เล่ห์ลวงบ่วงมาร

ตอนที่ 19 : ตอนที่ 5 ข้อสันนิษฐานนำมาซึ่งอันตราย 30%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,944
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    30 ก.ย. 60


รอยสักของรอดส์เป็นสัญลักษณ์ของชนเผ่าโพลินีเชียนจริงๆ จากระบบข้อมูลพื้นฐานก็ไม่พบเจอความผิดปกติใด จนกระทั่งพลิสราเดินทางจากโรงพยาบาลมาถึงบ้าน ชัญญาจึงติดต่อเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับข้อมูลเชิงลึกว่านั่นไม่ได้เป็นแค่รอยสักรอยสักธรรมดาจริงๆ หากแต่เป็นรอยสักของแก๊งมาเฟียหนึ่งในฮาวาย

ว่ากันว่าแก๊งมาเฟียนี้ซ่องสุมกำลัง ลักพาตัวคนสำคัญ มหาเศรษฐี ซึ่งการเรียกค่าไถ่ก็ไม่จำเป็นที่จะเป็นเงินจำนวนมหาศาล แต่อาจจะเป็นการลดทอนอำนาจของรัฐบาลในประเทศใดประเทศหนึ่ง แน่นอนว่าผู้จ้างวานก็ย่อมมีอิทธิพลไม่น้อยเช่นกัน

หากลูกชายเพียงคนเดียวของนักการเมืองที่เธอและอธิปมีส่วนร่วมในการคลี่คลายคดี จนนำไปสู่การจับกุมนักการเมืองคนดังกล่าวนั้น แหล่งข่าวใต้ดินยืนยันว่าลูกชายของเขาเป็นหนึ่งในสมาชิกของแก๊งมาเฟียด้วยเช่นกัน

ฮาวาย ฮันนีมูน รวมไปจนถึงข้อความของอธิปที่ว่า... ถึงวันนั้นเราต้องได้พบกัน

เป็นคีย์เวิร์ดตัวสำคัญที่ทำให้พลิสราเริ่มเชื่อมโยงเรื่องต่างๆ เข้าด้วยกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ชัดเจน แต่ก็มีมูลเหตุให้คิดว่าการหายตัวไปของอธิปอาจจะมาจากเรื่องที่เธอกับเขานั้นมีส่วนทำให้นักการเมืองคนดังติดคุกถึงแม้จะหาเหตุผลไม่ได้ว่าเพราะเหตุใดร่างกายของรอดส์ถึงได้มีรอยสักของแก๊งมาเฟีย แต่...

อธิปกำลังเดือดร้อนเพราะเรื่องที่ร่วมกันทำ!

การหายตัวไปของเขา อาจหมายถึงการปกป้องชีวิตของเธอ

ข้อสันนิษฐานดังกล่าวทำให้พลิสราเดินกลับไปกลับมาอยู่ในห้องนอนพร้อมทั้งใช้ความคิดอย่างหนัก เมื่อหยุดอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ก็จ้องมองหน้าตัวเองสลับกับกระดาษแผ่นเล็กที่ส่งข้อความถึงเธอ

พลิสราอ่านข้อความดังกล่าวซ้ำแล้วซ้ำอีกจนท่องจำได้ขึ้นใจทุกตัวอักษร “คุณจะบอกอะไรฉันกันแน่อธิป ผมอยู่ในที่ที่ปลอดภัย ถึงวันนั้นเราต้องได้เจอกัน”         

เธอยังทวนประโยคที่คิดว่ามีนัยแฝงเอาไว้ซ้ำอีกครั้ง ฮาวาย ฮันนีมูน ตั๋วเครื่องบิน รอยสัก และข้อความแฝงนัยคือสิ่งที่มีอยู่ในสมอง นั่นจะทำให้พลิสราคาดเดาอย่างอื่นไปไม่ได้เลย นอกเสียจาก... อธิปกำลังนัดเธอให้ไปพบกันที่ฮาวาย

ไม่รู้ว่าข้อสันนิษฐานที่ตนสรุปออกมานั้นจะจริงเท็จสักแค่ไหน แต่เรื่องดำเนินมาจนถึงจุดนี้แล้วเธอก็ไม่อาจนิ่งนอนใจ ปล่อยให้พบเจอกับเรื่องร้ายๆ อยู่คนเดียว

การเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางเป็นคำตอบที่พลิสรามีอยู่ในใจแล้ว ในขณะที่ต่อสายถึงชัญญาอีกครั้ง เพื่อขอให้ส่งข้อมูลทุกอย่างให้ตน หากการร่วมงานกันมาตลอดสองปีเต็มก็ทำให้ชัญญาคาดเดาความคิดของเพื่อนได้เป็นอย่างดี

“ไม่ส่ง เพราะฉันรู้นะว่าเธอคิดจะทำอะไร รู้ไหมว่ามันอันตราย”

“รู้... แต่ฉันคิดเอาไว้แล้วว่าจะไปขอความช่วยเหลือจากลาน่า เธอทำงานในแลปอาชญากรรมที่เฮชพีดี” พลิสรากล่าวถึงเพื่อนร่วมอาชีพที่เคยเข้าอบรมปฏิบัติการทางนิติวิทยาศาสตร์ด้วยกัน จากที่ติดต่อกับลาน่าครั้งล่าสุดเมื่อสิบวันที่ผ่านมาจึงได้รู้ว่าเธอทำงานอยู่ในกรมตำรวจโฮโนลูลูหรือเอชพีดี “ปล่อยฉันไปเถอะนะ อย่างน้อยถ้าฉันคิดถูกก็จะได้รู้ความจริงกันไป ว่าจะจัดการกับชีวิตต่อไปยังไง”

“แต่ก็น่าเป็นห่วงอยู่ดี จะไปยังไงผู้หญิงตัวคนเดียว ถ้าเกิดไม่เจอหมออธิปล่ะ” ชัญญาแย้ง

“ไม่เจอก็ถือเสียว่าไปพักผ่อน มันจะน่ากลัวตรงไหน พักในโรงแรมห้องสูทอีกต่างหาก”

ได้ยินอย่างนี้แล้วชัญญาก็อดสงสารเพื่อนไม่ได้ หลังวันวิวาห์ทั้งคู่ก็ตั้งใจไปฮันนีมูนที่ฮาวาย ตั๋วเครื่องบิน ที่พักก็จองไว้เรียบร้อยแล้ว

“แต่ถ้าโชคดีได้เจอกัน ได้ฟังคำตอบจากปากเขาก็จะเป็นคำตอบสำหรับฉันเหมือนกันว่า... จะรักเขาต่อไปหรือตัดเขาออกจากชีวิต”

“โอเค ถ้าเป็นฉันก็คงตัดสินใจไม่ต่างจากเธอ เดี๋ยวจะรวบรวมข้อมูลทุกอย่างแล้วส่งให้ภายในครึ่งชั่วโมง เครื่องออกกี่โมงล่ะพลีส”

“ทุ่มครึ่ง ต้องรีบแล้วล่ะเดี๋ยวจะตกเครื่อง” จบคำพูดการเตรียมกระเป๋าเสื้อผ้าและของใช้จำเป็นไม่มากนักก็เรียบร้อยเช่นกัน

“โชคดีนะคนสวย อย่าลืมว่ายังมีฉันอีกคนล่ะ จะเปิดเครื่องไว้ตลอดเวลา มีอะไรให้ช่วยก็โทรมาได้เลย”

“จ้ะ ขอบใจเธอมาก”

หลังจากวางสายพลิสราก็ใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวราวสิบห้านาทีและออกจากบ้านพร้อมด้วยกระเป๋าเดินทางใบขนาดกลางด้วยแท็กซี่จนถึงสนามบิน พลิสราเลือกที่จะผ่านขั้นตอนการด่านตรวจคนเข้าเมืองจนได้มานั่งอยู่หน้าประตูทางขึ้นเครื่องบิน รอเวลาใกล้ขึ้นเครื่องมากที่สุดแล้วจึงกดโทรศัพท์ถึงผู้เป็นพ่อ

น้ำเสียงของพ่อนั้นฟังดูไม่พอใจเมื่อได้ยินเหตุผลที่บอกออกไปว่าอยากใช้วันลาหยุดพักผ่อนใจให้สงบ “พ่ออย่าห้ามเลยนะคะ ตอนนี้หนูอยากอยู่เงียบๆ คนเดียว”

“อย่าโกหกพ่อ หนูจะไปไหน บอกความจริงมา” พิศาลกดเสียงต่ำคาดคั้นหาความจริง

“ไปพักผ่อนจริๆ ค่ะ แต่หนูบอกไม่ได้ว่าจะไปที่ไหนเพราะรู้ว่าถ้าพ่อรู้ เขาก็ต้องรู้”

“แล้วมันจะแปลกตรงไหนก็เขาเป็นสามีของหนู” พิศาลเริ่มโต้กลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดใจ ยิ่งได้ยินเสียงที่เล็ดลอดเข้ามาในโทรศัพท์ยิ่งแสดงให้รู้ว่าลูกสาวอยู่ในสนามบินแล้ว “กลับมาหาพ่อก่อน พลีส...”

“หนูกำลังจะขึ้นเครื่องแล้วค่ะ แค่จะบอกพ่อว่าไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ หนูดูแลตัวเองได้ อีกสิบวันเจอกัน รักพ่อนะคะ”

“พลีส... พลิสราอย่าวางสายนะ” ช้าเกินไปแล้วเมื่อปลายสายนั้นเงียบไป พิศาลยังรีบกดโทรศัพท์กลับไปหาลูกสาวอีกครั้ง แต่ก็ไม่อาจติดต่อไปแล้วจึงหันมาสบตากับลูกเขยที่นั่งอยู่ข้างกาย

เลสเลอร์ไม่อาจเข้าใจในบทสนทนาดังกล่าว แต่การที่ได้ยินชื่อของเธออยู่สองสามครั้งด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดใจก็ทำให้พอจะเข้าใจว่าเธอคงจะออกฤทธิ์ออกเดชบางอย่างแล้ว

“พลีสโทรมาบอกว่าจะไปเที่ยว แต่ไม่ยอมบอกว่าจะไปที่ไหน ช่างไม่รู้เอาเสียเลยว่าพ่อเป็นห่วงมากแค่ไหน” พิศาลบอกแล้วหลุบสายตาลงต่ำมองโทรศัพท์ในมือ “ปิดโทรศัพท์หนีไปซะดื้อๆ พลีสนะพลีส”

เลสเลอร์ลอบถอนหายใจเมื่อลางสังหรณ์เกิดเป็นจริงขึ้นมา จากเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้เธอไม่น่าจะเงียบกริบเช่นนี้ คงต้องหาดึงพ่อไปเป็นกองหนุน ไม่น่าจะยอมปล่อยให้เขาพาพ่อออกมาทั้งวันเช่นนี้

“อธิปกับพลีสมีแพลนจะไปเที่ยวที่ไหนกันไหมครับ”

“ไปฮาวาย ก็เดินทางวันนี้แหละ” พิศาลตอบแล้วมองหน้าลูกเขยด้วยความแปลกใจ “มั่นใจเหรอว่าพลีสจะไปฮาวาย”

“ก็... เดินทางปุบปับแบบนี้ ไม่น่าจะเตรียมการทัน นอกเสียจากว่าจะเตรียมทุกอย่างเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว”จบคำพูดก็ยิ่งได้เห็นความกระวนกระวายใจของพิศาลมากขึ้น

“แล้วเราจะมั่นใจได้ยังไงว่าพลีสไปฮาวาย”


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

89 ความคิดเห็น

  1. #42 coffee (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 30 กันยายน 2560 / 13:27
    ลุ้นนนนและค้างมากกกกค่ะ ตามติดค่ะ
    #42
    1
    • #42-1 ศิริพารา(จากตอนที่ 19)
      3 ตุลาคม 2560 / 08:41
      ฟามจริงก็ค้างจริงๆค่า
      แต่ไม่ล่ายตั้งจายยยนะคะ
      #42-1