มลทินปรารถนา ทัตเทพ - นีราภา

ตอนที่ 6 : ตอนที่ 2 พนักงานสปาสุดสวย 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 672
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    25 มิ.ย. 60

ในขณะเดียวกันกับที่ทัตเทพเพิ่งเดินทางออกมาจากโชว์รูม หลังจากที่ชายหนุ่มเข้าไปเซ็นเอกสารสำคัญในห้องทำงานเมื่อชั่วโมงที่แล้ว

          ความเงียบสงบในช่วงเวลาหลังเลิกงานทำให้มีสมาธิในการตรวจตราเอกสารได้รวดเร็ว หลังจากนั้นร่างสูงใหญ่ของทัตเทพก็เดินตรงออกมาขึ้นซุปเปอร์คาร์สุดหรูคันเดิม มุ่งหน้าสู่บ้านพักตากอากาศที่สร้างไว้พักในยามที่มาทำงานเพราะมันย่อมให้ความเป็นส่วนตัวและสะดวกสบายกว่าจะไปพักในโรงแรมอยู่มาก

ชานเมืองเชียงใหม่ที่ยังมีผู้คนอาศัยอยู่บางตา หากแต่มีสิ่งก่อสร้างหลังงามที่ก่อสร้างด้วยสไตล์โมเดิร์นคลาสสิกตั้งเด่นเป็นสง่า เปิดไฟอย่างสว่างไสวเป็นที่สะดุดตาของผู้ที่เดินทางผ่านไปมานัก มันไม่ใช่คฤหาสน์หลังมโหฬารแต่มันคือบ้านที่สร้างอยู่ในพื้นที่กว้างใหญ่ มีรั้วรอบขอบชิด บ่งบอกถึงรสนิยมอันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าของได้เป็นอย่างดี

          ทัตเทพแสยะยิ้มที่มุมปากบางเฉียบของตัวเอง เมื่อขับรถเข้ามาจอดหน้าบ้านหลังงามที่สร้างขึ้นมาจากความชอบของตัวเองล้วนๆ แล้วได้เห็นว่าลูกน้องมือขวาของตนยืนรออยู่กลางบ้านพร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ !

          “ผมนึกว่าคุณเทมส์มาถึงก่อนแล้วเสียอีก” สาธิตถามเจ้านายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

          “ฉันต้องไปเซ็นเอกสารที่กองเท่าดอยสุเทพก่อนถึงได้กลับมานี่” ทัตเทพบอกพลางพับแขนเสื้อทั้งสองข้างขึ้นไว้บริเวณข้อศอก “เปิดออกดูซิ ของฉันอยู่ครบไหม”

          สาธิตฟังรหัสจากปากของเจ้านายแล้วลงมือเปิดกระเป๋าออกมาทันที เมื่อเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าเรียบเฉยของเจ้านายแล้วก็ต้องถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก กวักมือเรียกแม่บ้านที่อยู่ไม่ไกลให้นำกระเป๋าเสื้อผ้าขึ้นไปจัดไว้ในห้องส่วนตัวของท่าน จากนั้นจึงรีบเดินตามร่างสูงใหญ่ไปยังโต๊ะอาหาร

          “วันนี้ผมสั่งให้แม่บ้านจัดขันโตก เพราะคิดว่าคุณเทมส์น่าจะอยากรับประทาน”

          ทัตเทพพยักหน้ารับ เมื่อลูกน้องมือขวาคนรู้ใจยังเดาใจตนได้เหมือนเดิม ถ้าไม่นับความผิดที่เกิดขึ้นเมื่อเช้านี้ จากการตรวจเอกสารและบัญชีต่างๆ นั้นก็ถือว่าสาธิตทำงานได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

          “พรุ่งนี้แกลองหารือกับทางไฟแนนซ์ดูว่าถ้าหากเราจะจัดแคมเปญไม่ต้องให้ลูกค้าจ่ายเงินดาวน์เนี่ย มันจะพอเป็นไปได้ไหม แล้วตอนบ่ายก็นัดประชุมประจำเดือนด้วย” ทัตเทพบอกพลางรับประทานอาหารตรงหน้าอย่างเจริญอาหาร

          “โอ้โห...จะผ่อนไหวเหรอครับ” สาธิตถามแบบพาซื่อ

          “ไหวไม่ไหวแล้วมันเกี่ยวอะไรกับแก แกไปผ่อนกับเขาด้วยหรือไง ?”

          “ปะ...เปล่าคร้าบ ผมก็แค่เป็นห่วงลูกค้า ทำไมคุณเทมส์ต้องจัดโปรโมชั่นทำนองนี้ขึ้นมาด้วยล่ะครับ ยอดขายเราก็ยังดีอยู่นี่ครับ”

          ทัตเทพเคี้ยวอาหารพลางพูดกับลูกน้องมือขวาด้วยท่าทางสบายๆ

“ตอนนี้น่ะดีอยู่หรอก แต่ถ้าการเมืองยังเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ เราก็ต้องเซฟตัวเองไว้ก่อน ฉวยโอกาสจัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายก่อนที่คนอื่นจะทำเสียก่อน เติมน้ำมันฟรีให้เต็มถังมีส่วนลดประกันภัยนิดๆ หน่อยๆ ฉันว่าน่าจะดึงดูดความสนใจของลูกค้าได้อยู่มาก”

          “ก็ดีอยู่หรอกครับ แต่ผมกลัวไฟแนนซ์จะไม่เล่นด้วย เพราะราคารถยนต์แต่ละคันของเราเกินสามล้านบาททั้งนั้น โอกาสเสี่ยงสูงนะครับ” สาธิตแสดงความคิดเห็น

          “ไปติดต่อดูก่อนแล้วค่อยมาให้คำตอบฉัน หรือถ้าแกคิดโปรโมชั่นได้ดีกว่านี้ก็ว่ามา อีกอย่างเวลาเราทำโฆษณาออกไปก็เปิดหัวให้น่าสนใจว่าผ่อนรถหรูโดยไม่ต้องมีเงินดาวน์ แต่ในหลักการพิจารณาจริงๆ ก็จัดให้โปรโมชั่นนี้ใช้ได้เฉพาะกับรถที่มีราคาไม่เกินห้าหกล้าน นั่นก็แล้วแต่ไฟแนนซ์จะเห็นสมควร คุณสมบัติของลูกค้าอาจจะดูให้ละเอียดกว่าเดิมอีกสักหน่อย หรือถ้าไฟแนนซ์ต่างๆ ไม่เล่นด้วย ก็ดึงลูกค้าที่สนใจมาจัดไฟแนนซ์กับเราเสียเอง”

          “แต่...”

          ปัง !

          “อะไรอีกวะไอ้ธิต !” ทัตเทพใช้มือหนาตบลงบนโต๊ะอาหารพลางตวาดถามลูกน้องมือขวาด้วยความรำคาญใจ “แกจะให้ฉันกินข้าวอย่างมีความสุขหน่อยไม่ได้หรือไงวะ  แกรู้ไหมว่าไม่มีอาหารตกถึงท้องฉันมาตั้งแต่ฉันกินอาหารเช้าที่กรุงเทพฯ”

          สาธิตเบิกตาโพลง เมื่อได้ยินเจ้านายพูดเช่นนั้นพลางพยักหน้ารับคำด้วยความเกรงใจ “ครับๆ ผมก็แค่เป็นห่วง ไม่อยากให้คุณเทมส์ขยับตัวทำอะไรมากในช่วงที่การเมืองยังไม่นิ่งแบบนี้”

          “จำไว้นะว่าเราทำธุรกิจ ถ้าย่ำอยู่กับที่นั่นหมายถึงคนอื่นกำลังจะเดินแซงหน้า เพราะฉะนั้นเราต้องหาทางงัดทั้งเล่ห์ทั้งกลออกมาใช้ ถ้ามันจะเจ๊งหรือจะกำไรมหาศาลฉันก็ไม่เคยเสียใจเพราะนั่นเขาเรียกว่าโอกาสทางธุรกิจ ยังไงเสียมันก็ต้องเสี่ยงมากกว่าการทำงานกินเงินเดือน แกไม่ได้อยู่ใกล้ๆ ฉันแค่ไม่ถึงปี แกหมดความเชื่อมั่นในตัวฉันขนาดต้องมาซักไซ้ไล่เรียงอย่างนี้เลยหรือไงวะ ?” ทัตเทพถามด้วยน้ำเสียงดุห้วน

          “ปะ...เปล่าครับ ผมไม่มีวันหมดความเชื่อมั่น เชื่อถือ นับถือในตัวคุณเทมส์เลย”

          “ถ้าอย่างนั้นก็ย้ายก้นแกกลับบ้านไปหาลูกหาเมียได้แล้ว ฉันจะกินข้าว” ทัตเทพชิงพูดดักหน้าก่อนที่ต้องฟังต่อไปว่าผู้ชายตรงหน้าจะกล่าวสุนทรพจน์ยกย่องเชิดชูตัวเอง “รู้ไหมว่าฉันทำงานที่กรุงเทพฯ ก็หนัก เหนื่อย ปวดหัวมามาก ที่มานี่ก็ถือโอกาสมาดูแลความเรียบร้อยนิดๆ หน่อยๆ เพราะเห็นว่ามีแกดูแลอยู่แล้วคงไม่เกิดเรื่องน่าปวดหัวอะไร แล้วนี่มันอะไรวะ ฉันต้องมานั่งอธิบายเหตุผลให้แกฟังตอนกินข้าวมื้อเที่ยงของวันในตอนเกือบทุ่มเนี่ยนะ ?!

          “ครับๆ ผมมันหัวช้า คิดอะไรไม่ทันคุณเทมส์อยู่เรื่อยๆ ผมมันไม่ดีเองครับ”

          “ตกลงว่าแกจะนอนที่นี่ใช่ไหม ฉันจะได้ย้ายไปนอนโรงแรม ?” ทัตเทพถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อสาธิตยังพล่ามต่อไปไม่มีทีท่าว่าจะกลับ

          หากแต่เมื่อรู้ตัวก็รีบเผ่นออกมาจากโต๊ะอาหารก่อนที่จะถูดตัดเงินเดือนทันที ชายหนุ่มจึงหันไปรับประทานอาหารต่อ

          “แต่เดี๋ยวผมไปหาสาวมานวดให้นายผ่อนคลาย สนุกไปยันเช้า กระปรี้กระเปร่าทั้งวันดีกว่านะครับ” สาธิตบอกด้วยน้ำเสียงที่ไม่เบานักเพราะยืนอยู่ห่างจากเจ้านายอยู่มาก และรู้ดีว่าเจ้านายนั้นชอบนวดเป็นพิเศษ ส่วนบริการเสริมก็แล้วแต่ท่านจะเห็นสมควร

          “เฮ้ย ไอ้ธิต ! เอาหมอนวดมือฉมังจริงๆ นะโว้ย ไม่เอาแบบนวดพร้อมนาบ วันนี้ไม่มีอารมณ์ !” ทัตเทพตะโกนก้องแต่ไม่ได้สนใจว่าคนที่รับคำสั่งจะได้ยินและปฏิบัติตามหรือไม่เพราะตอนนี้ในสมองอันชาญฉลาดกำลังคิดถึงใบหน้าผ่องใส ดวงตากลมโตสีน้ำตาลที่ทำให้หลงวนอย่างยากที่จะถอนตัว

          ถ้าเธอทำงานอยู่ที่นั่นจริง พรุ่งนี้คงได้แล่นไปใช้บริการเธอถึงที่ เพราะเพียงแค่คิดว่ามือเรียวเล็กกำลังบีบนวดเนื้อตัวเขาก็คึกจนจะบ้าตายอยู่แล้ว

          ทว่าสิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือรีบจัดการกับอาหารตรงหน้าให้เต็มคราบ อาบน้ำแล้วคลานขึ้นเตียงพักผ่อนให้เต็มที่ให้สมกับความเมื่อยล้าที่สะสมไว้ในร่างกายมาตลอดทั้งเดือน !

 

          สาธิตขับรถมาถึงร้านสปาที่มีชื่อเสียงที่สุดในตัวจังหวัดด้วยความรวดเร็ว เพราะติดต่อหาสาวๆนวดดีลีลาเด็ดให้เจ้านายไม่ได้สักราย แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องที่คนดีๆ ทำกันนักแต่การทำธุรกิจที่ต้องติดต่อกับชาวต่างชาติแล้วพวกเขาเหล่านั้นยังต้องเข้ามาพำนักในประเทศไทยนานหลายวัน

          การใช้เงินซื้อหาความสุข ปลดเปลื้องความใคร่จึงเป็นเรื่องปกติสำหรับเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง มันไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยหากแต่เป็นเช่นนี้เกือบทุกประเทศ

          ชายหนุ่มถอนหายใจเมื่อหญิงสาวที่หมายตาไว้ต่างก็ติดภารกิจกันทั้งนั้น หากแต่คำพูดของเจ้านายก่อนที่ตนจะแยกจากท่านนั้น

          ทำให้ตัดสินใจเลี้ยวรถเข้ามาในร้านสปาที่มีชื่อเสียงโด่งดังในการนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อและไม่มีธุรกิจอย่างว่าแอบแฝงแห่งนี้

          “สวัสดีค่ะ วันนี้คุณลูกค้าต้องการนวดแบบไหนคะ” พนักงานต้อนรับแต่งตัวสะอาดสะอ้านกล่าวทักทายลูกค้าทันทีที่เดินเข้ามาในร้าน

          “นวดแผนไทยครับ แต่จะรับไปนวดให้เจ้านายที่บ้าน หมอนวดประจำชื่อพี่นี” สาธิตบอกชื่อหมอนวดร่างท้วม อายุราวสี่สิบต้นๆ ที่เจ้านายติดใจในฝีมือการจับเส้นของเธอนักและยังเรียกใช้อยู่บ่อยครั้ง

          หากได้มาพักที่นี่ แต่ยังไม่ทันที่พนักงานต้อนรับจะตอบว่าเช่นไร เสียงทักทายที่ดังขึ้นด้านหลังก็ทำให้ผู้จัดการโชว์รูมรถสุดหรูหันไปตามต้นกำเนิดเสียงทันที

          “อ้าว...คุณสาธิต วันนี้ลมอะไรหอบมาคะ ?” สาวใหญ่เจ้าของร้านสปาสุดหรู ซึ่งเป็นลูกค้าสำคัญคนหนึ่งของโชว์รูมเดินออกมาทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

          “สวัสดีครับคุณพี่พิศมัย” สาธิตยกมือไหว้อย่างนอบน้อม “ผมมารับหมอนวดคนเดิมไปให้เจ้านายครับ”

          “เอ่อ...พี่นี ติดลูกค้าอยู่นะคะ อีกเกือบชั่วโมงถึงจะจบคอร์ส” พนักงานสาวรายงานทั้งเจ้านายและลูกค้าไปพร้อมๆ กัน

          “คุณทัตเทพมาเหรอคะ ?” พิศมัยถาม

          “ครับ มาถึงเมื่อเช้านี้ครับ ท่านดูเหนื่อยๆ สงสัยงานที่กรุงเทพฯ จะหนักเอาการน่ะครับ”

          “ตายจริง ! คุณทัตเทพไม่เคยเรียกใช้คนอื่นเสียด้วย ทำยังไงดีล่ะคราวนี้” พิศมัยหันรีหันขวางเพราะไม่อยากให้ลูกค้าคนสำคัญเสียความรู้สึกหรือต้องรอนานเป็นชั่วโมง

          หากสายตาก็ไปปะทะกับร่างระหงที่ยืนอยู่ข้างหลังตนเข้า สาวใหญ่จึงคิดว่าลูกค้าคนสำคัญน่าจะชอบฝีไม้ลายมือในการนวดของหญิงสาวเพราะขนาดเธอเองก็ยังชื่นชอบเอามากๆ จึงเดินเข้าไปกระซิบถามหญิงสาวให้พอได้ยินกันสองคน

          “องุ่นจะว่ายังไง หากฉันให้เริ่มงานวันนี้”

          นีราภาเบิกตาโตอย่างไม่เชื่อหูตัวเองหากแต่การพยักหน้าย้ำในคำพูดของเจ้าของร้านทำให้ต้องยิ้มแหยๆ ออกไปอย่างไม่มั่นใจ

“คุณว่าองุ่นนวดใช้ได้เหรอคะ ?”

          “โธ่ ! ทำไมถึงได้ไม่มีความมั่นใจในตัวเองเสียเลย เธอน่ะไม่ใช่แค่นวดใช้ได้แต่นวดได้ดีมากๆ เลยทีเดียว แล้วอีกอย่างนะลูกค้าคนนี้กระเป๋าหนักมาก นี่ถ้าพี่นีไม่ติดลูกค้าอยู่ละก็ เธอไม่มีทางได้โอกาสดีๆ อย่างนี้แน่ น่าจะฉวยโอกาสนี้ไว้นะ” พิศมัยพูดให้กำลังใจหญิงสาว

          “แล้วถ้าลูกค้าไม่ชอบ ไล่ตะเพิดออกมา จะยังรับองุ่นทำงานอยู่ไหมคะ ?” นีราภาออกไปซื่อๆ อย่างกล้าๆ กลัวๆ หากแต่สามารถเรียกเสียงหัวเราะพึงใจจากเจ้าของร้านได้เป็นอย่างดี

          “คุณทัตเทพต้องชอบฝีมือการนวดของเธอแน่องุ่น นวดเหมือนอย่างที่ทำให้ฉันทุกขั้นตอนเพียงแค่ออกแรงกดให้หนักกว่าเดิมอีกนิด เพราะกล้ามเนื้อของผู้ชายจะแข็งกว่าเนื้อของผู้หญิง แล้วก็ไม่ต้องห่วงว่าจะถูกไล่ออกมา ฉันว่า...พรุ่งนี้เธอต้องกลับมาพร้อมทิปที่ทำให้มีตังค์ไว้ซื้อขนมกินอีกเป็นเดือนเชียวละ” พิศมัยบอกพลางออกแรงดันแผ่นหลังบางให้เดินเข้าไปเตรียมตัวด้านใน แล้วจึงหันกลับมาบอกผู้จัดการโชว์รูมรถสุดหรูที่นั่งรออยู่บนโซฟา

          “รอสักครู่นะคะ ขอเตรียมตัวสักพัก”

          “เอ่อ...หมายถึงจะให้เด็กผู้หญิงคนนั้นไปกับผมใช่ไหมครับ” สาธิตถามด้วยหน้าตาที่บ่งบอกว่าไม่เชื่อฝีมือของเธอนัก “คือ...คุณพี่พิศมัยรับรองว่าเธอจะไม่ถูกท่านไล่ออกมาภายในห้านาทีใช่ไหมครับ ?”

          “รับรองค่ะ พี่เทกคอร์สมาด้วยตัวเอง เชื่อไหมคะว่าไม่มีใครนวดแล้วทำให้ตัวเบาได้เหมือนน้องคนนี้เลย หน้าตาอาจจะดูเด็กไปสักหน่อยแต่เธอเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วนะคะ ฝีมือการจับเส้นก็ไม่ได้ดูอ่อนเหมือนหน้าตาด้วย”

          บทสนทนาหยุดชะงักลงเมื่อร่างระหงของนีราภาเดินออกมาอีกครั้งในชุดผ้าฝ้ายสีน้ำตาลอ่อน ซึ่งเป็นแบบฟอร์มของทางร้านซึ่งตัดเย็บออกมาให้พนักงานทุกคนได้สวมใส่

          “โอเค งั้นไปแล้วนะครับ” สาธิตกล่าวคำลาพร้อมยกมือไหว้ลูกค้าคนสำคัญของตน เดินออกจากร้านสปาสุดหรูพร้อมกับสาวน้อยที่ดูหน่วยก้านแล้วไม่เหมือนกับหมอนวดแผนไทยเลยสักนิด แต่เมื่อเจ้าของร้านออกปากการันตีเองเสียขนาดนั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องกังวลใจอะไรอีก

          นีราภานั่งนิ่งบนรถยนต์คันงามที่มุ่งหน้าออกสู่ชานเมืองอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักเสียงห้าวของคนข้างๆ ก็ดังขึ้นถามว่ารับประทานข้าวปลาอาหารบ้างแล้วหรือยัง นั่นถึงทำให้หญิงสาวนึกขึ้นกับตัวเองได้ว่ามันเลยเวลาอาหารเย็นของเธอไปแล้วเกือบชั่วโมง

          หากต้องโกหกออกไปว่าเรียบร้อยแล้วเพราะกลัวว่าจะเป็นภาระของลูกค้าจัดหาข้าวปลาอาหารให้วุ่นวายอีก พลางคิดในใจว่า...

          นวดเสร็จแล้วค่อยออกมาหาอะไรทานก็ได้แต่ก็ต้องลอบถอนหายใจเมื่อยังไม่รู้ว่าตัวเองจะทำงานชิ้นแรกนี้ได้สำเร็จดังที่เจ้าของร้านสปาตั้งความหวังและให้กำลังใจรึเปล่า ?!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

2 ความคิดเห็น