ปรารถนา Drive me desire

ตอนที่ 1 : บทนำ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 484
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    14 พ.ย. 62

กรุงเทพมหานคร

“นี่... พี่หมี อย่ามองน้องแล้วยิ้มแบบนี้สิ เขินหมดแล้วนะ”

พรรณลดาบอกอย่างขัดเขิน ยกมือข้างหนึ่งขึ้นปิดยอดทรวงอันเต่งตึง ตั้งกระเปาะอยู่บนเนินทรวงคัปเอ ทว่าหมุนตัวมองตัวเองในกระจกเงาแล้วก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ แต่พอเห็นคนตรงหน้าจ้องไม่วางตาก็ปั้นหน้าบึ้ง มองต่ำ

“ถึงหน้าอกจะไม่ใหญ่เหมือนสาวๆ ที่พี่หมีควง แต่ของน้องเนี่ย ของแท้แม่ให้มาตั้งแต่เกิด แต่งตึงไม่หย่อนคล้อยเพราะไม่เคยต้องมือชาย ที่สำคัญพี่หมีเคล้นแบบไม่ต้องกลัวว่าซิลิโคนจะรั่วด้วย อุ๊บส์”

สาววัยยี่สิบเอ็ดปีรีบยกมือข้างหนึ่งขึ้นปิดปาก ด้วยภาพที่ผุดพรายขึ้นมาในหัวช่างชัดเจน ฝ่ามือกร้านสีเข้มกว่าสีผิวของเธอ เมื่อทาบเข้ากับทรวงอกทั้งสองข้างแล้วจะให้ความรู้สึกอย่างไรนะ?

...แม้จะเป็นคำถามที่ยังคาใจ แต่ก็ไม่อาจต้านทานอารมณ์ปรารถนาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติได้เลย หัวเข่าหนีบเข้าหากันโดยอัตโนมัติ เหมือนมีไอร้อนแล่นผ่านตุ่มไตใจกลางกาย

ก๊อก... ก๊อก...

“น้องไวน์ แต่งตัวเสร็จรึยัง อย่ามัวโอ้เอ้นะ...”

เสียงที่ดังรอดเข้ามาในห้องนอนช่างฉุดให้อารมณ์วาบหวามหยุดชะงักนัก ก่อนจะรีบเปล่งเสียงตอบกลับผู้เป็นแม่ในอึดใจต่อมา

“รีบอยู่ค่า...”

“ใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวตั้งเกือบชั่วโมงนี่นะ รีบของเรา” วรรณายืนถามอยู่หน้าประตูห้อง

“โธ่... ก็น้องมือแค่สองมือนะคะ ถ้าจะให้เร็วกว่านี้แม่ก็ต้องเข้ามาช่วยสวมกางเกงแล้วแหละ”

คนเป็นแม่ได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาใจ ก่อนจะเดินกลับลงไปยังชั้นล่างจึงเร่งด้วยน้ำเสียงดุ “ให้อีกห้านาที ถ้ายังไม่ออกมา คราวนี้แม่จะมาช่วยแต่งตัวจริงๆ”

สาววัยใสที่ผ่านพ้นวัยทีนเอจมาเพียงแค่สองปีทำหน้ามุ่ย ชี้นิ้วจิ้มแผงอกกว้างของคนที่อยู่ตรงหน้า “เพราะคุยกับพี่หมีคนเดียว ถึงทำให้ไวน์เสียเวลา โดนแม่ดุเลย”

บ่นไม่จริงจังพลางดึงทิชชูเปียกออกมาปาดความชุ่มฉ่ำที่รินรดออกมาจากกลางกาย พลางหลุบสายตามองหลักฐานนั้น

“น้องเป็นงี้เพราะพี่หมีคนเดียวเลยนะ”

‘พี่หมี’ ที่พรรณลดาพูดด้วยเป็นต่อยหอยคือโปสเตอร์ของสวีปเปอร์ร่างยักษ์ซึ่งเป็นหนึ่งในนักเตะของสโมสรชื่อดังในพรีเมียร์ลีก เบเนเทาร์ วิลล์ หรือที่คนทั่วไปเรียกเขาว่า แบร์ตี้

ทว่าด้วยความหลงใหลได้ปลื้มในลีลาการครองบอลอันแข็งแกร่ง ประกอบกับรูปร่างหน้าตาอันหล่อเหลาในแบบหนุ่มไอริชที่มีผมสีบลอนด์ ตาสีฟ้า เคราครึ้มที่อยู่ตามแนวสันคางแทบจะเป็นสีบลอนด์ปนส้ม

กล้ามเนื้อช่วงหัวไหล่ไล่ลงมาจนถึงแผงอกใหญ่เป็นมัดสมบูรณ์ซึ่งทำให้พรรณลดาฝันว่าอยากซุกตัวอยู่ตรงนี้สักครั้ง ด้วยความสูงถึงหนึ่งร้อยแปดสิบเก้าเซนติเมตร น้ำหนักแปดสิบกิโลกรัมจึงส่งผลให้สวีปเปอร์หนุ่มเป็นกัปตันร่างยักษ์ยืนปักหลั่นอยู่หน้ากรอบเขตโทษ ข่มขวัญคู่แข่งได้อย่างยอดเยี่ยม

นั่นเป็นเพียงประวัติพื้นๆ ที่หาได้จากวิกิพีเดีย แต่ยิ่งมอง พรรณลดายิ่งหลงใหล สุดท้ายต้องไปเสาะหาประวัติเบื้องลึกจนรู้ว่าพี่หมีของเธอนั้นเป็นเด็กกำพร้า ยิ่งสร้างความประทับใจมากขึ้น

หลังแต่งตัวสบายๆ เรียบร้อยก็หยิบยางมามัดผมแล้วยิ้มหวานจับใจ พูดกับสามีมโนเป็นเรื่องเป็นราว

“ที่รัก... น้องไปเฝ้าร้านก่อนนะ แต่เดี๋ยวว่างๆ น้องจะแวบไปหาในไอจี วันนี้เราอยู่ใกล้กันมาก แต่น้องยังไม่มีโอกาสไปหาเลย รอน้องทำงานเก็บเงินได้เยอะๆ แล้วจะไปนั่งเกาะขอบสนามเชียร์นะคะ”

ร่ำราจบแล้วก็สะพายกระเป๋าคาดเอว เดินออกจากห้องนอน วิ่งลงบันไดด้วยความเคยชิน แต่เสียงวิ่งที่ทำให้คนนั่งอยู่ชั้นล่างต้องมองตาม แล้วจ้องหน้าลูกสาวที่มายืนยิ้มแต้อยู่หน้าบันไดชั้นล่างสุด

“บอกแล้วก็ไม่เคยจำว่าอย่าวิ่งลงบันได เดี๋ยวตกมาหัวร้างข้างแตกเปลืองเงินแม่พาไปหาหมออีก”

วรรณากลั้นยิ้มไม่อยู่ เพราะหลานสาวที่นั่งทำขนมอยู่ตรงกันข้ามหัวเราะท้องคัดท้องแข็งกับการดัดเสียงของคนที่อายุน้อยที่สุดในบ้านไปแล้ว

“แม่ยังไม่ได้ว่าอะไรสักคำ”

“เอ้า... ก็พูดแทน แม่จะได้ไม่ต้องเหนื่อย” พรรณลดาบอกแล้วเดินมาหยุดตรงโต๊ะที่แม่และลูกพี่ลูกน้อง ที่กำลังนั่งทำขนมอยู่หลายชนิด

“โตจนเรียนจบปริญญาแล้ว ยังทำตัวเป็นเด็ก เมื่อไหร่จะมีคนมารับช่วงต่อจากแม่ เอาเราไปเลี้ยงสักที”

ได้ยินคำแม่บ่นแล้ว ลูกสาวเลยเบ้ปาก “ให้จริงเถอะ... ยัดเยียดไวน์ให้คนนู้นที คนนี้ที ถ้ามีคนมาอาสารับเลี้ยงไวน์จริงๆ แล้วแม่อย่าร้องไห้ขี้มูกโป่งก็แล้วกัน”

วรรณาถลึงตาดุ เพราะพูดประชดไปอย่างนั้น มีลูกสาวอยู่คนเดียวใครบ้างจะอยากให้ไปอยู่ไกลสายตา นี่ก็เพิ่งจะเรียนจบยังไม่ได้ชื่นชมให้สมกับความรักใคร่เลย

เห็นแม่เงียบไปครู่หนึ่ง พรรณลดาก็ยิ้มยื่นนิ้วชี้เข้าไปเขี่ยแก้มแม่อย่างหยอกล้อ “ฮั่นแน่... นึกหวงลูกขึ้นมาแล้วสิ”

“ก็หวงสิ หรือพอเรียนจบแล้วก็จะแต่งงาน ไม่ยอมอยู่กับแม่ไปก่อน”

“ไปก่อนที่แม่ว่านี่มันสักกี่ปีล่ะคะ”

พรรณลดาแสร้งถาม ยั่วโมโหแม่ แล้วตอบเองเสร็จสรรพ “สองสามปีก็พอไหว แต่ถ้าโสดไปอีกสิบปีนี่ ไวน์ขึ้นคานแน่เลยนะ”

วรรณาต้องวางมือจากขนมแล้วหันไปหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่มดับความร้อนรุ่มในใจ

“โอ๊ย... ก็ถ้าขึ้นคานจริงๆ กลัวแม่ไม่มีปัญญาเลี้ยงลูกเรอะ ดูอย่างพี่เลิฟสิ รายนั้นเขาไม่มีใครให้ดูแลยังประกาศว่าจะไม่แต่งงาน อยู่ไปเป็นโสดไปตลอดชีวิต”

วรรณายกตัวอย่างของ‘เลิฟหรือรสิกา’ เพื่อนสนิทของหลานสาวที่ไปมาหาสู่กันอยู่ประจำ จนเป็นเหมือนคนหนึ่งในครอบครัวไปแล้ว

“แม่รู้ไหมว่าคนที่ออกตัวแรงนี่แหละตัวดี ไม่แน่นะพี่เลิฟอาจซ่อนหนุ่มไว้ แล้วมาบอกเราตอนแจกการ์ดงานแต่งเลยก็ได้ จริงไหมคะพี่วุ้น” ว่าแล้วพรรณลดาก็หันไปขอความเห็นจากพี่สาว

ทว่าภัทรษากลับส่ายหน้า “พี่ก็ไม่เคยได้ยินนะว่าเลิฟมีแฟน เป็นเพื่อนคนเดียวที่ทำให้พี่งง”

“เห็นไหม” วรรณาได้โอกาสก็รุมลุกสาวทันควัน

“เฮ้อ... ไปเฝ้าร้านดีกว่า วันนี้สงสัยก้าวขาออกจากห้องผิด พี่วุ้นไม่ถือหางน้องเลย”

พรรณลดาเดินออกจากบ้านด้วยอารมณ์แจ่มใส ปั่นจักรยานจากบ้านพักที่ตั้งอยู่ท้ายซอย ผ่านบ้านสวนหลังใหญ่ของคุณไพลินซึ่งมีรถแล่นเข้าออกตลอดเวลา เพราะกำลังเตรียมงานฉลองสมรสของลูกสาวคุณไพลิน ซึ่งทำให้แม่และพี่สาวของเธอนั้นต้องเตรียมขนมไทยมือเป็นระวิง

ระยะทางจากบ้านมาถึงร้านศาลาขนมหวานที่ตั้งอยู่ตรงหน้าปากซอยก็ราวหนึ่งกิโลเมตรเศษ แต่ด้วยอากาศร้อนอบอ้าวซึ่งเป็นเรื่องปกติของกรุงเทพมหานคร กว่าจะปั่นมาถึงร้านก็เล่นเอาพรรณลดาเหงื่อซึม แต่พอเดินเข้ามาในร้านซึ่งติดแอร์เย็นฉ่ำ ความร้อนรุ่มก็จางหายไปในเวลาชั่วพริบตา

“หวัดดีค่ะทุกคน...”

“หวัดดีค่าน้องไวน์ วันนี้อารมณ์ดีจังนะคะ” หนึ่งในพนักงานร้านศาลาขนมหวานทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“ดีสุดขั้วเพราะวันนี้เราจะมาเชียร์ทีมพี่หมีแข่งกระชับมิตร โดยไม่มีแม่มายืนคุม” ว่าแล้วก็เดินเข้าไปนั่งหลังเคาน์เตอร์ เปิดประเป๋าหยิบเอาไอแพดออกมาตั้ง แล้วเข้าไปในแอปพลิเคชันของสโมสร

พนักงานในร้านสองคนที่กำลังว่างเว้นจากลูกค้าจึงเข้ามายืนอออยู่ด้านหลังเจ้านายคนสวย เมื่อเห็นภาพการถ่ายทอดสดก็อดแปลกใจไม่ได้

“ทำไมของน้องไวน์ดูสดได้ล่ะคะ พี่ก็โหลดแอปฯ สมัครสมาชิกสโมสรแล้วนะ แต่ไม่ยักกะดูพี่หมีแข่งได้เหมือนของน้องไวน์เลย” หนึ่งในพนักงานที่ถูกพรรณลดาป้อนข้อมูลจนกลายมาเป็นแฟนคลับของสวีปเปอร์ร่างยักษ์ถามอย่างข้องใจ

“เพราะว่าพี่สมัครฟรีน่ะสิคะ แต่ไวน์สมัครแบบเสียค่าสมาชิกรายปีไง”

“อ้าว... แล้วค่าสมาชิกแพงไหมคะ” พนักงานอีกคนถามอย่างอยากรู้

ทว่าพรรณลดากลับไม่ยอมตอบออกมาเป็นตัวเลขตรงๆ มันสุ่มเสี่ยงที่จะเปิดเผยข้อมูลให้แม่ของเธอรู้ภายหลัง จึงได้แต่ขยิบตาตอบเลี่ยง

“นิดนึง แต่เพื่อได้ดูสามีมโนทุกแม็ตซ์ ไวน์เปย์ได้เสมอแหละ แถมก่อนเกมปิดฤดูกาลอะ เขายังเอาคลิปสั้นๆ ที่พี่หมีใส่แค่กางเกงชั้นในตัวเดียวปั่นจักรยานมาลงให้ดูเลย” บอกแล้วก็ชี้ชวนให้พนักงานทั้งคู่มองภาพในจอไอแพด

“วันนี้ทีมมาแตะอยู่มาเลเซีย เรียกว่าใกล้กับเราที่สุดแล้ว แต่ไวน์ก็ไม่ได้ไปดูข้างสนาม”

“เสียดายเนอะ แต่ดูพี่หมีวันนี้สิ อร้าย... หล่อเลวอะไรอย่างนี้” พนักงานกรี๊ดกร๊าดใหญ่ เมื่อผ่านเกมครึ่งหลังไปได้เพียงสิบนาที เบเนทาร์ วิลล์ก็ถูกเปลี่ยนตัวลงสนาม

“เหมือนเพิ่งตัดผมมาใหม่ให้สั้นกว่าเดิมเนอะ” คนหนึ่งเปรยขึ้น แต่สายตาทุกคนนั้นจ้องมองที่ร่างของเบเนทาร์

นักเตะหนุ่มวัยสามสิบเอ็ดปีสุดเท่ เมื่อวิ่งเข้าไปรับปลอกแขนกัปตันจากเพื่อนร่วมทีมที่ถูกสลับตัวออกมาพักข้างสนาม เสียงกรีด โห่ร้องให้กำลังใจดังกึกก้องจนคนที่มองผ่านจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ อดไม่ได้ที่จะกรี๊ดตาม

เบเนทาร์สับขาวิ่งด้วยความเร็วจัด ขึ้นไปรออยู่หน้ากรอบเขตโทษของคู่แข่ง เมื่อเพื่อนร่วมทีมเปิดลูกเตะมุมโด่งข้ามหัวนักเตะหลายคนเข้ามา

สวีปเปอร์ร่างยักษ์ก็เทคตัวกระโดดสูงด้วยสปริงข้อเท้าอันยอดเยี่ยม สายตาจ้องมองที่ลูกบอลแล้วสะบัดหัวเสยเปลี่ยนทิศทางให้ลูกบอลก่อนจะเช็ดใต้คานเข้าไปอย่างงดงาม

เสียงโฆษกสโมสรเรียกชื่อแบร์ตี้ลากยาว เร้าใจไม่แพ้เกมที่แข่งในรัง ความแรงและเร็วของลูกบอลนั้นทำให้นายทวารทีมคู่แข่งหมดสิ้นป้องกัน ต้องเสียประตูอีกลูกให้กับทีมเยือน

“พี่หมี...อร้าย... พี่หมียอดเยี่ยมที่สุด”

สามสาวกำลังจะกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ แต่กลับต้องหุบปากฉับ ปรับเสียงที่กำลังจะกรีดร้องให้เป็นเสียงหวานต้อนรับลูกค้าที่เปิดประตูเดินเข้ามาในร้าน

คงมีแค่เพียงพรรณลดาเท่านั้นที่นั่งดูเกมจนจบด้วยการเอาชนะทีมเจ้าบ้านได้ในสกอร์ 0-2 แล้วหนึ่งในสองประตูนั้นก็เป็นผลงานของนักเตะที่เธอคลั่งไคล้

ภาพที่เขาถอดเสื้อของสโมนสรแลกกับหนึ่งในนักเตะของทีมคู่แข่ง แล้วปรมมือให้กับผู้ชมในสนาม โบกมือให้กับการต้อนรับอันอบอุ่น และร่ำราในคราวเดียวกันยังทำให้พรรณลดาใจหาย ไล้ปลายนิ้วมือเข้ากับหน้าจอ รำพึงรำพันหนักตามประสาติ่ง

“อีกตั้งสิบวันกว่าจะได้เจอพี่หมีอีก ไวน์คิดถึงแย่เลย”

ต่อให้เบเนเทาร์ได้ยินเสียงคร่ำครวญด้วยความคิดถึงอยู่ข้างหูก็คงไม่ได้ซึ้งใจเลย เพราะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่จะมีสาวน้อยสาวใหญ่พร่ำบอกกับตนตั้งแต่มีชื่อเสียง กลายเป็นที่รู้จักในฐานะผู้เล่นยอดเยี่ยมคนหนึ่งของโลก

หนึ่งชั่วโมงหลังจบแม็กซ์พรีซีซั่น ทั้งทีมก็ได้อยู่บนเครื่องบินเหมาลำจากมาเลเซียเดินทางมายังประเทศไทย ซึ่งกำหนดการนี้ไม่ได้แจ้งลงไว้ในตาราง

...เป็นเหมือนโบนัสจากทิโมธี ประธานสโมสรซึ่งเชิญทุกคนไปร่วมงานฉลองสมรสที่จะจัดขึ้นในเย็นวันพรุ่งนี้ โดยอาศัยระยะห่างของแม็กซ์ต่อไปซึ่งกินเวลายาวถึงสิบวัน

‘ไอ้ลูกไม่มีพ่อแม่ ผมทอง ตาฟ้าแบบนี้พ่อคงเป็นทหารไอริชมาเที่ยวอีตัวแน่เลย’

‘ตัวยังกับยักษ์ เสือกอยากเป็นนักฟุตบอล อย่างแกเป็นได้แค่เด็กเก็บบอล หรือคนดูแลสนามหญ้าเท่านั้นแหละ’

นับล้านคำหยามเหยียดที่มีให้เด็กกำพร้าที่เติบโตมาในลอนดอน มหานครที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติภาษา การันตีได้จากเพื่อนร่วมสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เติบโตมาด้วยกัน ซึ่งมีทั้งคนผิวสี เอเชีย เลือดผสมอีกมากมายรวมทั้งเด็กผมบลอนด์ ตาสีฟ้าไม่ต่างจากเขาอีกห้าหกคนที่ถูกเหยียดว่าเป็นลูกโสเภณีอย่างเขาด้วย

...ใครบ้างไม่อยากดิ้นรนออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ที่มันเป็นเหมือนป้ายห้อยคอว่า... ไร้ค่า ถูกทิ้ง!

แต่เมื่อดิ้นรนออกมาจากคำดูแคลนนั้นสมใจอยากแล้ว กลับได้เรียนรู้ว่าโลกใบนี้ช่างโหดร้าย และแตกต่างจากที่คิดเอาไว้มากมายนัก

ปีหนึ่งๆ มีเด็กที่ออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้านับร้อยนับพัน ต่างคนก็แสวงหาอาชีพเพื่อเลี้ยงตัวเองให้รอด ต้นทุนชีวิตที่เป็นศูนย์ทำให้ต้องทะเยอทะยานกว่าเด็กวัยเดียวกัน ซึ่งความอยากได้ใคร่มีนี้ก็เป็นเหมือนดาบสองคมที่สร้าง และทำลายคนมานักต่อนัก

โชคดีที่ค้นพบตัวเอง แล้วใช้พรสวรรค์ที่ใครสักคนยังปรานีประทานติดตัวมา

หากต้องอดทนต่อความเหน็ดเหนื่อย มุมานะ เข้มงวดกับตัวเองถึงได้พบกับความสำเร็จที่น้อยคนจะทำได้

‘นักฟุตบอลอาชีพ’ จึงนำมาซึ่งชื่อเสียง เงินทอง เกียรติและความนับถือ แต่ลึกๆ ในใจของเบเนทาร์ วิลล์ ก็ยังเหมือนเดิม อยู่กับตัวเองเพียงลำพังเช่นเดิม

จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าความหนาวเหน็บของคนไร้บ้านที่ต้องนอนขดตัวอยู่ใต้สะพานกับอากาศที่ทั้งหนาวและชื้น มันเป็นคืนทรมานที่มองย้อนกลับไปแล้ว ก็น่าทึ่งที่ผ่านมันมาได้

...เจ็บมือ เจ็บเท้าจนต้องขดเกร็งทุกนิ้วเข้ามาในรองเท้าที่แทบจะไม่ได้ช่วยป้องกันความหนาวเหน็บ หรือเชื้อโรคจากบาดแผลตามนิ้วเท้าที่ต้องรับการรักษา ดูแลความสะอาดอย่างเร่งด่วน ไม่เช่นนั้นคงต้องกลายเป็นแผลอักเสบ ติดเชื้อจนยากจะเยียวยา

‘เอาเท้าแกไปไกลๆ เหม็นเน่าแล้วยังกล้ายื่นมาให้คนอื่นเห็นอีก ไป... ไปนอนที่อื่น ตื่นสิโว้ย...’

สิ้นเสียงเกรี้ยวกราดของคนไร้บ้านไม่ต่างกัน ก็ปลุกให้เบเนทาร์เบิกตาโพรง อ้าปากสูดลมหายใจเข้าลึกเหมือนคนที่สะดุ้งตื่นจากความฝันอันโหดร้าย

“เป็นห่าอะไรอีกวะ”

ไม่มีใครตอบคำถามรื่นหูนั้น ซึ่งคนถามก็มองไปยังมือข้างหนึ่งของตัวเองที่ถูกเพื่อนสนิทคว้าไปกำเอาไว้เสียแน่น แล้วอึดใจต่อมา มันก็สะดุ้งตื่น

เบเนทาร์รีบปล่อยมือของเพื่อนรุ่นน้องด้วยท่าทีขยะแขยง “มิน่ากูฝันร้าย กำมือมึงไว้นี่เอง”

แซคคารีหัวเราะร่วน “แหงสิ กูก็ชายแท้ ไม่มีนมให้ขยำนี่หว่า”

ปกติก็พูดกันน่าฟังกว่านี้ แต่ถ้าตอนไหนอยู่ในอารมณ์หมั่นไส้ หงุดหงิดใจก็จะพูดจาห่ามๆ ตามประสาผู้ชาย ซึ่งเบเนทาร์ก็ไม่ได้ถือสาแม้อายุจะห่างกับแซคคารีถึงสิบปี แต่ด้วยน้ำใจที่มีให้ทั้งตอนที่อยู่ในสนาม มันก็เป็นตัวเชื่อมสัมพันธ์ให้กัปตันทีมวางใจ และเห็นบางอย่างในตัวเพื่อนรุ่นน้อง

จากเดิมที่เบเนทาร์สนิทสนมกับรามอส แต่พอได้พูดคุย รู้จักกันมากขึ้น ชวนกันออกไปทำกิจกรรมหลายอย่างก็รู้ว่ามีความชอบคล้ายคลึงกัน ไม่นานนักทั้งสามก็กลายเป็นเพื่อนสนิทซึ่งเรียกตัวเองว่า‘แก๊งใจบาป’

ทั้งคู่ต้องหยุดตอบโต้กันสักพักเมื่อกัปตันประกาศให้ทราบว่านำเครื่องลงจอดยังท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองอย่างปลอดภัย

“เผลองีบแป๊บเดียว ถึงแล้ว”

“จะทำอะไรกันดี” แซคคารีถามด้วยแววตาวิบวับ เตรียมพร้อมสุดๆ กับความสนุกที่แค่มองตาก็รู้ไปถึงความคิดของเพื่อนร่วมแก๊ง

เบเนทาร์ยิ้มกว้าง ผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “ขอผิวสวยๆ หน้าตาน่ารักมานอนรอให้ป๋าได้ดูดหนักๆ สักที”

“ดูดอะไรวะ” แซคคารีถามชง ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ

“ดูดหน้าอกสีชมพูไง”

ว่าแล้วก็หัวเราะร่วน หยิบกระเป๋าส่วนตัวขึ้นมาสะพาย เดินต่อแถวลงจากเครื่องบินเช่าเหมาลำ หากคนที่จ้องมองด้วยความเป็นห่วงตั้งแต่เห็น นักเตะร่างยักษ์สะดุ้งตื่นก็เดินเข้ามาหาพร้อมยื่นน้ำเปล่ามาให้ตรงหน้า

“ขอบใจ ว่าแต่คืนนี้เรามีปาร์ตี้ นายอยากมาสนุกด้วยกันไหม แพท” เบเนทาร์ถาม

ทว่าไม่ทันได้ตอบ เสียงของแซคคารีก็ดังขึ้นเสียก่อน “มาสิ มาสนุกด้วยกัน อย่าหลงเชื่อว่าสาวไทยเด็ดจนกว่าจะได้ลองกับตัว”

แพทริกส่ายหน้าอย่างระอาใจ ยกมือสองข้างขึ้นเป็นการปฏิเสธอย่างหนักแน่น “ฉันมีลูก มีเมียแล้วนะ”

หนึ่งในstaffบอกปัด ก้าวไปยืนเคียงข้างเบเนทาร์ซึ่งเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่ออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าพร้อมกัน “ถึงเวลานายต้องหาผู้หญิงสักคนแล้วนะ แบร์ตี้ อย่างน้อยเรื่องพวกนั้นมันก็จะไม่ตามหลอกหลอนนายไปจนตาย”

“หมายถึงเมียเรอะ”

“ใช่”

เบเนทาร์ได้แต่เลิกคิ้ว ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธกับคำแนะนำด้วยความหวังดี เพราะไม่เคยซึ้งกับความรักที่ต้องอยู่กันไปชั่วชีวิต ที่เคยเจอมาก็ล้วนแต่รักที่ความเป็นนักเตะอาชีพ แต่กลับไม่เคยได้สัมผัสถึงตัวตนที่แท้จริงของเขาเลย

พระเจ้าประทานพรสวรรค์ให้เขาแล้ว ท่านจะใจดี เมตตาประทาน ‘ผู้หญิงคนนั้น’ ให้อีกหรือ?

ผู้หญิงคนนั้น... คนที่มีอิทธิพลต่อจิตใจของเขามากมายจนลบเลือนบาดแผลลึกในอดีต คนที่จะคอยปลอบหลังสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย

...ใครกัน?!

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น