็นเรื่องที่สวาทหนุ่มเคยทำมานับครั้งไม่ถ้วน

แล้วนับประสาอะไรกับสายตาลวนลามของผู้หญิงยิ้มหวานจะไม่ส่งผลต่อความตื่นตัวในร่างกาย

มองตามสายตาซุกซนที่จ้องแต่ขอบกางเกงไม่วางตาแล้ว แลคก็ต้องกลืนน้ำลายด้วยความลำบาก แต่ภารกิจสำคัญกว่าเซ็กซ์เสมอ

สวาทหนุ่มเตือนตัวเอง พร้อมเรียกสติสาวหื่นตรงหน้าด้วยการเปิดขวดน้ำ แล้ววางมันลงบนแขนนุ่ม “ดื่มน้ำซะ จะได้ไม่เวียนหัว”

ความเย็นเฉียบของน้ำดื่ม เรียกสติที่กำลังกระเจิดกระเจิงไปใต้ขอบกางเกงยีนได้เป็นอย่างดี หญิงสาวชันตัวขึ้นนั่งอยู่ปลายเตียง พลางรับเอาขวดน้ำมาถือไว้

แลคยิ้มอย่างพอใจ เมื่อเธอว่านอนสอนง่าย ดื่มน้ำตามคำแนะนำ จึงเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบเสื้อเกราะอ่อนออกมาสวมแล้วตามด้วยเสื้อยืดสีดำสนิท 

ความจริงแล้วแลคควรสวมชุดปฏิบัติการพิเศษ เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมทีมที่เข้ามาสนับสนุนกวาดล้างคาร์เทลค้ายาเสพติดบนเรือสำราญลำนี้ แต่ผู้หญิงที่นั่งอยู่ปลายเตียงยังเข้าใจว่าเขาเป็นลูกสมุนของดอนเดล ก็ควรให้เธอเข้าใจเช่นนั้นต่อไป

“ชิ... หนังเหนียวเป็นควายป่าขนาดนั้น เสื้อเกราะคงไม่จำเป็นหรอกมั้ง” 

คนถูกว่าแสยะยิ้ม พลางโต้กลับ “รอให้นักวิทยาศาสตร์พัฒนาเคฟลาร์แบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นผมก็คงได้หนังเหนียวอย่างที่คุณว่าหรอก”

“ไม่ได้หนังเหนียวอย่างเดียวนะ นิสัยยังหยาบด้วย”

แม้เธอจะพูดไม่เต็มเสียง แต่คนฟังก็ได้ยินชัดเจน แลคเบ้ปาก ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงได้ด้านชาต่อคำว่ากล่าวของเธอนัก

ยกนี้เธอชนะใสๆ เลยยกขวดน้ำขึ้นดื่มแก้กระหายไปเกือบครึ่งขวด ทว่าต้องสำลักออกมาทางเดิม ชนิดที่ไม่ต้องรักษาภาพพจน์ของสาวหน้าหวาน ยิ้มสวยเลยสักนิด เมื่อเจ้าของร่างแกร่งดึงกางเกงลงอย่างว่องไว เหลือเพียงแค่ชั้นในตัวเดียว!

ความล่ำบึ้ก ขดตัวแล้วดิ้นขยับเป็นเหยียดขยายจนมองเห็นถึงรูปร่าง และขนาดโดยไม่ต้องอาศัยจินตนาการเลย

“ว้าย... ไอ้คนลามก จะถอดกางเกงก็ไม่บอก” ว่าแล้วก็รีบหมุนตัวนั่งหันข้างให้เขาทันที หัวใจสาวเต้นตึกตัก ในหัวมีแต่ภาพความล่ำบึ้กที่พองฟูได้

แลคหรี่ตาก้มลงมองความฮึกเหิมกลางกายตนเอง สลับกับคนที่นั่งหันข้าง ยกขวดดื่มน้ำจนเกลี้ยง ความจริงบางอย่างก็เกิดขึ้น ตรงหน้านี้คือผู้หญิงประเภทที่เขาไม่เคยเจอ

มันอะไร?

เห็นเขาถอดกางเกงแล้วหันหน้าหนี ทำท่ารังเกียจรังงอน แทนที่จะปรี่เข้ามาถอดผ้าชิ้นสุดท้ายออก แล้วฟอนเฟ้นเรือนกายแกร่งอย่างลุ่มหลงให้สมกับที่เขาใช้เวลาปั้นกล้ามเนื้ออยู่หลายปี

“สัตว์ป่ามันก็หยาบแบบนี้แหละ อยากถอดแล้วอึ๊บตรงไหนก็ทำ ว่าแต่... คุณอ่อนหัดงั้นเรอะ ถึงได้นั่งตัวบิด ทำเหมือนไม่เคยเห็นคนเปลี่ยนกางเกง” กลั้นหัวเราะแล้วพูดจายั่วยุ พลางหยิบกางเกงตัวใหม่ขึ้นมาสวม

ถึงคราวจวนตัว คำพ่อสอนก็ผุดขึ้นมาในหัว ‘ถ้าเจอผู้ชายชีกอ หน้ามึน ต้องเสียงแข็ง ข่มมันด้วยคำพูดที่แรงกว่าถึงจะชนะ’

“เคยย่ะ แต่ไม่อยากดูให้เสียตา ไร้แรงดึงดูด” 

ในโลกใบนี้มีเพียงพระเจ้าและตนเองที่รู้ว่ากำลังโป้ปดมดเท็จ แต่พู่กันยังไม่รู้ตัวว่า ผู้ชายที่มีความมั่นใจในตัวสูงลิบลิ่ว ยังหลงเหลืออยู่บนโลก ซึ่งหนึ่งในไม่กี่คนนั้นกำลังขมวดคิ้ว ยิ้มร่า หยิบสายสะพานปืนกลมือขึ้นมาคล้องกับหัวไหล่

“ที่ว่าไม่ดึงดูดเพราะมันเล็กกว่าที่เคยเจอ งั้นเรอะ”

ว้าย... คนเลว!

พู่กันได้แต่คร่ำครวญในใจกับน้ำเสียงที่ชัดเจนขึ้น เสียงฝีเท้าที่บอกให้รู้ว่าเขาเดินใกล้เข้ามา แม้อยากจะพูดให้เขาเกิดความอับอาย สูญเสียความมั่นใจ แต่เธอกลับต้องสะบัดหน้าเร็วๆ เพื่อขับไล่อาการง่วงงุนที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ง่วงชนิดที่ตาจะปิดจนเกือบจะพูดไม่จบประโยค

“โอ๊ย... คำว่าเล็กนั่นมัน เอ่อ... ถนอมน้ำใจคุณเกินไป กระจ้อยร่อย คงจะ เหมาะ กว่า”

หลังคำประณามที่จงใจให้เกิดความอับอายจบลง เจ้าของคำพูดก็ทรงตัวไม่ไหว โงนเงนลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก แล้วถ้าไม่ได้อ้อมแขนของคนที่เธอปรามาสมารับร่างเอาไว้ พู่กันก็คงฟุบไปกองอยู่กับพื้น

แลคก้มมองเจ้าของใบหน้าจิ้มลิ้มที่หลับตาพริ้มอยู่ในวงแขน ทั้งหมั่นไส้และเอ็นดูในคราวเดียวกัน “เจอฤทธิ์ยานอนหลับของควายป่าเข้าแล้วไหมล่ะ แม่คนเจนสนาม หน็อย... กล้าดียังไงมาหาว่า ‘เพื่อนแลคขนาดกระจ้อยร่อย’ ผมออกจะภูมิใจในความล่ำบึ้ก”

ไม่ใช่แค่พูดออกมาส่งๆ แต่แลคกลับรับรู้ได้ถึงความรวดร้าวที่ขยับตัวเบียดเสียดอยู่กลางกาย ยิ่งไล่สายตาลามเลียไปตามข้างแก้ม ลำคอ ยิ่งอยากไล้ปลายจมูกเข้ากับผิวเนื้อเนียน

ให้ตายเถอะ... มันใช่เวลาที่จะมาเกิดตัณหาราคะไหม!?

อยากมีเซ็กซ์กับผู้หญิงคนไหนก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่เขาดันอยากฟัดหลานสาวโจแอลซึ่งเป็นมือขวาของโดปลอร์ด

ความคิดของสวาทหนุ่มต้องชะงักงัน เมื่อโทรศัพท์มือถือสั่นติดๆ กันสองสามครั้ง แลคจึงวางร่างเธอให้นอนอยู่บนเตียง แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กข้อความ 

การที่เดลเปลี่ยนแผนการเพื่อตลบหลังดอนครูซ ซึ่งควบคุมการค้ายาเสพติดของคาร์เทลในหลายรัฐนั้น ทำให้เขาต้องไปสมทบกับทีมโดยด่วน

แลคเหลือบมองคนที่หลับสนิทอยู่บนเตียงแวบหนึ่ง ความปวดตรงข้างขมับย้ำเตือนให้รู้ว่า ถึงจะเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่การเอาตัวรอด กล้าต่อกรกับคนที่มีพละกำลังมากกว่าหลายเท่า ไม่ใช่เรื่องที่เขาควรประมาท อีกทั้งไม่รู้ว่าปฏิบัติการในครั้งนี้จะใช้เวลามากน้อยแค่ไหน 

สายรัดพลาสติกที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงจึงถูกดึงออกมาใช้มัดทั้งข้อมือ และข้อเท้า

“เอาวะ... ถ้าหนีได้ทั้งสภาพอย่างนี้ จะยอมคุกเข่าให้เลย” ว่าแล้วก็เดินออกไปจากห้อง ระหว่างทางแลคยังได้รับสายจากจิม เมสัน ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษกวาดล้างคาร์เทลค้ายา

“ภาพของผู้ชายที่ส่งมายืนยันแล้วว่าเป็นมือขวาของโดปลอร์ด ไอ้หมอนี่มันชอบแฝงตัวไปโผล่ตามปาร์ตี้ของพวกเพทรัน ไปแบบไม่ให้ใครรู้ฐานะ เหมือนไปสอดแนมว่าใครคิดไม่ซื่อ ใครเชื่อใจได้บ้าง” จิมบอกหลังจากได้รับคำยืนยันจากฝ่ายเทคนิคที่สามารถเทียบใบหน้ากับฐานข้อมูลในระบบ

“ชื่อโจแอลครับ”

จิมขมวดคิ้วเพราะไม่คิดว่ามือขวาของโดปลอร์ดที่ปลอมตัวมาเป็นเชฟอาหารเอเชียจะเปิดเผยชื่อจริง “ก็แปลกที่มันใช้ชื่อจริง”

“จากที่ได้คุยกัน พู่กันไม่น่าจะรู้ว่าลุงเป็นหนึ่งในสมาชิกคาร์เทล” แลคออกความคิดเห็น

“ก็... เป็นได้อยู่สองทางคือพู่กันเล่นละครตบตาพวกเรา หรือเธอไม่รู้เรื่องจริงๆ ปกติแล้วพวกตัวเป้งมักใช้ชีวิตส่วนตัวเรียบง่าย บางทีคนในครอบครัวไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเงินที่ใช้จ่ายอย่างสุขสบายมาจากการค้ายาเสพติด แต่ตราบใดที่พู่กันอยู่กับเรา โจแอลมันต้องโผล่หัวออกมาแน่” จิมบอกด้วยความมั่นใจ ทว่าตอนนี้ยังมีอีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญยิ่งนัก

“แต่ตอนนี้รีบไปสมทบกับทีม ทำตามแผนของเดลก่อน ถึงวันนี้ไม่ได้ตัวโดปลอร์ดหรือโจแอล พวกเราก็ต้องได้ตัวดอนครูซกับลูกสมุนของมัน”

“รับทราบครับ”

หลังรับคำอย่างหนักแน่นกับหัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษ แลคก็ทำหน้าที่ของตนเองอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ที่เดลเจ็บตัวเพื่อถ่วงเวลาเป็นแผนการชั้นยอดที่ทำให้รวบตัวดอนครูซและสมุนได้ในที่สุด

ภารกิจครั้งนี้จบลงอย่างสมบูรณ์เพราะอาชญากรตัวเอ้ที่มีบทบาทสำคัญในคาร์เทลค้ายาถูกจับเป็น ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าดอนครูซต้องมีชีวิตหลังลูกกรงเหล็กไปจนตาย เขายังเป็นแหล่งข้อมูลชั้นเยี่ยมที่จะขยายผลไปถึงอาชญากรอีกหลายคน ดอนเดลที่แฝงตัวอยู่ในคาร์เทลนานถึงแปดปี เป็นอิสระและกลับไปใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย

ทว่าภารกิจของแลค ลาซอว์เต้ เพิ่งเริ่มขึ้น เมื่อเขาได้รับคำสั่งจากจิม เมสัน ให้ดูแลพู่กัน เธอเป็นคนเดียวที่มีเหตุผลให้เชื่อว่าจะเป็นเหยื่อล่อชั้นเยี่ยมให้โจแอลปรากฎตัว

‘หลังจากเรือเทียบท่า คุณต้องพาตัวพู่กันลงจากเรือ ทำตัวกลมกลืนกับผู้คน อย่าแสดงพิรุธให้ตำรวจชายฝั่งหรือตำรวจเม็กซิโกเห็นเด็ดขาด มีสปีดโบ้ทจอดรออยู่ตรงท่าเทียบเรือ คุณขับไปยังจุดนัดพบตามพิกัดที่ผมส่งให้’

คำสั่งของหัวหน้าเป็นสิ่งที่ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องทำตามอย่างไม่มีข้อสงสัย เมื่อเปิดประตูห้องส่วนตัวเข้ามาอีกครั้ง แลคก็พบถุงสุญญากาศที่บรรจุบางอย่างเอาไว้ แล้วสอดเข้ามาใต้ประตูห้อง

เมื่อเปิดถุงสุญญากาศออกก็พบว่ามันคือกระเป๋าผ้าหนาใบใหญ่ ขนาดของมันใหญ่มากพอที่เธอจะนอนขดตัวอยู่ด้านใน ช่องเล็กที่อยู่ด้านในยังมีพวงกุญแจที่มีลูกกุญแจสามดอก ปืนออโตเมติกพร้อมกระสุนอีกสองแม็กกาซีน พร้อมเงินเปโซเม็กซิโกซึ่งมัดรวมกับเงินดอลลาร์ยูเอสปึกใหญ่

แลคดึงเสื้อเชิ้ตลายต้นมะพร้าวสีสันฉูดฉาดออกมาสวมทับเสื้อยืดอีกครั้ง สวมหมวกแก๊ป แล้วเดินไปหยุดอยู่ข้างเตียงที่จัดการรูดซิปกระเป๋าขนาดใหญ่ออกจนสุด ก่อนจะสอดมือเข้าไปอุ้มคนที่นอนหลับใหลมาวางลงในกระเป๋า

ใครบ้างอยากจับผู้หญิงที่นึกพิศวาส อยากคลุกเคล้าทั้งใบหน้าเข้ากับเนื้อตัวของเธอยัดใส่กระเป๋าแบบนี้ 

‘คุณไม่น่าเกี่ยวข้องกับพวกค้ายาเลย พู่กัน’

เรื่องจริงที่ผุดขึ้นในหัวสร้างความผิดหวัง จนต้องสั่งตัวเองให้หักใจ ทว่าช่างประหลาดเหลือเกินที่ไม่อาจละสายตาจากเจ้าของใบหน้าจิ้มลิ้ม แค่เธอหลับตานิ่งก็มีแรงดึงดูดสายตา ความรู้สึกอย่างมากล้น

แลครูดซิปกระเป๋าได้เพียงครึ่งหนึ่ง ก่อนจะชะงักมือ มองเธอพลางยิ้มให้อย่างอ่อนโยน “หวังว่าคงไม่ตื่นขึ้นมาสร้างปัญหาให้ผมอีกนะ คนสวย”

...ก็เพราะคนสวยถูกวางยานอนหลับ จึงไม่รู้ว่าตอนที่เขาเดินออกจากเรือสำราญ ปะปนกับผู้คนไม่ต่างจากนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง หนำซ้ำยังโบกมือทักทายกลุ่มสาวๆ ที่สวมบิกินี่ยืนรอสปีดโบ้ทของบริษัททัวร์ท้องถิ่นอยู่ตรงท่าเทียบเรืออีกด้วย

“ว้าว...ไม่ยักรู้ว่าในรอยัล แอตแลนติก มีคนหล่อขนาดนี้อยู่ด้วย”

สาวผมบรอนด์ ผิวขาวตัดกับบิกินี่สีดำพูดขึ้นลอยๆ เมื่อเห็นหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา หนวดเคราเขียวครึ้ม รูปร่างสูงใหญ่เดินผ่านหน้าไปยังสปีดโบ้ทที่จอดรออยู่แล้ว

แลคโคลงศีรษะเป็นเชิงขอบคุณในคำชื่นชม ยิ้มตอบให้ตามประสาชายโสดที่รู้ว่าผู้หญิงตรงหน้ากำลังเชิญชวนอย่างโจ่งแจ้ง

แหม... ถูกชมตรงๆ ขนาดนี้ จะให้หน้าบึ้งก็คงไม่ใช่ผู้ชายอย่างแลค ลาซอว์เต้ แน่นอน รอยยิ้มที่ส่งกลับไปให้จึงเป็นการบริหารเสน่ห์ตามความเคยชินประสาหนุ่มโสด 

หากเขากลับไม่มีเวลาให้สาวๆ ได้แทะโลมมากนัก จึงวางกระเป๋าใบใหญ่ลงในสปีดโบ้ท ก่อนจะก้าวตามลงไป 

ดูเสียมารยาท ไม่ใช่ชายโสดรักสนุกคนเดิมเลย เมื่อไม่ได้โต้ตอบ แต่กลับสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วขับสปีดโบ้ทออกจากท่าเทียบเรือ

สาวผมบรอนด์คนเมื่อครู่มีทุกอย่างที่ผู้ชายต้องการ แต่เวลาผ่านมาแค่ไม่กี่นาที กลับจำไม่ได้แม้กระทั่งใบหน้าของเธอ แตกต่างกับเจ้าของใบหน้าจิ้มลิ้ม แก้มเนียน ปากน่าจูบของพู่กันที่แจ่มชัดอยู่ในหัว

เหมือนความจริงบางอย่างวิ่งเข้ามากระแทกจิตใจ!

“ฉิบหายเอ๊ย... จะมานึกชอบหลานสาวพวกค้ายาได้ไงวะ” 

ก่นด่าตัวเองได้ไม่ทันขาดคำ เสียงอู้อี้ก็แทรกขึ้นมาจนต้องเหลือบสายตากลับไปมองกระเป๋าใบใหญ่ที่ปิดสนิท กองอยู่ไม่ไกล มันขยับยุบยับตามแรงของคนที่ขดตัวอยู่ข้างใน

แลคต้องดับเครื่องยนต์ ปล่อยให้สปีดโบ้ทลอยกลางทะเลสีคราม ขมวดคิ้วแทบจรดกันเมื่อได้ยินเสียงโวยวายที่เล็ดลอดออกมา

“ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยฉันที ช่วยด้วย...”

แลคส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ดีที่ขับรถสปีดโบ้ทออกมาได้ไกลพอสมควรจึงมั่นใจว่าไม่มีใครได้ยินเสียงของหมีขี้หงุดหงิดที่ปากน่าจูบเหลือเกิน

ตายแน่แล้ว ถูกลักพาตัวกลางวันแสกๆ ฮือ...

ความกลัว ตกใจสุดขีดเมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งแล้วพบเพียงความมืดมน สองมือ สองเท้าถูกพันธนาการ ยิ่งดิ้นรนยิ่งเหมือนจะขาดใจตาย!

ทว่าก่อนตาย เธอต้องดิ้นรนช่วยเหลือตัวเองให้ถึงที่สุด “ช่วยด้วย ช่วย...”

เสียงร้องขอความช่วยเหลือค่อยๆ เลือนหายลงไปในลำคอ เมื่อแสงเจิดจ้าของพระอาทิตย์ช่วงสายแยงตาจนรูม่านตาปรับรับแสงไม่ทัน

“นี่... หยุดโวยวายได้แล้ว อยู่กลางทะเลแบบนี้ ใครมันจะมาได้ยินเสียงคุณ”

หน็อย...ต่อให้ยังหลับตา เธอก็จำน้ำเสียงดุดันได้แม่นยำ ไอ้ควายป่าบ้ากามนี่เอง!

แลคเริ่มงุนงงในปฏิกิริยาของเธออีกครั้ง เมื่อครู่ยังดิ้นรนเอาเป็นเอาตาย แต่ตอนนี้กลับหลับตานิ่ง จึงโน้มตัวเข้าใกล้พลางยื่นมือออกไปจรดปลายจมูก

คนอาฆาตแรงที่รอจังหวะนี้อยู่ก่อนแล้ว พอสบโอกาสก็รีบกัดนิ้วเขาเสียจมเขี้ยว

“อ๊าก... ทำบ้าอะไรเนี่ย” แลคสบถ รีบใช้มืออีกข้างบีบเข้าที่กรามล่างจนเจ้าตัวยอมปล่อย 

คราวนี้ที่พู่กันเข้าใจกับคำว่า เจ็บจนน้ำตาร่วง แต่เธอจะไม่ร้องออกมาสักครึ่งคำ “สมน้ำหน้า กล้าดียังไงมาทำกับฉันแบบนี้”

เป็นคำต่อว่าด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด แต่แลคกลับเห็นว่าดวงตากลมโตมีน้ำตาเอ่อล้น

ให้เขาตกนรกหมกไหม้ ยังไม่รู้สึกร้อนรน ผิดบาปเท่ากับทำร้ายจนเธอร้องไห้เลย!

ความจริงที่ทำให้แลค ลาซอว์เต้ นิ่งงัน นั่งชันเข่าพิงกับกราบเรือในทิศทางตรงกันข้ามกับเธอ ได้แต่มองตามร่างที่กระเสือกกระสนลุกขึ้นนั่งอย่างลำบาก 

เธอถูกมัดข้อมือและข้อเท้าด้วยสายรัดพลาสติก มันรัดแน่นเสียจนผิวตรงข้อมือเริ่มเป็นรอยแดง ความจำสุดท้ายคือเธออยู่ในห้องนอนของเขา แต่ตอนนี้หันซ้าย มองขวาก็มีแค่ทะเล ทะเล และ...

“อะ...ไอ้” จะด่าก็ด่าไม่ออก “คุณลักพาตัวฉันมางั้นเหรอ ไอ้โจรบ้า”

หลังคำประณามนั้นก็เหมือนเธอจะสู้สุดชีวิต ด้วยการถีบ เตะคนที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามเป็นพัลวัน 

“แกจับฉันมาทำไม ไอ้โจรกระจอก รังแกคนอ่อนแอกว่า” ทั้งว่า ทั้งดึงข้อมือทั้งสองข้างออกจากกัน แต่สายรัดพลาสติกกลับแน่นขึ้น มันบาดจนเนื้อถลอก

แลคมองตามแล้วรีบยื่นมือเข้าไปจะช่วยเหลือ แต่แม่คุณฤทธิ์เยอะเหลือเกิน เบี่ยงตัวหนี จ้องมาราวกับจะแล่เนื้อเถือหนังออกเป็นชิ้น ทาเกลือ ตากแดด แล้วโยนให้เป็ดกิน!

“ยิ่งดิ้นมันยิ่งรัด”

“ก็ปล่อยฉันไปสิ จับฉันมาทำไม ต้องการอะไร ไอ้โจรบ้า” ว่าแล้วสมองก็ขบคิดหนักขึ้นไปอีก พู่กันเผยอปากค้าง มองตามโจรที่ยืดตัวลุกขึ้นเต็มความสูง ก้าวไปหยุดอยู่หน้าพวงมาลัย

“จับฉันมาเรียกค่าไถ่เหรอ”

เวรกรรม... แต่ละข้อหาช่างเลิศเลอ สรรเสริญความดีความชอบของเจ้าหน้าที่รัฐนัก!

แลคถอนหายใจพรืดใหญ่ แล้วทวนคำราวกับไม่เชื่อหู “จับพนักงานในห้องครัวมาเรียกค่าไถ่ เออ... โจรนี่เลวอย่างเดียวไม่พอ ต้องโง่บรมด้วย”

“ก็แล้วถ้าไม่ได้เรียกค่าไถ่ จะจับฉันยัดใส่กระเป๋ามาทำไม”

เป็นคำถามที่ทำให้ดวงตาทั้งสองคู่จ้องมองกันอยู่ครู่หนึ่ง สมองของพู่กันเริ่มประมวลผลตั้งแต่ที่เจอกัน ปะทะกันนั้นสิ่งหนึ่งที่สังเกตได้อย่างชัดเจนก็คือ...

ว่ากันว่าความคิดและสายตาจะสัมพันธ์กันเสมอ ซึ่งมองตามการไล่สายตาลงไปยังจุดกลางกายของเขาแล้ว แลคก็รู้ทันความคิดของเธอ ไม่ต้องรอให้เธอประณามหยามเหยียด ยัดเยียดให้ตำรวจดีเด่นแห่งปีเป็นโจรบ้ากามก็พูดโพล่งออกมาดักคอเธอเสียเอง

“คิดถูกแล้วละ จับมาบำบัดความใคร่ เห็นแล้วนี่ว่าเพื่อนผมมันคึกแค่ไหน เพราะงั้นอย่ามายั่วอารมณ์เปลี่ยวของผม”

หวาดกลัว ขยะแขยง เป็นความรู้สึกที่เด่นชัดในแววตา ซึ่งมันกวนใจ กวนโมโหเขาเหลือเกิน

โมโหที่ทำเธอเจ็บจนน้ำตาร่วง แล้วพอจะช่วย เธอกลับหวงเนื้อหวงตัว

โมโหเพราะไม่เข้าใจว่า... ทำไมสถานการณ์ระหว่างกันมันถึงได้ย่ำแย่ลงเช่นนี้

มันแย่เพราะเขาต้องเล่นบทโหด ปรามให้เธอเชื่อฟัง ยิ่งเห็นเธอเผยอปากเหมือนจะต่อว่าอีกครั้งก็ต้องชี้นิ้ว กำราบให้อยู่หมัด 

“เงียบ แล้วถ้าได้ยินเสียงอีกครึ่งคำ ผมจะไม่ทน ขวิดกันกลางทะเลนี่แหละ” 

ก็คงได้ผลเพราะเธอเม้มปากสนิท แลคจึงลอบถอนหายใจ แล้วสตาร์ทเครื่องยนต์ขับไปยังพิกัดที่จิมส่งมานัดแนะ โดยที่ไม่มีโอกาสเห็นว่าคนที่นั่งอยู่ไม่ไกล มองอย่างเคียดแค้น แช่งชักหักกระดูกในใจ หนำซ้ำยังบอกกับตัวเองว่า...

ชาตินี้จะเป็นเมียใครก็ได้ แต่ไม่เป็นเมียไอ้ควายป่าปากร้ายนี่เด็ดขาด!

พ่อแลคมาแล้วนะแม่มันทั้งหลาย

อย่าลืมมาลวนลามกันทุกวันนะจ๊ะ

 

sds

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 74 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

42 ความคิดเห็น

  1. #6 14 องศา (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2563 / 18:50
    หมีน้อยกับควายป่า 55555
    #6
    1
  2. #5 uangphorn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2563 / 12:55

    เพื่อนแลคใจเย็นๆ...ให้เวลาพู่หน่อย

    #5
    1
    • #5-1 ศิริพารา - รายาฤดี 11(จากตอนที่ 4)
      22 มิถุนายน 2563 / 20:39
      เพื่อนแลคนี่พูดไม่ค่อยเชื่อนะ เจอแม่มันก็เอาแต่ใจหนักมากเลย
      #5-1
  3. #4 coffee (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2563 / 10:21

    รอจร้าาาา

    #4
    2