เล่ห์ลวงบ่วงมาร

ตอนที่ 37 : ตอนที่ 10 รักแท้ความแพ้ใกล้ชิด 75%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,952
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    20 ต.ค. 60


ในขณะที่เลสเลอร์เอื้อมมือไปผลักประตูแล้วแตะบั้นเอวคอดของเธอให้เดินออกไปก่อนนั้น พลิสราก็ได้เห็นว่ามีรถยนต์คันหนึ่งชะลอความเร็วลงอย่างน่าผิดสังเกต ด้านหลังยังลดกระจกลงแล้วก็มีผู้หญิงคนหนึ่งจ้องมองมายังตนราวกับรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน

“เลสเลอร์” เพียงแค่เธอหันกลับมาสบสายตากับเขาแล้วมองออกไปยังถนน รถคันดังกล่าวก็แล่นผ่านหน้าไปแล้ว “คุณเห็นไหมว่าผู้หญิงที่นั่งอยู่ในรถคันนั้นมองฉันแบบประหลาดๆ”

“ยังไง” ถามพร้อมดันแผ่นหลังบอบบางให้ก้าวเดินไปยังสปอร์ตคาร์ที่จอดอยู่ไม่ไกล เมื่อต่างฝ่ายต่างก้าวขึ้นมานั่งอยู่บนรถ เขาก็เคลื่อนรถออกไปจากบริเวณนั้นทันที

“ก็มองตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า เหมือนรู้จักแต่ฉันมั่นใจว่าไม่เคยรู้จักเธอ”

ความจริงแล้วพลิสราก็ไม่ได้คิดว่าผู้หญิงในรถคันเมื่อครู่จะมาทำอันตรายตน เพราะเธอสง่า ดูภูมิฐานเกินกว่าจะเป็นนักฆ่า เพียงแค่สายตาที่มองมาดูเย้ยหยันชอบกล

“คิดมากไปรึเปล่า บางทีคุณอาจจะสวยจนไปเตะตาเธอเข้า” ก็ถ้าเป็นหนึ่งในคนที่คิดร้ายกับเธอ คงไม่จ้องมองให้เหยื่อได้รู้ตัวเช่นนี้ นั่นทำให้เลสเลอร์เปลี่ยนเรื่องคุย “จะไปไหนก่อน ซื้อของหรือไปหาอะไรอร่อยๆ กิน”

“จะซื้ออะไรคะ”

“ก็พวกของใช้ส่วนตัว ของกิน ซื้อไปตุนไว้เผื่อหิวกลางดึกไง”

“อ๋อ... งั้นหาอะไรกินก่อนดีกว่า ท้องร้องแล้วค่ะ” บอกแล้วลูบหน้าท้องของตนสำทับคำพูด

“ก็แหงสิ กินพิซซ่าก็ไม่หมดชิ้น” ตอบแล้วมองตามมือบอบบางที่ชี้ไปยังชายหาด

“ถ้าเรานั่งกินอาหารแถวนี้ คุณโอเคไหม” ต้องถามก่อนเพราะไม่รู้ว่านักธุรกิจมหาเศรษฐีจะรับได้กับการกินอาหารข้างทางหรือไม่

“ก็โอเค แต่ผมไม่รู้นะว่าร้านไหนจะอร่อย คุณลองเลือกสิ”

ขับรถกินลมชมวิวไปตามถนนเลียบชายหาดไม่ถึงห้าร้อยเมตร คุณหมอคนสวยก็ชี้ไปยังร้านอาหารที่ตั้งอยู่ริมชายหาด เลสเลอร์จึงชะลอความเร็วแล้วเลี้ยวรถไปจอดยังจุดที่พนักงานของร้านจัดเอาไว้

“อะโลฮ่า... เชิญครับ ร้านเรามีอาหารทะเลสดใหม่ เรียกได้ว่าขนขึ้นมาจากทะเลแล้วปรุงให้คุณกินริมหาด” พนักงานเอื้อมมือไปเปิดประตูให้สุภาพสตรีพร้อมบรรยายคุณสมบัติของร้านอย่างคล่องปาก

พลิสรายิ้มร่าเริงแล้วเดินไปยังโต๊ะอาหารที่ตั้งอยู่ด้านหน้าฟู้ดทรัก มีผู้คนเข้ามานั่งรับประทานอาหารอยู่สักสามสี่โต๊ะ ไม่นับรวมกับหนุ่มสาวสวมบิกินี่ที่ยืนรออาหารอยู่หน้าร้าน

“คนเยอะใช้ได้ แปลว่ารสชาติไม่ขี้เหร่แน่นอน”

เห็นเธอยิ้มสดใส วางตัวอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ตั้งแง่รังเกียจรังงอนเหมือนครั้งแรกที่เจอกัน เขาก็พอใจมากแล้ว ตอนที่เห็นคนว่ายน้ำไม่คล่อง จิ้มนิ้วลงบนเมนูพร้อมสอบถามพนักงานรับออเดอร์นั่นยิ่งทำให้ได้เห็นความสดใสของเธอ

ถึงจะสั่งอาหารไซส์เล็กทุกจาน แต่ก็สั่งมาหลายจานเพราะอยากชิมประกอบกับความหิว “ว้า... ถ้าปล่อยให้สั่งอาหารตอนหิวทีไร เป็นอย่างนี้ทุกที”

“กินเถอะ ถ้าเพิ่มน้ำหนักอีกหน่อยผมก็ว่าสวยดี”

ทุกครั้งที่เริ่มทำตัวตามสบาย แต่ต้องเกิดความเขินอายเพราะสายตาร้อนแรงที่เขาใช้จ้องมอง ครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน ถึงคำพูดที่ได้ยินจะดูธรรมดาไม่ได้ทำให้คิดว่าเขากำลังลวนลาม

หากแต่สายตาและรอยยิ้มทำให้เธอไพล่ไปคิดถึงช่วงเวลาที่ร่างกายได้เบียดเสียดแนบชิดกัน จนเขาได้รู้ถึงสัดส่วนของตนเป็นอย่างดี

“เอ่อ... เห็นมีบ้านพักในฮาวายนึกว่าคุณจะคุ้นเคยกับที่นี่เสียอีก” ถึงจะควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติได้ แต่แก้มเนียนทั้งสองข้างกลับเปลี่ยนเป็นสีระเรื่อด้วยความเขินอาย

การนั่งตรงกันข้ามอาจจะทำให้มองเห็นหน้าคู่สนทนาได้อย่างชัดเจน แต่นั่งข้างๆ จะรับรู้ได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของกันและกัน ในตอนที่พูดคุยกันยังต้องเอียงตัวเข้าหากันเล็กน้อย นั่นยิ่งมองได้ชัดกว่า... ใกล้กว่า...

“ส่วนมากผมจะมีบ้านพักตามเมืองที่มีออฟฟิศใหญ่ของMAH เพราะตอนมาทำงานต้องเสียเวลาไม่น้อยกว่าครั้งละสัปดาห์ ถ้าไปเช่าโรงแรมอยู่บางครั้งจะทำอะไรก็ไม่สะดวก”

“อย่างนี้คุณก็อยู่ไม่เป็นที่สิ บินไปนั่นมานี่ตลอด” ถามพลางเท้าแขนค้ำคาง มองเขาตาแป๋ว

แน่นอนว่าเลสเลอร์ก็ยกมือขึ้นเท้าคาง นั่งท่าเดียวกันกับเธอ “ถึงผมจะเป็นคนเร่ร่อน แต่ถ้าจัดตารางการทำงานดีๆ ในแต่ละปีจะมีเวลาพักสักเดือนเต็มๆ เลยนะ”

ได้ยินแล้วต้องมองค้อนวงใหญ่ ใครจะไปกล่าวหาซีอีโอของบริษัทประกันภัยข้ามชาติว่าเป็นคนเร่ร่อน “ก็ถ้าคนเร่ร่อนจะมีเจ็ตเซ็ตครบครันแบบคุณ ฉันว่าก็น่าสนอยู่หรอก”

“เอาสิ เป็นเมียคนเร่ร่อนก็สนุกนะ บินไปถึงไหนก็นอนที่นั่นสักคืนสองคืน กว่าจะรอบโลกเราก็คงแก่ตัวกันพอดี” อ่อยเต็มที่เลยนะทูนหัว เลสเลอร์คิดในใจ

หากเป็นผู้ชายคนอื่นทูนหัวก็คงรู้ว่าอ่อยและเดินหนีเพราะเอียนเต็มทน แต่นี่เล่นบทดุดัน ขู่เข็นมาตลอด พอถูกชวนในทำนองว่าให้อยู่ด้วยกันตลอดชีวิต

คนที่เพิ่งจะเป็นคุณนายเมอร์ดอชแบบตกกระไดพลอยโจนได้ไม่กี่วันเลยตอบไม่ถูก ได้แต่กลอกสายตาไปมาใช้ความคิดอย่างหนัก แล้วโชคก็เข้าข้างเพราะพนักงานเดินเอาอาหารหลายจานเข้ามาเสิร์ฟ

“อาหารมาแล้วค่ะ”

เลสเลอร์ถอนหายใจหนักๆ ออกมา แต่ก็ยอมถอยออกมาอีกก้าวให้เธอได้พักหายใจสักหน่อย อีกทั้งอาหารหลายจานตรงหน้าก็หน้าตาน่ารับประทานไม่น้อย

“ถ้าฉันกินแบบนี้ทุกวัน ถึงตอนกลับไปทำงานคงต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่ยกตู้แน่ๆ”

ถึงจะได้ยินเธอพูดอย่างนั้น แต่ก็เริ่มลงมือหยิบกุ้งปรุงรสแบบอาหารพื้นเมืองขึ้นมารับประทาน ปลาดิบหั่นเป็นลูกเต๋าวางบนผักสดซึ่งเป็นเมนูยอดนิยมของร้าน

หมูอบที่ถูกหั่นมาเป็นชิ้นๆ บาร์บิคิวทะเลฉ่ำซอสสีสันฉูดฉาด เมื่อเห็นเธอกินได้อย่างอร่อยก็พลอยดีใจหยิบอาหารขึ้นมากินบ้าง

“คุณว่าตำรวจจะใช้เวลาสืบหาตัวคนร้ายนานแค่ไหนคะ”

“ทำไมล่ะ” ถามพลางเปิดน้ำอัดลมแล้วเลื่อนไปวางใกล้ฝ่ามือบอบบาง

“ก็ฉันลางานมาสิบห้าวัน ใช้หมดไปแล้วแปดวัน” ตอบออกไปแล้วก็เริ่มอธิบายในสิ่งที่ตนเองฉุกคิดขึ้นมาได้ตอนให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ “อีกอย่างนะคะ ฉันไม่แน่ใจเลยว่าโทคิยะจะเป็นคนบงการ”

เลสเลอร์ยังรับประทานอาหารต่อไปเงียบๆ อยากฟังความคิดความอ่านอย่างเป็นระเบียบแบบแผนของเธอดูบ้าง

“เริ่มจากโทคิยะถูกดึงเข้ามาเพราะทุกคนคิดว่าเป็นศัตรูเพียงคนเดียวของฉัน หรืออีกมุมคือเขาเป็นศัตรูของอธิปกับฉัน แต่มันดูไม่เมกเซนส์ถ้าเขาคิดจะแก้แค้นให้พ่อด้วยฆ่าลอบทำร้ายอธิปกับฉันรวมไปจนถึงคนในครอบครัว ซึ่งคำว่าครอบครัวก็ดูจะผิดจากสมมุติฐานเพราะพ่อของฉันไม่เคยตกเป็นเป้าหมาย การที่โทคิยะจะจ้างวานมือปืนไปทำร้ายฉันถึงเมืองไทยแล้วยังตามมาถึงฮาวาย มันต้องใช้เงินไม่น้อยเลยนะ”

“เงินแค่นั้นสำหรับโทคิยะมันจิ๊บจ๊อยนะถ้าเทียบกับธุรกิจมืดของเขา” แย้งออกไปเพราะอยากรู้ต่อว่าเธอจะหาเหตุผลใดมาหักล้าง

“ก็นั่นน่ะสิ ยิ่งมีเงินเยอะยิ่งรู้ว่ากฎหมายของบ้านเมืองฉันไม่ได้เข้มหนักเหมือนหลายๆ ประเทศ ถึง ส.ส. คนนั้นจะถูกตัดสินโทษสามสิบปี แต่เดี๋ยวก็มีลดหย่อนโทษ ทำตัวดีก็ได้เป็นนักโทษชั้นดีบวกกับเงินเยอะๆ จ้างผีโม่แป้งสักหน่อย เดี๋ยวก็ได้ออกมาแล้ว ถึงตอนนั้นค่อยมาฆ่าฉันไม่ดีกว่าเหรอ ถ้าฉันตายตอนนี้พ่อโทคิยะก็ต้องติดคุกอยู่ดี”

เลสเลอร์เลิกคิ้วแล้วตั้งคำถามกลับ “กำลังจะบอกผมว่าถ้าความแค้นของโทคิยะมีมากมายจนจ้างคนตามฆ่าคุณได้ นั่นก็แปลว่าเขาน่าจะมีวิธีพาพ่อแหกคุก”

“จริงอยู่ว่าตามสถิติแล้วเหตุการณ์แหกคุกในไทยไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยเหมือนในอเมริกา แต่ถ้าเอาความเคียดแค้นของโทคิยะตั้งต้น แรงจูงใจที่เขาจะทำอย่างนั้นมันเป็นไปได้สูงมาก”

จบคำพูดที่เลสเลอร์ก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ความเงียบงันก็เข้าครอบคลุมหากในใจของทั้งสองยังเกิดคำถามขึ้นไม่ต่างกันนัก

ถ้าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับโทคิยะแล้วทุกอย่างต้องวกกลับไปยังจุดเริ่มต้น ซึ่งเรื่องทั้งหมดนั้นต้องซับซ้อนและควานหาต้นเรื่องได้ยากเย็นกว่าที่เป็นอยู่นี้อย่างแน่นอน

“น่าเสียดายเพราะที่นี่เป็นฮาวาย ไม่งั้นคุณคงได้ปวดสมองหาคำตอบให้กับตัวเอง แต่ตอนนี้ก็ปล่อยให้เอชพีดีทำหน้าที่ต่อไปก็แล้วกัน” คำตอบที่ทำให้เธอหน้าคว่ำแล้วเขาก็หัวเราะร่วนออกมาอย่างอดไม่ได้

ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ในร้านอาหารริมชายหาดอีกสักสิบห้านาทีโดยไม่รู้ตัวว่ามีคนกำลังเก็บภาพในอิริยาบถต่างๆ เอาไว้มากมายนัก หาดไวกิกิอันเลื่องชื่อ

มีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกแห่แหนกันเข้ามาพักผ่อน นอนอาบแดด เล่นเซิร์ฟกับคลื่นลูกใหญ่หากน้ำทะเลยังสวยใสไร้ตำหนิ เป็นแหล่งผู้คนพลุกพล่านก็ยากที่จะทำให้ทั้งคู่รู้ว่า... ตอนนี้ความเป็นส่วนตัวกำลังถูกล่วงล้ำ!

ครายยย ใครมาล่วงล้ำฟามเป็นส่วนตัว คนเค้ากำลังจีบกันน้า

งานหนังสือคราวนี้ศิริพาราไปที่บูธโรแมนติค ZoneC1 M21  

21-22 ตุลาคมนี้ ตั้งแต่บ่ายโมงเป็นต้นไปนะคะ 

ใครไปเดินงานอย่าลืมแวะทักทายศิริพาราด้วยนะคะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

89 ความคิดเห็น

  1. #80 MamyKanya (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2560 / 14:30
    ถ่ายเยอะๆ ถ่ายสวยๆด้วยน
    #80
    0