อริเร้นรัก (ตีพิมพ์กับสนพ. ดีต่อใจ)

ตอนที่ 35 : ตอนที่ 9 ‘เขา’ คนที่ควรรัก หรือคนที่ควรกลัว 30%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 564
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 49 ครั้ง
    23 ก.ค. 63

  

sds

คืนแรกกับการอิงแอบแนบชิดกับแฟนหนุ่ม ไม่ได้แตกต่างจากที่พู่กันคิดเอาไว้เลย แต่กลับเป็นครั้งแรก เป็นคืนแรกที่แลคนอนกอดผู้หญิงที่นึกปรารถนาไว้ตลอดคืน มันอาจจะเริ่มที่จุมพิตลึกซึ้ง เต็มอกเต็มใจสอดลิ้นเข้าไปเกี่ยวกระหวัดในโพรงปากของกันและกัน

ที่น่าทรมานใจคือมันไม่ได้จบลงตรงเซ็กซ์เช่นทุกครั้ง!

ทว่าความนุ่มละมุน กลิ่นสาบสาวที่เลือกสูดดมได้จากซอกคอ บ่าบอบบางก็ผ่อนคลายความรวดร้าวของชายหนุ่ม หลับลึกได้อย่างน่าเหลือเชื่อในอ้อมกอดของกันและกัน

ต่างคนก็รู้ว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการคบหาอย่างจริงจังถึงขั้นทดลองใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ด้วยความพึงพอใจที่ก่อตัวขึ้นเฉียดใกล้คำว่ารักมากขึ้นทุกที ความจริงใจของทั้งคู่ช่างสวนทางกับความลับที่ต่างฝ่ายต่างก็ซ่อนเร้นเอาไว้อย่างมิดชิด

แม้พู่กันจะย้ำกับตัวเองว่าเธอมีสิทธิ์เลือกทางเดินชีวิตได้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจากใคร ทว่าชายสูงวัยที่กำลังมองรูปสาวน้อย ซึ่งบัดนี้โตเติบขึ้นเป็นผู้หญิงเต็มตัวอยู่ในอ้อมแขนของชายคนหนึ่งกลับมีสีหน้าเรียบเฉย แต่ยิ่งเงียบยิ่งดูน่าเกรงขาม จนคนที่กำลังรายงานความเคลื่อนไหวพูดจาติดขัด

“รูปนี้เพิ่งถ่ายเมื่อคืนช่วงสี่ทุ่มครับเซญอร์2

“แล้วทำไมเพิ่งมาบอกฉัน”

ถึงจะเป็นคำถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่การที่เซญอร์ลาปาสโยนรูปถ่ายสองสามแผ่นลงบนโต๊ะก็ข่มขวัญคนมองเหลือเกิน

“ผมกลับมาถึงคาซาเซียโลตอนเที่ยงคืน เกรงว่าจะรบกวนเวลาพักผ่อนของเซญอร์เลยตั้งใจเอาเรื่องนี้มารายงานตอนเช้าครับ” ตอบตามความจริงแล้วรีบก้มหน้า หลบสายตาคมกริบที่นิ่งเฉย แต่ความไร้อารมณ์นั้นกลับเหมือนรังสีอำมหิตที่กระจายอยู่รอบตัวเจ้านาย

“ถ้าไม่ได้ยินจากปากฉัน คราวหลังก็อย่าคิดเอาเอง” ซีซาร์ ลาปาสบอกพลางเลื่อนมือทั้งสองข้างมาประสานกัน ด้วยเกรงว่าความโกรธที่ซ่อนอยู่ภายใต้สีหน้าอันเรียบเฉย จะทำให้มือไม้สั่นจนคนอื่นสังเกตได้

แม้ว่าความโกรธจะปะทุอยู่ภายในจิตใจ แต่คนสนิทอย่างโจแอลที่รับใช้เซญอร์ลาปาสมานานก็เดาอาการออก จึงโคลงศีรษะเป็นเชิงสั่งให้ลูกน้องเดินออกไปจากห้องอาหาร

ทว่าการก้าวถอยหลังเพื่อเลี่ยงออกไปนั้นต้องชะงักงัน เมื่อคำสั่งของเจ้านายดังขึ้นอีกครั้ง

“ให้คนเตรียมรถด้วย”

“ครับเซญอร์”

โจแอลรอให้ประตูห้องอาหารปิดลงเสียก่อน จึงท้วงติง “จะไปตอนนี้เลยเหรอซีซาร์”

“แล้วจะปล่อยไว้ให้พวกมันมาเจอเธอก่อนรึไง” ซีซาร์ถามกลับพลางกดปุ่มบังคับรถเข็นของตนเองให้ถอยหลังออกห่างโต๊ะอาหาร

“แต่คุณยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย นั่นก็แปลว่าจะไม่ได้กินยาด้วย อีกอย่างลีลอยด์ยังไม่กลับมาใครจะขับรถให้” โจแอลลอบถอนหายใจ เมื่อคำทักท้วงของตนได้ผล

ซีซาร์ปล่อยมือจากปุ่มบังคับรถเข็น หากไม่ได้หันกลับไปมองหน้าคู่สนทนา “ฉันหนังเหนียวเกินกว่าที่จะตายเพราะขาดยาแค่มื้อเดียว เผื่อแกจะลืมว่าย้อนหลังไปแค่สิบปี วันนั้นมือขวาฉันจับพวงมาลัย มือซ้ายยิงปืนไล่ฆ่าพวกระยำ ส่วนแกถูกยิงแค่นัดเดียวก็นอนคอพับคออ่อนอยู่ข้างๆ นะโจ”

อายุอานามแก่ตามกันทันแบบนี้ก็ยังไม่วายยกเอาเรื่องโจ๊กในวงเหล้ามาล้อในตอนที่ยังไม่ได้ตั้งวง!

sds

 

โจแอลกลอกตาด้วยความเอือมระอา แต่ภาพถ่ายแผ่นสุดท้ายซึ่งเป็นอาคารเก่าในย่านที่เคยอยู่อาศัยเมื่อหลายสิบปีก่อน ก็ทำให้ต้องเบิกตาโพลง รู้ถึงจุดหมายของเจ้านายที่บังคับรถเข็นให้เดินหน้าอีกครั้งโดยไม่ต้องซักถาม

“ไม่ได้นะซีซาร์ ต่อให้ไปถึงที่นั่น คุณจะเดินขึ้นบันไดสูงสามชั้นไหวได้ไง”

“แกก็หยิบไม้เท้าติดมือมาให้ฉันด้วยสิ”

คนหัวรั้นยิ่งแก่ตัวยิ่งมีความดื้อดึง ยึดถือความคิดของตนเองเป็นที่ตั้ง ต่อให้สังขารร่วงโรย เคลื่อนไหวร่างกายได้ไม่เหมือนเดิม แต่คนสนิทที่ล่มหัวจมท้ายกันมาก็รู้ว่าเมื่อซีซาร์ ลาปาส ตัดสินใจจะทำอะไรแล้ว เขาจะทำเรื่องนั้นให้สุดโต่งจนมันสำเร็จ

ครั้งนี้โจแอลจึงต้องเปลี่ยนหน้าที่จากพ่อครัวส่วนตัว มาเป็นคนขับรถออกจากคาซาเซียโลที่ตั้งอยู่ในเขตเซาท์ ไมอามี พื้นที่ส่วนมากยังเป็นฟาร์มปศุสัตว์ โรงเพาะชำดอกไม้ สนามยิงธนู มีบ้านเรือนตั้งอยู่ห่างกัน ไม่มีใครสุงสิงกับใครนัก

โจแอลต้องขับรถมุ่งหน้าขึ้นไปทางทิศเหนือราวเจ็ดสิบห้าไมล์ ซึ่งต้องใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมงครึ่งจึงจะถึงจุดหมาย ความเงียบของเจ้านายทำให้โจแอลต้องลอบมองกระจกหลังอยู่บ่อยครั้ง ด้วยความเป็นห่วง

“ตั้งใจขับรถไปเถอะโจ ฉันไม่ได้ไปศัลยกรรมหน้ามาสักหน่อย แกถึงต้องลอบมองฉันบ่อยๆ”

“ผมก็แค่อยากรู้ว่าคิดจะจัดการกับเธอยังไง”

“หมายถึงผู้ชายของหมีพูห์น่ะเหรอ”

โจแอลถอนหายใจเพราะรู้ดีว่าเจ้านายนั้นเข้าใจในความหมาย แต่จงใจเบี่ยงเบนไปประเด็นรอง จึงไม่กล้าเซ้าซี้ รับคำไปตามน้ำ “ครับ”

“ยิงมันทิ้งก็สิ้นเรื่อง”

เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นได้จริงอย่างที่ไม่มีใครกล้าสงสัยในคำพูดของเซญอร์ลาปาส เพราะเขาสามารถปลิดชีวิตคนได้ง่ายดาย เพียงแค่คนคนนั้นตัดกิ่งไม้ที่นกครอบครัวหนึ่งอาศัยทำรัง

“ต่อให้หมอนั่นตาย ก็ไม่ได้หมายความว่าหมีพูห์จะกลับคาซาเซียโลนะครับ”

“แกก็อุ้มขึ้นรถสิ หลานแกนี่ หรือจะต้องให้ฉันอุ้มเอง”

โจแอลไม่ได้ถามให้มากความอีก ปล่อยให้เจ้านายได้นั่งนิ่ง มองข้างทางที่รถยนต์แล่นผ่านด้วยภาพความทรงจำในอดีต ที่ยังชัดเจนว่าเขารู้จักพื้นที่เหล่านี้ดีทุกตารางนิ้ว

เขาเคยโดนยิงบาดเจ็บสาหัสต้องไปซ่อนตัวในโรงเก็บเมล็ดถั่วที่เห็นอยู่ไกลๆ ตอนนี้มันกลายเป็นฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เปิดให้นักท่องเที่ยวได้มาลองขี่ม้า ป้อนอาหารหมูป่า

ซีซาร์จำได้ว่าอาทิตย์ที่แล้วลองเข้าไปนั่งกินลมชมวิวในฟาร์มจึงได้เห็นเด็กหญิงตัวน้อยที่เก็บไข่ไก่ถือเอาไว้ในมือ วิ่งหน้าตื่นไปหาพ่อแม่ที่ยืนอยู่อีกมุมด้วยความดีใจ

ใครบางคนเคยยิ้มให้เขาแบบนั้น มองเขาด้วยความรัก ไว้ใจ เป็นที่พึ่งพิงเสมอ แต่ความสวยงามดังกล่าวเลือนหายไปเพราะความคึกคะนองของเขาเอง

แม้จะก้าวมาถึงจุดสูงสุดตามที่เคยคิดเอาไว้ แต่ซีซาร์ก็ไม่ใช่พระผู้สร้างที่จะปั้นแต่งให้คนรอบกายรักใคร่ ศรัทธาในตัวเขา

ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามกาลเวลา หลายอย่างถดถอย หลายอย่างเจริญรุ่งเรืองเหมือนสองข้างทางที่พอเลี้ยวออกจากถนนสายรองเข้าซูเปอร์ไฮเวย์ อาคารสูง ร้านค้า ภัตตาคารก็เริ่มหนาตาขึ้นจนกลายเป็นแออัด ระยะทางราวยี่สิบไมล์กลับมีวอลมาร์ต ซูเปอร์เซ็นเตอร์หลายแห่งจนขี้เกียจนับ

แม้จะปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปไกล แต่จนแล้วจนรอด ซีซาร์ยังตั้งคำถามกับตัวเองว่า... ไม่ได้เจอกันนานแปดปี แวบแรกที่ได้เห็นหน้ากัน ลูกหมีตัวน้อยจะมองตนด้วยสายตาอย่างไรนะ?

เอาแล้วไง ตกลงหมีพูห์กับลูกหมีตัวน้อยเป็นอะไรกับคนที่คิดจะยิงพ่อแลคทิ้ง

พรุ่งนี้ห้ามพลาดเลยนะคะ

 

sds

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 49 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

42 ความคิดเห็น