เล่ห์ลวงบ่วงมาร

ตอนที่ 30 : ตอนที่ 8 เล่ห์ลวงจากมารร้ายที่เป็นอันตรายต่อใจ 2 60%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,953
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    13 ต.ค. 60

มาไคเดินเข้ามาหยุดข้างสปอร์ตคาร์ของเจ้านายพร้อมกับรายงานความคืบหน้าบางอย่างที่ดูผิดปกติ “ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นนะครับ ทั้งที่ความจริงแล้วขึ้นป้ายปิดร้านห้าโมงเย็น แต่วันนี้ปิดก่อนเวลาครึ่งชั่วโมง”

“แล้วเห็นมันออกมาจากร้านไหม”

“ไม่มั่นใจครับเพราะข้างหลังตึกมีตรอกแคบๆ ถ้าเดินผ่านก็จะทะลุถนนอีกเส้นได้” มาไคบอกแล้วรีบแสดงความคิดเห็นของตนออกมาอีกครั้ง “แต่ผมคิดว่ามันไม่น่าจะรู้ตัว”

ดวงตาคู่คมของเลสเลอร์ยังสำรวจบริเวณหน้าร้านไล่ไปจนกระทั่งข้างตึกซึ่งเป็นหัวมุมของถนน หากความผิดปกติที่สังเกตได้ไม่ใช่บริเวณที่สั่งให้มาไคจับตามอง แต่เป็นออฟโรดสีดำที่จอดเยื้องกับหน้าร้านจำนำไปสักหนึ่งร้อยเมตรต่างหาก

ไม่แปลกเลยหากในบริเวณนี้จะมีอยู่คันเดียว แต่เมื่อกวาดสายตาไปรอบๆ รัศมีไม่เกินสามร้อยเมตรกลับมีออฟโรดจอดหันหน้าเข้าหาร้านรับจำนำนี้ไม่ต่ำกว่าสี่คัน

“มันรอเราอยู่ต่างหาก”

มาไครีบกวาดสายตาตามสายตาของเจ้านาย ก็พอจะเข้าใจแล้วว่าตนนั้นประมาท จิตใจจดจ่ออยู่กับเป้าหมายมากเกินไป แต่เมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ของเจ้านายก้าวลงมาจากรถก็คาดเดาความคิดได้ทันที

“ให้ผมเข้าไปหรือจะสั่งทีมเรามาเสริมดีกว่าครับ” มาไคบอกเมื่อเห็นเจ้านายกำลังจะเดินข้ามถนนไปอีกฝั่ง

“ถ้าฉันตายพวกมันอยู่ไม่สุขหรอก” จบคำพูดก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นตรงช่วงหน้าอก แสดงให้พวกมันได้เห็นว่าปลอดอาวุธใดๆ

แม้มาไคจะเข้าใจในคำพูดของเจ้านายดีว่าตระกูลเก่าอย่างเมอร์ดอชที่ประกอบธุรกิจประกันภัยมาถึงสามชั่วอายุคน หากมีใครกล้าทำอันตรายอย่างโจ่งครึ่มกลางเมืองเช่นนี้ พวกมันก็คงจะหากินลำบากไม่น้อย นี่คงเป็นไพ่แต้มสูงสุดที่เจ้านายมีอยู่ในมือ

ความจริงดังกล่าวนั้นทำให้เลสเลอร์เดินผ่านหน้าร้านรับจำนำจนไปถึงหน้าออฟโรดคันดังกล่าว ทันทีที่เขาหยุดคนที่นั่งอยู่ในออฟโรดก็เปิดประตูเดินลงมาประจันหน้า

“เราทำธุรกิจคนละเส้นทาง แล้วทำไมถึงได้โคจรมาพบกันแบบนี้”

ชายร่างกำยำ หน้าตาผิวพรรณไม่ใช่คนที่เลสเลอร์อยากพบ “ก็บังเอิญมีเหตุ ซึ่งฉันอยากจะคุยกับโทคิยะให้รู้เรื่องว่าความจริงแล้วมันเป็นเรื่องบังเอิญหรือตั้งใจ”

“ฮ่า... คุณเป็นใครไม่ทราบถึงจะมีสิทธิ์มาขอพบเจ้านายของเจ้านายของเจ้านายผม” ใช้คำถามกวนโทสะไม่น้อยกว่าการระเบิดเสียงหัวเราะ ข่มขวัญคู่ต่อสู้แม้จะได้รับคำสั่งมาว่ากำลังเผชิญหน้าอยู่กับคนกลุ่มใด แต่ก็ไม่คาดคิดมากก่อนว่าผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือยอดของปิรามิดที่มีอำนาจสูงสุด

หากเลสเลอร์กลับปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตนออกเม็ดหนึ่ง อาศัยจังหวะที่มันกำลังหัวเราะแล้วโยนกระดุมเข้าไปในปากที่อ้ากว้างอย่างแม่นยำ

“อุ๊บส์...” รีบหุบปากฉับพร้อมกับคายวัตถุที่เกือบทำให้ติดคอตายออกมาไว้ในมือ

ตอนแรกตั้งใจจะสั่งสอนที่มันบังอาจมาลองดี แต่เมื่อได้เห็นตัวอักษร MAH ที่อยู่บนกระดุมประกอบกับน้ำเสียงเฉียบขาดและแววตาดุกร้าวก็ทำให้ต้องหยุดคิด

“งั้นขอคุยกับใครก็ได้ที่คุ้มกะลาหัวเจ้านายของเจ้านายของเจ้านายโทคิยะ” จบความต้องการยังตีคิ้วสำทับคำพูด

เลสเลอร์มองตามร่างกำยำที่สอดตัวเข้าไปนั่งในออฟโรดดังเดิม ไม่นานนักชายคนเดิมก็เดินออกมาประจันหน้า

“คุณคนเดียว คืนนี้สองทุ่มที่... ขอย้ำว่าคนเดียวและอย่าผิดเวลาล่ะ เจ้านายผมเป็นคนขี้โมโห” ส่งสารตามคำสั่งที่ได้รับแล้วก็หยิบกระดุมเสื้อขึ้นมาราวกับจะส่งคืนให้เจ้าของ แต่สุดท้ายกลับหย่อนลงในกระเป๋าเสื้อของตัวเองแล้วหมุนตัวกลับก้าวขึ้นออฟโรด

แน่นอนว่ากระดุมฝังเพชรคงจะมีราคาค่างวดอยู่มากโข ถือเสียว่าเป็นค่าทำขวัญที่เกือบจะทำให้เอาชีวิตไม่รอด

เมื่อออฟโรดคันแรกเคลื่อนที่ อีกสี่ห้าคันในบริเวณนั้นก็เคลื่อนที่ออกไปด้วย เลสเลอร์จึงเดินกลับมายังสปอร์ตคาร์ของตนพร้อมกับออกคำสั่งให้มาไคได้เตรียมการ

“หกโมงครึ่งเอารถแวนไปรอฉันที่บ้าน หาใครมาด้วยอีกสักคน คอยฟังสัญญาณจากฉันก็พอ”

มาไคคิดหนักเพราะจุดนัดพบที่เจ้านายบอกนั้นมืดและเปลี่ยว “มันอันตรายเกินไปนะครับ ให้ผมวางคนของเราเอาไว้ดีกว่า อีกอย่างแถวนั้นทั้งเป็นป่าทั้งมืดและไม่มีใคร พวกมันคงจะยกพวกกันมาแบบอาวุธครบมือ”

มาไคยังรอให้เจ้านายนั้นเปลี่ยนคำสั่ง เมื่อเห็นท่านเงียบไปจึงรอคอยอย่างใจจดจ่อ หากความจริงแล้วเลสเลอร์ไม่คิดจะเปลี่ยนใจ

แต่ที่เงียบเพราะกำลังคิดว่าถ้ากลับเข้าไปในบ้านอีกครั้งแล้วจะออกมาโดยให้พลิสรารออย่างสงบเช่นเดิมนั้นไม่มีทางเป็นไปได้

“ฉันเปลี่ยนใจแล้ว หกโมงครึ่งเอารถไปรอที่ออฟฟิศ”

คำสั่งนั้นไม่ได้ดูปลอดภัยและรัดกุมขึ้นเลย แต่มาไคก็ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้นอกเหนือจากมองสปอร์ตคาร์เปิดประทุนที่เคลื่อนตัวไกลออกไปและทำตามคำสั่งของเจ้านายเคร่งครัด

ลมทะเลที่ปะทะเข้ากับใบหน้าและเสียงคลื่นซัดสาดทำให้เลสเลอร์นึกถึงคนที่ต้องอยู่ในบ้านพักริมหาดส่วนตัวเพียงลำพัง

เมื่อคืนนี้เขาแกล้งเธอด้วยการเพิ่มอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศขึ้น ซึ่งก็ได้ผลดีเพราะกลางดึกเธอก็เริ่มดึงเสื้อคลุมออกเสียเอง

นั่นทำให้เขาต้องชั่งใจอยู่นานว่าจะปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกแล้วดึงเธอมานอนกอดจนเช้า แต่ถ้าทำเช่นนั้นก็ไม่ต่างจากหาความลำบากให้ตัวเอง แค่มองยังต้องหาวิธีปลดปล่อยตัวเองแล้วนับประสาอะไรกับการได้กอดเธอไว้แน่นๆ

เหตุผลที่ทำให้เขาอุ้มเธอเดินไปตามสะพานไม้กลางดึกก็เพราะอยากให้ตื่นขึ้นมาพบกับผืนฟ้าสีครามซึ่งตัดกับท้องทะเลสีเขียวอมฟ้า ให้เธอได้จดจำความสดใสเป็นสัญญาณจากเขาว่า... หากมีเขาอยู่เคียงข้างชีวิตของเธอจะปราศจากความทุกข์ใจ

เป็นครั้งแรกที่เลสเลอร์นึกอยากหัวเราะตัวเอง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าสายตาชิงชังจะเป็นตัวกำหนดให้เขาเก็บไม้เก็บมือห่างจากเรือนร่างที่ปรารถนา ซ้ำร้ายยังอาสาเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงอันตรายอย่างไม่คิดเสียดายชีวิตเลยสักนิด

 

ในขณะที่คนหนึ่งกำลังเดินทางไปเผชิญหน้ากับอันตราย อีกคนก็จมจ่อมอยู่กับความโมโหมาทั้งวันเพราะหลังจากที่เดินกลับเข้ามาในตัวบ้าน พลิสราก็เพิ่งรู้ว่าประตูกระจกที่เชื่อมกับสะพานไม้นั้นถูกล็อกและไม่สามารถเปิดออกได้อีก

เท่ากับว่าเธอติดอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีระบบรักษาความปลอดภัยอันยอดเยี่ยม ไฟฟ้า ปะประปาถูกควบคุมด้วยรีโมตคอนโทรลซึ่งต้องอาศัยรหัสที่เขารู้คนเดียวหรือลายนิ้วมือของเขา

โชคดีแค่ไหนที่เขายังปรานีเปิดเครื่องปรับอากาศไว้ โชคดีชั้นที่สองเพราะตู้เย็นยังเป็นระบบปกติแบบที่มนุษย์ทั่วไปใช้กัน ไม่อย่างนั้นเธอคงจะโมโหมากกว่าเดิมเพราะความหิว

อยากจะร้องไห้ให้กับความโชคดีของตัวเองนัก!

พลิสรากัดริมฝีปากล่างด้วยความเจ็บใจเพราะต้องใช้น้ำในตู้เย็นชุปผ้าขนหนูเอามาเช็ดเนื้อตัว แปลว่าเธอต้องนั่งมองสระว่ายน้ำและทะเลใสๆ ทั้งวัน

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

89 ความคิดเห็น