เสน่หา affection after sex

ตอนที่ 6 : ตอนที่ 2 ปาร์ตี้แก๊งใจบาป 1 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 488
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    10 พ.ย. 62


...นี่ไง ปัญหาใหญ่ของพรรณลดาเพราะมีแม่ที่ดุมาก ซึ่งต้องลากเสียงยาวแบบมีก.ไก่ อยู่สักล้านตัว!

“หมดกัน ความฝันของพรรณลดา” บ่นกับตัวเองราวกับเห็นจุดจบอยู่ไม่ไกล

ภัทรษาเห็นแล้วก็อดสงสารลูกพี่ลูกน้องคนสวยไม่ได้ นับตั้งแต่เธอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวเล็กๆ นี้อย่างเต็มตัว ก็พูดได้เต็มปากว่าคนเป็นน้านั้นดูแล เอาใจใส่ราวกับตนเป็นลูกในไส้ บางครั้งออกจะถือหางตนมากกว่าลูกสาวแท้ๆ อย่างพรรณลดาเสียอีก

ทว่าเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นก็ทำให้ภัทรษาหยิบมันขึ้นมารับสายอีกครั้ง “ว่าไงเลิฟ”

แม้ว่าเรื่องที่นักเตะสโมสรดังแห่งลอนดอนจะเดินทางเข้าประเทศแบบส่วนตัวที่สุด แต่คนกว่าห้าสิบชีวิตไม่ใช่จะเดินขึ้นแท็กซี่แล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอย มันต้องอาศัยพาหนะที่บรรจุคนได้คราวละมากๆ ซึ่งคงหนีไม่พ้นรถทัวร์แน่นอน

ด้วยความรู้จักผู้คนในหลายสาขาอาชีพ เธอจึงได้รายชื่อของโรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยามาสามแห่ง พร้อมกับภาพถ่ายด้านข้างของบัส ซึ่งถ้าเห็นรถบัสจอดอยู่หน้าโรงแรมใดก็แปลว่านักเตะทั้งทีมพักอยู่ในโรงแรมนั้น

...เป็นเรื่องที่เล่ายาวให้เพื่อนสนิทได้รับฟัง ก่อนจะถามอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องใจ “ไง ฉันเก่งไหมล่ะ”

“เก่ง แล้วโทร.มาทำไม นึกว่าจะรีบบึ่งไปหาข่าวเสียอีก” ภัทรษาจงใจว่ากระแทก

“ขอน้องไวน์ไปเป็นกองหนุนหน่อยสิ เรื่องด่วนแบบนี้ ฉันเรียกช่างภาพมาไม่ทัน”

“เฮ้อ... ฮั้วกันไว้ใช่ไหมเนี่ย” ภัทรษาถามพลางหรี่ตามองน้องสาวตัวดี ที่เริ่มยิ้มออกราวกับคาดเดาคำพูดของคนปลายสายได้

“เฮ๊ย... อย่ามาซี้ซั้วนะ ฉันเรียกไปทำงานนี่ก็จ่ายค่าแรงเถอะ”

เข้าทางพรรณลดาที่เอาหูแนบอยู่ด้านหลังโทรศัพท์ สาวนิเทศศาสตร์สาขาภาพนิ่ง ผุดลุกเดินไปหาผู้เป็นแม่ในห้องครัวอย่างรีบเร่ง

นั่นทำให้ภัทรษาส่ายหน้าดิกเพราะรู้ว่าการทำงานนอกเวลาแบบนี้สร้างรายได้ให้กับลูกสาว ด้วยจุดประสงค์ดีที่แม่อยากให้ลูกรู้จักว่าเงินแต่ละบาทนั้นไม่ได้หามาอย่างง่ายดาย

“ร้ายกันทั้งคู่เลยนะ งั้นเธอก็แวะมารับน้องไวน์ที่บ้านก็แล้วกัน” ภัทรษาวางสายแล้วฟังเสียงที่น้องสาวกับผู้เป็นน้าคุยกัน

“แม่ขา... ไวน์ขอไปทำงานกับพี่เลิฟนะคะ พอดีมีงานด่วนเข้ามาแล้วพี่เลิฟเรียกตัวช่างภาพมาไม่ทัน” พรรณลดาบอกพลางมองตามร่างของแม่ที่เดินถือถาดผัดซีอิ้วส่งกลิ่นหอมฉุยมาวางไว้บนโต๊ะอาหาร ซึ่งมีพี่สาวนั่งพับใบตองอยู่ด้วย


“ข่าวอะไรลูก อันตรายไหม” วรรณาถามด้วยความเป็นห่วง แม้สนับสนุนให้ลูกสาวหารายได้พิเศษแต่ก็อยากมั่นใจในความปลอดภัยเช่นกัน

“ไม่อันตรายเลยค่ะ เป็นข่าวนักเตะที่มาไทยแบบเป็นความลับ แต่มันไม่ลับเพราะพี่เลิฟไปได้ข่าววงในมา”

ภัทรษาได้แต่ส่ายหน้าน้อยๆ ฟังคนที่อยากไปแอบส่องนักเตะหนุ่มหล่อบรรยายยืดยาว ทว่าคนเป็นแม่ก็ยังไม่อนุญาตเสียทีเดียว จนกระทั่งประโยคต่อมา

“แล้วรีบมากไหม แม่อุตส่าห์ผัดซีอิ้วมาตั้งถาดใหญ่ ไม่กินก่อนเหรอ” วรรณาถาม ซึ่งเป็นเหมือนคำอนุญาตที่ทำให้ลูกสาวคนสวยยิ้มหน้าระรื่น

“จะไม่ทันพี่เลิฟน่ะสิคะ เดี๋ยวก็คงมาถึงแล้วมั้ง” ว่าแล้วก็ชะเง้อมองดูบริเวณหน้าบ้าน

อพาร์ตเมนต์ของรสิกานั้นอยู่ห่างจากบ้านของภัทรษาเพียงสองซอยเท่านั้น ใช้เวลาราวสิบนาทีก็มาถึงแล้ว ทว่าการไปทำงานให้กับรสิกานั้นก็ไม่น่าเป็นห่วงอะไร

นี่ไม่ใช่การทำงานครั้งแรก อีกทั้งรสิกาก็เป็นเพื่อนสนิทของหลานสาวมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย

“งั้นแม่เอาผัดซีอิ้วใส่กล่องให้แล้วกัน กินบนรถพลาง พอไปถึงจะได้ทำงานแบบไม่ลำบากท้อง”

พูดแบบไม่รอฟังความเห็นของลูกสาว วรรณาก็เดินไปหยิบกล่องพลาสติกมาใส่อาหารให้สองกล่องอย่างคล่องแคล่ว

“จะกลับดึกไหม” วรรณาถามพลางชะเง้อมองไปหน้าบ้านก็เห็นรถยนต์ของรสิกามาจอดพอดี

“เวลาทำงานคงไม่นานหรอกค่ะ แต่วันนี้ศุกร์สิ้นเดือน ก็คงจะนานเพราะติดแหงกอยู่ในรถ” พรรณลดาบอกพลางรับกล่องอาหารมาถือเอาไว้ “ไวน์ไปแล้วแม่ ไปแล้วนะพี่วุ้น”

“อื้อ... เก็บอาการตัวเองให้นิ่งๆ ด้วยล่ะ อย่าไปกรี๊ดจนเขาแตกตื่นกันทั้งโรงแรมล่ะ”

“โธ่... พี่วุ้นอะ ใส่ร้ายป้ายสีน้อง”

ทั้งแม่และพี่สาวได้แต่ส่ายหน้าให้คนที่เดินสะบัดก้นแรงๆ ห่างออกไป จากนั้นวรรณาจึงหันมาพูดกับหลานสาว “วางมือแล้วมากินก่อน เดี๋ยวเย็นแล้วจะไม่อร่อยนะลูก”


ด้วยความสงสารที่หลานสาวสูญเสียพ่อและแม่ด้วยอุบัติเหตุรถยนต์อย่างกะทันหัน  จึงต้องย้ายจากต่างจังหวัดเข้ามาอยู่ในกรุงเทพมหานครในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ซึ่งต้องอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัย วรรณาซึ่งเป็นน้องสาวของแม่จึงเป็นผู้ปกครองภัทรษาตั้งแต่นั้น

บางครั้งวรรณารักและเอ็นดูภัทรษามากกว่าลูกสาวเสียอีก ด้วยลึกๆ ในใจไม่อยากให้หลานสาวรู้สึกเหมือนมีปมด้อย ประกอบกับภัทรษาเป็นคนเรียบร้อย ไม่เคยทำตัวให้หนักใจสักครั้ง

คำพูดของภัทรษาจึงมีน้ำหนักในใจของคนเป็นน้ามากเสียกว่าลูกสาวแท้ๆ

ภัทรษายิ้มหวานเมื่อผู้เป็นน้าตักอาหารใส่จานมาวางไว้ตรงหน้า เลื่อนถาดเครื่องปรุงที่แบ่งใส่ถ้วยเล็กมาไว้ใกล้ๆ อีกด้วย

“ขอบคุณค่า วุ้นว่าไม่ปรุงก็อร่อยแล้ว”

“โอ๊ย... ไม่ต้องมาปากหวาน น้าก็ทำให้กินทุกวันนั่นแหละ” วรรณาบอกพลางทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตัวตรงกันข้าม

“จริงนะน้าณา แค่ไปสั่งข้าวผัดกินเนี่ย ยังผัดเละ ใส่ซีอิ้วดำจนข้าวเป็นสีน้ำตาล ไม่เหมือนข้าวผัดน้าณาปรุงแค่เกลือกับน้ำตาลก็อร่อยเหาะแล้ว”

เดิมทีวรรณาเป็นแม่ครัวให้ร้านข้าวแกงชื่อดัง แต่เมื่อร้านศาลาขนมหวานของภัทรษาเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง มีลูกค้าประจำ บางครั้งมีออร์เดอร์พิเศษเข้ามาพร้อมกันคราวละมากๆ จึงต้องมีคนมาคอยควบคุมการทำงานของเด็กในร้านช่วยภัทรษา

นั่นเป็นเหตุให้วรรณาต้องลาออกจากงาน แล้วใช้ความถนัดในขนมหวานประเภทน้ำกะทิ แกงบวดต่างๆ ทำมาทดลองขายในร้าน ปรับเปลี่ยนแพกเกจให้ดูร่วมสมัยเพิ่มมูลค่าได้มากกว่าใส่ถุงพลาสติกแบบเดิม สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ อีกทั้งยังไม่ต้องยืนทำหน้าอาหารหน้าเตาไฟร้อนๆ ทั้งวัน

“ชมไม่หยุดแบบนี้ จะขออะไรนะ” วรรณาถามยิ้มๆ

“เปล่าสักหน่อย วุ้นแค่พูดมาจากใจจริง”

“กระทงที่สานนี่ใช้สำหรับใส่ของตอนเย็นใช่ไหม”

“ค่ะ ของภาคเช้าเตรียมเสร็จแล้ว”

“งั้นกินเสร็จแล้ว วุ้นไปพักเลยนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้น้าจะให้เด็กๆ ทำต่อเอง พรุ่งนี้เราต้องตื่นตั้งแต่เช้าอีก ตายล่ะ!...” เสียงอุทานของน้าทำให้ภัทรษาเลิกคิ้ว รอฟังเรื่องน่าตกใจนั้น

“ถ้าน้องไวน์กลับตีหนึ่งตีสอง แล้วจะใครจะไปช่วยวุ้นพรุ่งนี้ล่ะ น้าก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลยนะ”

“ตอนเช้าไม่เป็นไรค่ะ วุ้นไปคนเดียวได้ แขกที่เพิ่มจะมางานเย็น ถึงสองคนนั้นกลับดึกยังไงก็มีเวลาให้พักค่ะ”

วรรณาพยักหน้ารับกับคำพูดของหลานสาว จากนั้นจึงรับประทานมื้อเย็นพลางพูดคุยเรื่องสัพเพเหระตามประสา ก่อนแยกย้ายกันเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ ด้วยรู้ว่าต้องพักผ่อนให้เต็มที่เพราะมีงานใหญ่รออยู่ในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้

 

ในขณะที่ภัทรษากำลังหลับสนิท ไม่เคยได้นึกระแคะระคายใจว่าน้องสาวและเพื่อนกำลังพบเจอกับปัญหาใหญ่ที่เหมือนเป็นจุดพลิกผันของชีวิต

อาจเป็นเพราะความรักสนุก ความบังเอิญ หรือพรหมลิขิต ก็ไม่มีใครจะตอบได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับพรรณลดาและรสิกานั้นเกิดจากเหตุผลใด หากแต่ทั้งคู่ก็รีบออกจากโรงแรมหรู สองขาก้าวฉับๆ สอดส่ายสายตาราวกับกำลังหนีปีศาจอันชั่วร้าย

ทั้งคู่ต้องตั้งสติอยู่พักใหญ่ถึงเรียกกำลังใจให้กลับมาแล้วขับรถออกจากโรงแรมสุดหรูในช่วงก่อนเที่ยงคืน ซึ่งใช้เวลาเดินทางเพียงแค่หนึ่งชั่วโมงก็ถึงบ้าน คืนนี้รสิกาจึงค้างกับพรรณลดา ทั้งคู่ปรึกษากันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนร่วมชะตาเดียวกัน!


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น