อริเร้นรัก (ตีพิมพ์กับสนพ. ดีต่อใจ)

ตอนที่ 29 : ตอนที่ 7 ชีวิต (ที่คิดว่า) ลิขิตเอง 2 60%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 499
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 40 ครั้ง
    17 ก.ค. 63

  

sds

 

“ที่ผมจ่ายไม่ใช่ว่าจะโชว์ความเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ได้เห็นว่าคุณกำลังตกงาน แต่เพราะมองคุณเป็นคนพิเศษก็อยากดูแล อยากทำเรื่องดีๆ ให้ เท่านั้นเอง” เปรยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แล้วกุมมือเธอให้ลุกขึ้นตาม

คนตกงานที่หัวใจพองฟูกับคำพูดน่าฟังเลยบิดมือออก แล้วสอดเข้าไปเกาะท่อนแขนแกร่ง แนบข้างแก้มคลอเคลียกับเขาได้อย่างน่ารัก น่าเอ็นดู

การเลือกซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่พู่กันเห็นว่าจำเป็นจึงเต็มไปด้วยการหยอกล้อตามประสาคู่รักใหม่ที่ไม่ได้สนใจสายตาผู้คนรอบข้างเลย

กี่ปีมาแล้วที่พู่กันไม่ได้นั่งรถเข็นของซูเปอร์มาร์เก็ต ชี้นิ้วให้คนที่เข็นหยิบของจากเชลฟ์ จนมันเกยขึ้นมากองอยู่บนเนื้อตัว ก็คิดว่าหมดเวลาสนุก แต่แลคกลับสร้างความตื่นเต้นด้วยการยอมให้ขี่คอ เลือกหยิบของที่วางอยู่บนเชลฟ์ ชั้นสูงสุด

คล้ายๆ คู่ฮันนีมูนกำลังเลือกซื้อของเข้าห้องเพื่อใช้ชีวิตร่วมกัน ทว่าคราวนี้พู่กันไม่ยอมให้เขาเป็นคนจ่าย หญิงสาวหยิบเครดิตการ์ดออกมายื่นให้กับแคชเชียร์ ทำให้คนที่ก้มๆ เงยๆ จัดของในรถเข็นนึกตำหนิตัวเองที่เพลิดเพลินกับความสดใสจนพลาดเรื่องสำคัญ

หากเขายืนอยู่ข้างหลังเธอ จะเห็นเลขชุดบนเครดิตการ์ดซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ให้สืบสาวถึงประวัติเธอได้มากขึ้น

ไอ้เลว!

เสียงหนึ่งในหัวก่นด่าแลคอย่างไม่ไว้หน้า เกิดเป็นความขัดแย้งในใจอย่างหนัก ถึงตอนที่ขนของขึ้นรถเขายังไม่กล้าจะสบตาเธอตรงๆ จนคนที่นั่งอยู่ข้างกายสังเกตได้ถึงความผิดปกติ

พู่กันเอื้อมมือไปหรี่เพลงลง แล้วชะโงกหน้ามายิ้มแป้นให้กับคนหน้าตึง “เงียบจัง”

แลคกะพริบตาแล้วยิ้มที่มุมปากตอบ “คนขับรถต้องใช้สมาธินะ”

“ใช้สมาธิหนักจนหัวคิ้วพันกันเป็นปมแล้ว คุณโกหกฉันไหมเนี่ย” เธอถือวิสาสะกดปลายนิ้ววนอยู่กับกลางหว่างคิ้ว พลางยิ้มหยอกเย้าจนเขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตาม

“ความจริงแล้วผมกำลังคิดหนักว่าจะขนของขึ้นบันไดสักกี่รอบ”

พู่กันเหลือบสายตากลับไปมองข้าวของที่ซื้อมาเยอะจนต้องเอามาวางเบาะหลังอยู่หลายชิ้น อาจเพราะอยู่ตัวคนเดียว ห่างเหินกับคนที่เคยแคร์มานาน พอรู้สึกว่ารักใคร่ห่วงใยใครก็ชอบคาดเดาความคิดของคนรอบข้าง ซึ่งเดาถูกบ้าง เดาผิดบ้าง

หากครั้งนี้บังเอิญตรงกับความสงสัยของเขาโดยที่แลคไม่ต้องนึกหาเรื่องชวนคุยแล้วถามเข้าประเด็น

“เห็นฉันซื้อของแบบนี้ คุณกลัวว่าจะเปย์ฉันไม่ไหวต่างหาก ใช่มะ”

ไม่ใช่... สาบานได้เลยว่าตอบด้วยความสัตย์จริง!

เพราะถ้ารักใครจนอยากได้เธอมาเป็นคู่ชีวิตแล้ว ก็มั่นใจจะไม่ทิ้งขว้างให้อยู่อย่างอัตคัด จะไม่ปัดความรับผิดชอบให้เธอเลี้ยงดูลูกเพียงลำพังเหมือนอย่างชีวิตเขาที่มีแม่คอยหาเลี้ยงคนเดียว

แต่เพราะความคลางแคลงใจในการกระทำหลายๆ อย่างของพู่กัน เขาจึงต้องตอบออกมาเช่นนี้ “เราน่าจะประหยัดหน่อย ถึงอาชีพบอดี้การ์ดจะมีรายได้ไม่น้อย แต่ระยะเวลาที่ผมจะเป็นมือหนึ่งในอาชีพนี้มันก็แค่ช่วงเวลาสั้นๆ ถ้าผมอายุสักสี่สิบกว่า ต่อให้ฟิตร่างกายแข็งแรงแค่ไหน ก็คงวิ่งสู้คนอายุน้อยไม่ไหว...”

sds

 

ที่ต้องเว้นระยะในคำพูดเพราะรอยยิ้ม นัยน์ตาชวนฝันของเธอนั้นมองเขาเหมือนเป็นเทพบุตร

“ถ้าไม่ประหยัดตั้งแต่วันนี้ ไม่เรา ก็ลูกเรา ต้องลำบากนะหมีพูห์”

รู้จักกันสองวัน เป็นแฟนกันได้หนึ่งวัน มันเป็นเรื่องเรื่อยเปื่อยมากที่จะคิดถึง ‘ลูก’ แต่ไม่รู้ว่าเธอหลงเขามากเกินไปไหม ถึงได้ยิ้มน้อย ยิ้มใหญ่กับคำเตือนน่าฟังนั้น

เธอไม่ปฏิเสธ เพราะมัวแต่ขวยเขิน แบ่งรับแบ่งสู้กับอนาคตอย่างน่ารัก “ก็...มันของมันจำเป็นทั้งนั้น อย่างแอร์ฟลายเออร์มันก็ช่วยรีดน้ำมันโดยที่เราไม่ต้องอดกินของทอด เตาไฟฟ้ามันก็ปลอดภัยกว่าเตาแก๊สเก่าๆ ที่มีอยู่ โทรศัพท์นี่ไม่ต้องบรรยายถึงความจำเป็น คุณก็รู้ว่าทำตกตอนที่แบกฉันพาดบ่า ยังไงก็ไม่มีทางได้คืน แล้วของใช้บางอย่างที่ฉันเลือกราคาสูงเพราะมันใช้ได้นาน ไม่ต้องเสียเงินซื้อบ่อยๆ ไงคะ”

“แปลว่าของถูกมันไม่ดีเหรอ” ที่ถามเช่นนั้นเพราะแลคไม่เคยคิดซื้อมีดกับส้อมคุณภาพชั้นยอด ในอพาร์ตเมนต์ของเขามีอยู่ไม่กี่ชิ้น

ส่วนมากอาหารที่สั่งมากินก็จะแถมมีดกับส้อมพลาสติกมาให้ ใช้แล้วก็โยนทิ้ง ไม่ต้องเก็บมาล้างให้ยุ่งยาก

“ถูกแล้วดีมีในโลก แต่ฉันไม่ใช่คนโชคดีที่จะหาของถูก คุณภาพดีได้บ่อยๆ”

จบคำพูดนั้นดวงตาทั้งสองคู่ก็จ้องกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่พู่กันจะเปรยว่า... “แต่วันสองวันมานี้ฉันว่าฉันโชคดีนะ ที่ จู่ๆ ก็ได้แฟนขี้บ่น แต่อภัยให้แหละเพราะความรูปหล่อล้วนๆ”

ความเครียด กังวลใจ ข้อสงสัยหลายอย่างที่ตีกันอยู่ในหัวถูกกลบลบด้วยเสียงหัวเราะที่ชอบใจในคำพูดของเธอยิ่งนัก

เป็นอันว่าการขนของขึ้นบันไดกว่าสี่รอบไม่ได้ทำให้แลคเมื่อยล้า เพราะทุกครั้งจะมีคนน่ารักคอยยืนเปิดประตูห้อง ยื่นน้ำเย็นเฉียบมาให้แก้กระหาย

ทว่าการมองข้าวของใหม่เอี่ยมหลายชิ้น คิดรวมราคาแล้วก็หลายพันดอลลาร์ ที่วางกระจัดกระจายอยู่ในห้องสภาพเก่าซึ่งต่อให้ทำความสะอาดจนไร้กลิ่นอับชื้น ทั้งห้องก็ยังขัดแย้งกับของใช้อยู่ดี

ยิ่งมองเจ้าของห้อง ยิ่งเกิดคำถามกวนใจจนต้องรีบร่ำลาเธอ วิ่งลงบันไดกลับเข้ามาในรถยนต์ หากขับออกมาได้ไม่ไกลก็ต้องเหยียบเบรกจนเกิดเสียงดังเอี๊ยด ส่ายหน้าให้กับความคิดที่ว่า

...เธอตัวคนเดียว ไม่มีงานทำ อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ที่เรียกได้ไม่ผิดว่าเป็นแหล่งเสื่อมโทรม แต่กลับพกเครดิตแบล็กการ์ด

ผู้หญิงแบบไหนกันที่จะมีเงินเก็บเพื่อเลี้ยงดูตัวเองในตอนตกงานได้ยอดเยี่ยมเช่นนี้?!

ทั้งรัก ทั้งหนักใจน่ะนะ เข้าใจหัวอกพ่อมันยุ

พรุ่งนี้มาตามต่อว่าพ่อมันจะเอายังไงน้อออ

 

sds

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 40 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

42 ความคิดเห็น

  1. #26 Moo_Siriwan (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2563 / 07:14
    ก ข ค ง ใกล้มาสร้างค่าใช้จ่ายให้พ่อแม่หมารึยังน๊า
    #26
    1
    • #26-1 ศิริพารา - รายาฤดี 11(จากตอนที่ 29)
      17 กรกฎาคม 2563 / 13:42
      ใกล้แล้วค่า แม่มันต้องกุมขมับไว้รอ กับหมาสอบตกทั้ง 4 ตัวแน่นอน
      #26-1