พันธะหัวใจเถื่อน (นิยายพร้อมส่งค่ะ)

ตอนที่ 28 : ตอนที่ 7 วิถีตัวร้าย(ที่รัก) 2 75%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,326
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 59 ครั้ง
    3 ส.ค. 61

***พันธะหัวใจเถื่อน เขียนใหม่ ไม่เคยตีพิมพ์มาก่อน***

กำลังเปิดจองค่ะ



“อันเดร... แม่เข้ากับคนยากมากค่ะ โดยเฉพาะผู้ชายที่คาดว่าจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของฉัน และฉันก็ไม่อยากทำให้คุณต้องเสียใจกับท่าทีที่แม่มีกับคุณ คือ...”

แม้ตั้งใจจะอธิบายให้ชัดเจน แต่สีหน้าของอันเดรกลับสร้างความละล้าละลังใจให้เธอเป็นห่วงความรู้สึกนัก แต่จู่ๆ เสียงห้วนจัดอันคุ้นหูก็ดังขึ้น

“ก็บอกไปตรงๆ สิว่ายังไงก็ไม่เอามาทำแฟน ผมฟังแล้วอึดอัดแทนคุณจริง กับคนหน้ามึนแล้ว ถึงคุณเดินอ้อมโลกไปก็ไม่มีวันยอมรับหรอก”

อันเดรแหงนหน้ามองชายร่างสูงใหญ่ ท่าทางเอาเรื่องยืนจังก้าอยู่ชิดริมโต๊ะ “นายเป็นใคร”

คนถูกถามไม่ได้ตอบว่าอย่างไร แต่ขยี้คำพูดของเธอให้คนตั้งคำถามได้ปวดใจเล่น “นี่ก็เข้าใจยากเหลือเกิน ผู้หญิงไม่รักแล้วจะตื๊อเอาอะไร”

“เลเรฟ คุณมาได้ไง”

“ก็นั่งแท็กซี่มาน่ะสิ” เลเรฟตอบโดยไม่ละสายตาจากผู้ชายที่เคยคิดว่าเป็นคู่เดตของอัญชวิกา แต่เท่าที่ฟังบทสนทนาเมื่อครู่แล้ว เขาปลอดโปร่งโล่งใจขึ้นมาก

“บ้าสิ ฉันหมายความว่าออกมาจากโรงพยาบาลได้ยังไง แผลหายดีแล้วเหรอ”

ได้ยินดังนั้น อันเดรจึงมองหน้าทั้งคู่สลับกัน “นี่รู้จักกันเหรอ”

เมื่อได้รับคำตอบเป็นการพยักหน้า อันเดรจึงนึกย้อนไปถึงตอนที่ชายคนนี้เดินเข้ามาในร้านหลังตนไม่นาน ซึ่งก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะคิดว่าเป็นลูกค้าปกติ

“เขาเป็นคนที่ช่วยฉันไว้เมื่อวาน”

“แล้วดูเหมือนว่าวิกฤตเมื่อวานนี้ จะทำให้เรารู้สึกพิเศษต่อกัน” พูดหน้าตาเฉยไม่พอยังเบียดตัวนั่งลงบนเก้าตัวเดียวกันกับอัญชวิกา เดือดร้อนเธอต้องรีบขยับไปจนชิดผนัง

“จริงเหรอ น้องเอ๋ย”

ไม่ต้องรอให้เธอตอบ เลเรฟก็ชิงตั้งคำถามจี้ใจทันควัน “ถ้าเธอตอบว่าใช่ นายจะยอมรามือไหมล่ะ”

“เลเรฟ นี่มันเรื่องส่วนตัวของฉัน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับคุณเลย อย่าทำแบบนี้”

“ผมก็แค่มาทวงสัญญาที่คุณรับปากว่าจะไปหาผมที่โรงพยาบาล รู้ไหมว่าผมรออยู่เกือบครึ่งวัน ถึงได้ออกมาดูให้เห็นกับตาว่าคุณมีธุระอะไรนักหนา” เว้นระยะในคำพูด แล้วเอี้ยวใบหน้าหันมาสบสายตาเธออย่างตำหนิ “ก็แค่สลัดผู้ชายจอมตื๊อคนเดียว ทำไมถึงได้ขี้ขลาดนัก บอกเขาไปเลยสิ ยืดเยื้อไปก็รังแต่จะทำให้เขาเจ็บ คุณเองก็ลำบากใจ”


“เดี๋ยวนะๆ” อันเดรเป็นฝ่ายขัดจังหวะขึ้น “ผมเข้าใจว่าที่คุณช่วยเหลือเธอไว้นั่นเป็นเรื่องดี และผมต้องขอบคุณ”

“ไม่ต้อง ขอบคุณทำไม ฉันไม่ได้ช่วยนายนี่” ตอบพลางสั่นหน้าเร็วๆ ยืนยันให้คนมองได้รู้ว่าเป็นตายร้ายดีก็ไม่ยอมรับคำขอบคุณนั้นเด็ดขาด

ถึงแม้ว่าคำพูดของเลเรฟเป็นเรื่องจริงที่ตรงใจเธอมากที่สุด แต่นั่นเป็นสิ่งที่เธอต้องเปิดใจพูดคุยกับอันเดรด้วยตัวเอง ไม่สมควรและเสียมารยาทหากเธอปล่อยให้เลเรฟพูดจาห่ามๆ ทำร้ายจิตใจอันเดรอยู่เช่นนี้

หากแต่อัญชวิกายังไม่ได้พูดอะไร เสียงเคาะกระจกก็ดังขึ้น เรียกความสนใจของทุกคนไปยังสถาปนิกที่ยืนอยู่ด้านนอก

สถาปนิกชี้นิ้วเข้าหาเธอ ราวกับมีเรื่องบางอย่างพูดคุยด้วย อัญชวิกาจึงหันมาบอกกับคนที่นั่งเบียดอยู่ข้างๆ ด้วยน้ำเสียงดุ

“ลุกขึ้น ฉันจะออกไปคุยธุระ” บอกแล้วก็นึกโล่งอกที่เขาทำตามอย่างว่าง่าย อัญชวิกาจึงหันไปชวนอันเดรด้วยน้ำเสียงที่ฟังรื่นหูนัก “ไปด้วยกันไหมคะ เผื่อเขาจะถามอะไรที่ฉันไม่รู้”

“จ้ะ เดี๋ยวผมตามไป”

นั่นหมายความว่ายังไม่ไปตอนนี้ ซึ่งอัญชวิกาก็ได้แต่ลอบถอนหายใจออกมาหนักๆ สายตาที่ทั้งคู่จ้องมองกันไม่น่าไว้ใจนัก บ่งบอกว่ามันมีบางอย่างที่ต้องคุยกันแบบลูกผู้ชาย

ความจริงแล้วข้อมูลเกี่ยวกับคอฟฟี่ชอปที่เธอไม่รู้นั้นคงไม่มี เพียงแค่อยากจะแยกทั้งคู่ออกจากกัน แต่บางครั้งอีโก้ของผู้ชายที่ต่างคนต่างงัดออกมาแล้ว ถ้าไม่ได้ใช้ก็คงไม่จบเรื่องง่ายๆ

“อย่าให้หนักหนาจนข้าวของเสียหายเลยนะคะ ถึงเตรียมจะปิดร้าน รื้อทำใหม่เสียหมด แต่โต๊ะเก้าอี้ก็ยังใช้ประโยชน์ได้อีกหลายปี”

เจ้าของคำพูดประชดประชันเดินออกไปข้างนอกแล้ว เธอก้มๆ เงยๆ ตามการชี้นำของสถาปนิกซึ่งพูดคุยเรื่องต่อเติมเทอร์เรซไม่ให้ล่วงล้ำฟุตปาธ พร้อมเหลือบสายตามองเข้ามายังผู้ชายทั้งสองคนเป็นระยะๆ จากสีหน้าที่สลับกันเกรี้ยวกราดจึงเดาว่าทั้งคู่คงคุยกันออกรสไม่น้อย

“เพิ่งรู้จักเธอเมื่อวาน แต่กล้าพูดว่าเป็นเรื่องพิเศษ ดูหลงตัวเองเกินไปนะ” อันเดรเป็นฝ่ายเริ่มข่มคู่ต่อสู้หัวใจที่มีให้เห็นเป็นตัวเป็นตนครั้งแรกที่รู้จักกับอัญชวิกา

“รู้จักเธอมานาน แต่ทำเป็นไม่สนใจความรู้สึกของเธอ ไม่เห็นแก่ตัวไปหน่อยเรอะ”

เรื่องกวนโมโห ยั่วอารมณ์คนนั้นต้องยกให้เลเรฟ เขาถูกฝึกฝนให้จิตใจนิ่ง เยือกเย็นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้

ถ้าถูกข่มขู่ ต้องข่มกลับให้หนักกว่า

ถ้าถูกทำร้าย ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องนิ่ง ลืมเลือนความเจ็บปวด รอจังหวะที่จะฮึดสู้เพื่อเอาตัวรอดอีกครั้ง

คำว่า เห็นแก่ตัวช่างสะกิดใจอันเดรยิ่งนัก บางครั้งเขาก็เคยคิดว่าการที่ไม่ได้ยินคำปฏิเสธจากปากเธอ อาจเป็นความโชคดีที่ช่วยยื้อเวลาออกไปอีก คงมีสักวันที่อัญชวิกามองเห็นความรัก ความหวังดีที่หยิบยื่นให้

เลเรฟมองออกว่าผู้ชายตรงหน้านี้ไม่ได้เป็นคนเลวร้าย ไม่ได้คิดร้ายกับอัญชวิกาเลย แต่เรื่องของความรักมันต้องเกิดขึ้นจากคนสองคน ต่อให้คนหนึ่งรักมากมายจนยอมตายแทนได้ แต่อีกคนไร้รัก ก็เปล่าประโยชน์ที่จะทุ่มเทในรัก

“ความจริงแล้วนายควรถอยออกมา แล้วพอใจที่จะอยู่กับเธอ รักเธอในแบบที่เธอต้องการ”

รักในแบบพี่น้อง เพื่อน เป็นไมตรีจิตที่อัญชวิกามอบให้อันเดรเสมอมา คำเตือนด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ไร้ซึ่งความเกรี้ยวกราด ทว่าหนักแน่นและเป็นความจริงอันกระแทกใจนั้นยากที่จะยอมรับเหลือเกิน

“ฉันจะยืนอยู่ในจุดที่เธอต้องการ ตราบใดที่น้องเอ๋ยยังไม่ปฏิเสธออกมาตรงๆ นั่นก็แปลว่าเธอพอใจ แล้วก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของนาย ความจริงแล้วนายก็ไม่ได้พิเศษไปกว่าฉันหรอก เพราะถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ น้องเอ๋ยคงพูดด้วยดีๆ ไม่มองนายด้วยสายตาตำหนิแบบนั้น”

สิ้นเสียงนั้น ทั้งคู่ก็ผุดลุกขึ้นแทบจะพร้อมๆ กัน เพราะต่างคนต่างก็เห็นว่าอัญชวิกานั้นทำท่าล่ำลากับสถาปนิกแล้ว บทสนทนาจึงจบลงอย่างที่ไม่ค่อยจะเคลียร์สักเท่าไร ซ้ำร้ายทั้งคู่ยังรีบก้าวออกไปจากร้าน โดยมีเส้นชัยเป็นร่างกะทัดรัดของนักวิเคราะห์พฤติกรรมสาวซึ่งยืนปั้นหน้ามุ่ย เมื่อเห็นทั้งคู่แทบจะปรี่เข้ามาหา คว้าข้อมือของตนเองคนละข้าง

“อะไร” เป็นน้ำเสียงที่หงุดหงิดใจที่สุดก็ว่าได้

“ก็เสร็จธุระแล้ว คุณควรทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับผม” เลเรฟทวงเป็นรอบที่สองในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

ทว่าคนที่รอมาโอกาสมาสองปี ทั้งยังจองโต๊ะอาหารไว้แล้วก็ไม่อาจนิ่งเฉย กระตุกข้อมือบางจนเจ้าตัวก้าวเข้ามาใกล้

“ผมยังไม่ได้บอกใช่ไหมว่าอาหารญี่ปุ่นร้านนี้อร่อยมาก”

“ถ้าคุณชอบอาหารญี่ปุ่น ผมรู้จักร้าน และรับรองว่ามันจะอร่อยขึ้นเพราะมันเป็นเดตแรกของเรา” เลเรฟข่มกลับ

*************

หยักเป็นน้องเอ๋ย หยักมีคนมารุมทึ้ง โดยเฉพาะเรฟฟี่

ตอนหน้าห้ามพลาดครัช



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 59 ครั้ง

57 ความคิดเห็น