พันธะหัวใจเถื่อน (นิยายพร้อมส่งค่ะ)

ตอนที่ 20 : ตอนที่ 5 น้องเอ๋ย 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,806
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 89 ครั้ง
    18 ก.ค. 61



ลูกผู้หญิงที่เติบโตมาด้วยคำพูดของแม่ให้ดูผู้ชายอย่างถี่ถ้วนกรอกหูอยู่ตลอดเวลา หากแม่ได้รู้ว่าเธอแอบไปมีใจให้กับผู้ชายที่เห็นหน้ากันแค่ครั้งที่สองก็ปล่อยให้เขาจูบ เธอคงถูกหยิกจนเนื้อเขียว คิดแล้วต้องยกมือขึ้นลูบแก้มตัวเอง รีบปรับสีหน้าเมื่อได้ยินเสียงน้ำดังลอดออกมา

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ชายอายุสามสิบยังโสด เขาอาจจะผ่านผู้หญิงมานักต่อนัก แต่ก็อย่าให้มีเป็นเรื่องเป็นราวแบบที่รออยู่ในออะพาร์ตเมนต์ อย่างน้อยอัญชวิกาก็ควรได้มั่นใจว่าเขาไม่ได้คบหาดูใจใครอยู่ก่อนแล้ว เธอต้องปรับตัว ปรับใจ ละทิ้งความเคอะเขินออกไปจนสิ้น แล้วตะล่อมถามเขาโดยไม่ให้รู้เนื้อรู้ตัว

นั่นคือความตั้งใจอันแน่วแน่ แล้วพอประตูห้องน้ำเปิดออกก็เป็นฝ่ายเริ่มก่อนทันที

“คุณจะมีเพื่อนมาอยู่ด้วยไหมคะ”

“ยังไง คุณมีธุระเหรอ”

“คือฉันนัดกินมื้อเย็นกับเพื่อนไว้ เลยอยากรู้ว่าคุณจะมีใครมาอยู่เป็นเพื่อนไหม” จบคำถามที่เธอคิดว่าละมุนละม่อมที่สุดแล้ว แต่กลับเห็นเขาขมวดคิ้วมุ่นพลางก้าวออกมาจากห้องน้ำ

“นึกว่าจะอยู่กินมื้อเย็นด้วยกัน”

คราวนี้ไม่ต้องรอให้เธอเป็นฝ่ายเข้ามาพยุง เลเรฟก็วาดแขนข้างหนึ่งโอบหัวไหล่มน พอเธอเลื่อนมือข้างหนึ่งขึ้นโอบสะโพกด้วยความละล้าละลัง เขาวางมือทับลงบนหลังมือเธอเอาไว้เสียเอง

“สำคัญมากเหรอ เลื่อนนัดได้ไหม”

“ไม่ดีมั้งคะ เขาอุตส่าห์มาตั้งไกล”

เขาไม่ต้องถามต่อก็รู้ว่าเพื่อนที่เธอนัดกินมื้อเย็นด้วยเป็นผู้ชาย แล้วมันไปมุดหัวทำอะไรถึงได้โผล่มาตอนที่เขาต้องการให้เธออยู่ข้างๆ เพียงแค่คิด ความหวงแหนก็เกาะกินหัวใจ พานให้ไม่สบอารมณ์ขึ้นมาอีก

ในฐานะนักวิเคราะห์พฤติกรรมแล้ว เลเรฟคือความล้มเหลวของเธอ เพราะจิตใจเธอยังนิ่งไม่พอ ตั้งคำถามไม่ดีเท่าที่ควร ร้ายไปกว่านั้นคือตอนที่ยังไม่ได้คำตอบ กลับเผยไต๋แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวอีกต่างหาก

“มันมาไกล แต่ผมเจ็บจะตายนะ”

ถึงคราวที่อัญชวิกาต้องขมวดคิ้วมุ่น แหงนหน้าขึ้นมองเขาบ้าง “อ้าว ก็คุณพูดเองว่าแผลเล็กน้อย พรุ่งนี้ก็หาย”

บทเรียนที่สอนให้เลเรฟรู้ว่าต้องคิดให้ถี่ถ้วนก่อนพูดเสมอ ไม่เช่นนั้น มันจะเป็นความจริงที่ย้อนกลับมาทำร้ายตนเองได้

“ใช่ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะทิ้งผมไปหามัน ทั้งที่ผมนอนเจ็บอยู่โรงพยาบาล”

เป็นน้ำเสียงที่บอกให้เธอรู้ว่าเขากำลังหงุดหงิดใจเอามากๆ แต่ถึงกระนั้น เธอก็ไม่อาจเข้าใจในความต้องการที่แท้จริงของเขาอยู่ดี “ฉันนัดกับเพื่อนเอาไว้ตั้งแต่สองสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งฉันเองก็ไม่ได้ล่วงรู้ว่าวันนี้จะเกิดเรื่องร้ายแล้วคุณต้องมาเจ็บตัว อันที่จริง เมื่อตอนกลางที่ผ่านมา เรายังเป็นคนแปลกหน้าต่อกันอยู่เลย”

“ก็ถึงได้ชวนให้สั่งอะไรมากินด้วยกันไง”

“เอ๊ะ ทำไมถึงพูดไม่เข้าใจนะ” ต่อว่าออกมาแล้วต้องนิ่วหน้าเมื่อรู้สึกว่าเขาทิ้งน้ำหนักตัวลงมาหาเธอมากขึ้นจนต้องชะงักการก้าวเดิน เพราะถ้าก้าวต่อไปอีกคงได้ล้มลงไปกองอยู่กับพื้นทั้งคู่

“ไม่เมกเซนส์เลยที่คุณจะเสียเวลาครึ่งชั่วโมงมานั่งรออยู่หน้าห้อง แล้วเข้ามาบอกผมว่าขอบคุณเนี่ยนะ” ไม่ถามเปล่าแต่ตวัดร่างที่โอบหัวไหล่เอาไว้อยู่แล้วเข้ามาหาตัว


กลายเป็นว่าตอนนี้อัญชวิกายืนเผชิญหน้ากับคนป่วยที่กำลังพาลพาโล แล้วต้นขาด้านหลังยังมีขอบเตียงกักตัวเธอไว้อีกชั้นหนึ่ง

จริงอยู่ว่าความชอบ หลงใหลในวิถีตัวร้ายจะทำให้เธอเสียเปรียบในยามปะทะคารมกัน แต่ตอนนี้ที่เขากำลังหงุดหงิด ไม่พอใจ จึงดูคล้ายว่าน่าจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ

“ที่ผ่านมา หน้าที่การงานคุณอาจจะเต็มไปด้วยผลประโยชน์ ความคิดที่ลึกลับซับซ้อน แต่ก็ไม่เห็นต้องเอาความซับซ้อนพวกนั้นมาตั้งข้อสงสัยกับความจริงใจของฉันนี่คะ คุณช่วยชีวิตฉันไว้จากผู้ร้ายปล้นแบงก์ที่ถือปืนขู่อยู่ร่วมชั่วโมง ก็สมควรแล้วที่ฉันต้องกล่าวคำขอบคุณ อันที่จริงคำขอบคุณยังน้อยเกินไป”

“แหงสิ ผมถึงได้ต้องการมากกว่าคำขอบคุณไง” เลเรฟโต้กลับอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิด กระชับฝ่ามือทั้งสองข้างกุมหัวไหล่มนเอาไว้ “ผมยินดีที่จะช่วยเหลือ และเรียกร้องการตอบแทนที่คุณคิดว่ายังติดค้างผมอยู่”

อัญชวิกาไม่รู้เลยว่าในดวงตาคู่คมสีน้ำฟ้านั้นมีสิ่งใดซ่อนเร้น แล้วยังควบคุมจิตใจไม่ให้ปฏิเสธเขาอย่างทันควัน ความเอาแต่ใจที่เกือบจะเป็นเผด็จการ ดูมีเสน่ห์กับเธออย่างเหลือเชื่อ

“นะ... อยู่กับผมเถอะ”

ที่ผ่านมาเขาอาจจะเคยชินกับการออกคำสั่ง แต่ประโยคเมื่อครู่เป็นการอ้อนวอนที่ละลายความตั้งใจของอัญชวิกาจนหมดสิ้น เธอไม่เหลือแม้กระทั่งน้ำเสียงที่จะตอบเขาอย่างชัดเจน

“ฉะ...ฉัน เอ่อ”

ชีวิตของเลเรฟนั้นผ่านความเจ็บปวด เดียวดายมามากเกินกว่าจะยอมให้ใครสักคนเข้ามาโลดแล่นอยู่ในความคิด มีอิทธิพลเหนือจิตใจ และเธอก็ไม่ใช่ผู้หญิงคนแรกที่มองเขาด้วยสายตาละล้าละลังใจ แต่เลเรฟมั่นใจว่าเธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่เขาอยากใช้เวลาด้วย อยากกอดไว้แนบอก แล้วจูบเธออีกสักครั้ง

เหมือนโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ แล้วตอนที่เขาก้มลงมาใกล้จนรับรู้ได้ถึงลมหายใจอุ่นจัด สติของอิญชวิกาก็ถูกดึงออกมาจากมนตร์สะกดนั้นอย่างฉับพลัน

ถึงจะชอบพอ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัวให้เขากอดจูบได้ตามอำเภอใจ เมื่อเสียงในใจเรียกร้องเช่นนั้น หญิงสาวจึงดิ้นรนจากการเกาะกุม ลืมไปเสียสิ้นว่าข้างหลังคือเตียง พอขยับตัวเท่านั้นทั้งคู่ก็ล้มลงบนเตียงคนป่วย

“ว้าย...!” อัญชวิกาอุทานออกมาด้วยความตกใจ เธอก้าวถอยหลัง แต่กลับล้มลมบนเตียงคนป่วย ตกใจซ้ำสองคือคนป่วยล้มทับลงมาโดยที่ทั้งใบหน้าของเขานั้นซุกเข้ากับซอกคอของเธอ

เสียงสูดปากด้วยความเจ็บปวดทำให้อัญชวิกาลืมเลือนถึงความสนิทชิดเชื้อทางกาย แต่กลับเบี่ยงตัวจากร่างแกร่งซึ่งทำได้ไม่ถนัดนัก

“เจ็บแผลใช่ไหม” เธอถาม แล้วพอได้รับคำตอบเป็นการพยักหน้าอยู่กับซอกคอ ยังหวังดีบอกให้คนเอาแต่ใจค่อยๆ ขยับตัว

“ชู่ว... นิ่งๆ ก่อน”

*****************

น่านนนน

กอดเขาแล้ว ทับก็ด้วย ยังมีหน้ามาบอกให้นิ่งๆ อีก

เป็นเราจะนิ่งไหวม้อยยย ต้องดิ้นๆ ให้ตื่นสิเนาะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 89 ครั้ง

57 ความคิดเห็น

  1. #29 Larwan (@Larwan) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2561 / 06:54

    รอตอนต่อไปค่ะ

    #29
    0