อริเร้นรัก (ตีพิมพ์กับสนพ. ดีต่อใจ)

ตอนที่ 39 : ตอนที่ 10 ถลำลึก 1 30%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 543
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 55 ครั้ง
    26 ก.ค. 63

  

sds

 

การเดินทางด้วยรถตู้ที่ถูกออกแบบขึ้นมาให้ใช้งานสะดวกต่อผู้สูงอายุที่ต้องใช้รถเข็นไฟฟ้า ไปยังรังของมาเฟียค้ายาผู้ทรงอิทธิพล ก็ผิดจากที่แลคคาดคิดไว้มากโข

ชายหนุ่มต้องทิ้งรถยนต์ของตนเองไว้ที่อพาร์ตเมนต์ของคนรัก แล้วขึ้นมานั่งข้างโจแอลซึ่งทำหน้าที่ขับรถ ไม่มีบอดี้การ์ดดักหน้าล้อมหลัง ไม่ได้ใช้คนเป็นโล่ป้องกันภัย ไม่มีผ้าดำคลุมหัว แต่ปล่อยให้เขานั่งมองเส้นทางที่มุ่งหน้าลงสู่เขตเซาท์ ไมอามี

มันเป็นพื้นที่ของฟาร์มปศุสัตว์ สนามกอล์ฟ ที่นับไม่ถ้วนคือเรือนเพราะชำต้นไม้ เมื่อโจแอลจอดรถเพื่อรอให้ประตูรั้วอัตโนมัติเปิดออก จากนั้นจึงเลี้ยวเข้าไปในถนนส่วนบุคคลซึ่งสองข้างทางเป็นเนินสูงต่ำสลับกันไป ราวสองไมล์ก็เห็นอาคารสองชั้นรูปตัวแอลซึ่งสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล

ด้านหน้าเป็นสนามหญ้าสีเขียวขจี ตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ บอกให้รู้ว่ามีคนดูแลเอาใจใส่อย่างดี แต่แลคกลับไม่ได้เห็นบอร์ดี้การ์ดที่ควรต้องยืนอยู่เป็นระยะๆ สวมเฮดเซ็ตรายงานความเคลื่อนไหวของเจ้านายอย่างละเอียดยิบ

เกิดคำถามผุดขึ้นในหัวว่า... ที่นั่งอยู่บนรถเข็นไฟฟ้านี้ใช่โดปลอร์ดจริงหรือ?

ถ้าเป็นโดปลอร์ดจริง จะปล่อยให้คนแปลกหน้าเข้าถึงตัวได้ง่ายดายเช่นนี้หรือ??

หรือเขาจะเป็นเพียงแค่ชายแก่ที่โจแอลทำงานด้วย เพื่อปกปิดโฉมหน้าที่แท้จริงกับการทำงานในคาร์เทลค้ายา???

คำถามที่จิตใจเอนเอียงไม่อยากให้พู่กันเกี่ยวข้องกับสมาชิกคาร์เทลตีรวนอยู่ในหัว ทว่ามันต้องชะงักงันเมื่อโจแอลวนรถเข้าไปจอดหน้าบันไดของซุ้มประตูโค้ง

โจแอลรีบลงจากรถแล้วมาเปิดประตูให้เจ้านายอย่างรู้หน้าที่ ทว่าซีซาร์กลับนั่งนิ่ง เอื้อมมือไปรั้งต้นแขนของลูกสาวเอาไว้เมื่อเห็นว่าเธอกำลังจะเอื้อมไปเปิดประตู

“รอให้มันมาเปิดประตู”

“หนูทำเองได้ แลคเป็นแฟน ไม่ใช่คนที่ต้องคอยเอาอกเอาใจหนูเพราะอยากเอาใจคุณอีกที”

ถึงตอนที่พ่อลูกเริ่มขัดแย้งกัน แลคถึงได้รู้ตัวว่าเป็นต้นเหตุจึงรีบก้าวลงมาจากรถ แล้วมาเปิดประตูด้านที่เธอนั่งออกกว้าง

พู่กันรู้สึกเกรงใจคนรักหนุ่ม ยังไม่ได้อธิบายให้เขารู้ในรายละเอียด ก็ต้องดึงเขามารับสภาพที่เหมือนกับกำลังกดขี่ความรู้สึก “คราวหลังไม่ต้องนะคะ เรื่องแค่นี้ ฉันทำเองได้”

ถึงเขาจะไม่ใช่ผู้ชายสุภาพ คิดคำนึงอยู่ตลอดเวลาว่าการเปิดประตูรถยนต์ให้แฟนสาวเป็นเรื่องจำเป็น แต่ถ้าเป็นความต้องการของพู่กัน แค่บอกมาคำเดียว เขาก็เต็มใจทำเสมอ

หากคำพูดของคนที่เธอเรียกว่า ‘พ่อ’ กลับทำให้แลครู้สึกเหมือนเป็น ‘ของเล่นลูกคุณหนู’ มากขึ้นทุกที ที่สำคัญพู่กันยังเป็นคุณหนูที่เหวี่ยงสะบัด

แม้พู่กันจะไม่ชอบใจที่พ่อพูดกระแทกกระทั้นคนรักเช่นนั้น แต่เมื่อเดินอ้อมรถยนต์มาเห็นภาพที่พ่อต้องนั่งรถเข็นไฟฟ้า จะเดินเหินก็ต้องใช้ไม้เท้าค้ำ หัวใจดวงน้อยก็อ่อนยวบ

sds

เวลาแค่แปดปีที่ไม่ได้เจอหน้ากัน ไม่ได้พูดคุยไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ พ่อที่เคยอ้าแขนรับร่างของเธอขึ้นมาอุ้มทุกครั้งที่กลับบ้าน ร่างกายทรุดโทรมได้ถึงเพียงนี้หรือ

“เซญอริต้ากลับมาแล้ว”

“เซญอริต้า...”

แม่บ้าน พ่อบ้านที่ยืนเรียงแถวหน้ากระดาน สวมผ้ากันเปื้อนเป็นระบายทับฟอร์มสีเทาเหมือนกันทุกคน เรียกขานเธออย่างให้ความเคารพ ยิ้มแย้มดีใจกันยกใหญ่ ซึ่งแลคก็อยากเห็นอากัปกิริยา สีหน้าของแฟนสาว จึงตั้งใจจะเร่งฝีเท้าเดินไปหาเธอ

ทว่าโจแอลกลับยื่นไม้เท้าหัวคริสตัลเปล่งประกายระยับมาขวางไว้พลางส่ายหน้าห้าม “อือ...เว้นระยะจากเซญอริต้าหน่อย”

ขนาดลุงแท้ๆ พูดถึงหลานยังต้องมีเส้นกั้นระหว่างความเป็นนายกับลูกน้อง

แลคสังเกตได้ว่าเวลาที่ทุกคนจะกล่าวถึงคุณหนูพู่กันต้องให้เกียรติ ฉะนั้นเขาจึงไม่ควรผลีผลาม หากแต่ต้องทำตัวให้กลมกลืนดีกว่าที่จะถูกกีดกันจนไม่ได้เห็นเธออยู่ในระยะสายตา

...สำหรับพู่กันแล้ว ถ้าย้อนเวลากลับไปสักแปดปีก็คงเข้าไปกอดทุกคนที่ทักทายตนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

แต่จากวันนั้นมาถึงวันนี้ความเหงา อ้างว้าง โดดเดี่ยวมันกัดกร่อนหัวใจจนชินชา จึงทำได้แค่ยิ้มราบเรียบตอบกลับเท่านั้น

กระทั่งตอนที่ก้มลงมองผู้ชายแข็งแกร่ง ซึ่งตอนนี้สุขภาพดูย่ำแย่ อ่อนแอลงกว่าเดิมมาก ทิฐิที่ก่อตัวในใจยังทำให้ไพล่นึกถึงคำพูดโหดร้าย

“พะ...”

พู่กันหลุดปากออกไปได้แค่ครึ่งคำ แล้วเปลี่ยนสรรพนามเรียกคนที่บังคับรถเข็นไฟฟ้าให้หมุนกลับมาเผชิญหน้าได้อย่างคล่องแคล่ว

“คุณไม่สบายเหรอคะ”

“ถ้าเห็นเป็นคนอื่น พ่อก็ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามนะ สุขภาพเป็นเรื่องของคนในครอบครัว” ซีซาร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าในใจกลับเจ็บปวดเหลือเกิน

“หนูถามดีๆ ทำไมต้องชวนทะเลาะ”

“หนูไม่เคยพูดดีกับพ่อมานานแล้วหมีพูห์ ไม่แม้แต่เห็นหัวพ่อคนนี้อยู่ในสายตา”

ก็จะวกเข้าเรื่องที่เธอหนีออกมาจากบ้านในเจมส์ทาวน์ พู่กันคิดในใจแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ ถึงได้รู้ตัวว่าแลคถูกผู้เป็นลุงยืนคุมเชิงอยู่หลังประตูห้องรับแขก กระจกใสที่ติดอยู่แค่ครึ่งบนของประตูนั้น ทำให้แลคได้แค่มอง แต่ไม่อาจได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่

พู่กันเดินกลับไปเปิดประตูแล้วเอื้อมมือไปกุมฝ่ามือแกร่งของคนรักเอาไว้แน่น ดึงให้เขาเดินเข้ามาอยู่ในห้องด้วยกัน

“ถ้าจะว่าเรื่องที่หนูกลับไมอามี ก็จบเถอะค่ะ หนูโตแล้ว มีชีวิตเป็นของตัวเอง จะไปไหนมาไหนไม่ต้องรอให้ใครอนุญาต”

แม้เธอจะพูดเสียงแข็ง แต่มีเพียงแลคเท่านั้นที่รู้ว่าความอ่อนไหวถูกซ่อนเร้นไว้ในใจด้วยแรงบีบฝ่ามือนั้นแน่นขึ้นๆ จนเขาต้องปลอบกลับด้วยการบีบมือเธอเบาๆ

ซีซาร์หัวเราะพรืด ย้อนถามทันควัน “หนีออกจากบ้านโดยไม่บอกใคร ปล่อยให้คนหากันวุ่นวายอยู่เป็นเดือนๆ นี่น่ะเหรอการกระทำของผู้ใหญ่ ถ้าหนูโตแล้วจริงๆ ทำไมไม่เดินเข้ามาคุยกับพ่อ ประกาศให้พ่อรู้ไปเลยว่าต่อจากนี้ไม่ต้องการไอ้แก่คนนี้แล้ว”

“แล้วถ้าหนูบอกอย่างนั้น คุณจะยอมให้ไปจริงเหรอคะ”

ต่อให้พู่กันอยากไป แต่แลคคลกล่อมให้อยู่เพราะอยากรู้เรื่องว่ามันเกิดอะไรขึ้น

พรุ่งนี้มาตามต่อนะคะ

 

sds

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 55 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

42 ความคิดเห็น