เล่ห์ร้าย​ อุ​บา​ยรัก​ ChanBaek

ตอนที่ 4 : ตอนที่​ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,628
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    8 พ.ค. 59



ตอนที่ 4









“ปล่อยคนที่มึงอุ้มอยู่เดี๋ยวนี้ถ้าไม่อยากให้ลูกปืนกูเจาะสมองกลวงๆของมึง!”
ยูคยอมนั่นเองที่กำลังเล็งปืนใส่อันธพาลทั้งสาม พวกมันมีสีหน้าตกใจหันมองกันเลิ่กลั่ก
“กูบอกให้ปล่อยคนของกู”
“ปืนปลอมล่ะสิกูไม่กลัวหรอก” หนึ่งในสามคนทำใจกล้าตะโกนท้าทาย แต่ยูคยอมรู้ว่ามันกลัววัตุในมือเขาไม่น้อย ดังนั้นจึงแกล้งขึ้นไกปืนขู่
กริ๊ก!
พวกมันสะดุ้งกันถ้วนหน้าตอนได้ยินเสียง เหงื่อแตกลนลานกลายเป็นอันธพาลไร้น้ำยาขึ้นมาทันที
“ไหน ใครจะให้ปืนปลอมกูส่องหัวคนแรก เลือกมา” ยูคยอมเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน ปืนในมือถูกเล็งไปด้านหน้าพร้อมที่จะปล่อยกระสุนออกจากกระบอกเต็มที่
“เอาไงวะมึง” หนึ่งในอันธพาลเอ่ยถามเพื่อนปากคอสั่น
“กะ กูไม่รู้ กูว่าปืนนั่นมันปืนปลอมแน่ๆ” 
“งั้นกูจะช่วยตัดสินใจเอง” ยูคยอมเอ่ยขึ้นเสียงเย็น “ถ้ากูนับหนึ่งถึงสามพวกมึงไม่ยอมปล่อยคนของกู กูจะเลือกเองว่าอยากเจาะกบาลใครเป็นคนแรก”
“หนึ่ง!”
“คิดเร็วๆสิมึง”
“สอง!”
“กะ กูว่า”
“สาม!”
“เผ่น!”
พอยูคยอมนับถึงสามพวกมันก็วางแบคฮยอนลงไปนอนกองกับพื้น แล้ววิ่งหากจุกตูดไปขึ้นรถออกตัวไปอย่างรวดเร็วทันที ยูคยอมรีบสอดปืนไว้ด้านหลังแล้วช้อนอุ้มร่างเล็กขึ้นมาไว้ในวงแขนทันที
“ฮึก...กลัวแล้ว กลัวแล้ว ฮือ ได้โปรดอย่าทำอะไรผมเลย” คนในอ้อมแขนสะอื้นทั้งที่ดวงตายังปิดสนิท มือยกขึ้นในท่าวอนขอความสงสาร
“นี่ลืมตามาดูกันก่อนสิ”
“ฮึก ได้โปรด...” ดูเหมือนแบคฮยอนตอนนี้จะเสียขวัญมาก คนตัวเล็กไม่แม้แต่จะลืมตามามองเลยสักนิด 
“ฮันนี่บี นี่ยูคยอมเอง จำได้มั้ย”
“ยูคยอม หนะ ไหน” แบคฮยอนค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นมอง พอเห็นหน้าว่าใครเป็นคนช่วยชัดๆก็ถึงกับโผเข้ากอดทั้งตัวแล้วปล่อยโฮเสียงดังอย่างโล่งใจ ยูคยอมรีบพาคนตัวเล็กเข้าไปนั่งในรถก่อนจะนั่งยองๆอยู่ข้างประตู
“ไม่ร้องนะฮันนี่บี”
“ฮึก”
“ตาบวมหมดแล้ว”
“ฮือ เรากลัวแทบตายแน่ะ เรานึกว่าเราจะไม่รอดซะแล้ว” ในสถานการณ์ตกใจแบคฮยอนเผลอเรียกแทนตัวเองอย่างสนิทสนมนั่นทำให้ยูคยอมยิ้มพอใจ
“ค่ำมืดแบบนี้ มาทำอะไรในที่เปลี่ยวๆแบบนี้คนเดียว หืม” ยูคยอมถามด้วยความแปลกใจ เพราะเห็นการแต่งตัวของคนตัวเล็กเหมือนกับกำลังจะไปงานที่ไหน
“เราโดนทิ้ง”
“ใครมันใจร้ายกล้าทิ้งฮันนี่บีไว้ที่นี่คนเดียว”
แบคฮยอนกลืนน้ำลายฝืดๆลงคอ พูดไปเขาคงเวทนาถ้าหากรู้ว่าคนที่ทิ้งแบคฮยอนไว้ในที่น่ากลัวแบบนี้คือคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี และเหตุผลที่ทิ้งไปก็เพื่อที่จะไปหาผู้หญิงที่เขารัก
“ช่างเถอะ อย่าพูดถึงเขาเลย เรามันไม่เคยดีในสายตาของเขาอยู่แล้วล่ะ” แบคฮยอนตัดบทเสียงเครือ น้ำตาไหลนองสองข้างแก้มอย่างยากที่จะห้ามเมื่อคิดถึงความใจร้ายของคนคนนั้น คนที่มีชื่อในทะเบียนสมรสว่าเป็นสามี
“เสื้อผ้าเปื้อนหมดแล้ว จะทำไงล่ะ”
“ดึกขนาดนี้คงไม่มีที่ไหนเปิดร้านแล้ว” แบคฮยอนตอบ ใช้มือป้ายน้ำตาออกจากหน้าเหมือนเด็กๆ ยูคยอมยื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้ด้วยความสงสาร แบคฮยอนรับไปเช็ดพร้อมเอ่ยขอบคุณเบาๆ
“งั้นฮันนี่บีจะให้ไปส่งที่ไหนดี หืม”
“ที่จริงงานวันนี้มันก็สำคัญนะ เราอยากไปให้ได้ งั้นรบกวนช่วยไปส่งที่โรงแรมแกร้นด์ที”
“โอเค เอางั้นก็ได้ แล้วแต่ฮันนี่บี” ยูคยอมลุกขึ้นกำลังจะปิดประตูให้ แต่ก็ได้ยินเสียงแบคฮยอนร้องขึ้นเสียก่อนในจังหวะจะหมุนตัวขึ้นนั่งตรงๆบนเบาะนั่ง
“โอ๊ย!”
“ฮันนี่บีเป็นอะไร!” ยูคยอมถามด้วยความห่วงใย
“เจ็บหัวเข่า ตอนพวกมันวิ่งไล่เราล้ม”
“งั้นต้องไปโรงพยาบาลก่อนล่ะ”
“ไม่เป็นไรหรอก มันแค่รู้สึกจี๊ดๆเดี๋ยวคงหาย”
“ได้ไง ไปให้หมอตรวจก่อน เผื่อมีตรงไหนหักไปจะทำยังไง” ยูคยอมเอ่ยเสียงห่วงใยนั่นทำให้แบคฮยอนซึ้งใจในตัวเขา ถ้าคนคนนั้นห่วงแบคฮยอนได้ซักครึ่งของยูคยอมในตอนนี้ แม้เขาจะมีผู้หญิงอีกคนในชีวิตแบคฮยอนก็ยอม
“เอางั้นก็ได้”
รถยนต์คันหรูวิ่งออกจากซอยเปลี่ยวมุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง แบคฮยอนโดนยูคยอมอุ้มลงไปนั่งในรถเข็นที่มารอรับใกล้ๆรถ แล้วจึงถูกพาเข้าห้องตรวจ
“หัวเข่ามีอาการช้ำจากแรงกระแทกแต่ไม่ได้ร้ายแรงถึงขนาดกระดูกแตก หมอจะให้ยาทาแล้วก็ยาแก้ปวดไปทานนะครับ” คุณหมอวินิจฉัยอาการแล้วเขียนสั่งยาให้ก่อนร่างแบคฮยอนจะถูกเข็นออกมาบริเวณโถงกลางที่รอรับยา
“หมอว่าไงบ้าง” ยูคยอมที่รับช่วงต่อรถเข็นมาจากบุรุษพยาบาลเอ่ยถามแบคฮยอนเสียงห่วงใย
“แค่ช้ำแต่กระดูกไม่หัก รับยาแล้วก็กลับบ้านได้”
“โล่งอก”
เขาทำท่าโล่งอกจนแบคฮยอนนึกขำ
“ยังจะมาขำ ผมห่วงฮันนี่บีจริงๆนะ” เขาทำเสียงงอนจนแบคฮยอนต้องรีบง้อ
“ยังไม่ได้ว่าไรซักหน่อย ตัวโตทำไมใจน้อยจัง โอ๋เอ๋นะโอ๋เอ๋”
ยูคยอมหลุดขำในที่สุด ไม่นานพยาบาลก็เรียกไปรับยา ยูคยอมเป็นคนไปรับและจ่ายเงินให้เสร็จสรรพ
“นี่ครับเงินค่ายา” แบคฮยอนส่งเงินคืนให้หลังจากขึ้นมานั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ผมไม่อยากได้เงินคืนหรอก เงินผมมีเยอะแล้ว”
แบคฮยอนเหล่มองเจ้าของรถ เพราะตอนที่รถแบคฮยอนชนกับรถเขาเขาก็พูดแบบนี้ไปทีแล้ว แถมเอ่ยขออะไรแปลกๆอีก
“งั้นจะเอาอะไรล่ะคราวนี้”
“คุณบอกว่าจะไปงาน ให้ผมไปด้วยดิ” เขาขอออกมาดื้อๆ แบคฮยอนครุ่นคิด แต่ในที่สุดก็ลงความเห็นว่าเขาเป็นคนดีมากและเรื่องที่เขาขอก็ไม่หนักหนาอะไร จึงเอ่ยตอบรับออกไป
“ได้สิ”
เจ้าของรถยิ้มกว้างที่ได้รับคำอนุญาต รถคันหรูจึงออกตัวไปยังทิศทางที่งานเลี้ยงจัดขึ้น ไม่นานก็มาถึงโรงแรมดังกล่าว แบคฮยอนใช้ผ้าเช็ดหน้าของยูคยอมเช็ดฝุ่นที่ติดอยู่ตามกางเกงเท่าที่จะทำได้แล้วเปิดประตูรถลงไป แม้หัวเข่าจะยังเจ็บแปลบแต่ก็พอประคองตัวได้บ้าง จังหวะที่ก้าวลงจากรถสายตาแบคฮยอนพลันหันไปเจอร่างคุ้นตาของชายหนุ่มในชุดสูทหรูควงคู่มากับหญิงสาวสวยในชุดราตรีสีแดงหรูหราพอกัน เพียงแค่เงยขึ้นมองหน้าคนคนนั้น ราวกับหัวใจได้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ดวงตาพร่าไปด้วยหยาดน้ำตา เพราะผู้ชายร่างสูงคนนั้นคือผู้ชายคนที่ทิ้งแบคฮยอนไว้ในซอยเปลี่ยวอย่างไม่ใยดี ในขณะที่เขามาปรากฏตัวที่นี่กับผู้หญิงที่เขารักอย่างหน้าชื่นตาบาน
“คุณเจ็บเข่าเหรอ ผมช่วยประคองมั้ย” ยูคยอมเข้ามาถาม 
แบคฮยอนมองชายหญิงคู่นั้นเดินเคียงคู่กันเข้าไปในงานด้วยหัวใจสลาย ไม่มีแม้แต่แรงจะเดินลงจากรถ ก่อนจะหันไปพูดกับยูคยอมด้วยเสียงเครือดวงตาพร่าไปด้วยหยาดน้ำตาที่กำลังจะทะลักล้น
“คุณ....พาผมออกไปจากที่นี่ที ได้โปรด ผม ฮึก...ไม่ไหวแล้ว”
“ฮันนี่บี”




คยองซูหันกลับมาด้วยสีหน้าบูดๆทันทีเมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างของชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังทักทายกับนักธุรกิจในงานอย่างหน้าชื่นตาบาน ไร้วี่แววของพี่สะใภ้ตัวจริง ลู่หาน เซฮุนและไคที่เห็นอาการกระฟัดกระเฟียดของคนตัวเล็กหันมองตามก่อนจะทำหน้าไม่ถูกเมื่อเห็นชานยอลควงคู่มากับเคธี่แทนที่จะเป็นแบคฮยอน
“ผู้หญิงหน้าด้าน ไร้ยางอาย ผู้ชายก็เลว ชั่ว เหมาะสมกันดีจริงๆ” คยองซูเอ่ยเสียงกระแทกกระทั้นตามอารมณ์โกรธที่เริ่มคุกรุ่น
“ใจเย็นๆ วันนี้วันดีของโอ คอร์เปอร์เรชั่น อย่าทำให้งานเสีย” ไคจับต้นคอของคยองซูเบาๆเพื่อให้คนตัวเล็กใจเย็นลง
“จะพยายาม แต่ถ้าทนไม่ได้ตบแม่ม” คยองซูกอดอกมองคนทั้งคู่ด้วยสายตาแสดงความรังเกียจ แฟนอย่างไคได้แต่ส่ายหน้า ในขณะที่ลู่หานได้แต่ทำหน้าจืดเจื่อนหันไปมองชานยอลกับเคธี่แล้วนึกห่วงไปถึงแบคฮยอน ไม่นานชานยอลก็ควงเคธี่เข้ามาที่โต๊ะที่ทั้งหมดนั่งอยู่ เคธี่ยื่นช่อดอกไม้ส่งให้เซฮุน
“ยินดีด้วยนะคะคุณเซฮุน ขอให้ประสบความสำเร็จนะคะ” เคธี่เอ่ยอวยพรเสียงอ่อนหวาน ลิปสติกสีแดงสดบนเรียวปากทำให้เธอกลายเป็นสาวเปรี้ยวจี๊ดที่ดึงดูดสายตาคนให้มองตามได้ไม่น้อย ยิ่งเมื่อผิวขาวๆอยู่ในเดรสสั้นสีแดงยิ่งทำให้ดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
“ขอบคุณนะครับคุณเคธี่ ขอบใจเว้ยมึง” เซฮุนตอบรับตามมารยาท
“นั่งด้วยได้เปล่าวะ” ชานยอลเอ่ยถาม
“ไม่ได้!” คยองซูสวนขึ้นทันควัน คนตัวเล็กถลึงตามองพี่ชายที่เป็นลูกพี่ลูกน้องตาขวาง เลยไปถึงหญิงสาวที่เกาะแขนพี่ชายตัวเองแน่น จนเคธี่ต้องหลบสายตาอย่างหวาดๆ เพราะรู้ฤทธิ์คยองซูดี
“น่าคยองซู” ไคปรามคนรักก่อนหันไปเอ่ยกับชานยอลและเคธี่
“พาคุณเคธี่เขานั่งเถอะมึง”
ชานยอลเลื่อนเก้าอี้ให้เคธี่นั่งลงติดกับลู่หาน คยองซูเห็นภาพนั้นแล้วต้องเบือนหน้าหนีด้วยความชัง
“กูไปคุยกับนักธุรกิจคนอื่นๆ มีแต่คนพูดเรื่องมึงกับพี่ลู่หาน ไง มีอะไรจะแถลงให้เพื่อนสนิทอย่างกูรู้บ้างมั้ยวะ” ชานยอลเอ่ยถาม เซฮุนยิ้มก่อนตอบ
“ก็ตามที่มึงได้ยินมานั่นแหละ”
“อ้าว ตกลงเรื่องจริงเหรอ เฮ้ย กูคาดไม่ถึงเลยนะเนี่ย” ชานยอลทำน้ำเสียงตกใจ เพราะเขาได้ฟังนักธุรกิจท่านอื่นๆพูดถึงเรื่องของเซฮุนที่ทำให้คนทั้งงานช็อคด้วยการประกาศหมั้นกับลู่หานทั้งยังจูบกันท่ามกลางกลุ่มนักข่าวและสักขีพยานที่มาร่วมงานเปิดตัวโครงการใหญ่ของบริษัทและพลอยเป็นพยานให้กับการขอหมั้นครั้งนี้ด้วย
“คุณนี่ไปหลอกคุณชานยอลเค้า” ลู่หานฟาดไปที่แขนเซฮุนก่อนหันไปเอ่ยอธิบายกับชานยอลเพื่อแก้ความเข้าใจผิด
“ที่จริงพี่แค่มาแสดงละครให้คุณเซฮุนน่ะครับ เรื่องที่คุณชานยอลได้ยินมาก็แค่เรื่องที่เราสมมติขึ้น”
“ผมก็ว่า เรื่องแบบนี้ไม่น่าเป็นความจริง”
“ทำไม มึงคิดว่ากูรักพี่เค้าไม่ได้รึไง” เซฮุนถามกวนๆ ชานยอลยิ้มกวนกลับทั้งยักไหล่ใส่ก่อนเอ่ยตอบ
“ก็เปล่า แค่กูคิดว่าพี่ลู่หานไม่น่าจะมาชอบคนอย่างมึงต่างหาก ฮ่าๆๆๆ”
ไม่เพียงแต่ชานยอลที่หัวเราะไคเองก็ร่วมผสมโรงหัวเราะด้วย ซึ่งเซฮุนก็ทำท่าจะลุกขึ้นเตะเพื่อนรักทั้งสองถ้าไม่โดนลู่หานปรามไว้ซะก่อน
“ทำไม กูไม่ดีตรงไหน ไม่เหมาะกับพี่เขาตรงไหน ไหนบอกกูมาซิ”
“กูไม่ต้องสาธยายมาก บอกคำเดียวมึงจอด”
“อะไร”
“มึงไม่มีอะไรที่พี่เขาควรชอบว่ะ”
เกิดเสียงหัวเราะขึ้นบนโต๊ะอีกครั้งยกเว้นเซฮุนที่ทำหน้าบูดอย่างไม่สบอารมณ์ ลู่หานยกมือขึ้นลูบแขนคนตัวสูงอย่างปลุกปลอบ
“ดีตายแหละมึงน่ะ” เซฮุนแขวะคืนแต่ชานยอลก็ทำท่ายักไหล่อย่างไม่แคร์
“เอ้อ ว่าแต่มีเท่านี้เหรอวะ” ชานยอลถามขึ้นก่อนกวาดสายตาไปรอบๆงานราวกับจะถามหาใครเป็นพิเศษและคนที่ตอบกลับเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคยองซู
“มีแค่นี้แหละ พี่สะใภ้ผมยังไม่เห็นมาหรือบางทีอาจจะโดนสามีใจร้ายห้ามไม่ให้มาก็ได้ จะได้ควงชู้มาออกงานแทนอย่างหน้าด้านๆ” คยองซูว่าใส่หน้าพี่ชายอย่างไม่กลัวเกรงจนเคธี่ต้องเอนตัวหลบเข้าหาชานยอลแต่สายตากลับแอบส่งมาเยาะเย้ยคยองซูโดยไม่ให้ชานยอลเห็น คนตัวเล็กแทบถลาลุกไปจัดการด้วยความหมั่นไส้แต่ไคก็รวบเอวคนรักไว้ซะก่อน
“พี่ไม่ได้ห้ามเค้านะ มาก็มาสิ ไม่เกี่ยวกันนี่” ชานยอลว่าออกมาหน้าตาเฉย ไม่เอะใจสักนิดว่าทำไมแบคฮยอนถึงยังมาไม่ถึงงานทั้งๆที่น่าจะถึงนานแล้ว
“หึ พูดมาได้หน้าไม่อายว่าไม่เกี่ยวกัน แล้วที่ชื่อเค้าอยู่ในทะเบียนสมรส ใช้นามสกุลปาร์คนั่นหมายความว่าไง เป็นคนอื่นงั้นเหรอ!” คยองซูลุกขึ้นชี้หน้าว่าใส่พี่ชายอย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ความโกรธ ความชัง ทำให้อยากลุกขึ้นไปกระชากหัวผู้หญิงที่ทำตัวเหมือนปลิงเกาะพี่ชายตัวเองกินอย่างหน้าด้านๆให้รู้แล้วรู้รอด
“คยองใจเย็นน่า” ไครวบเอวคนรักที่กำลังสั่นเทิ้มด้วยอารมณ์โกรธ คยองซูเกลียดผู้หญิงคนนี้พอๆกับเกลียดความโง่ของพี่ชายตัวเองที่ไม่เคยทันเล่ห์เหลี่ยมเคธี่สักครั้ง ยังหลับหูหลับตารักและประเคนแก้วแหวนเงินทองให้มากมาย เป็นมนุษย์ผู้ชายที่โง่เง่าที่สุดเท่าที่คยองซูเคยเจอมา
“แต่พี่ก็จำเอาไว้เลยนะว่าตราบใดที่คุณป้าท่านไม่ยอมให้พี่หย่ากับคุณแบคฮยอนพี่ก็ไม่มีสิทธิ์หย่า ผู้หญิงคนนี้ก็เป็นได้แค่หญิงชั่วที่เป็นชู้กับสามีชาวบ้านเท่านั้นแหละ อ้อ และผมจะขัดขวางทุกอย่างไม่ให้พี่กับผู้หญิงคนนี้มีความสุขได้ จำไว้!” คยองซูลุกออกจากโต๊ะแล้วสะบัดตัวเดินหนีด้วยอารมณ์โกรธจัด
“เดี๋ยวกูไปดูก่อนนะ สงสัยจะได้พาไปส่งบ้านเลย” ไคพูดขึ้น
“เออมึงรีบไป ฝากดูน้องด้วย” เซฮุนรีบบอก ไคจึงรีบเดินตามหลังคยองซูไป
“โทษทีนะ กูมาทำให้งานกร่อยซะงั้น” ชานยอลเอ่ยขอโทษเซฮุน
“ไม่เป็นไร กูเข้าใจสถานการณ์ดี”
เซฮุนตอบรับคำขอโทษของชานยอล ถึงเขาจะไม่ชอบใจในเรื่องแบบนี้นักแต่ก็ไม่อยากจะซ้ำเติมทั้งเพื่อนและผู้หญิงของเพื่อนเพราะเขาคงไม่อยู่ในฐานะจะไปเทศนามันได้ ส่วนคยองซูนั่นเป็นอีกอย่าง ชานยอลรักของมันมากถึงจะเป็นแค่ลูกพี่ลูกน้องกันก็ตาม คยองซูเองก็รักชานยอลมากเหมือนกัน แต่หลังจากที่มาคบกับเคธี่คยองซูก็กลายเป็นเด็กที่เกลียดพี่ชายไปโดยปริยาย ไม่ใช่ว่าเกลียดแบบเข้าไส้แต่เกลียดที่พี่ชายไปคว้าผู้หญิงแบบเคธี่มาทำแฟน
ระหว่างนั้นมีนักข่าวเข้ามาถ่ายภาพที่โต๊ะของเซฮุนกับลู่หานรวมถึงถ่ายภาพของชานยอลกับเคธี่ด้วย ยิ่งนักข่าวรัวแฟลชเข้าใส่เคธี่ยิ่งเบียดตัวเข้าหาชานยอลแทบหลอมรวมเป็นร่างเดียวกันจนลู่หานอดทำหน้าจืดเจื่อนหันมองเซฮุนที่ได้แต่ส่ายหัวให้เหมือนกัน จนไม่อยากนั่งอยู่ร่วมในสถานการณ์น่าอึดอัดนี้อีก ทั้งเซฮุนและลู่หานจึงผุดลุกจากเก้าอี้ ชานยอลหันมาถาม
“อ้าว จะไปไหนกัน”
“พี่ลู่หานอยากสูดอากาศข้างนอกซักหน่อยน่ะ มึงนั่งอยู่นี่แหละเดี๋ยวกูมา” ชานยอลพยักหน้ารับแล้วจึงหันไปยิ้มให้นักข่าวถ่ายภาพต่อ ลู่หานกับเซฮุนจึงควงแขนกันเดินออกมาจากงาน




“โกโก้ร้อนครับ”
แบคฮยอนยื่นมือไปรับโกโก้ร้อนจากมือของผู้ชายตัวสูงที่ทรุดลงนั่งข้างๆกันที่เก้าอี้ริมแม่น้ำแห่งหนึ่งหลังแบคฮยอนขอให้เขาพาออกมาจากงานนั้น
“ขอบคุณครับ”
“อยากเล่าอะไรให้ผมฟังไหม ผมยินดีรับฟังนะ”
แบคฮยอนหันมองผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆด้วยสายตาประเมิน ดูเผินๆแล้วเขาเหมือนพวกเพล์บอยที่ชอบเที่ยวไปวันๆ ไม่จริงจังอะไรในชีวิต แต่พอได้คุยกันจริงๆกลับพบว่าเขาเป็นผู้ชายที่ดีคนหนึ่ง ดีมากพอที่แบคฮยอนสามารถคบเป็นเพื่อนได้สนิทใจแล้วในตอนนี้ แม้จะรู้จักกันได้ไม่นานก็ตามที คนตัวเล็กก้มหน้าลงมองพื้นก่อนจะตัดสินใจเล่าให้เขาฟังในที่สุด
“คนที่ทิ้งผมไว้ที่ถนนเปลี่ยวๆนั่น เขาเป็นสามีผมเอง” เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะเมื่อคนเล่าอย่างแบคฮยอนพยายามกลืนก้อนแข็งๆที่แล่นขึ้นมาจุกอก ก่อนจะต้องยกหลังมือขึ้นป้ายน้ำตาที่ร่างเผาะลงมาอย่างห้ามไม่อยู่
“เขา ฮึก ทิ้งผมไว้ตรงนั้นอย่างไม่ใยดีเพื่อที่จะไปรับแฟนของเขาไปงานด้วยกัน คุณยูคยอมผมมันแค่ส่วนเกินที่ถูกญาติผู้ใหญ่ยัดเยียดเข้าไปในชีวิตเขาโดยที่เขาไม่ต้องการสักนิด ผมเป็นแค่คนหน้าด้านไร้ยางอายที่เอาตัวเข้าแลกทรัพย์สมบัติ เอาตัวเข้าแลกใช้หนี้ ไม่มีอะไรดีเลยในสายตาของเขา ฮึก” พอได้ระบายสิ่งที่มันอัดแน่นอยู่ในใจเขื่อนน้ำตาก็ทะลักทลาย แบคฮยอนยกมือขึ้นปิดหน้าร่ำไห้ตัวโยน ร่างเล็กสั่นระริกด้วยแรงสะอื้น ยูคยอมที่นั่งอยู่ข้างๆกระเถิบตัวเข้าไปชิดแล้วรั้งร่างนั้นเข้ามาไว้ในอ้อมแขนลูบมือไปตามแผ่นหลังบางเพื่อปลุกปลอบ
“แต่ถึงอย่างนั้นผมก็รักเขา รักเขาข้างเดียว ทั้งที่เขาเกลียดผมเข้าไส้ ผมมันโง่มากใช่ไหมคุณยูคยอม”
“ไม่เอาฮันนี่บี อย่าทำร้ายตัวเอง ไม่เอานะครับ” ยูคยอมรั้งมือเล็กๆที่ทุบอกตัวเองไว้ แล้วเอ่ยปลุกปลอบเสียงอ่อนโยน แบคฮยอนสะอื้นฮักอย่างน่าส่งสาร น้ำตาไหลนองจนชุ่มแก้ม
“ทั้งๆที่เขาทำกับผมขนาดนั้นแต่ทำไมข้างในนี้” มือเล็กๆยกขึ้นทุบหน้าอกด้านซ้ายตัวเองพร้อมเอ่ยต่อเสียงเครือสะอื้น
“มันถึงยังรักเขาอยู่อย่างนั้น กี่ปีมาแล้วที่ผมเอาแต่รอเขาโดยที่ไม่มองใคร ทั้งๆที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้เจอกันอีกมั้ย แต่ผมก็รอ แล้ววันหนึ่งโลกก็เหวี่ยงให้เรามาเจอกัน แต่งงานกัน แต่กลับต่างความรู้สึก เขาเกลียดขยะแขยงคนอย่างผมในขณะที่ผมเอาแต่รักเขาหัวปักหัวปำ บยอนแบคฮยอนคนนี้มันโง่เง่าจริงๆนะคุณยูคยอม”
“เรื่องหัวใจเราบังคับมันไม่ได้หรอกฮันนี่บี เราทำได้แค่ปล่อยให้มันเป็นไปอย่างที่มันจะรู้สึกเท่านั้นแหละ” ยูคยอมปลอบ
“แต่ผมควรหยุดรักเขาใช่ไหมคุณยูคยอม ไม่ควรเอาตัวเข้าไปทำให้เขาเกลียดมากไปกว่านี้ใช่ไหม ฮึก”
ยูคยอมได้แต่ลูบหลังบางอย่างปลุกปลอบ ตอบไม่ได้ว่าในสถานการณ์แบบนี้เขาควรแนะนำยังไงเพราะในเมื่อทางไหนคนตัวเล็กก็ดูจะเจ็บปวดไม่ต่างกัน เป็นนานที่แบคฮยอนสะอื้นเบาๆในอ้อมกอดของยูคยอมแล้วจึงผละออก ใช้หลังมือป้ายน้ำตาเหมือนเด็กๆที่ไม่มีพิษไม่มีภัยอะไร ยูคยอมมองกิริยานั้นอย่างเอ็นดูพลางคิด ผู้ชายคนที่เป็นสามีจิตใจทำด้วยอะไรกันหนอทำไมมองข้ามความน่ารัก ความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาเหล่านี้ได้ แล้วยังกระทำการอย่างใจร้ายแบบนั้นลง มองปราดเดียวยูคยอมก็รู้ว่าคนตัวเล็กที่นั่งอยู่ข้างๆเขาในตอนนี้เป็นคนดีและไม่มีอะไรน่ารังเกียจเลยสักนิด เขาชักสงสัยว่าผู้ชายคนนั้นเป็นคนประเภทไหนกันถึงได้มองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ในตัวภรรยาของเขา
“ผมนี่แย่จริงๆเลย เอาอะไรมาเล่าให้คุณฟังก็ไม่รู้” แบคฮยอนที่หยุดร้องไห้ได้แล้วเอ่ยออกมาอย่างอายๆ
“ดีแล้ว ระบายมันออกมาบ้าง เก็บไว้มากๆเดี๋ยวมันระเบิด และนี่ผมจะบอกอะไรให้นะฮันนี่บี” ยูคยอมพูดเสียงจริงจังหันหน้าเข้าหาแบคฮยอนมองสบสายตาเรียวเล็กใสแจ๋วก่อนเอ่ย “ต่อไปถ้ามีปัญหาอะไรขอให้คิดถึงผมคนแรก ผมพร้อมที่จะช่วยฮันนี่บีเสมอ ไม่ต้องรักผมแต่ขอให้คิดว่าผมเป็นเพื่อนก็ได้”
“คุณยูคยอม...ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้” แบคฮยอนเอ่ยถามเสียงแผ่วด้วยความเข้าใจ
“ผมเองก็ไม่รู้หรอกนะว่าทำไมต้องทำ แต่พอเห็นน้ำตาคุณแล้ว ผมก็คิดว่าผมคงทนมองคุณร้องไห้แบบนี้ไม่ไหวหรอก”
แบคฮยอนก้มหน้าลงแล้วพยักหน้ารับน้อยๆด้วยความเข้าใจ ในหัวใจเต็มตื้นไปด้วยความขอบคุณเขา “ขอบคุณนะครับคุณยูคยอม”
“ถ้าจะกรุณา เรียกผมยูคยอมเฉยๆได้ไหม”
แบคฮยอนเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้า เห็นสายตาเว้าวอนอย่างจริงใจของเขาแล้วได้แต่พยักหน้าพร้อมรอยยิ้มจางๆให้เขา “ก็ได้ผมจะเรียกยูคยอม คุณอยากเรียกผมฮันนี่บีอย่างที่คุณเรียกก็ได้”
“จะเป็นไรมั้ยถ้าผมจะขออีกอย่าง” ยูคยอมเอ่ยขอออกมาอีก และแน่นอนว่าแบคฮยอนก็ต้องตอบรับอย่างเต็มใจอยู่แล้ว
“ว่ามาสิ ถ้าผมทำให้ได้ผมจะทำ”
“ช่วยแทนตัวเองว่าแบคฮยอนกับผมได้ไหม ผมชอบฟังคุณแทนตัวแบบนั้น”
แบคฮยอนอึ้งไปเล็กน้อยแต่ในที่สุดก็พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มจางๆอีกครั้ง “ได้สิ แต่คุณก็ต้องแทนตัวว่ายูคยอมเหมือนกันนะ”
ยูคยอมพยักหน้ารับ ต่างฝ่ายจึงต่างยิ้มให้กัน
“เรากลับกันดีไหม น้ำค้างแรงแล้วล่ะ เดี๋ยวฮันนี่บีจะไม่สบายเอา” คนเอ่ยขึ้นคือยูคยอมที่เริ่มรู้สึกถึงแรงของน้ำค้างที่เริ่มพรมลงมา แบคฮยอนพยักหน้ารับทันที คนตัวเล็กพยายามพยุงตัวลุกแต่ก็ดูยากเย็นจนยูคยอมต้องมาช่วยประคอง ทั้งที่ใจจริงยูคยอมอยากช้อนอุ้มร่างเล็กๆนั้นขึ้นมาด้วยซ้ำแต่เพราะรู้ว่ามันจะเป็นการก้าวล้ำขีดจำกัดของคำว่าเพื่อนมากเกินไปจึงเลือกเป็นพยุงช้าๆไปที่รถ 
“จะให้ยูคยอมไปส่งฮันนี่บีที่ไหนดีครับ”
เกิดความเงียบขึ้นอีกครั้ง สายตาแบคฮยอนสั่นระริกก่อนจะเอ่ยตอบออกมาเสียงแผ่วราวคนหมดแรง
“ที่บ้านคุณพ่อคุณแม่ก็ได้ครับ”



“ขอบคุณมากนะครับที่มาส่ง ไว้วันหลังมาทานข้าวที่บ้านแบคฮยอนนะ” แบคฮยอนเอ่ยขอบคุณยูคยอมเมื่อรถเข้ามาเทียบหน้ามุขบ้าน
“พูดไว้แล้วอย่าลืมชวนจริงๆนะ”
“อื้ม แน่นอน ไม่ลืม ยูคยอมกลับเถอะดึกมากแล้ว”
“ถ้าฮันนี่บีรู้สึกไม่มีใคร ให้รู้ไว้นะว่ามียูคยอมเป็นเพื่อนเสมอ”
“อื้ม” แบคฮยอนตอบรับทั้งรอยยิ้มแล้วโบกมือให้ก่อนรถคันหรูจะเคลื่อนตัวไปจนลับออกจากประตูใหญ่ รอยยิ้มที่เคยมีก็มลายลงแทบจะทันที
“คุณหนู” สาวใช้เดินออกจากบ้านมาต้อนรับหน้าตื่น
“ไม่ต้องเสียงดังนะ เดี่ยวคุณพ่อคุณแม่ตื่น ไปนอนเถอะ แบคฮยอนก็จะขึ้นห้องแล้ว” แบคฮยอนบอกเสียงเบา แล้วกะเผลกจับราวบันไดเดินช้าๆซึ่งกว่าจะผ่านบันไดขึ้นชั้นสองได้ก็ทำเอาหอบเหนื่อย แต่พอเปิดประตูกลับเข้ามาในห้องนอนที่แสนคุ้นเคยก็เหมือนว่าได้กลับมายังโลกปัจจุบันของตัวเองอีกครั้ง โลกที่มีความสุขของแบคฮยอนกับการได้เฝ้าคิดถึงใครคนหนึ่งโดยไม่หวังได้รับอะไรตอบกลับคืน
บางทีโลกแห่งความฝันกับโลกของความเป็นจริงก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราหวังไว้เสมอไป เพราะความจริงมักขมขื่นกว่าที่เราวาดฝันไว้เสมอ และเราก็ไม่สามารถควบคุมมันให้เป็นอย่างที่ใจเราหวังไว้ได้ นอกจากจะปล่อยให้มันเป็นไปตามที่มันจะเป็น




ห้องอาหารชั้นล่างในตอนเช้าดูเงียบผิดปกติ สร้างความแปลกใจให้ชานยอลจนต้องชะงักฝีเท้าที่จะเดินลงด้านล่างเปลี่ยนเป็นเดินไปยังห้องปีกตรงข้ามของใครคนหนึ่งที่อยู่ร่วมชายคากับเขา ลองบิดลูกบิดดูก็พบว่ามันไม่ได้ล็อคจึงเปิดเข้าไปในห้องโดยไม่คิดจะเคาะตามมารยาท ภายในห้องเงียบกริบ บนเตียงสีขาวกลางห้องว่างเปล่าไร้แววเจ้าของ ไม่มีร่องรอยของการใช้งาน เครื่องปรับอากาศเองก็สงบนิ่ง นั่นแสดงว่าเจ้าของห้องไม่ได้กลับมานอนบ้านเมื่อคืน
เกิดความรู้สึกแปลกในทีแรกเพียงเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นความเกลียดชังก็ไล่ความรู้สึกเหล่านั้นออกไปจนแทบไม่หลงเหลือ กลายเป็นเฉยชาและไร้ซึ่งความห่วงใยในที่สุด ภายในห้องถูกจัดอย่างเป็นระเบียบ ข้าวของแบคฮยอนมีน้อยชิ้นชานยอลกวาดสายตามองเพียงครู่เดียวเดียวก็จดจำรายระเอียดได้ทั้งหมด เมื่อด้านนอกไม่มีอะไรให้เขาสนใจอีกชานยอลถือวิสาสะเปิดลิ้นชักโต๊ะหัวเตียงออกดูทั้งที่คนเปิดอย่างเขายังรู้สึกแปลกใจว่าจะอยากรู้ไปทำไมว่ามีอะไรอยู่ด้านใน แต่พอลิ้นชักถูกดึงออกมาหัวคิ้วสองข้างก็ขมวดเข้าหากันทันทีพร้อมกับที่มือล้วงเอาสิ่งของสองสิ่งที่ใช้คลิปสีชมพูหนีบติดเข้าไว้ด้วยกันออกมาเพ่งมอง
มันคือรูปเขาสมัยเป็นประธานชมรมดนตรีสากลตอนเรียนปริญญาตรีถูกหนีบติดไว้กับปิ๊กกีตาร์ที่เขาโปรยแจกไปตอนวันเปิดโลกกิจกรรม แล้วนี่มันมาอยู่กับบยอน แบคฮยอน ได้ยังไงกัน ตากลมโตดำขลับของชานยอลสอดส่ายเข้าไปในลิ้นชักอีกครั้งก่อนเห็นโน้ตเล็กๆสีครีมหม่นคงเพราะผ่านการเก็บมาหลายปี ในนั้นมีข้อความเขียนไว้สั้นๆว่า
รุ่นพี่ปาร์ค​ ชานยอล​ โลกทั้งใบของบยอน แบคฮยอน...
ชานยอลอ่านมันทุกตัวอักษรก่อนแสยะยิ้มเมื่อได้ล่วงรู้ความจริงข้อหนึ่งของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยา บยอน แบคฮยอน แอบชอบเขามานานแล้ว
หึ งั้นการทรมาณให้เจ็บจนทนไม่ได้และยอมแพ้ไปในที่สุดก็คงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้วสิ ชอบเขานักเขาก็จะทำเลวให้เกลียดมากๆ อยากจะรู้เหมือนกันว่าจะทนความเกลียดของเขาไปได้ซักกี่น้ำ ขี้คร้านจะรีบขอหย่าไม่ทัน... ไม่กี่นาทีต่อมาชานยอลจึงเดินลงมาชั้นล่างอย่างอารมณ์ดีหลังได้รู้ความลับที่แบคฮยอนเก็บซ่อนไว้
“คุณผู้หญิงท่านโทรมาให้เรียนคุณชานยอลว่าวันนี้ให้คุณชานยอลเข้าไปพบท่านที่บ้านด่วนที่สุดค่ะ” สาวใช้ค้อมตัวเข้ามารายงานตอนที่ชานยอลเดินไปหย่อนตัวลงนั่งบนโต๊ะทานอาหารที่มีเพียงเขาเท่านั้นในเช้านี้
“คุณแม่บอกหรือเปล่าว่าเรื่องอะไร”
“ท่านไม่ได้บอกไว้ค่ะ”
“อืม ฉันรู้ละ” ชานยอลตอบรับเสียงเนือย สาวใช้จึงเดินเลี่ยงออกไปให้เจ้านายมีเวลาส่วนตัวกับการดื่มกาแฟก่อนไปทำงานตอนเช้า ชานยอลหยิบหนังสือพิมพ์ที่มีอยู่หลายฉบับบนโต๊ะกางออกอ่าน เพียงแค่เห็นพาดหัวข่าวหน้าแรกเขาก็เดาออกได้ทันทีว่าเรื่องที่แม่จะพูดกับเขานั้นคือเรื่องอะไร


“อ้าวลูกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ทำไมแม่ไม่ยักรู้ แล้วคุณชานยอลล่ะมาด้วยกันรึเปล่า”
แบคฮยอนพยายามกลบเกลื่อนสีหน้าไม่ให้ผิดปกติด้วยรอยยิ้มจางๆตอนเดินเขยกลงมาด้านล่าง แล้วแม่ที่นั่งทานอาหารเช้ากับพ่ออยู่บนโต๊ะเอ่ยถามขึ้นด้วยสีหน้าทั้งดีอกดีใจและแปลกใจระคนกัน
“พอดีเมื่อคืนรถลูกมีปัญหานิดหน่อยก็เลยนั่งแท็กซี่กลับมาบ้าน ไม่อยากโทรกวนคุณชานยอลเค้าด้วยน่ะครับ” แบคฮยอนโกหกออกไปเพื่อรักษาความรู้สึกของบุพการีทั้งสองทั้งที่ในใจปวดแปลบทุกครั้งเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เลวร้ายที่ผ่านมาเมื่อคืน
“แล้วนั่นขาไปโดนอะไรมาทำไมเดินเขยกแบบนั้นล่ะลูก” แม่ที่ชอบสังเกตความเป็นไปของลูกเอ่ยถามด้วยความห่วงใย สีหน้ามีแววกังวลจนแบคฮยอนสงสารท่าน
“พอดีเดินขึ้นบันไดไม่ระวังลูกเลยสะดุดขั้นบันไดหัวเข่าช้ำนิดหน่อยน่ะครับ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ”
“ระวังหน่อยสิลูก เดินเหินช้าๆ มาๆ มานั่งทานข้าวกับแม่ พ่อเขาทานแต่กาแฟแม่ไม่มีเพื่อนทานซักวัน ลูกมาก็ดีแล้ว” แม่กวักมือเรียก แบคฮยอนเดินเขยกไปนั่งฝั่งตรงข้ามที่ประจำ ในขณะที่พ่อนั่งอ่านหนังสือพิมพ์หน้าเครียดอยู่หัวโต๊ะ
“คุณคะหนังสือพิมพ์วางบ้างก็ได้เถอะ ลูกอุตส่าห์กลับมาบ้านทั้งที ซักคำก็ยังไม่เอ่ยปากทัก”
แบคฮยอนยิ้มเมื่อแม่หันไปเอ็ดพ่อที่เอาแต่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่หน้าหนังสือพิมพ์ ท่านยอมพับเก็บแล้วโยนไปไว้อีกมุมหนึ่งห่างไกลจากโต๊ะทานข้าว แบคฮยอนมองตามอย่างแปลกใจกับการกระทำของท่าน
“ไปอยู่บ้านใหม่เป็นไงมั่งลูก มีความสุขมั้ย” พ่อเอ่ยถาม 
แบคฮยอนสังเกตเห็นว่าตาท่านมีแววหม่น ทั้งที่ปกติเวลาท่านมองแม่กับแบคฮยอนแววตาท่านจะเจือรอยยิ้มและความอบอุ่นไว้เสมอ แต่ทว่าวันนี้กลับดูแปลกไปกว่าทุกวัน
“ครับ ทุกคนดีกับลูกมาก” เป็นอีกครั้งที่แบคฮยอนต้องแสร้งพูดคำโกหกเพื่อรักษาความรู้สึกของบุพการีทั้งสอง ในบ้านนั้นถ้าไม่นับเจ้าของบ้านทุกคนก็ดีกับแบคฮยอนมากจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่บ้านใหญ่ หรือสาวใช้ทั้งหมด
“ถ้ามีอะไรไม่สบายใจเล่าให้พ่อกับแม่ฟังได้นะลูก อย่าเก็บเอาไว้คนเดียว พ่อกับแม่ไม่ใช่คนอื่นสำหรับลูก”
“อะไรกันพ่อ ลูกกลับมาเยี่ยมวันเดียวทำซึ้งซะแล้ว” แม่แซวแต่แบคฮยอนที่ลอบสังเกตสีหน้าพ่อเงียบๆก็รู้ว่าท่านกำลังมีเรื่องกังวลในใจ สีหน้าท่านมีแววครุ่นคิดและแบคฮยอนรู้สึกว่ามันเจือแววเศร้าไว้ด้วย
“ไว้วันหลังชวนคุณชานยอลมาค้างที่นี่บ้างสิลูก แม่อยากเข้าครัวทำอาหารให้ลูกเขยทานบ้าง” สีหน้าที่เต็มไปด้วยความสุขของแม่ทำให้แบคฮยอนรู้สึกผิดที่โกหกท่าน ทั้งที่จริงแล้วความสัมพันธ์ระหว่างแบคฮยอนกับเขาแทบจะเรียกว่าเลวร้ายมากที่สุดอย่างที่ไม่เคยพบเจอในคู่แต่งงานไหนมาก่อนเลยด้วยซ้ำ
“ครับ คุณแม่” แบคฮยอนอ้อมแอ้มตอบแล้วก้มหน้าตักข้าวต้มขึ้นทานเงียบๆ มีเสียงรถดังเข้ามาในบ้าน ซึ่งพอเครื่องยนต์ดับลงได้ไม่นานก็ปรากฏร่างสูงใหญ่ของปาร์คชานยอลเดินตามสาวใช้เข้ามาในห้องอาหาร แบคฮยอนมองสบสายตาเขาแค่ครู่ก็เมินหนี
“สวัสดีครับ คุณพ่อ คุณแม่” เขาโค้งทำความเคารพ คุณนายบยอนที่ปลื้มอกปลื้มใจนักหนาในตัวลูกเขยยิ้มรับอย่างมีความสุขในขณะที่พ่อของแบคฮยอนแค่ผงกหัวรับเพียงเท่านั้น
“คุณชานยอลมาพอดี แม่กำลังบอกให้แบคฮยอนชวนมาค้างที่บ้านบ้าง แม่จะทำกับข้าวอร่อยๆให้ทาน”
“ได้สิครับคุณแม่” เขาตอบรับหน้าชื่นตาบาน แบคฮยอนเบี่ยงหน้าหนีไม่อยากมองหน้าที่กำลังปั้นแต่งหลอกตาพ่อแม่ของแบคฮยอน
“รับอาหารเช้าด้วยกันสิคะคุณชานยอล แบคฮยอนก็เพิ่งจะเริ่มทาน” แม่ยังชวนเขาคุย ในขณะที่แบคฮยอนกับพ่อนั่งเงียบกริบ
“คือว่าพอดีคุณแม่ท่านให้ไปพบที่บ้านด่วน ผมเลยจะมาขออนุญาตรับแบคฮยอนกลับบ้านแล้วก็ว่าจะเลยไปทานที่บ้านคุณแม่ด้วยเลยน่ะครับ ต้องขอประธานโทษคุณแม่ด้วยจริงๆ”
“ไม่ต้องขอโทษ ไม่ต้องขออนุญาตหรอกจ้ะ แบคฮยอนลุกเถอะลูกเดี๋ยวคุณแม่ท่านจะรอนาน” แม่หันมาพูดกับแบคฮยอนที่ยังแกล้งตักข้าวต้มทานเงียบๆราวกับไม่สนใจในการมาของเขา แต่สุดท้ายก็ต้องลุกขึ้นในที่สุดเมื่อแม่เอ่ยเตือนขึ้นอีกครั้ง
“ไว้ลูกจะมาใหม่นะครับ เสื้อผ้าชุดเมื่อคืนคุณแม่ให้คนเอาไปซักให้ด้วยนะครับ”
“จ้ะ ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวแม่ให้เด็กจัดการ ลูกไปกับพี่เขาเถอะ”
สุดท้ายแล้วแบคฮยอนก็ต้องเขยกขาเดินตามเขาออกมาอย่างไม่มีทางเลี่ยง ทั้งๆที่สภาพขาแบคฮยอนผิดปกติแต่เขาก็ไม่มีน้ำใจถามไถ่สักนิดว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่มีความสงสารหรือใยดีจากเขา ยังไม่ทันจะได้ก้าวขาขึ้นรถประตูใหญ่ของบ้านก็เปิดอ้าออกรับรถยนต์คันหรูคันหนึ่งให้แล่นเข้ามาจอดต่อท้ายรถของชานยอลที่หน้ามุขบ้าน พร้อมผู้ชายร่างสูงก้าวลงมาจากรถด้วยชุดสูทเต็มยศต่างกับเมื่อวานลิบลับ
“เมื่อคืนไอ้นี่มันตกอยู่ที่รถ ยูคยอมเลยเอามาคืนเผื่อมันสำคัญกับฮันนี่บี”
เข็มกลัดเพชรที่แบคฮยอนติดไว้กับชุดไปงานนั่นเองที่อยู่ในมือยูคยอม แบคฮยอนยิ้มกำลังจะเขยกขาไปรับมายูคยอมก็รีบเดินเข้ามาหาซะก่อนเพื่อไม่ให้แบคฮยอนต้องขยับตัวมาก
“ขอบคุณมากนะ กำลังจะไปทำงานเหรอ”
แบคฮยอนไล่สายตาไปทั่วร่างสูงในชุดสูทสีดำที่ดูแตกต่างจากทุกครั้งที่เจอ ผมสีทองที่แบคฮยอนเคยเห็นถูกย้อมเป็นสีดำและถูกเซ็ทขึ้นให้เป็นทรงดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
“ครับ วันนี้วันแรก”
“งั้นขอให้โชคดีนะ”
“อะ ฮึ่ม!”
บทสนทนาถูกเสียงกระแอมไอของใครคนหนึ่งขัดขึ้น แบคฮยอนไม่ได้หันไปมองแต่ยูคยอมหันไปประสานสายตากับอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว ต่างฝ่ายต่างจ้องฝ่ายตรงข้ามไม่ลดละแบคฮยอนเห็นท่าไม่ดีจึงเป็นคนเอ่ยตัดบทขึ้น
“ขอบคุณยูคยอมนะ ไปทำงานเถอะ ไว้ค่อยเจอกันคราวหน้า”
ยูคยอมยอมละหน้าออกมาจากชานยอลในที่สุดแล้วพยักหน้ายิ้มบางๆส่งให้แบคฮยอนก่อนจะเป็นฝ่ายขึ้นรถขับออกไปก่อน
“ล่ำลากิ๊กเสร็จแล้วก็อัญเชิญมาขึ้นรถด้วยหรือจะให้ปูพรมแดงถึงจะยอมเดินมา” น้ำเสียงประชดประชันดังขึ้น แบคฮยอนลากขาที่เจ็บไปขึ้นรถโดยไม่คิดจะโต้ตอบอะไรกลับ เปิดประตูเข้าไปนั่งในรถเงียบๆ
“เอ้า เห็นรึยัง ถ้ายังไม่เห็นก็เบิ่งตาดูซะก่อน”
หนังสือพิมพ์รายวันถูกโยนมากองบนตักอย่างแรง แบคฮยอนกัดริมฝีปากล่างสกัดความน้อยใจที่มันแล่นริ้วขึ้นมาเมื่อโดนเขาปฏิบัติอย่างหยาบคายและไม่ให้เกียรติ คนตัวเล็กคลี่หนังสือพิมพ์ออกอ่านก่อนจะสั่นไปทั้งร่างเมื่อเห็นพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งหราไปด้วยรูปของสามีกับผู้หญิงชุดแดงนามเคธี่
‘นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงควงสาวสวยสวีทกลางงาน ไร้แววภรรยาร่างเล็ก’
ไล่สายตาที่พร่าด้วยหยาดน้ำตาไปตามตัวอักษรที่พาดเป็นหัวข้อข่าวด้วยหัวใจที่เจ็บหนึบ มิน่าเมื่อเช้าพ่อถึงได้โยนหนังสือพิมพ์ออกไปให้พ้นสายตาแบคฮยอนโดยที่ท่านเองก็ถึงกับเครียดตามไปด้วย เพราะเรื่องที่ลูกเขยหมาดๆก่อไว้นี่เอง
“ที่มารับนี่ไม่ได้จะง้อหรือนึกพิศวาสอะไรหรอกนะบอกไว้ก่อน ฉันแค่อยากให้เธอพูดกับคุณแม่ให้ท่านเข้าใจว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง จะปั้นจะแต่งยังไงก็ตามแต่ แต่ฉันจะต้องไม่โดนคุณแม่เทศนาในเช้านี้” เขากล่าวอย่างใช้อำนาจน้ำเสียงทั้งบังคับขู่เข็ญอยู่ในที 
แบคฮยอนหันหน้าออกด้านข้างสะกดกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้มันไหล
“แล้วถ้าผมไม่ทำล่ะ” ก่อนจะเค้นเสียงเอ่ยถามออกมา
“ถ้าเธอไม่ทำฉันจะคิดว่าเธอกำลังชอบฉันอยู่และพยายามทำตัวเป็นเมียหลวงขี้อิจฉา”
แบคฮยอนสะอึกเขาพูดราวกับรู้ว่าแบคฮยอนแอบชอบเขาอยู่ก่อนแล้ว คนตัวเล็กเบนสายตาไปมองเขาก่อนจะพบว่าเขากำลังแสยะยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย
“หรือว่าเธอชอบฉันจริงๆล่ะปาร์ค แบคฮยอน”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววเย้ยหยันที่ถามกลับมาทำเอาแบคฮยอนสั่นไปทั้งร่างด้วยความกลัว เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางที่เขาจะรู้ แบคฮยอนไม่เคยบอกใครนอกจากพี่ลู่หานและแบคฮยอนเชื่อแน่ว่าพี่ลู่หานไม่มีวันบอกเขา
“ถ้าเธอไม่ได้ชอบฉันก็ทำตามที่ฉันสั่งซะ ไม่มีเหตุผลที่เธอจะต้องโจมตีฉันนี่ ยังไงอีกไม่กี่เดือนฉันกับเธอก็จะหย่ากันแล้ว ช่วยทำให้มันผ่านๆไปก็แค่นั้น” เขาพูดง่ายๆราวกับการแต่งงานครั้งนี้ไม่มีความหมายเลยสักนิด แบคฮยอนกลืนก้อนความน้อยใจลงอกก่อนเชิดหน้าขึ้นลำคอตั้งตรงเอ่ยเสียงแข็ง
“ถ้าคุณต้องการแบบนั้นผมจะทำให้ก็ได้”
เขาหัวเราะหึในลำคออย่างพออกพอใจ “ดี พูดอะไรไว้ทำให้ได้แล้วกัน ถ้างานนี้ฉันโดนคุณแม่เทศนาเธอต้องรับผิดชอบ”
เขากล่าวอย่างวางอำนาจโดยไม่เหลือช่องให้แบคฮยอนมีความคิดเป็นของตัวเองเลยสักนิด ทั้งที่ความผิดทั้งหมดเขาเป็นคนก่อขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็คงไม่มีความจำเป็นต้องคร่ำครวญให้คนไม่มีหัวใจอย่างเขาเห็นเพราะนอกจากเขาจะไม่สงสารแล้วยังจะถูกสมเพชเข้าให้ รถยนต์คันหรูแล่นเข้ามาในคฤหาสน์ของตระกูลปาร์คแสนกว้างใหญ่ที่กินเนื้อที่ไปเกือบไร่ แม้เรือนหอของแบคฮยอนกับเขาจะใหญ่โตมากแต่หากเทียบกับคฤหาสน์นี้แล้วแทบจะไม่ใกล้เคียงกับความใหญ่โตโอ่อ่าของที่นี่เลยด้วยซ้ำ
“คุณแม่อยู่ที่ไหน” ลูกชายคนเดียวของบ้านเอ่ยถามสาวใช้ที่ออกมาต้อนรับ
“คุณท่านดื่มน้ำชาอยู่ที่ซุ้มริมน้ำค่ะ”
เขาพยักหน้ารับรู้แล้วหันมาหาแบคฮยอนที่เพิ่งจะขยับลงจากรถได้ และโดยที่ไม่ทันตั้งตัววงแขนแกร่งก็ช้อนเอาร่างของแบคฮยอนเข้าไปไว้ในวงแขนแล้วเดินดุ่มไปยังทางที่สาวใช้บอก แบคฮยอนดิ้นขลุกขลัก
“อยู่นิ่งๆฉันหนักนะเข้าใจมั้ย”
“หนักก็ปล่อยผมลงสิ จะมาอุ้มทำไม”
“เหอะ รู้ไว้ด้วยว่าไม่ได้อยากอุ้มเท่าไหร่หรอก ฉันแค่อยากแสดงให้คุณแม่เห็นเท่านั้นแหละว่าฉันกับเธอไม่ได้มีปัญหากัน อย่าคิดเข้าข้างตัวเองว่าฉันอยากแตะเนื้อต้องตัวนักเลย รู้แล้วก็อยู่นิ่งๆ”
แบคฮยอนตัวแข็งทื่อเมื่อได้ยินเขาพูดใส่หน้าอย่างนั้น แท้ที่จริงก็แค่แสดงละคร ไม่มีความห่วงใยอะไรแฝงอยู่ในนั้นเลยสักนิด
“อ้าวลูกเป็นอะไรละนั่นทำไมพี่เขาถึงได้อุ้มมา หืม” คุณนายปาร์คถอดแว่นตาออกจากหน้าเมื่อหันมาเห็นลูกชายกำลังอุ้มลูกสะใภ้เข้ามาในศาลาซุ้มดอกไม้ริมน้ำที่นางกำลังนั่งอยู่
“ผมสะดุดขั้นบันไดหัวเข่าเจ็บนิดหน่อยน่ะครับคุณแม่” แบคฮยอนต้องตอบโกหกท่าน
“พี่ชานไม่ดูแลลูกล่ะสิใช่มั้ย” แบคฮยอนถูกแม่ของเขาลูบศีรษะอย่างปราณีพลางปรายสายตาดุไปยังลูกชายคนเดียวของท่านอย่างคาดโทษ
“ปละ เปล่าหรอกครับคุณแม่ แบคฮยอนซุ่มซ่ามไม่ระวังเอง”
“ลูกไม่ต้องไปช่วยแก้ตัวแทนพี่เขาหรอก แม่รู้ว่าพี่ชานน่ะทำตัวไม่ดีกับลูก” คุณนายปาร์คส่งสายตาเฉียบคมรู้ทันไปยังลูกชาย จริงๆตอนแรกเธอจะต่อว่าลูกเรื่องที่มีข่าวหน้าหนังสือพิมพ์เช้านี้แต่พอเห็นลูกสะใภ้ติดตามมาด้วยก็ไม่อยากทำให้คนตัวเล็กรู้สึกไม่ดี จึงได้แต่คาดโทษพ่อลูกชายตัวดีจอมก่อเรื่องในใจ
“นี่แต่งงานกันมีแพลนไปฮันนีมูนมั่งมั้ยลูก”
“ไม่มีหรอกครับพวกเราต้องทำงาน ผมก็มีบริษัทต้องดูแล แบคฮยอนเค้าก็มีบริษัทต้องดูแลเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องไปฮันนีมูนให้เปลืองเวลาหรอก” คนที่ปฏิเสธออกมาทันควันคือลูกชายคนเดียว ในขณะที่แบคฮยอนเอาแต่นั่งฟังตาใสแจ๋วและลอบมองหน้าคนเป็นสามีเท่านั้น
“เกิดจะมาใส่ใจบริษัทอะไรเอาตอนนี้พ่อคุณ ทีไปล่องเรือที่แม็กซิโกกับยัยคนนั้นเป็นเดือนแม่ไม่เห็นว่าพี่ชานจะเดือดร้อนตรงไหน จำได้ไหมว่าเลขาคิมถึงกับต้องหอบเอกสารไปให้เซ็นที่ท่าเรือน่ะ หืม” คุณนายปาร์คเอ่ยด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้ลูกชาย ถ้านั่งใกล้ๆอีกนิดจะหยิกให้เนื้อเขียว
“โถ่ เรื่องมันแล้วไปแล้วน่าคุณแม่” ลูกชายทำเสียงโอดครวญ แต่คุณนายไม่นึกเห็นใจนอกจากสงสารลูกสะใภ้ที่นั่งฟังตาแป๋วแหววไม่ออกปากออกเสียง
“ไม่รู้ล่ะ ในฐานะที่แม่เป็นประธานอาวุโสของทั้งสองบริษัท แม่ขอสั่งพักงานทั้งสองคนหนึ่งอาทิตย์ให้ไปพักผ่อนสมอง”
“แต่คุณแม่...” ชานยอลลากเสียงยาวเรียกแม่
“นี่เป็นคำสั่งจากแม่และคุณปู่” พอได้ยินว่าเป็นคำสั่งจากคุณปู่ชานยอลก็เงียบเสียงลงทันทีเพราะรู้ว่าคำสั่งของคุณปู่ถือเป็นที่สุดของคนในตระกูล ไม่ว่าจะอยากทำหรือไม่อยากทำทุกคนไม่มีสิทธิ์คัดค้านนอกจากจะต้องปฏิบัติตามเท่านั้น
“หรือว่าพี่ชานจะขึ้นไปหาคุณปู่พร้อมแม่เดี๋ยวนี้แล้วบอกปฏิเสธด้วยตัวเองเลยล่ะ เอามั้ยแม่จะพาไป จะได้พูดกันเรื่องที่มันเกิดขึ้นเช้าวันนี้ด้วย เพราะแม่ยังไม่ได้เรียนคุณปู่เรื่องนี้พอดี” คุณนายขู่บุตรชายคนเดียวเสียงเฉียบและแน่นอนว่าปาร์คชานยอลไม่มีทางหลบเลี่ยงคำสั่งนี้ได้ นอกจากนั่งทำหน้าบูดโดยไม่สามารถตอบโต้ผู้เป็นแม่อีก
“ตัวเล็กก็ต้องพักเหมือนกันนะลูกนะ” คุณแม่ของเขาหันมาพูดกับแบคฮยอนเสียงอ่อนโยนผิดกับน้ำเสียงที่ใช้กับลูกชาย
“แล้วแต่คุณแม่ครับ” แบคฮยอนตอบรับอย่างว่าง่ายเพราะถึงยังไงก็ไม่กล้าขัดแม่สามีอยู่แล้ว
“ดีมาก งั้นเดี๋ยวแม่ดูก่อนว่าควรไปที่ไหนดีตอนนี้ เอ หรือตัวเล็กมีที่ไหนอยากไปเป็นพิเศษมั้ยลูก” คุณนายปาร์คหยิบไอแพดมาเปิดดูข้อมูลในอินเตอร์เน็ตพลางหันมาถามแบคฮยอนแต่กลับไม่คิดจะถามลูกชายอย่างเลยสักนิดเห็นได้ชัดว่าถือหางข้างใครมากกว่า
“แบคฮยอนไม่มีที่ไหนอยากไปเป็นพิเศษหรอกครับ แล้วแต่คุณแม่เลยดีกว่า”
“อืม ที่ไหนดีน้าถึงจะบรรยากาศดี พี่ชานล่ะอยากไปที่ไหน” คุณนายยอมหันมาถามความเห็นลูกชายในที่สุด
“โซล”
คนเป็นแม่ลดแว่นตาลงเพื่อมองหน้าลูกชายด้วยแววตาเอาเรื่องจนลูกชายหันหน้าหนีแล้วเงียบเสียงกวนประสาทลง
“งั้นเอาที่เกาะเจจูละกัน เรามีบ้านพักที่นั่นลูกๆจะได้มีคนดูแลอาหารการกินด้วย แม่ว่าช่วงนี้อากาศคงกำลังดี จะได้พักผ่อนกันให้สบายเนอะ” คุณนายเป็นคนสรุปเองทั้งหมดโดยที่แบคฮยอนเพียงแค่ยิ้มรับบางๆในขณะที่พ่อลูกชายคนเดียวหน้าบูดเป็นตูดหมึก แต่คนเป็นแม่ก็ไม่คิดจะสนใจ
“เดี๋ยวเย็นนี้ก็เก็บกระเป๋าแล้วออกเดินทางพรุ่งนี้เลยนะลูก ไม่ต้องรออะไรหรอก”
“ทำไมต้องกะทันหันอะไรขนาดนั้นด้วยล่ะ” ลูกชายร้องค้านขึ้นหน้ายุ่ง
“อ้าวก็แล้วจะต้องชักช้าทำไม พี่ชานมีปัญหาอะไรกับแม่นักเหรอ หือ”
พอแม่ชักสีหน้าเข้าใส่ลูกชายก็ได้แต่เงียบเสียงลงอีกครั้ง ไม่กล้าโต้เถียง
“โอเคนะ ตกลงตามนั้น เดี๋ยวพรุ่งนี้แม่ไปหาที่บ้านตั้งแต่เช้า”
ลูกชายถึงกับกรอกตาด้วยความเหนื่อยหน่ายเมื่อแม่บอกว่าจะบุกไปส่งถึงบ้านตั้งแต่เช้า นั่นหมายความว่าเขาไม่มีสิทธิ์บิดพลิ้วหรือหลีกเลี่ยงได้เลยนอกจากต้องทำตามคำบัญชาของแม่เท่านั้น
เมื่อตกลงเสร็จสรรพคุณนายปาร์คก็ยอมปล่อยลูกชายกับลูกสะใภ้ออกมาจากคฤหาสน์หลังทานอาหารเช้าเสร็จ โดยไม่ได้พาลูกชายขึ้นไปรับโทษจากคุณปู่บนบ้านใหญ่ ซึ่งพอลูกชายได้ยินแบบนั้นก็ได้โอกาสรีบช้อนอุ้มภรรยาเดินตัวปลิวมาขึ้นรถแล้วแทบจะบึ่งออกจากคฤหาสน์ทันที
“ไง สมใจเธอแล้วล่ะสิที่เอาแม่ฉันไปอยู่ข้างได้จนแม่ไม่เห็นหัวฉัน แถมยังบังคับไปฮันนีมูนบ้าบออะไรนี่อีก” พอขึ้นมาบนรถได้เขาก็พาลเอากับแบคฮยอนทันที แบคฮยอนเบือนหน้าหนีไม่อยากต่อปากต่อคำด้วย
“เงียบทำไม สมอกสมใจอยู่ล่ะสิ ถึงได้ไม่ขัดที่คุณแม่บอกให้ไปฮันนีมูนโง้นงี้” เขายังไม่หยุดราวีง่ายๆ แบคฮยอนตวัดสายตาขุ่นๆไปมองเขาด้วยความไม่เข้าใจ คนอะไรร้ายกาจอยู่ตลอดเวลาขนาดนี้ ปากคอเราะร้ายพ่นเอาแต่คำบาดจิตบาดใจออกมาใส่คนอื่น
“ทีคุณเองยังขัดท่านไม่ได้แล้วผมเป็นใครจะไปกล้าขัดท่าน”
“คุณแม่เข้าข้างเธอดูก็รู้ แต่เธอไม่อยากขัดท่านเองต่างหาก อยากอยู่กับฉันนักหรือไง แต่ฉันโคตรไม่อยากอยู่ใกล้เธอเลยปาร์ค แบคฮยอน ทั้งขยะแขยง ทั้งรังเกียจ”
แบคฮยอนหันหน้าหนีเมื่อคำพูดของเขาเสียดแทงหัวใจเข้าอย่างจัง การรักคนที่ไม่ได้รักแถมรังเกียจเข้าไส้มันเจ็บมากแบบนี้นี่เอง เขาเกลียดแบคฮยอน เกลียดชนิดที่ว่าไม่อยากมองแม้แต่หน้าด้วยซ้ำ
เอี๊ยด!
รถวิ่งเข้ามาจอดหน้าบ้านด้วยความเร็วสูง เสียงล้อรถบดกับถนนดังสนั่น แล้วเขาก็หันมาไล่แบคฮยอนเสียงดังคับรถ
“ลงไป ไม่อยากเห็นหน้า เกลียด! ”
แบคฮยอนยกมือขึ้นปัดน้ำตาที่ไหลนองข้างแก้ม แล้วแกะเข็มขัดนิรภัยออกด้วยมืออันสั่น กระเถิบตัวลงจากเบาะด้วยความยากลำบาก และคงไม่ทันใจเขา จนต้องเปิดประตูรถมาลากแบคอยอนให้ลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้าอย่างไม่ใยดีอยู่ที่พื้น
“สมน้ำหน้าชักช้าน่ารำคาญดีนัก”
ปัง!
ประตูรถเฉียดตัวแบคฮยอนไปไม่กี่เซ็นเมื่อเขากระแทกปิด แล้วหลังจากนั้นก็บึ่งออกจากบ้านด้วยความเร็วสูง แบคฮยอนที่ยังทรุดนั่งอยู่ตรงพื้นถนนหน้าบ้านได้แต่มองตามทั้งน้ำตาอาบหน้า เขาไม่รัก เขาเกลียดเข้าไส้ เขาไม่ใยดี ไม่มีอะไรสักนิดที่จะเหนี่ยวรั้งเขาไว้ได้ ไม่มีเลย...





100% 


#เล่ห์ร้ายชบ

..................................................................................................................
Talk ยังมีอะไรที่นายเอกของเราต้องเจออีกเยอะค่ะ ฮือออ TT








ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

7,355 ความคิดเห็น

  1. #7329 Tong2557 (@Tong2557) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 เมษายน 2561 / 17:29
    โอ้ยยยเรื่องนี้ชานโหดสมใจจิงๆ อ่านเเล้วทันรุ้สึกดี เดียวจะรอเวลาที่ชานต้องเป่นฝ่ายเจ้บบ้างฮึ!!!!เอาคืนหนักๆเลยเเอด
    #7329
    0
  2. #7286 aairch_ (@airxoxo) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2560 / 02:42
    ขอมอบเพลงนี้ให้แบคฮยอน "อยากจะรู้เพียง ถ้าไม่มีเขา(นังเคธี!) แล้วเราจะรักกันมั้ย?
    #7286
    0
  3. #7275 bowppk (@bowppk) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2560 / 10:04
    ชานยอลนี่ก็เกินไป????
    #7275
    0
  4. #7153 Natcharida Jeams Subtotim (@missmiami) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 เมษายน 2560 / 23:44
    เกลียดชานยอลว่ะ
    #7153
    0
  5. #7111 dovy_bubble (@pakjira-nest) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 เมษายน 2560 / 21:09
    เกลีนดชานอ่ะ
    #7111
    0
  6. #7045 Jammie-Lee (@Jammie-Lee) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 เมษายน 2560 / 22:58
    แบคฮยอนนนนนนนน เมื่อไหร่ชานจิเลิกใจร้ายยยย
    #7045
    0
  7. #7020 kartoonha (@kartoonha) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 มีนาคม 2560 / 17:59
    ใม ชานยอลเ-้ยงี้อ่ะ หย่าแล้วไปคบกับคยอมเหอะแบค เกลียดดด
    #7020
    0
  8. #6962 มอนเตอร์ღ (@-ben00-) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 มีนาคม 2560 / 15:21
    แบคมาหาเราเถอะอย่าไปอยู่กับคนเลวๆแบบชานยอลเลย
    #6962
    0
  9. #6513 Lolipop_CB (@FC_Chanbaek) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 / 14:01
    อยากฆ่า
    #6513
    0
  10. #6248 KAKARN_MATO (@kakarn00) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 / 16:13
    อยากตบ55555
    #6248
    0
  11. #6221 P.kiml (@paninfinitekiml) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:33
    อิเคธี่มันมีอิมเมจเป็นใครคะ อยากเห็นหน้า 5555 you think you cool right? 555
    #6221
    0
  12. #5977 Kr.Bamboo (@pai4226) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 มกราคม 2560 / 10:37
    เหอะๆๆๆ..
    #5977
    0
  13. #5952 Kratai Love Bie Makmy (@krataibie) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 มกราคม 2560 / 04:03
    -ชาน...
    #5952
    0
  14. #5723 phirayajungkook (@phirayajungkook) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 มกราคม 2560 / 17:43
    น่องแบคสู้ๆค่ะ ฮรืออออ
    #5723
    0
  15. #5551 pim pimmi (@pim35225) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 มกราคม 2560 / 20:41
    โอ๊ยยยย อิเลว เกลียดมาก แบคลูกกก
    #5551
    0
  16. #5428 itisnan (@itisnan) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 มกราคม 2560 / 15:15
    โอโอ อี here บางทีก็มีความรู้สึกว่าดราม่าจนมันตลกร้ายอะ เกลียดไรเบอร์นั่นฆ่าทิ้งเลยดีไหมคะ
    #5428
    0
  17. #5392 XMCB_BB (@pornkanok2557) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 มกราคม 2560 / 16:37
    น้ำตาจะไหลตามแบค สงสาร ยกแบคให้ยูคไปเถอะ ฮือออ เกลียดพระเอกเข้าไส้ค่ะ
    #5392
    0
  18. #5353 NookNH94 (@kachapa30) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 มกราคม 2560 / 00:17
    เลวไปไหมพระเอกเรื่องนี้ อยากด่าแต่เกรงใจความหล่อ จะเอาพี่ยูคให้น้องแบคคค
    #5353
    0
  19. #5285 thadsaya (@thadsaya) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 มกราคม 2560 / 18:37
    อิปาร์คหัวร้อนแล้วนะ เดี๋ยวแทงแหม่ม
    #5285
    0
  20. #5264 Milk'มนุษย์Ohse❤ (@milk03636) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 มกราคม 2560 / 13:28
    อยากฆ่าปาร์คชานยอลโว้ยยยย หัวร้อนมากกกก
    #5264
    0
  21. #5084 No_wayla (@baekin) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2559 / 04:44
    กำมีดปืนแน่น พร้อมยิงมากบอกเลย ไอเจ้าพี่ชาน ไอพี่ชาน ไอคุณพี่ชานนนนนนนนนนนน
    #5084
    0
  22. #4905 beambeam1a (@beambeam1a) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 / 23:45
    นี่ตอนเด็กชานยอลมันกินย่าขนหรือยังไง ทำไมถึงโง่เง่าอะไรขนาดนี้หล่ะ คนดีๆมีไม่รักไปรักอีชะนีที่คอยเกาะแดก อห.ไม่รู้จะเอาไปเปรียบกับอะไรดี เอาไปเปรียบกับควายก็สงสารควายค่ะซิส
    #4905
    0
  23. #4879 23146589m (@23146589m) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2559 / 20:33
    อ่านแล่วน้ำตาไหล555คือสงสารแบคอ่าาาชยอลตะไมทำกะแบคแบบนี้น้ะ
    #4879
    0
  24. #4786 kim__tm (@kim__tm) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 / 00:12
    เลวไปมะ
    #4786
    0
  25. #4465 Ohsem (@hztao68) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2559 / 23:04
    มันจะง่ายกว่านี้มากเลยถ้าแบคไม่ได้รักชานอ่ะ เห้ออ
    #4465
    0