พันธะหัวใจเถื่อน (นิยายพร้อมส่งค่ะ)

ตอนที่ 38 : ตอนที่ 10 กำพร้า... มีราคา แต่ไร้คุณค่า 60%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,150
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 55 ครั้ง
    24 ส.ค. 61



...รถเบนซ์กันกระสุนเคลื่อนที่ออกจากบ้านพักได้สิบห้านาทีก็ถูกมือสังหารโจมตีด้วยแผงตะปูเรือใบ ด้วยความเร็วที่เลเรฟกำชับคนขับเอาไว้ รถยนต์จึงเสียหลักหมุนอยู่กลางถนนหนึ่งรอบ ตามด้วยปืนระเบิดอาร์พีจีที่ล็อกเป้าหมายตรงถังเชื้อเพลิง เมื่อเสียงระเบิดดังขึ้น รถยนต์ก็พลิกคว่ำ ประกายเพลิงสว่างวาบในความมืดมิด

ซึ่งความจริงแล้วในรถยนต์มีเพียงศพของคนขับรถอยู่เพียงศพเดียวเท่านั้น อีกสองคนที่นั่งอยู่เบาะหลังเป็นหุ่นขนาดเท่าคน สวมวิกสีเดียวกันกับผมของสองแม่ลูกตามแผนการของเลเรฟ

การปรากฏตัวของผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติทำให้ ส.ส.โวลคอฟ เข้าใจได้ทันทีว่าเลเรฟเป็นสายลับของกลุ่ม LONA ที่จะนำทางครอบครัวของตนนั้นไปส่งยังสนามบิน ด้วยรถตู้ของพนักงานทำความสะอาดสระว่ายน้ำที่เคลื่อนตัวออกจากบ้านพักตั้งแต่ตอนเที่ยงคืนตรง

ไม่ว่าแผนการที่เกิดขึ้นจะถูกใครซ้อนมากี่ชั้นกี่ตลบ เลเรฟก็จะทำตามภารกิจที่กลุ่ม LONA มอบหมายให้เท่านั้น เมื่อกลุ่ม LONA ไม่อยากให้เขารับรู้ว่าในรถตู้มี ส.ส.โวลคอฟซ่อนตัวอยู่ด้วย เขาก็จะทำเป็นตาบอดมองไม่เห็น ส.ส.โวลคอฟที่แอบวิ่งไปขึ้นรถตู้ในตอนที่เขาแยกตัวออกมาซักซ้อมความเข้าใจกับคนขับรถเบนซ์ แล้วยังต้องมาเสียเวลากับลูกชายที่ดึงดันจะเอาสัตว์เลี้ยงเดินทางออกนอกประเทศด้วย

“มันคือภาระ ปล่อยมันไว้แล้วพอเราหาที่อยู่ใหม่ได้ ปลอดภัยจริงๆ ลูกจะซื้อหมามาเลี้ยงอีกสักกี่ตัวก็ได้”

“แต่ผมรักมัน มันเพิ่งอายุได้หกเดือนจะอยู่ยังไง ใครจะเอาอาหาร เอาน้ำให้มันกิน” ลูกชายเถียงกลับทันควัน

“มันเป็นแค่สัตว์เลี้ยงตัวหนึ่ง แล้วถ้าลูกยังไม่ขึ้นรถ แม่จะให้เขาจัดการมันซะ ปัญหาจะได้จบ”

เขาที่ว่า... เลเรฟรู้ดีว่าไม่ใช่ใคร แต่เป็นตนเองที่ยืนฟังสองแม่ลูกทะเลาะกัน แล้วก็รู้ด้วยว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกจะไร้ปัญหาก็ต่อเมื่อไร้ลมหายใจ

สุนัขพันธุ์บอร์ซอยที่มีโครงสร้างตามขนาดของสุนัขพันธุ์ใหญ่ครางหงิงๆ เหมือนรู้ชะตาว่าถูกเจ้านายทิ้ง ในตอนที่เขาขับรถตู้ออกมาจึงตั้งใจเปิดประตูรั้วข้างหนึ่งทิ้งเอาไว้

“ไปซะเถอะ ชีวิตแกต้องเจออะไรที่ดีกว่านี้”


ไม่รู้ว่ามันจะเข้าใจในคำพูดของเขามากน้อยแค่ไหน เมื่อเลเรฟเดินกลับไปประจำที่นั่งคนขับ แล้วมองกระจกมองข้างกลับมายังประตูรั้ว ยังเห็นมันเดินวนเวียนอยู่ที่เดิม

“หันกลับมาได้แล้ว อย่าขยันสร้างปัญหานักเลย” ภรรยาของ ส.ส.โวลคอฟยังไม่วายดุลูกชาย

“ผมเคยได้ยินว่าหมาอายุหกเดือนก็ไม่ต่างจากเด็กอายุหกปี มันเป็นเด็กนะแม่ เรากำลังทิ้งเด็กคนหนึ่งไว้”

“ถ้าจะเทียบว่ามันเป็นเด็ก ก็แค่เด็กกำพร้า แล้วมันก็กำพร้าตั้งแต่วันที่เราซื้อมาจากฟาร์ม มันก็มีค่าแค่เงินไม่กี่หมื่นเหรียญที่เราเสียไปหรอก หยุดพูดเรื่องนี้สักที ฉันจะบ้าตายอยู่แล้ว”

สิ้นเสียงตวาดดุนั้น ในรถก็มีเพียงความเงียบงันซึ่งไม่มีใครล่วงรู้อีกเช่นกันว่า... ประโยคสุดท้ายนั้นกระแทกใจคนขับรถจนต้องกัดฟันกรอดกับชีวิตหนึ่งซึ่งซื้อหาได้ และถูกทิ้งขว้างได้ง่ายดายนัก

คืนนี้เลเรฟแค่พาภรรยาและลูกชายของ ส.ส.โวลคอฟมาส่งในสนามบินตามความต้องการของกลุ่ม LONA ซึ่งก็เหมือนอย่างที่บราโว่พูดเอาไว้ว่าคืนนี้ภารกิจของทุกฝ่ายจะลุล่วงด้วยดี

ในคืนนี้จะมีสายลับและสายข่าวที่น่าเชื่อถือ ไว้ใจได้อย่างสูงสุดเกิดขึ้นในกลุ่ม LONA

ขณะที่ครอบครัวของ ส.ส.โวคอฟจะได้เดินทางออกจากแอลเมเรียอย่างปลอดภัย แน่นอนว่ามันเป็นแค่ความปลอดภัยแค่ชั่วเวลาหนึ่งเท่านั้น

...เราทุกคนย่อมต้องชดใช้ความผิดที่ทำมาในอดีตกันทั้งนั้น ส.ส.โวลคอฟก็เช่นกัน!

 

กำพร้า... มีราคา แต่ไร้คุณค่า

หากย้อนเวลากลับไปอีกสักยี่สิบปี เลเรฟคงเป็นเด็กชายที่นั่งร้องไห้น้ำตานองหน้าอยู่กับคำพูดกรีดหัวใจของเด็กกำพร้าที่ไม่รู้จักหน้าพ่อแม่ ชาติกำเนิดเป็นมาอย่างไร

ชีวิตของเด็กกำพร้าที่เขาสัมผัสมาตั้งแต่จำความได้แบ่งออกได้เป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกคือความประพฤติดี เป็นที่ถูกชะตากับครอบครัวอุปถัมภ์

กลุ่มที่สองจะเป็นกลุ่มที่ถูกมองข้ามแม้ว่าความประพฤติดี แต่อาจไม่ถูกชะตากับครอบครัวใด จึงถูกเลี้ยงให้เติบโตอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าจนสามารถรับผิดชอบชีวิตตนเองได้

กลุ่มสุดท้ายคือพวกนอกคอกซึ่งรวมเขาเอาไว้ด้วย ความเกเร ก้าวร้าว กลายเป็นเรื่องน่าสนใจที่สร้างราคาให้กับเด็กนอกคอกกลุ่มนี้

แม้จะถูกซื้อขายจนเติบโตขึ้นกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกของแก๊งน้อยใหญ่ ถูกใช้งานโดยไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัย ไร้ซึ่งคุณค่าจนสักวันต้องกลายเป็นศพไร้ญาติมานักต่อนัก นั่นเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเลเรฟที่เลือกไม่ได้

มันคือตัวตนของเขาในวัยเด็ก แต่เขาบอกกับตัวเองว่าชีวิตของเขาต้องมีคุณค่า มีคนสักกลุ่มที่เห็นความสำคัญ มันคือแรงผลักดัน แรงสนับสนุนกำลังใจที่มีอยู่อย่างน้อยนิดให้ใช้ชีวิตอยู่กับความถูกต้อง

มันยังเป็นเป็นสามเหตุผลหลักที่ทำให้เลเรฟย้อนกลับไปยังบ้านพักของ ส.ส.โวลคอฟ แล้วเปิดประตูรับเอาหมากำพร้าที่ยังเดินวนเวียนอยู่หน้าประตูรั้วให้กระโดดขึ้นมานั่งบนเบาะหน้า ก่อนจะขับรถไปอย่างไร้จุดหมายเพราะยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะจัดการกับชีวิตของหมากำพร้าอย่างไร

รถยนต์ที่เปลี่ยนแล้วขับออกมาจากสนามบินนั้นเป็นซีดานสีดำ ตอนนี้เลเรฟขับมาจอดตรงจุดพักรถขาออกจากกรุงแอลเมเรียราวสิบไมล์

“เพิ่งหกเดือน แกจำเป็นต้องตัวโตขนาดนี้เชียว”

หมากำพร้าเข้าใจว่าคงได้เจ้านายใหม่ เลยยกขาหน้าแตะเข้าที่ท่อนแขนแกร่ง นั่นทำให้เลเรฟหัวเราะแล้วเอื้อมมือไปผลักหัวมัน

โฮ่งๆ

ถึงจะเป็นหมากำพร้าหมาดๆ แต่มันก็มีสัญชาตญาณในการปกป้องตัวเอง ถึงจะไว้ใจกระโดดขึ้นรถมากับเขา แต่ก็ยังไม่สนิทมากพอที่จะให้ลูบหัว เลเรฟเบ้ปากรับกับพฤติกรรมของมัน

“ก้าวร้าวดีนี่” บอกแล้วโขกศีรษะตัวเองเข้ากับพวงมาลัย ตอนนี้ได้ยินเสียงครางหงิงๆ พร้อมแรงข่วนเบาๆ ตรงท่อนแขน

“ไม่ต้องมาประจบโว้ย... ฉันก็กำพร้าเหมือนกัน แถมไม่เจียมตัว ดันไปสงสารหมากำพร้าอย่างแกด้วย” บ่นแล้วเอียงหน้าออกมามองมันอย่างชั่งใจ

“เอาไงล่ะทีนี้”

จบคำถามหมากำพร้าเหมือนอ้อนหนักขึ้น มันเหยียดขาหน้าทั้งสองข้างออกมาแล้วลดตัวลงเป็นการหมอบ รอคอยให้เขารับเลี้ยงมันอย่างเต็มตัว

อาการของมันบอกเขาว่าเป็นหมาที่ถูกฝึกมาในระดับหนึ่ง มันไม่ก้าวร้าวต่อคนแปลกหน้า แต่สายตาก็จ้องเขม็ง ไม่เกรงกลัว ซึ่งถ้าเป็นคนทั่วไปคิดรับเลี้ยงสุนัขสักตัวก็คงคิดหาชื่อเรียกให้มันเป็นอันดับแรก

ทว่าเลเรฟกลับเห็นต่างไปจากนั้นเพราะเชื่อว่าทุกชีวิตย่อมมีอุปสรรคให้ต้องฝ่าฟัน

เป็นความคิดที่จุดประกายให้เลเรฟเลี้ยวรถกลับในเส้นทางเดิมได้ราวห้าไมล์จึงก็เลี้ยวซ้ายใช้ถนนเส้นรอง ซึ่งจะนำไปสู่บ้านของเพื่อนเก่าคนหนึ่ง ไม่นานนัก เขาก็พาหมากำพร้าอายุหกเดือนมาหยุดอยู่หน้าบ้านไม้ชั้นเดียว ไร้ซึ่งรั้วรอบขอบชิด

**********

ถึงเรฟฟี่จะห่ามๆ ดุดัน แต่จิตใจดีโน๊ะ

เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แบบว่ารักผู้ชายรักสัตว์อ่ะค่ะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 55 ครั้ง

57 ความคิดเห็น