เล่ห์ลวงบ่วงมาร

ตอนที่ 4 : บทนำ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,832
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    16 ก.ย. 60

   

        Hen Partyในโรงแรมแห่งหนึ่งใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพมหานคร

          งานเลี้ยงสละโสดของพลิสรากำลังถึงจุดสนุกสุดเหวี่ยง เมื่อทุกคนที่มาร่วมงานเลี้ยงเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนนับตั้งแต่มัธยม มหาวิทยาลัยและเพื่อนร่วมงาน

          อีกไม่กี่ชั่วโมงคุณหมอนัยน์ตาหวานซึ้งจะไม่ใช่สาวโสดอีกต่อไป เพื่อนๆ ทุกกลุ่มจึงชักชวนเธอลุกขึ้นมาเต้น วาดลีลาอย่างไม่ต้องพะว้าพะวงกับสายตาหึงหวงของว่าที่สามี ช่วงเวลาแห่งความสุขสนุกสนานนั้นย่อมผ่านไปอย่างรวดเร็ว

          ไม่มีใครสนใจว่าเวลาล่วงเลยไปเกินกว่าเที่ยงคืนแล้ว!

          แม้แต่ตัวเจ้าสาวเองจะรู้ว่าต้องพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อความสดชื่นของวันรุ่งขึ้น เพื่อใบหน้าอันอิ่มเอิบในวันสำคัญที่สุดของการเริ่มต้นชีวิตคู่นั้นสำคัญอย่างยิ่ง ทว่าพลิสรากลับถูกรายล้อมด้วยเพื่อนชายหญิงอยู่กลางฟลอร์เต้นรำ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้เลือดสูบฉีดดีขึ้น

          ใบหน้างดงามของว่าที่เจ้าสาวจึงเป็นสีชมพูระเรื่อ น่าหลงใหลยิ่งนัก แต่เพื่อนๆ นั้นรู้ดีว่าผู้หญิงที่มีนัยน์ตาหวานซึ้งชวนฝัน รับกับริมฝีปากบางและใบหน้ารูปหัวใจนั้นช่างแตกต่างกับบุคลิก นิสัยใจคอโดยสิ้นเชิง

          พลิสราเป็นนิติแพทย์ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง การปฏิบัติหน้าที่ของเธอนั้นเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันว่าละเอียดรอบคอบ แม่นยำทั้งยังสามารถใช้วิทยาการทางวิทยาศาสตร์เป็นกุญแจเพื่อไขคดีที่มีความซับซ้อนได้หลายคดี

          ความหวานซึ้งของใบหน้านั้นไม่ได้มีผลต่อนิสัยใจคอตลอดจนการแต่งตัวเลย พูดได้เต็มปากว่าเธอเป็นผู้หญิงสมัยใหม่ พูดจาฉะฉาน ตอบคำถามได้ทุกข้อสงสัย ใครร้ายมาก็ร้ายยิ่งกว่าตอบกลับ เป็นความแตกต่างที่ผสมผสานอยู่ในตัวของพลิสราอย่างลงตัว

          ...เสน่ห์ที่ใครต่อใครต่างตกหลุมรัก ไม่เว้นแม้แต่อธิป แอนเดอร์สัน ศัลยแพทย์มือหนึ่งในเวลานี้ ทั้งคู่มีโอกาสได้ร่วมงานกันในการคลี่คลายคดีใหญ่ระดับประเทศ การตอบโต้อันฉลาดหลักแหลมของพลิสราทำให้เขาต้องอ้าปากค้างหลายครั้ง รอยยิ้มและเสียงหัวเราะสดใสส่งผลให้ผู้ชายเงียบขรึมต้องนั่งยิ้มอยู่คนเดียวโดยไม่รู้ตัว

          คุณหมอหนุ่มลูกครึ่งไทย-อเมริกัน หน้าตาหล่อเหลา รูปร่างสูงใหญ่ตามชาติพันธุ์ แน่นอนว่าต้องเป็นที่หมายปองของสาวน้อยใหญ่ เป็นเรื่องปกติที่หนุ่มหล่อต้องคู่ควรกับสาวสวย หากอธิปกลับมองเธอแตกต่างจากรูปลักษณ์ภายนอกมากนัก

          พลิสราเป็นเหมือนแรงบันดาลใจที่ทำให้เขามีความกล้าหาญทำในหลายสิ่งหลายอย่าง เวลาแปดเดือนที่ตกลงคบหากันนั้นอาจดูเหมือนเร็วเกินไปที่ตกลงใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ครั้งแรกที่อธิปตัดสินใจขอเธอแต่งงานจึงเต็มไปด้วยความกังวล แต่พลิสรากลับให้เหตุผลที่ทำให้คุณหมอหนุ่มยิ้มกว้างที่สุดในชีวิต

          เวลาไม่ใช่ตัวแปรหลักในความสัมพันธ์ของเราหรอกนะคะ แต่ความรู้สึกที่มีให้กันต่างหากเป็นตัวตัดสินว่าฉันควรต้องตอบตกลงเป็นเจ้าสาวของคุณ

          แน่นอนว่าเวลาเดียวกันนี้ว่าที่เจ้าบ่าวของเธอก็อยู่ในปาร์ตี้เช่นกัน เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนย่อมมีพื้นที่ส่วนตัวและปาร์ตี้สละโสดของอธิปนั้นก็เป็นความสนุกสุดเหวี่ยงในแบบผู้ชาย ล้วนแล้วแต่เป็นความชื่นชอบตามประสาชายโสดซึ่งบรรดาเพื่อนพ้องของเจ้าบ่าวสรรหามาให้ทั้งสิ้น

          Stag Partyของอธิปนั้นถูกจัดขึ้นในคฤหาสน์หลังใหญ่แถบชานเมือง แตกต่างกับปาร์ตี้ของเจ้าสาวที่จัดขึ้นในโรงแรมเดียวกันกับใช้จัดงานฉลองสมรส หลังจากพิธีในโบสถ์ของวันรุ่งขึ้นเสร็จสิ้นลง

          ขณะที่พลิสรากำลังสวมกอดกับเพื่อนๆ ซึ่งมาร่วมแสดงความยินดีและล่ำลากันในช่วงท้ายของปาร์ตี้ ไม่นานนักคุณหมอสาวก็พยุงเพื่อนสนิทเดินออกจากห้องจัดเลี้ยงเข้าไปในลิฟต์เพื่อไปยังห้องพักในชั้นบนซึ่งเป็นชั้นเดียวกับห้องหอ

          “ฉันว่า... พื้นมันเอียงๆ รึเปล่า”

          พลิสราส่ายหน้าให้กับคนที่จะเป็นเพื่อนเจ้าสาว ซึ่งออกปากเตือนเธอไม่ให้ดื่มมากจนเกินไป หากตอนนี้กลับเป็นฝ่ายทรงตัวไม่อยู่เสียเอง

          “พื้นไม่ได้เอียง แต่เธอเมาต่างหาก”

          “ม่ายเมา...” ชัญญาลากเสียงยาวทั้งยังโบกไม้โบกมือสำทับคำพูด

          “เมา” พลิสราย้ำด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นยิ่งกว่า แล้วรีบพูดดักคอก่อนที่เพื่อนสาวจะเถียงออกมาอีกครั้ง “ถ้าฉันปล่อยมือ รับรองเธอร่วงลงพื้นแน่ๆ”

          ชัญญาได้ยินดังนั้นก็เบ้ปาก “เมาก็เมา เพื่อนเจ้าสาวเมาก็ดีกว่าเจ้าสาวเมาล่ะน่า...”

          “ย่ะ แต่ถ้าพรุ่งนี้ตื่นไม่ทัน ฉันต้องวุ่นวายหาเพื่อนเจ้าสาวใหม่น่ะสิ” พลิสราตอบในขณะที่ประคองเพื่อนเดินออกมาจากลิฟต์

          “วุ่นวายทามมาย เพื่อนเจ้าสาวมีตั้งหลายคน”

          กว่าจะเรียบเรียงคำพูดออกมาเป็นประโยคได้ก็ทำเอาพลิสราหัวเราะร่วน ในขณะที่อีกมือควานหาคีย์การ์ดเพื่อเปิดประตูห้อง “ไป... เดี๋ยวไปส่งถึงเตียงเลย”

          เมื่อประตูห้องเปิดออกจนกว้างชัญญาก็ดันตัวออกจากการพยุงของเพื่อน “อื้อ... ไม่ต้อง ก็บอกแล้วว่าพื้นเอียงนิดหน่อย เธอรีบกลับห้องตัวเองแล้วเข้านอนดีกว่า”

          พลิสราถอนหายใจออกมาพรืดใหญ่ มองคนที่ก้าวไปเกาะประตูบานใหญ่พร้อมส่งยิ้มหวานมาให้ด้วยความระอาใจ “ตั้งนาฬิกาปลุกด้วยล่ะ”

          “บอกตัวเองเถอะ” ชัญญาพูดยิ้มๆ ทั้งยังโบกมือไล่ให้ว่าที่เจ้าสาวกลับห้อง “อ้อ! อย่าลืมโทรเช็กความประพฤติว่าที่สามีด้วยล่ะ ถ้าพรุ่งนี้ตื่นสายล่ะวุ่นวายของแท้”

          จบคำพูดก็ปิดประตูทันทีไม่เปิดโอกาสให้พลิสราได้ต่อกรว่าอย่างไร หากคำพูดนั้นกลับทำให้ฉุกคิดแล้วหยิบโทรศัพท์พร้อมคีย์การ์ดออกมาจากกระเป๋าหิ้วใบเล็ก

          ทว่าในขณะที่เดินมายังหน้าห้องพักของตนนั้นคำพูดของวิทยากรในครั้งที่ไปอบรมคู่แต่งงานก็ผุดขึ้นมาทันที

          ความซื่อสัตย์ ไว้เนื้อเชื่อใจและให้เกียรติซึ่งกันและกันเป็นปัจจัยสำคัญอย่างที่สุดของชีวิตคู่ ความจริงดังกล่าวทำให้พลิสราตัดสินใจได้ไม่ยากเลย เธอยิ้มกับตัวเองพร้อมกับหย่อนโทรศัพท์เครื่องบางลงในกระเป๋าถือ ก่อนจะสอดคีย์การ์ดเพื่อเปิดประตูห้อง

          ก็ในเมื่อเจ้าบ่าวของเธอไม่ใช่คนเหลาะแหละ แล้วทำไมถึงต้องโทรเช็กความประพฤติในคืนที่จัดงานเลี้ยงสละโสด การตระเตรียมงานทุกอย่างไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าหากเขาจะสนุกเกินกว่าเหตุจนเสียงานก็ให้รู้กันไป

          คิดมาถึงตรงนี้คุณหมอคนสวยก็ยืนอยู่กลางห้องสูท ซึ่งมีห้องเชื่อมติดกับห้องที่จัดไว้เป็นห้องหอ ความมืดในยามค่ำคืนยิ่งทำให้เห็นชุดแต่งงานสีขาวสะอาดเด่นชัด ความงดงามที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ว่าที่เจ้าสาวเดินตัวปลิวเข้าไปอาบน้ำพร้อมฮัมเพลงอย่างสุขใจ

          ชุดที่ตัดเย็บขึ้นมาอย่างประณีต พิถีพิถันเพื่อเธอเพียงคนเดียวถูกห้อยไว้ข้างโต๊ะเครื่องแป้ง ยังมีกล่องหนังสีน้ำตาลเข้มซึ่งภายในเป็นเครื่องเพชรชุดหนึ่งที่เจ้าบ่าวเป็นคนมอบให้ด้วยใบหน้าอันยิ้มแย้ม

          ถึงแม้ว่าครอบครัวของอธิปจะร่ำรวยอยู่ในอันดับต้นของประเทศ ด้วยธุรกิจประกันภัยที่มีฐานลูกค้าอันมั่นคง ทว่าทายาทเพียงหนึ่งเดียวกลับไม่ได้เข้าไปบริหารงานอย่างที่ควรเป็น อธิปเลือกที่จะทำงานตามความถนัด บ่อยครั้งที่คุณหมอหนุ่มมีความขัดแย้งกับผู้เป็นพ่อ

          อธิปพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไม่ชอบการทำธุรกิจ ไม่มีความรู้ ไม่มีความสนใจใดๆ เลย

          รอดส์ แอนเดอร์สัน ผู้เป็นพ่อกลับมองว่าทุกอย่างรอบตัวนั้นขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ เวลาและความผิดพลาด ถือเป็นประสบการณ์ชีวิตที่จะเป็นบทเรียนเพื่อไม่ให้ความพลาดพลั้งนั้นเกิดขึ้นอีก ไม่มีใครทำอะไรได้เชี่ยวชาญและสำเร็จมาตั้งแต่เกิด หรือถ้ามีนั่นหมายถึงบอร์นทูบีคือเกิดมาเพื่อสิ่งสิ่งนั้นโดยแท้จริง

          ความจริงของทั้งสองคนที่พลิสราเข้าใจได้เป็นอย่างดี และเธอก็หวังว่าเมื่อเข้าไปเป็นสมาชิกของครอบครัวโรเบิร์ตแล้วจะเป็นตัวกลางที่ทำให้สองพ่อลูกได้เข้าใจกันมากขึ้น

          ...ไม่นานนักพลิสราก็คลานขึ้นไปบนเตียงนุ่ม ความเมื่อยล้าที่สะสมมาหลายวันทำให้คนที่หลับง่ายอยู่แล้วหลับสนิทภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที โดยที่ไม่ได้คาดคิดเลยว่าวันวิวาห์ของเธอจะทำให้ชีวิตพลิกผันไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง!

 

          ถึงแม้ว่าฤกษ์งามยามดีนั้นจะเป็นเวลาเก้านาฬิกาสิบเอ็ดนาที ยังมีเวลาเหลืออีกราวชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาอันเป็นมงคลนั้น หากตอนนี้พลิสราก็อยู่ในชุดวิวาห์ เกล้าผมมวยต่ำ เมคอัปบนใบหน้าไม่ได้มากมายจนบดบังความงามตามธรรมชาติ ดวงตาคู่หวานดูหวานซึ้งยิ่งขึ้นเมื่อถูกแต่งแต้มสีสันให้มีมิติ

          ก๊อก... ก๊อก...

          เสียงเคาะประตูห้องดึงความสนใจของเมคอัปอาร์ติสและชัญญาให้มองไปยังผู้มาเยือน

          ร่างท้วมของพิศาลจึงเดินเข้ามาในห้อง คุณพ่อของเจ้าสาวอยู่ในชุดสูทสีเทา หล่อเนี้ยบสมวัยตามภาพในจินตนาการของลูกสาว พิศาลยิ้มออกมาด้วยอารมณ์ที่ยากจะคาดเดาเมื่อเห็นนางฟ้าตัวน้อยๆ ของตนกลายเป็นเจ้าสาวแสนสวย งดงาม บริสุทธิ์ผุดผ่องยิ่งนัก

          เจ้าของริมฝีปากบางที่ถูกเคลือบไว้ด้วยลิปสติกสีพีชแย้มยิ้มให้ผู้เป็นพ่อด้วยความดีใจ “พ่อมาแล้ว...”

          ยังเป็นคำพูดในแบบเดิมตั้งแต่เล็กจนโต ความจริงในข้อนี้ทำให้พิศาลจ้องมองลูกสาวด้วยความใจหาย ยิ้มเศร้าๆ ที่คิดว่าซ่อนเร้นเอาไว้จนมิดชิดยังผุดพรายขึ้นมาให้คนมองได้สังเกตเห็น

          “ทำไมทำหน้าอย่างนั้นละคะ วันนี้วันมงคลของหนู พ่อต้องยิ้มกว้างๆ สิคะ” พลิสราลุกขึ้นจากสตูลหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง แล้วเดินมาเกาะแขนคนเป็นพ่อด้วยท่าทางออดอ้อน “อย่าบอกนะว่าพ่อเปลี่ยนใจ ไม่ยอมให้หนูแต่งงานแล้ว”

          “เหลวไหล ถ้าหนูไม่ยอมแต่งสิพ่อจะตีก้นให้นั่งไม่ลง” พิศาลพูดความจริงอย่างที่สุด

          แน่นอนว่าคำพูดดังกล่าวนั้นเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนในห้อง ยกเว้นแต่เจ้าของคำพูดซึ่งกำลังยิ้มเศร้าๆ เหลือบสายตามองลูกสาวด้วยความรู้สึกที่ยากเกินบรรยาย

          “โถ... พ่อขา ไว้หน้าหนูบ้างก็ได้ อยู่กันสองคนแล้วค่อยพูดความจริงก็ได้เนอะ”

          น้ำเสียงออดอ้อน ท่าทางออเซาะยิ่งทำให้คนเป็นพ่อนึกสะท้อนใจ หากได้ขบคิดมาแล้วว่าเป็นทางเดินที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย พิศาลกะพริบตาถี่ๆ เพื่อสลัดเรื่องกวนใจบางอย่างออกไปแล้วพยายามเปล่งน้ำเสียงออกมาให้เป็นปกติที่สุด

          “ลูกสาวพ่อสวยขนาดนี้แปลว่าพร้อมแล้วใช่ไหม ใครไม่ตกหลุมรักก็ให้รู้กันไป”

          หากอยู่ในเวลาปกติ พลิสราคงจะจับพิรุธในคำพูดและน้ำเสียงที่แสดงออกมาได้ ทว่าความสุขสดใสที่ห้อมล้อมรอบตัวนี้ทำให้เธอหัวเราะออกมาแล้วเอียงศีรษะลงข้างหัวไหล่ของผู้เป็นพ่อ

          “พร้อมแล้วค่า...” ตอบแล้วเหลือบสายตามองฝ่ามือที่วางทาบลงบนหลังมือของตน ถึงจะมีร่องรอยเหี่ยวย่นตามอายุไขแต่ความอบอุ่นที่ได้รับจากฝ่ามือคู่นี้กลับไม่ได้ลดน้อยลงสักนิด

          “พ่อรักหนูนะ พลีส...”

          “หนูรักพ่อมากกว่า” พลิสราตอบแล้วเดินเคียงคู่ผู้เป็นพ่อออกไปจากห้อง ชัญญาและเมคอัปอาร์ติสจึงช่วยกันจัดชายกระโปรงที่ยาวระพื้น

          ผู้ชายที่เลี้ยงดูลูกสาวคนเดียวมาเพียงลำพัง จิตใจไม่เคยวอกแวกมองหาผู้หญิงคนใหม่เข้ามาช่วยดูแลเรื่องในบ้าน ทำตามคำสั่งเสียของภรรยาที่จากไปด้วยโรคร้ายตั้งแต่พลิสราอายุได้สิบเอ็ดขวบ เพราะภรรยาไม่รู้ว่าผู้หญิงคนใหม่นั้นจะรักและเอ็นดูลูกของตนสักแค่ไหน

          ใครบ้างจะไม่รู้ว่ายิ้มเศร้าๆ ของพิศาลนั้นมีความปลาบปลื้มและใจหายผสมปนเปจนแยกออกจากกันไม่ได้ ความเงียบงันจึงเข้าครอบคลุม กระทั่งเดินออกมาจากลิฟต์เพื่อขึ้นรถยนต์คันหรูที่จอดรออยู่ด้านหน้าโรงแรม

          ชัญญาและกลุ่มเพื่อนเจ้าสาวอีกสองคนซึ่งนั่งรออยู่ในล็อบบี้ของโรงแรมจึงแยกกับทั้งคู่ขึ้นรถยนต์อีกคันหนึ่งเพื่อเดินทางไปยังโบสถ์ที่จัดพิธีวิวาห์

 

          พิศาลคำณวนมาดีแล้วว่าจากโรงแรมถึงโบสถ์นั้นใช้เวลาราวสามสิบนาที เขาจึงมีเวลาทำใจสักพักก่อนที่จะตัดสินใจอธิบายเรื่องหนักใจบางอย่างให้ลูกสาวได้รับรู้

          “เงียบๆ แบบนี้นึกถึงตอนที่พ่อขับรถมาส่งลูกเข้าเรียนนะ พลีสไม่พูดไม่จา ถ้าไม่ร้องไห้ก็เอาแต่นั่งหน้าหงิก” จบคำพูดก็รับรู้ได้ถึงแรงกระชับจากฝ่ามือนุ่ม พิศาลจึงเงยหน้าขึ้นสบสายตากับลูกสาว “แต่วันนี้ลูกสาวพ่อไม่ได้เป็นเด็กขี้แยเหมือนเมื่อก่อนแล้ว”

          พลิสรายังจำได้ขึ้นใจว่า... ช่วงที่ผู้เป็นพ่อต้องโหมทำงานหนักในยุคที่อสังหาริมทรัพย์กำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุดนั้น งานรัดตัวจนแทบไม่มีเวลากลับบ้าน จึงตัดสินใจส่งเธอเข้าเป็นนักเรียนประจำอยู่ถึงสองปีเต็ม นั่นทำให้ต้องร้องไห้ทุกครั้งที่พ่อขับรถมาส่งเข้าโรงเรียน

          “ก็เพราะตอนนี้โตแล้ว เข้าใจในเหตุผลทุกอย่างไงละคะ แต่ตอนนั้นยอมรับว่าแอบโกรธพ่อมากมาย มีอย่างที่ไหนมาขู่หนูว่าถ้าไม่ยอมเป็นนักเรียนประจำจะหาแม่ใหม่มาให้” ท้ายประโยคน้ำเสียงยังเปลี่ยนไป แม้รู้ดีว่าเป็นแค่คำขู่แต่ก็นึกโกรธทุกครั้งที่เอ่ยถึง

          พิศาลหัวเราะร่วน ถูกอกถูกใจกับนิสัยที่ถอดแบบมาจากคนเป็นแม่มาไม่ผิดเพี้ยน “ความจริงก็ไม่ได้ขู่นะ ตอนนั้นมีสาวมาติดพ่อเยอะน่าดู ใจดีก็เห็นจะมีอยู่คนหนึ่ง ถ้าหนูยังยืนว่าจะอยู่บ้านคนเดียว พ่อคงต้องหาแม่เลี้ยงมาให้จริงๆ”

          พลิสราส่ายหน้าดิก ยังไม่ทันได้เผยอปากตอบโต้ว่าอย่างไร พ่อก็เปลี่ยนมากุมมือของเธอเอาไว้

          “หนูเชื่อพ่อใช่ไหมว่าต้องหาสิ่งที่ดีที่สุดให้เสมอ เชื่อพ่อรึเปล่า... พลีส”

          แรงบีบที่หนักหน่วงขึ้น น้ำเสียงและสีหน้าเป็นกังวลสร้างความประหลาดใจให้คนฟังเป็นอย่างมาก “พ่อดูว้าวุ่นใจจัง”

          “ตอบมาก่อนสิ ว่าเชื่อใจพ่อรึเปล่า” ย้ำถามด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้นอีกระดับ

          “ตั้งแต่เล็กจนโตหนูก็เชื่อพ่อตลอดนี่คะ”

          “นั่นเพราะพ่อไม่เคยบังคับหรือขัดข้องต่อความชอบของหนูต่างหาก”

          พลิสรานิ่งเงียบ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของผู้เป็นพ่อ “เกิดอะไรขึ้นรึเปล่าคะ พ่อพูดกับหนูตรงๆ ก็ได้”

          พิศาลหลับตาลงอย่างใจหายเพราะรู้ดีว่าสิ่งที่ต้องเอื้อนเอ่ยออกมานี้ต้องทำร้ายหัวใจลูกสาวคนสวยของตนอย่างแน่นอน

          อากัปกิริยาดังกล่าวสร้างความหวาดหวั่นให้กับเธอได้มากมายนัก นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เห็นแววตาเป็นกังวลเช่นนี้ ครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นความเศร้า ทุกข์ใจบนใบหน้าของพ่อก็คงเป็นตอนที่แม่จากไปกระมัง แล้วจะมีเรื่องร้ายแรงใดทำให้พ่อมีสีหน้าและแววตาเช่นนี้อีก

          “จะไปไหนคะ นี่ไม่ใช่ทางไปโบสถ์สักหน่อย” เมื่อรถยนต์ออกนอกเส้นทาง พลิสราก็ตั้งคำถามขึ้นในทันที

          ความนิ่งเงียบไม่ได้ให้ความกระจ่างใจแก่พลิสรา จนกระทั่งผู้เป็นพ่อสอดมือเข้าไปล้วงบางอย่างในกระเป๋าเสื้อสูทออกมา

          กระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่ไม่อาจเห็นข้อความด้านในเพราะถูกพับลงอีกครึ่งหนึ่งให้มีขนาดเล็กกว่าเดิม

          พิศาลยื่นข้อความที่ตนได้อ่านตั้งแต่รุ่งสางให้กับลูกสาวด้วยฝ่ามืออันสั่นเทา ในขณะที่สองตาจดจ้องอยู่กับปฏิกิริยาของเจ้าสาวผู้น่าสงสาร

 

          พลีส...

         ขอโทษกับความผิดพลาดทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันแต่งงานของเรา เรื่องที่เกิดกับผมมันร้ายแรงและรวดเร็วจนไม่มีเวลาได้บอกกล่าวคุณเพราะนาทีนี้ต้องรักษาชีวิตเอาไว้ก่อน ไม่ต้องเป็นห่วง ตอนนี้ผมอยู่ในที่ที่ปลอดภัย ขอโทษอีกครั้งและผมให้สัญญาว่าจะรักและซื่อสัตย์ต่อคุณคนเดียว ถึงวันนั้นเราต้องได้เจอกัน

         อธิป

        

          Shocking moment!

         เป็นคำที่บรรยายความรู้สึกของพลิสราได้ใกล้เคียงกับความจริงที่สุดแล้ว ถึงตอนนี้เธอจะไล่สายตาอ่านข้อความดังกล่าวซ้ำอีกครั้งและอีกหลายครั้ง...

          เหมือนเวลารอบตัวหยุดหมุนไปชั่วขณะ โลกทั้งใบกำลังล่มสลายอยู่ตรงหน้า เธอกลายเป็นเจ้าสาวที่ต้องยืนอยู่หน้าแท่นพิธีเพียงคนเดียวโดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุว่าเจ้าบ่าวหายตัวไปไหน เป็นตายร้ายดีอย่างไร?!

          อาการตกตะลึงเป็นสิ่งที่พิศาลเตรียมใจเอาไว้แล้วว่าต้องเผชิญหน้ากับมัน ทว่าสิ่งที่บีบคั้นหัวใจคนเป็นพ่อให้รวดร้าวจนต้องทำลายความเงียบงันนั้นลงนั่นคือ

          หยดน้ำตาที่หล่นลงบนกระดาษโน้ต!

          “อย่าร้องไห้นะพลีส หนูเป็นลูกพ่อต้องเข้มแข็ง” พิศาลยังใช้คำปลอบโยนแบบเดิมบอกกับลูกสาว

          หากคนที่ไม่ทันตั้งตัวรับกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้แต่แหงนหน้าขึ้นมองพ่อ ความจริงแล้วเธอไม่ได้อยากร้องไห้ แต่ไม่อาจบังคับน้ำตาให้หยุดไหลได้เลย

          ตกใจ เสียใจ เหมือนทั้งโลกมืดมิดเป็นความรู้สึกยอดแย่ที่กำลังรุมเร้าพลิสรา

          “กะ...เกิดอะไรขึ้น ทำไมเป็นแบบนี้ พ่อรู้เรื่องนานรึยัง ทำไมไม่บอกหนูตั้งแต่แรก แล้วอธิปไปไหน แล้วพ่อได้โน้ตนี่มายังไง” ถึงแม้ว่าจะถามด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่น หากความข้องใจนั้นมีมากมายจนคนฟังไม่อาจรู้ว่าจะตอบคำถามใดก่อนหลัง

          “พ่อไม่รู้ว่าอธิปไปไหน เมื่อเช้าแม่บ้านเอาโน้ตมาให้พ่อ บอกว่ามีคนมากดกริ่งหน้าบ้านพอวิ่งออกไปดูก็เจอแต่กระดาษแผ่นนี้สอดไว้กับรั้ว” ด้วยระยะทางที่ใกล้จะถึงโบสถ์มากขึ้นทุกที พิศาลจึงต้องรวบรัดทุกอย่างให้เข้าใจได้ง่ายที่สุด

          พลิสราส่ายหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ “ละ...แล้วจะทำยังไงต่อไปคะ หนูต้องทำยังไง”

          ในตอนนี้ผู้หญิงที่มีความมั่นใจในตัวเอง เปี่ยมไปด้วยสติปัญญาอันยอดเยี่ยมยังรู้สึกไม่ต่างจากเด็กหลงทางที่ไม่รู้ว่าต้องเดินไปทางไหน ง่ายต่อการควบคุมยิ่งนัก

          นั่นคือความจริงอันแสนเจ็บปวดที่คนเป็นพ่อต้องฉวยโอกาสนี้กับคนที่เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจ

          “ฟังพ่อให้ดีนะพลีส หนูไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้นเพราะตอนที่ก้าวลงจากรถหนูจะมีพ่อยืนเคียงข้าง หนูจะเป็นเจ้าสาวแสนสวยต่อไป งานแต่งจะไม่ล่มกลางคัน” พิศาลบอกด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด หนักแน่นยิ่งนัก

          “เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ ก็ไม่มีใครรู้ว่าอธิปไปไหน แล้วจะให้หนูแต่งกับ...” พลิสราไม่ทันพูดจบประโยค คำตอบของพ่อก็ทำให้เธอต้องช็อกอีกครั้ง

          “แต่งกับพี่ชายของอธิป ตอนนี้เขารอหนูอยู่ในโบสถ์”

          “คะ?...” ถึงแม้ว่าได้ยินอย่างชัดเจน แต่พลิสราก็ยังหลุดอุทานออกมา

          “พี่ชายคนละแม่ เชื่อเถอะว่าเขาเป็นคนดี” พิศาลยืนยันเพราะรู้จักกับเจ้าบ่าวตัวสำรองมาสักระยะหนึ่งแล้ว

          “แต่หนูไม่ได้รักเขา ไม่เคยรู้จัก เขาก็เหมือนกัน แล้วจะมาแต่งงานกับหนูได้ยังไง รอดส์ละคะ รู้เรื่องนี้รึเปล่า”

          “รู้ๆ แต่พ่อจะบอกหนูว่าวันนี้พ่อก็ได้รู้ซึ้งว่าแท้จริงแล้วรอดส์ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรให้เราเลย ตรงกันข้ามพ่อกลับสงสัยว่ารอดส์เป็นคนวางแผนให้ลูกชายหนี แล้วทิ้งลูกสาวของพ่อให้แบกรับกับสถานการณ์เลวร้ายนี่คนเดียว”

          “หมายความว่ายังไงคะ รอดส์รู้เหรอคะว่าอธิปหนีไปอยู่ที่ไหน” พลิสราย้ำถามอีกครั้ง

          “เขาปฏิเสธ บอกว่าไม่รู้เห็นอะไรทั้งนั้น แต่พ่อไม่เชื่อเพราะหลังจากที่พ่อได้อ่านข้อความของอธิปก็รีบโทรไปหารอดส์ทันที เขาบอกว่าเพิ่งรู้เรื่องและกำลังมาหาพ่อที่บ้าน ถึงสีหน้าท่าทางจะตกใจแต่พ่อก็รู้ว่ารอดส์กำลังแสดงละคร”

          ความจริงแล้วพลิสราก็ไม่เข้าใจในเรื่องที่รับรู้นัก แต่ในเมื่ออธิปหายตัวไปแล้ว ก็ควรต้องยกเลิกงานแต่งในครั้งนี้ “ยกเลิกงานแต่งก็ได้นี่คะ หนูไม่ได้อับอายใครหรอก อีกอย่าง...”

          “ยกเลิกงานแต่งกับอธิปแน่แล้วรอดส์ก็เป็นคนประกาศเรื่องนี้ให้แขกเหรื่อรู้โดยไม่ได้ปรึกษาพ่อสักนิด แต่ถึงยังไงหนูก็ต้องแต่งงานกับเลสเลอร์ พ่อมีเหตุผลอย่างที่หนูจะปฏิเสธการแต่งงานกับเขาไม่ได้เลย”

          เป็นครั้งแรกที่พลิสราได้เห็นความเชื่อมั่นมากมายยิ่งนักในแววตาของผู้เป็นพ่อ “แต่พ่อคะ หนูจะแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่เคยเห็น ไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อของเขาได้ยังไง ที่สำคัญเขาเป็นพี่ชายของอธิปนะคะ”

          “เลสเลอร์ เมอร์ดอช”

          “หนูไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น”

          ทำไมพิศาลจะไม่เข้าใจว่าลูกสาวไม่ได้ต้องการรับรู้ถึงชื่อเสียงเรียงนามของคนที่รออยู่หน้าแท่นพิธี แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาเหลือแล้ว รถยนต์แล่นเข้ามาจอดสนิทอยู่หน้าโบสถ์อันศักดิ์สิทธิ์ ทว่ากลับเป็นโบสถ์อีกแห่งที่ไร้ซึ่งแขกเหรื่อและดอกไม้ตกแต่งสำหรับงานวิวาห์

          เมื่อประตูรถเปิดออกกว้าง พิศาลก็กุมข้อมือของลูกสาวเอาไว้มั่น แรงบีบที่ส่งมานั้นบ่งบอกให้พลิสราแทบจะมองไม่เห็นหนทางการปฏิเสธการแต่งงานในครั้งนี้เลย

          “แต่มันน่าเกลียดนะคะ คนอื่นจะมองหนูเป็นตัวอะไร ถ้าคบอยู่กับคนน้องแล้วจู่ๆ มาแต่งงานกับคนพี่” พลิสรายังยืนยันเช่นเดิม

          “ทุกอย่างมีเหตุผลในตัวของมัน รับรองว่าหนูต้องได้รู้แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้” มีไม่กี่ครั้งที่พิศาลจะใช้น้ำเสียงดุเข้มเช่นนี้กับลูกสาว “เวลานี้หนูต้องเดินเข้าไปในโบสถ์ ถ้าไม่รู้ว่าทำไปเพื่อใครก็ขอให้ท่องเอาไว้ว่าต้องทำเพื่อพ่อ ทำให้พ่อและอีกหลายชีวิตรอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้”

          ชัดถ้อยชัดคำและทำให้เธอจ้องมองด้วยความไม่เข้าใจมากขึ้นกว่าเดิม เพราะไม่รู้ว่าวิกฤตที่กล่าวถึงนั้นร้ายแรงสักแค่ไหน

          “ถ้าหนูรู้ว่ารอดส์เป็นคนประกาศยกเลิกงานแล้วยังเห็นดีเห็นงามให้หนูแต่งงานกับเลสเลอร์แทน รู้ไหมว่ารอดส์ไม่ได้เสียเวลาขบคิดเรื่องนี้เกินนาทีด้วยซ้ำ เขาก็ตกลงแล้วยังทำราวกับว่าเป็นเรื่องโจ๊กเสียอีก อย่างนี้แล้ว... หนูจะตัดสินใจเดินเข้าไปในโบสถ์ได้ง่ายขึ้นไหม”

          โหดร้ายเหลือเกินกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันสำคัญของชีวิตลูกผู้หญิงคนหนึ่ง การที่เจ้าบ่าวหายตัวไปช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ควรต้องใช้เวลาขบคิดอย่างถี่ถ้วน นั่นยังไม่นับรวมการตัดสินใจเข้าเปลี่ยนตัวเจ้าบ่าวอย่างกะทันหัน

          เรื่องที่เกิดขึ้นตรงหน้าอาจต้องใช้เวลาทบทวนอยู่หลายวัน ทว่าพลิสรากลับไม่มีเวลามากมายเช่นนั้น

          “ก้าวลงมาจากรถพลีส พ่อจะอยู่ข้างๆ ตลอดเวลา ไม่มีอะไรที่หนูต้องกลัว” พิศาลบอกพร้อมออกแรงรั้งข้อมือของลูกสาวให้ขยับตัวออกมาจากรถ

          “ไม่มีอะไรที่น่ากลัวมากกว่านี้แล้วต่างหาก...” น้ำเสียงเบาโหวงหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากบางซึ่งเคลือบไว้ด้วยสีพีชแวววาว

          ไม่ใช่แค่น้ำเสียง แต่ทุกการก้าวเดินของเธอไม่ต่างจากสภาวะไร้น้ำหนัก!

          เริ่มจากเรื่องช็อกความรู้สึกจนทำให้ลมหายใจติดขัด เมื่อเจ้าบ่าวตัวจริงหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ท้องไส้เธอปั่นป่วน เหมือนคนหน้ามืดมากขึ้นทุกทีหลังจากที่ได้รู้ว่ามีเจ้าบ่าวตัวสำรองยืนรออยู่หน้าแท่นพิธี แล้วผู้ชายที่เธอรัก เทิดทูนบูชาที่สุดในชีวิตยังยืนกรานให้เข้าพิธีกับเจ้าบ่าวที่ไม่เคยเห็นหน้าคร่าตามาก่อนราวกับรู้จักมักคุ้นกันมาช้านาน

          จินตนาการของพลิสราในการเดินเข้าโบสถ์กับความเป็นจริงนั้นช่างต่างกันลิบลับ ความรู้สึกตื้นตันใจ ซาบซึ้งกับบรรยากาศงดงามและศักดิ์สิทธิ์ เสียงเปียโนนุ่มนวล กลายเป็นเพียงความคิดที่เป็นไปไม่ได้เลย

          มีเพียงความเงียบงันและร่างสูงใหญ่ของเจ้าบ่าวแปลกหน้าซึ่งยืนอยู่หน้าแท่นพิธีในชุดสูทสากล จ้องมองมายังเธอและผู้เป็นพ่อ

          “ยิ้มหน่อย... คนสวยของพ่อ” พิศาลปลอบโยนและจับมือของลูกสาวเอาไว้เป็นอย่างดี ทุกย่างก้าวมั่นคงราวกับมั่นใจว่าการตัดสินใจในครั้งนี้ได้ขบคิด ทบทวนมาอย่างดีแล้ว

          สวยจนเขาแทบลืมหายใจ!

          นั่นออกจะเป็นความรู้สึกที่สวนทางกับเจ้าสาวโดยสิ้นเชิง แต่ก็เป็นความคิดแรกที่ไม่ได้ปรุงแต่งหรือโป้ปดมดเท็จสักนิด

          ชุดเจ้าสาวเกาะอกสีขาวบริสุทธิ์ เน้นช่วงเอวคอดกิ่วและชายกระโปรงฟูฟ่อง มีชายผ้าคลุมหน้าที่คลอเคลียบริเวณหัวไหล่กลมกลึง นั่นยิ่งทำให้เลสเลอร์นึกอยากไล้หลังมือเข้ากับแอ่งชีพจรไล่ไปจนถึงบ่าบอบบาง


          ความคิดสร้างรอยยิ้มเอ็นดูให้ผุดพรายขึ้นที่ใบหน้าคร้ามคม เป็นสีหน้าและรอยยิ้มชนิดที่ทำให้คนมองใจสั่น หวาดหวั่นมากกว่าเดิมจนต้องออกแรงบีบฝ่ามือของผู้เป็นพ่อหนักขึ้น

          หนัก... จนเลสเลอร์สังเกตได้ถึงอาการสั่นเทา พลางคิดในใจว่าแรงลมเพียงน้อยนิดอาจทำให้เธอสะดุดล้มแล้วทรุดตัวลงไปกองอยู่กับพื้นได้อย่างง่ายดาย

          อีกเพียงก้าวเดียวพลิสราก็จะได้ยืนเคียงข้างเจ้าบ่าวที่ยืนรอด้วยสีหน้าพึงพอใจ เธอยังมองเห็นรอดส์ยิ้มให้ด้วยสายตาว่างเปล่าราวกับไม่ได้เกิดเรื่องช็อกความรู้สึกใดๆ ขึ้นเลย งานแต่งของเธอช่างเงียบเชียบ ไม่มีผู้คนมาร่วมแสดงความยินดี ไม่มีกระทั่งบาทหลวงคนสำคัญอีกคนหนึ่งในพิธีการอันศักดิ์สิทธิ์นี้

          “พ่อรู้ดีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันผิดแปลกจากความถูกต้องไปมาก แต่ขอให้พลีสรู้เอาไว้ว่า... นี่คือความถูกต้องที่พ่อคนหนึ่งจะทำให้หนูได้” พิศาลบอกลูกสาวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “พ่อรู้ดีว่าการทำอย่างนี้จะไม่ได้ยอมรับจากพระผู้เป็นเจ้า แต่พ่อก็ไม่อาจทนมองดูหนูสวมชุดเจ้าสาวแล้วรอคอยเขาอย่างสิ้นหวัง ในฐานะพ่อผู้ให้กำเนิด เลี้ยงดูหนูมาเป็นอย่างดี ขอมอบหนูให้กับผู้ชายที่พ่อคิดว่าเขาจะรักและดูแลหนูได้ดีไปไม่น้อยกว่าพ่อ”

          ถึงแม้ว่าจะตกใจและเกิดความสับสนกับเรื่องที่เกิดขึ้นมากสักแค่ไหน แต่พลิสราก็รับรู้ถึงความเสียใจของพ่อที่ส่งผ่านมาให้ เหนือสิ่งอื่นใดตอนที่ท่านวางมือของตนลงบนฝ่ามือแข็งแรงของเจ้าบ่าวแปลกหน้า สายตายังเปี่ยมไปด้วยความหวัง

          แหวนเพชรที่เห็นจนชินตาถูกถอดออกจากนิ้วของพ่อแล้วยื่นให้กับตนพร้อมรอยยิ้มแห่งความปลาบปลื้ม พลิสรามองแหวนและผู้ชายตรงหน้าสลับกันด้วยความลังเลใจ ถึงแม้นี่ไม่ใช่พิธีวิวาห์ที่ถูกต้องแต่เธอกำลังจะผูกพันผู้ชายแปลกหน้าด้วยแหวนแต่งงานของพ่อและแม่

          ท่าทีละล้าละลังใจทำให้เลสเลอร์เป็นฝ่ายขยับตัวหันหน้าเข้าหาเจ้าสาว แต่ดูเหมือนว่าเธอจะตกอยู่ในภวังค์ความคิดอันสับสน เขาจึงต้องเอื้อมมือทั้งสองข้างไปกุมหัวไหล่บอบบาง ออกแรงรั้งให้หันมาเผชิญหน้า

          พลิสรากะพริบตาถี่ๆ ภาพแรกที่ได้เห็นคือใบหน้าหล่อเหลาซึ่งอยู่ใกล้จนทำให้ดวงตาเธอพร่าเลือน แม้จะสั่งตัวเองให้ถอยห่างแต่ฝ่ามือแข็งแรงกลับจับมือของเธอเอาไว้อย่างหนาแน่น สองขาก็ไร้เรี่ยวแรงเกินกว่าจะทำตามที่สมองสั่งการ

          หวาดหวั่น สับสนไม่ต่างจากเด็กกำลังหลงทาง!

          เป็นความรู้สึกที่เลสเลอร์เห็นได้อย่างชัดเจนจากดวงตากลมโต แน่นอนว่าเขาไม่ปรารถนาจะเห็นความรู้สึกย่ำแย่เช่นนั้นในช่วงเวลาสาบานตนเช่นนี้

          “ยิ้มหน่อยสิพลีส...”

          ไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้คงจะเกิดเรื่องช็อกความรู้สึกเธอมากเกินไปกระมัง โสตประสาทการได้ยินถึงผิดเพี้ยนไปมาก จะเป็นไปได้หรือที่น้ำเสียงทุ้มนั้นฟังดูแล้วเหมือนเขากำลังปลอบโยน ไม่นับรวมการเรียกชื่อเล่นราวกับสนิทชิดเชื้อมาแรมปี    ถึงแม้ว่าการตัดสินใจในครั้งนี้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เลสเลอร์ก็รู้ดีว่าไม่เคยเสียใจกับทุกการตัดสินใจที่เกิดขึ้นในชีวิต และครั้งนี้ก็เช่นกันน้ำเสียงที่เปล่งออกมาจึงมั่นคง หนักแน่นยิ่งนัก

          “ข้าพเจ้าเลสเลอร์ เมอร์ดอช ขอรับคุณพลิสรา เยาวกุล เป็นภรรยา และขอสัญญาว่าจะรัก ซื่อสัตย์ต่อคุณทั้งยามสุขและทุกข์ จะทำให้คุณมีความสุข ดูแลในยามเจ็บป่วย รักและให้เกียรติไปจนกว่าความตายจะมาพรากจากกัน”

          เจ้าของดวงตาคู่หวานจดจ้องที่อยู่ริมฝีปากบึกบึนซึ่งเปล่งคำสาบานออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ ดูเหมือนว่าหัวใจที่กำลังถูกรุมเร้าด้วยความสับสนเจ็บปวดจะทุเลาเบาบางลงด้วยถ้อยคำอันน่าประทับใจ แหวนเพชรเม็ดเดี่ยวขนาดใหญ่ดูโดดเด่นยิ่งขึ้นเมื่ออยู่บนนิ้วเรียวงามของเธอ

          ยังมีแสงสว่างที่ปลายทางเดินเกิดขึ้นในหัวใจอันมืดมิด แม้จะน้อยนิดแต่กลับทำให้เจ้าสาวอุ่นวาบไปทั่วสรรพางค์กาย

          ความรู้สึกดังกล่าวยิ่งสร้างความสับสนให้กับพลิสรามากมายนักเพราะเกิดคำถามบางอย่างขึ้นกับตนเอง

          ...คำสาบานว่าจะดูแลเธอไปชั่วชีวิตจากเจ้าบ่าวแปลกหน้านี้ ปัดเป่าความเจ็บช้ำที่เจ้าบ่าวตัวจริงสร้างไว้ได้อย่างไร?

          ...แล้วทำไมน้ำเสียงของเขาถึงได้น่าฟัง เป็นหลักให้พึ่งพิงทั้งหนักแน่นในความรู้สึกของเธอถึงเพียงนี้??

          ไม่รู้ว่าปล่อยเวลาให้ผ่านไปนานสักแค่ไหนสำหรับการหาคำตอบให้กับคำถามที่เกิดขึ้นในใจ

          “ฮึ่ม...” เสียงกระแอมของพิศาลดังขึ้น หากลูกสาวก็ยังไม่หลุดออกมาจากภวังค์ความคิด จึงเอนตัวเข้าไปใกล้ๆ เพื่อกระซิบเบาๆ ให้พอได้ยินกันสองคน “พลีส... ถึงคราวลูกเอ่ยคำสัญญาแล้ว”

          หัวใจเธอเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะเมื่อเขาเป็นคนพลิกฝ่ามือขึ้นให้อยู่ข้างบนเสียเอง เสียงกระตุ้นของคนเป็นพ่อที่ดังอยู่ข้างหลังและรอยยิ้มของเจ้าบ่าวช่างให้ความรู้สึกหยอกเย้าและปลอบโยนอยู่ในที

          “ข้าพเจ้าพะ... พลิสรา เยาวกุล ขอรับคุณละ...” ไม่ใช่ว่าจำชื่อเสียงเรียงนามของเขาไม่ได้ แต่การที่เขาเลิกคิ้วขึ้นราวกับกำลังล้อเลียนนั้นทำให้เธอแทบจะหาเสียงตัวเองไม่เจอ “ขอรับคุณเลสเลอร์ เมอร์ดอช เป็น... สา-มี จะให้เกียรติ ซื่อสัตย์และ... รักคุณ ไปตลอด ชีวิต”

          เธอไม่ได้ตาฝาดแน่นอนที่เห็นเขายิ้มล้อเลียนในคำสาบานอันตะกุกตะกัก ที่ร้ายไปกว่านั้นเขายังหลิ่วตาแล้วโคลงศีรษะบอกบทให้เธอสวมแหวนแต่งงาน

          เป็นครั้งแรกที่คนอย่างเลสเลอร์ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อเห็นเจ้าสาวคนสวยสวมแหวนแต่งงานเข้ามาในนิ้วของตน

          อันที่จริงเขาไม่เคยมีปัญหากับการบงการ สั่งการใครสักคนให้ทำตามความต้องการ แต่กับผู้หญิงที่เพิ่งเจอเรื่องช็อกความรู้สึกมาหลายเรื่องในเวลาใกล้ๆ กันเช่นนี้ ก็สร้างความหนักใจให้ไม่น้อย

          พิธีการที่อาจจะไม่ได้ถูกยอมรับ แต่เจ้าหน้าที่เขตที่มาพร้อมเอกสารการจดทะเบียนสมรสต่างหากที่จะผูกพันเธอและเขาให้เป็นคู่สามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตอนนี้พลิสรากำลังจ้องมองเจ้าบ่าวเซ็นชื่อลงในเอกสารโดยไม่มีความลังเลใจสักนิด

          “หนูตัดสินใจได้ถูกต้องแล้ว พลีส”

          เป็นคำพูดที่ทำให้พลิสราหยิบปากกาต่อจากเขา สายตามุ่งมั่นของผู้เป็นพ่อผลักดันให้เธอเซ็นชื่อและได้เป็นภรรยาของเลสเลอร์ เมอร์ดอชอย่างถูกต้องตามกฏหมาย

          งานแต่งอันราบเรียบ ไร้ซึ่งเสียงหัวเราะ เสียงปรบมือแสดงความยินดี เมื่อคู่สมรสหมาดๆ กำลังตะกองกอดกันเดินออกจากโบสถ์ ทั้งคู่ไม่ได้คุยถึงงานเลี้ยงฉลองหลังจากพิธีการนี้ ไม่ได้คุยถึงสถานที่ฮันนีมูน แต่...

          “คะ...คุณทำอย่างนี้ทำไมคะ” พริสราเป็นฝ่ายรวบรวมสติแล้วถามขึ้นมาก่อน

          แน่นอนว่าคนอย่างเลสเลอร์ฉลาดพอที่จะเข้าใจในความหมาย แต่เขากลับตอบไปอีกอย่าง “ถ้าผมไม่ยิ้ม คุณจะเครียดกว่าเดิมน่ะสิ ดีเท่าไหร่แล้วที่ยังจำชื่อผมได้”

          “ฉันไม่รู้ว่าคุณทำไปเพราะเหตุผลอะไร แต่ขอให้รู้ไว้ว่า...” พลิสราชะงักคำพูดเพราะถูกฝ่ามือหนาสอดเข้าที่เอวคอดกิ่วแล้วรั้งร่างเธอให้เข้าไปใกล้ชิดมากกว่าเดิม

          “ขอให้รู้ว่าตอนนี้ผมเป็นสามีของคุณ พลีส”

          เจ้าบ่าวย้ำอย่างชัดเจนแล้วละสายตาจากใบหน้างดงาม ดวงตาคู่หวานกำลังบอกเขาว่าไม่เห็นด้วยกับการกระทำทั้งหมด มีความดื้อรั้น อวดดีแสดงออกมาอย่างชัดเจน และเธอควรรู้เอาไว้ว่าแววตาดังกล่าวปลุกเร้าอีโก้ในตัวผู้ชายได้เป็นอย่างดี

          ฝ่ามือแข็งแรงที่วางทาบอยู่บนบั้นเอวคอดกิ่ว กำลังออกแรงรั้งให้เจ้าสาวเข้ามาจมอยู่ในอ้อมแขนอันหนาแน่น เขากำลังจะทำตามธรรมเนียมปฏิบัติและปราบพยศภรรยาตัวน้อยในคราวเดียวกัน

          เป็นความตั้งใจที่ไม่ต้องเอื้อนเอ่ยออกมาเป็นคำพูด พลิสราก็เข้าใจในสารที่เขาส่งมาเป็นอย่างดี แต่จะให้เธอจูบกับผู้ชายแปลกหน้าคนนี้เป็นเรื่องที่ยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้ เจ้าของดวงตาคู่หวานเริ่มดิ้น แต่ก็ไม่เป็นผลนักเพราะตกอยู่ในอ้อมกอดอันหนาแน่น

          “พ่อคะ ไม่นะ หนูไม่...” พลิสราบอกผู้เป็นพ่อซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลนักทั้งยังส่ายหน้าเป็นพัลวัน “ขะ... เขาจะ อื้อ...”

          ช้าไปมากโขเมื่อเทียบกับความรวดเร็วของเลสเลอร์ เมอร์ดอชที่ก้มลงจุมพิตเจ้าสาวแล้วเลื่อนมืออีกข้างหนึ่งเชยคางมนให้รับเอาสัมผัสวาบหวามโดยไม่มีทางเลี่ยง

          เจ้าบ่าวจุมพิตอย่างลึกซึ้ง เนิ่นนาน ละลายอาการขัดขืนของเจ้าสาวจนแทบจะไม่มีใครสังเกตเห็นซึ่งความจริงแล้วเลสเลอร์ยังไม่อยากจะถอนจูบจากริมฝีปากหวานนัก แต่ก็รู้ได้ว่าร่างในอ้อมแขนนี้ทำท่าว่าจะทรงตัวไม่ไหวเสียแล้ว

          “เลสเลอร์ ไม่ใช่เขาหรือใคร แต่เป็นสามีของคุณ”

          เขาย้ำด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าหนักแน่นในความรู้สึกของคนฟังยิ่งนัก หากประโยคต่อจากนี้ก็ตอกย้ำให้พลิสราได้รู้ว่า วินาทีนี้ชีวิตของเธอจะพลิกผันไปจากที่เคยจินตนาการไว้ตลอดกาล!

          “จำคำสาบานของคุณให้ขึ้นใจ คุณนายเมอร์ดอช”


เริ่มอัปผู้โคนใหม่แล้วนะคะ มาตอนแรกก็ไปจูบเขาซะแระ ตอนต่อไปจะทำอะไรพรุ่งนี้มาตามต่อนะคะ

ชอบไม่ชอบเมนต์บอกได้นะคะ ฝากกดแอดแฟนเพื่อนเป็นกำลังใจด้วยค่า

จุ๊บบบ

ศิริพารา

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

89 ความคิดเห็น

  1. #13 นิลลุบล (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 18:06
    อัพเรื่องได้ยาวมาก อยากทราบว่าตอนหนึ่ง เมื่อพิมพ์ในกระดาษเอสี่แล้วได้กี่หน้าขึ้นไปค่ะ
    #13
    1
    • #13-1 ศิริพารา(จากตอนที่ 4)
      17 กันยายน 2560 / 20:30
      ปกติก็เขียน6-7 หน้าเอสี่ค่ะ แต่ศิริพาราไม่ได้เว้นระยะห่างระหว่างบรรทัด เวลาเอามาลงในเว็บก็เลยยาวค่ะ
      #13-1
  2. #11 MamyKanya (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 09:49
    หนีไปเลย ไม่ต้องกลับมานะ
    #11
    1
    • #11-1 ศิริพารา(จากตอนที่ 4)
      17 กันยายน 2560 / 09:50
      555555555จะได้ไม่มีก้างขวางเลสเลอร์ใช่ม้อย
      อัปตอนต่อไปแล้วนะคะ กดตรงตอนต่อไปเว็บไม่แจ้งเตือนเลยค่า
      #11-1
  3. #10 s.s (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 09:38
    งง งง งง งง งง งง งง และ ก็ งง

    ทำไม ต้องแต่ง หนี ก็ เลิกสิ

    พ่อ มีเหตุผลอะไร สำคัญกว่านี้ มั้ย
    #10
    1
    • #10-1 ศิริพารา(จากตอนที่ 4)
      17 กันยายน 2560 / 09:49
      มีค่า เหตุผลอยู่ในตอนต่อๆ ไป อัปเพิ่มแล้วกดอ่านได้เลยค่า
      #10-1
  4. #9 coffee (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 11:36
    ชอบบบบผลงานทุกเรื่องและติดตามค่ะ รออัพค่ะ
    #9
    1
    • #9-1 ศิริพารา(จากตอนที่ 4)
      17 กันยายน 2560 / 09:48
      จูจุ๊บบบ ขอบคุณค่า อัปตอนตาอำปแล้วนะคะ
      #9-1
  5. #8 นัควัต (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 11:15
    แค่ตอนแรกก็แซบแล้วละค่ะ น่าติดตามมากๆเลย

    รอตอนต่อไปค่ะ
    #8
    1
    • #8-1 ศิริพารา(จากตอนที่ 4)
      17 กันยายน 2560 / 09:48
      อัปเพิ่มแล้วค่าแต่เว็บมิแจ้งเตือน กดอ่านตอนตาอไปได้เลยครัช
      #8-1