เจ้าหัวใจมาเฟีย (ฉบับรีไรต์)

ตอนที่ 2 : บทนำ 60%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,443
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 51 ครั้ง
    30 มิ.ย. 59

        


        “จะไม่หลงตัวเองเลย ถ้าคุณพึงระวังสายตาลวนลามผมให้น้อยลงกว่านี้หน่อย”

        “ลวนลาม?” มีทั้งความประหลาดใจและเหลือเชื่ออยู่ในคำถามนั้น

        แน่นอนว่าบิลไม่อาจปล่อยให้ใครสักคนบังอาจมาท้าทายอำนาจของเจ้านายตนเช่นนี้ “คุณผู้หญิงครับ ผมคิดว่า....”

        ไม่ทันได้จบประโยคฝ่ามือแข็งแรงก็ยกขึ้นเชิงห้ามและเธอก็ไม่ได้ยินเสียงห้ามปราบของใครดังขึ้นอีก มีเพียงผู้ชายท่าทางกวนโทสะเท่านั้นที่หลุดคำพูดสำทับว่าความคิดของเขานั้นถูกต้อง

        อาเชอร์ไหวไหล่พร้อมโครงศีรษะรับกับคำถามนั้น “เป็นคำอธิบายที่ชัดเจน ถูกต้องที่สุดแล้ว”

        “ผู้หญิงทุกคนต้องมองคุณด้วยสายตาลวนลามงั้นสิ?”

        คำถามเชิงประชดประชันนั้นไม่ได้ทำให้อาเชอร์สะท้านสะเทือนแต่เขากลับปลดเซฟตี้เบลล์เมื่อสัญญาณแจ้งเตือนเหนือศีรษะสว่างวาบขึ้น นั่นหมายความว่าเครื่องบินลำใหญ่ได้ลอยละล่องอยู่บนท้องฟ้าอย่างนุ่มนวล แตกต่างกับบรรยากาศอันคุกรุ่นในการปะทะคารมของมาเฟียหนุ่มและสาวหน้าหวาน

        แน่ล่ะว่าคำถามของเธอนั้นแสดงออกมาพร้อมท่าทางที่ไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าปฏิบัติต่อเขา เธออวดดีและพยศเหลือร้าย

        “คุณอาจจะไม่เชื่อ แต่ส่วนมากก็เป็นอย่างนั้น” อาเชอร์ตอบ

        “นั่นก็แปลว่ายังมีผู้หญิงอยู่อีกน้อยนิดที่ไม่คิดจะมองคุณด้วยสายตาลวนลาม และต้องเสียใจเป็นอย่างยิ่งถ้าจะบอกคุณว่า ฉันคือหนึ่งในส่วนน้อยนิดนั้นที่ไม่คิดจะใช้สายตาลวนลามมองผู้ชายที่ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษอย่างคุณ”

        “ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษ?” ถึงคราวที่อาเชอร์ต้องทวนคำพูดนั้นกลับไปเป็นคำถามบ้าง และท่าทางที่เธอไหวหัวไหล่เลียนแบบท่าทางของเขาไม่มีผิดเพี้ยน ก็ทำให้ต้องหรี่ตาแคบมองด้วยความประหลาดใจ

        “อย่างน้อยการพูดคุยกันข้ามศีรษะคนอื่นก็ไม่ใช่สิ่งที่สุภาพชนพึงกระทำ ยิ่งกล่าวถึงบุคคลที่สามด้วยเจตนาที่คิดว่าคนคนนั้นไม่เข้าใจในภาษาที่คุณใช้สื่อสาร ยิ่งเห็นได้ชัดว่า... ฉัน-คิด-ถูก-แล้ว”

        เธอลอยหน้าลอยตาเน้นแต่ละคำพูดใส่หน้าเขาอย่างชัดเจน จากนั้นก็หันกลับมานั่งตัวตรง ไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดกับเขาอีก

        สิ้นเสียงหวานอันแข็งกร้าวนั้นจึงเกิดความเงียบงันขึ้นอยู่ครู่ใหญ่ บิลและไมค์หันหน้าไปสบสายตากันเพราะเป็นครั้งแรกกระมังที่มีคนกล้าหาญตำหนิดอนอาเชอร์ซึ่งๆหน้า

        อาเชอร์ยังเหล่มองเสี้ยวใบหน้าหวานซึ่งบูดบึ้งมากกว่าเดิม เขาไม่ได้เกิดความประหลาดใจที่เธอกล้าตำหนิเขาตรงๆ แต่กำลังคิดว่าจะตอบโต้เธอกลับด้วยวิธีการเช่นใด

        ถ้าใช้กำลังจัดการเดี๋ยวก็จะหาว่าเขาไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษ อีกอย่างมันออกจะดูไร้ศักดิ์ศรีไปหน่อย หากจะลดตัวลงไปเอาชนะคะคานกับผู้หญิงตัวเล็กๆแบบนี้

        “ถึงมาดริดแล้วฉันต้องทำอะไรบ้าง” อาเชอร์เปล่งเสียงออกมาเมื่อคิดได้ว่าจะตอบโต้เธอเช่นไร แน่นอนว่ามาเฟียหนุ่มได้เห็นเจ้าของดวงตากลมโตตวัดสายตามองมาอย่างตำหนิ แต่เธอทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการกัดริมฝีปากล่างเอาไว้แน่น “ว่ามาให้ละเอียดเลยนะ บิล...”

        น้ำเสียงห้าวนั้นลากยาวฟังดูยั่วอารมณ์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสีหน้าที่เขาแสดงออกมา แพรวาทำได้เพียงยื่นนิ้วมือไปกดปุ่มให้ไฟเบอร์กลาสรอบที่นั่งของตนเลื่อนขึ้นสร้างความเป็นส่วนตัว ทว่าเขายังตามรังควานเธอไม่เลิกราด้วยการเพิ่มเสียงโต้ตอบกับคนสนิทให้ดังขึ้นอีกระดับหนึ่ง

        สิ่งที่น่าแปลกใจนั่นก็คือผู้โดยสารคนอื่นไม่ได้เกิดความรำคาญใจ อาจเป็นเพราะเป็นช่วงเวลาที่รอให้แอร์โฮสเตสเสิร์ฟอาหารเย็น ความจริงในข้อนี้ทำให้เธอต้องอดทนฟังตารางการทำงานของเขาอยู่ราวสิบนาทีทั้งที่จริงรู้ดีว่า นั่นคือบทสนทนาที่ตั้งใจจะยั่วโมโหเธอเท่านั้น

        “ช่วยอะไรอย่างหนึ่งได้ไหมคะ” แพรวาแทบจะกระซิบ เมื่อแอร์โฮสเตสสาวสวยเสิร์ฟอาหารให้เรียบร้อยแล้ว

        “ยินดีค่ะ” ถามกลับด้วยความสุภาพ

        “คือผู้ชายสามคนนี้เขาน่าจะเดินทางด้วยกัน แต่เรานั่งสลับที่กันเลยกลายเป็นว่าเวลาพวกเขาคุยกันแล้วมารบกวนความเป็นส่วนตัวของฉัน คุณพอจะมีที่นั่งอื่นในชั้นนี้ว่างไหมคะ”

        แอร์โฮสเตสสาวยิ้มรับด้วยความเข้าอกเข้าใจพร้อมกับคำปฏิเสธ “ต้องขอโทษจริงๆ เที่ยวบินนี้เต็มทุกที่นั่งเลยค่ะ”

        แพรวาถอนหายใจกับความผิดหวังจนหัวไหล่ตกแต่เสียงของแอร์โฮสเตสก็ทำให้เธอมีความหวังขึ้นอีกครั้ง เมื่อเธออาสาจะไปเจรจาขอเปลี่ยนที่นั่งให้เสียเอง

        “รบกวนด้วยนะคะ จะให้ฉันไปนั่งติดหน้าต่างฝั่งไหนก็ได้ พวกเขาสามคนจะได้นั่งใกล้ๆกัน” แพรวาย้ำอีกครั้งก่อนจะเอ่ยคำขอบคุณแล้วจึงหันมาจัดการกับอาหารตรงหน้า

        อาเชอร์ยอมรามือจากการรังควานใจเธอชั่วคราวแล้วจัดการกับอาหารตรงหน้าเช่นกัน แม้ว่าเธอจะเลื่อนไฟเบอร์กราสสีเทาขึ้นล้อมรอบตัวเองแล้วก็ตาม แต่ตราบใดที่ยังไม่เลื่อนเบาะนั่งให้เอนนอนลง เขาก็ยังสามารถมองเห็นศีรษะซึ่งมีกลุ่มผมนุ่มสลวยปกคลุมอยู่ได้

        แม้แพรวาจะรู้สึกว่าหายใจหายคอได้สะดวกขึ้นเพราะเสียงห้าวที่ตะโกนตอบโต้กันข้ามศีรษะเธอเงียบลงครู่หนึ่งแล้วแต่สิ่งที่เธอพลาดไปนั่นคือ ไม่มีโอกาสได้เห็นรอยยิ้มที่ผุดขึ้นตรงมุมปากของมาเฟียหนุ่ม รอยยิ้มที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักซึ่งมีทั้งความสนุกสนานแฝงชั่วร้ายอยู่ในที!

        หลังอาหารรสเลิศยังมีของหวานเสิร์ฟปิดท้ายมื้อเย็นอย่างสมบูรณ์แบบ ระหว่างนั้นหญิงสาวเหลือบสายตามองแอร์โฮสเตสคนเดียวกันกับที่ขอความช่วยเหลือในการสับเปลี่ยนที่นั่งเดินมาหยุดตรงข้างๆเบาะของผู้ชายที่หาว่า เธอมองเขาด้วยสายตาลวนลาม

        ไม่สนใจในบทสนทนานั้นเลยเพราะตอนนี้เธอภาวนาให้เขายอมสับเปลี่ยนที่นั่งเพียงอย่างเดียว ไม่นานนักแอร์โฮสเตสคนเดิมก็หมุนตัวกลับมาบอกเธอด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

        “คุณผู้ชายรับปากว่าจะสับเปลี่ยนที่นั่งให้นะคะ แต่ขอเวลาทำงานสักครู่ ถ้าพร้อมแล้วจะแจ้งให้ดิฉันทราบอีกครั้งหนึ่ง คุณผู้หญิงรอได้ใช่ไหมคะ” แอร์โฮสเตสสาวถาม

        แพรวาพยักหน้ารับแล้วผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ตอนนี้แต่นั่นก็ยังดีกว่าต้องนั่งอยู่ตรงนี้ไปจนถึงมาดริด

        เมื่อทุกอย่างเริ่มลงตัวและเวลาก็ผ่านไปราวสิบห้านาทีแพรวาจึงเอื้อมมือไปเปิดหน้าจอส่วนตัว เลือกภาพยนตร์ดูเพื่อฆ่าเวลาในการรอ ครึ่งเรื่องผ่านไปหญิงสาวยังได้นั่งอยู่ที่เดิมจึงได้แต่ถอนหายใจและกดปุ่มเลื่อนเบาะนั่งให้เอนลงจนมันเลื่อนไปจรดกับเบาะตรงปลายเท้าแล้วกลายเป็นเบาะยาวสำหรับให้ได้พักผ่อนอย่างสบาย

       

        แพรวาไม่อาจรู้ได้ว่าเวลาผ่านไปนานสักแค่ไหน เพราะเธอผล็อยหลับไปตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องแรกยังไม่จบเสียด้วยซ้ำ จึงไม่รู้ว่ามีการสับเปลี่ยนที่นั่งตามที่เธอร้องขอแล้วเพียงแค่ว่าไม่ตรงตามจุดประสงค์ที่เธอต้องการเท่านั้นเอง

        อาเชอร์ เฟร์นานโด คือผู้โดยสารระดับซูเปอร์วีวีไอพี ซึ่งให้เกีรยติเลือกใช้สายการบิน...ในการเดินทางกลับกรุงมาดริด ขั้นตอนในการสำรองที่นั่ง ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองนั้นดูจะพิเศษเช่นคนสำคัญที่เคยเลือกใช้บริการอยู่บ่อยครั้ง ทั้งกัปตันและลูกเรือจึงได้รับการย้ำเตือนจากผู้บริหารระดับสูงของสายการบินให้ดูแลเขาอย่างดีเยี่ยม

        แล้วมีเหตุผลอื่นใดที่แอร์โฮสเตสสาวจะขัดข้องถ้ามาเฟียหนุ่มจะสับเปลี่ยนที่นั่งกับคนสนิท เมื่อเขารับปากด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม น่าฟังว่าจะไม่ทำการใดๆรบกวนผู้หญิงที่นอนหลับสนิทอยู่ข้างๆนี้อีก

        อาเชอร์พลิกตัวกระสับกระส่ายอยู่เป็นนานก็ไม่สามารถหลับตาเข้าสู่การพักผ่อนได้ อาจจะเป็นเพราะภาระความรับผิดชอบมากมายที่แบกไว้บนบ่ากระมัง ถึงได้ทำให้เขาไม่เคยจะหลับได้นานเกินวันละสี่ชั่วโมงและคงจะมีเพียงคนที่นอนหลับยากเท่านั้นจะเข้าใจความรู้สึกทรมานที่เกิดขึ้นกับเขา

        ยิ่งอยู่ในที่แคบทั้งยังมีแผ่นไฟเบอร์กลาสตีกรอบรอบกายยิ่งทำให้เขาอึดอัดมากขึ้นไปอีก มาเฟียหนุ่มเลื่อนเบาะให้ตั้งชันขึ้นแล้วลดแผ่นกั้นนั้นลงทุกด้าน รวมถึงด้านที่กั้นระหว่างที่นั่งของเขาและเธอลงด้วย

        พระเจ้าทรงโปรด!

        ผู้หญิงที่นอนตะแคงหลับสนิทอยู่ข้างๆนี้ ใช่คนเดียวกันกับที่เคยเถียงเขาคอเป็นเอ็นหรือไม่?

        คำถามแรกผุดขึ้นในหัวและไม่ได้ต้องการคำตอบ เพราะดวงตาคู่คมกวาดมองตั้งแต่ปลายเท้าจรดใบหน้างดงาม เธอดูไร้ซึ่งพิษสง น่าทะนุถนอมไม่ต่างจากตุ๊กตากระเบื้องเคลือบราคาแพง

        เพียงแค่นอนนิ่งๆ ยังสามารถสะกดสายตาให้จดจ้องใบหน้างดงาม แพขนตายาวเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบยิ่งทำให้เขาประหลาดใจทั้งยังอยากรู้ว่า หากเธอลืมตาขึ้นมาแล้วจะมองเห็นขนตาตัวเองหรือไม่?

        ไม่... โง่เต็มทีถ้าคิดว่าจะมีใครสักคนสามารถมองเห็นขนตาของตัวเอง แต่เชื่อเถอะว่าคำถามโง่ๆนั้นเกิดขึ้นกับเขา นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้หยุดความคิดแล้วพิจารณาใครสักคนเช่นนี้ อันที่จริงแล้วหากจะพูดให้ถูกก็คือ เขาไม่เคยเกิดความรู้สึกว่าอยากจะมองใครอย่างที่มองเธอเช่นนี้สักครั้ง

        เบาะนั่งถูกปรับให้เอนราบลงอีกครั้ง มาเฟียหนุ่มพลิกตัวนอนตะแคงเข้าหาเธอแล้วหนุนศีรษะกับแขนตัวเอง เมื่อเห็นว่าเธอขยับตัวเล็กน้อย ห่อไหล่รับอากาศเย็นจึงเอื้อมมือขึ้นไปหมุนช่องลมเย็นให้หันเข้าหาตัวเองแล้วดึงผ้าห่มที่พาดอยู่ช่วงสะโพกผายขึ้นคลุมหัวไหล่บางอย่างเบามือ

        แน่นอนว่าการที่เจ้านายยกมือขึ้นเมื่อครู่ เรียกความสนใจของไมค์ ซึ่งนั่งอยู่ด้านซ้ายมือของอาเชอร์ได้เป็นอย่างดี เขาลุกขึ้นและยกมือส่งสัญญาณให้คู่หู ก่อนจะโครงศีรษะให้บิล ได้เห็นปฏิกิริยาของเจ้านาย

 

        เสียงกดชัตเตอร์ดังเข้ามาในโสตประสาทรบกวนการพักผ่อนของแพรวา ทว่าเสียงที่ปลุกเธอให้ลืมตาขึ้นมานั้นกลับเป็นเสียงของกัปตันที่ประกาศว่าอีกไม่ถึงสิบห้านาทีข้างหน้านี้ จะนำเครื่องลงสู่สนามบินในกรุงมาดริดแล้ว แพรวาเอื้อมมือไปกดปุ่มเลื่อนที่นั่งให้ปรับชันขึ้นโดยที่ยังไม่ลืมตานั่นยิ่งสร้างความขบขันไม่น้อยให้มาเฟียหนุ่มซึ่งเหลือบสายตามาเห็นเข้าพอดี

        เขามองเพียงแวบเดียวและหันมาง่วนกับหน้าจอแล็ปท็อปของตัวเองต่อ กระทั่งได้ยินเสียงหวานขู่ฟ่อ มองเขาด้วยสายตาเกรี้ยวกราด

        “เป็นโรคจิตหรือไง แอบถ่ายรูปฉันตอนหลับทำไม ลบออกเดี๋ยวนี้นะ!” แพรวาตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อลืมตาขึ้นมาแล้วพบว่าหน้าจอแล็ปท็อปของเขามีรูปที่เธอกำลังนอนหลับ

        ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะไม่สะทกสะท้าน เขาไม่ได้รีบปิดหน้าจอหรือซ่อนเร้นภาพนั้นไว้เหมือนพวกที่มีพฤติกรรมแอบถ่ายภาพ แต่กลับยิ้มหน้าตายมองเธอราวกับว่าเป็นคนเอะอะโวยวายไม่เข้าเรื่อง

        “ไหนรูปคุณ” ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

----------------

อาเชอร์มาทุกวันนะคะ อ่านแล้วชอบไม่ชอบอย่าลิมบอกด้วยน้า...

ยังสามารถจองเจ้าหัวใจมาเฟียได้ตามรายละเอียดข้างบน ฉบับรีไรต์รับรองว่าเต็มอิ่มกับบทเข้าพระเข้านางของทั้งสองคู่

ขอบคุณค่ะ/ศิริพารา



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 51 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

194 ความคิดเห็น

  1. #11 amon (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2559 / 21:11
    ชอบมากกกกค่ะสนุกดี

    พึ่งเข้ามาอ่านค่ะ
    #11
    1
    • #11-1 ศิริพารา(จากตอนที่ 2)
      14 พฤษภาคม 2559 / 08:38
      ดีใจที่ชอบค่า
      มาทุกวันนะคะ
      #11-1
  2. #3 0n-anong (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2559 / 19:02
    นั่นไงเจอกันก็ปากดีใส่เขาแล้วมาแอบมองแอบถ่ายรูปเขาทำไมหน้าไม่อายนะอาเชอร์(ทีมแพรวาค่ะ)
    #3
    1
    • #3-1 ศิริพารา(จากตอนที่ 2)
      7 พฤษภาคม 2559 / 00:00
      555555
      แน่จุยแล้วใช่ม้อยว่าจะอยู่ทีมแพรวา
      ห้ามเปลี่ยนจุยมาหลงอาเขอร์แล้วกัลลล
      #3-1