SF/OS : Our Story #BinMin #NenNyeon

ตอนที่ 30 : เหมือนดั่งฝัน | บทที่ห้า : กลิ่นราตรี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 325
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    20 ธ.ค. 63





     บทที่ห้า



     เสียงจ้อกแจ้กจอแจของผู้คนตามร้านค้าและเสียงแม่ค้า พ่อค้าตะโกนขายของ เรียกลูกค้าทำเอาเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดเบ้หน้า มือเรียวจับแขนพี่ชายแน่นขึ้นเมื่อเห็นว่ามีคนกลุ่มมองมาด้วยสายตาไม่น่าไว้ใจในความคิดเขา

     “พี่เหมือน รีบหาซื้อผ้ากันเถิด คนเยอะ จันทร์ไม่ชอบเลย” จันทร์วาดบอกเสียงอ่อน

     เหมือนฝันดึงมือน้องชายออกจากแขนแล้วเปลี่ยนมาจับมือแทน มือขาวลูบผมคนเป็นน้องอย่างอ่อนโยน จันทร์วาดไม่ชอบสถานที่คนเยอะ วุ่นวาย เสียงดัง เด็กหนุ่มชอบอยู่บ้านอ่านหนังสือ ฟังเพลงจากวิทยุ สถานที่ไปบ่อยสุดคงจะเป็นบ้านของเมธีไม่ก็บ้านป้าเพ็ญ แทบจะไม่ออกไปไหนหากไม่จำเป็น มีเพียงบางครั้งที่ขอออกไปข้างนอก ซึ่งก็น้อยมากจนนับครั้งได้

     “ถ้าจันทร์ไม่ชอบผ้าจากพาหุรัด เช่นนั้นเราเข้าไปดูแบบแล้วสั่งตัดในตลาดมิ่งเมืองเลยดีไหม” เหมือนฝันถาม

     ไม่บ่อยนักที่เขาจะพาจันทร์ออกมาที่พาหุรัดเพื่อเลือกผ้าไปตัดชุด ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีเงินแต่น้องชายแสนดีที่ใช้ของเสียจนคุ้มค่า ไม่ขาดจนเย็บไม่ได้หรือเปื่อยอีกคนก็ไม่ยอมออกมาหาซื้อชุดใหม่ด้วยเหตุผลว่าเสียดายเงินที่เขาหามา

     เหมือนฝันเองก็อยากบอกน้องชายเช่นกันว่าเงินที่เขาหามานั้น เขาตั้งใจนำมาใช้กับคนเป็นน้องทั้งหมด

     “ไปตัดที่นั่นจะแพงไหม เราเอาไปให้ป้าเพ็ญตัดดีกว่า ป้าเพ็ญก็ตัดสวย ดูซี ตัวนี้ป้าเพ็ญตัดให้จันทร์” จันทร์วาดว่าพร้อมกับชี้ไปที่เสื้อคอจีนสีดำที่ตนใส่อยู่อย่างภูมิใจ ก่อนจะหงอยลงเมื่อได้ยินคำพูดของเหมือนฝัน

     “ไม่ได้ หากนำไปให้ป้าเพ็ญตัด ป้าเพ็ญก็จะไม่รับเงินเหมือนทุกที แกนั่งตัด นั่งเย็บตั้งนาน สุดท้ายก็ไม่เอาเงิน พี่เกรงใจ หลังแกยิ่งไม่ค่อยจะดี”

     เหมือนฝันมองร้านขายผ้าที่ทอดยาวตามแนวถนนพาหุรัดไปอีกหลายร้าน แต่ดูท่าผ้าคงเหมือนกับร้านก่อนหน้าและคงไม่มีที่ถูกใจจันทร์วาด เขาจึงตัดสินใจพาน้องชายมาในตลาดมิ่งเมืองแทน

     ตลาดมิ่งเมืองที่มีชื่อเสียงมาช้านานในเรื่องการตัดเย็บเสื้อผ้าเพราะมีช่างตัดเย็บฝีมือดีมากมายหลายร้านเพื่อรองรับลูกค้าจากสำเพ็งและพาหุรัดที่มาตัดชุด ได้รับความนิยมเพราะสะดวกสบายไม่ต้องไปหาร้านตัดชุดไกล ทั้งยังมีแต่ร้านที่ตัดเย็บได้สวยงาม ประณีตและรวดเร็วถึงขั้นมีข่าวลือว่าสั่งชุดที่นี่เพียงออกไปหาอะไรทานกลับมาก็ได้ชุดเลย

     จันทร์วาดยิ้มอย่างพอใจเมื่อเห็นทางเข้าที่ตั้งด้านหน้าก่อนเข้าไปในตลาดมิ่งเมืองอย่างห้างรัตนมาลานั้นดูไม่ค่อยมีผู้คนมากเท่าไหร่ ก่อนจะหุบยิ้มเมื่อเขาคิดผิด 

     เมื่อเข้ามาด้านในนั้นผู้คนแทบจะเยอะกว่าที่พาหุรัดเป็นเท่าตัว ทั้งคนที่มาเดินดูของในห้างรัตนมาลา ลูกค้าที่มาตัดเสื้อเดินกันให้ขวักไขว่ และเขาเองก็เพิ่งรู้ว่าอีกฝั่งหนึ่งของตลาดมิ่งเมืองนั้นเป็นอู่จอดรถขนส่งสำหรับคนที่จะเดินทางไปต่างจังหวัดเพราะอย่างนั้นภายในจึงมีคนมากกว่าปกติ

     เหมือนฝันพาจันทร์วาดเดินเข้าไปด้านใน ก่อนจะเดินเข้าไปยังร้านตัดเสื้อร้านประจำที่เขามาบ่อยโดยไม่ต้องเสียเวลาเลือกร้านให้นาน

     “สวัสดีค่ะ อุ๊ย คุณนั่นเอง เชิญค่ะ พาใครมาด้วยคะเนี่ย” หญิงสาวที่ดูอายุใกล้เคียงกับเหมือนฝันเอ่ยทัก

     “น้องชายครับ”

     “ตายแล้ว งามทั้งพี่ทั้งน้องเลยนะคะเนี่ย สวยกันทั้งบ้านหรือเปล่าคะ น่าอิจฉาจริงเชียว” เธอแกล้งเย้า

      “…” เหมือนฝันยิ้มรับเล็กๆ ก่อนมองน้องชายที่กำลังไล่มองสำรวจภายในร้านอย่างตื่นตาตื่นใจเพราะภายในนั้นดูแตกต่างจากร้านอื่นพอสมควร

     “วันนี้จะตัดเสื้อแบบไหนดีคะมีแบบที่อยากได้หรือผ้าที่ต้องการมาหรือเปล่า”

     “ไม่มีเลยครับ พอดีจะตัดของน้องชายแต่เจ้าตัวไม่มีผ้าที่ถูกใจ แล้วก็ผมจะตัดกางเกงด้วยครับ”

     “อย่างนั้นลองดูผ้าตัวนี้ไหมคะ เป็นผ้าลายลูกไม้ สวยเชียวค่ะ ที่ร้านเพิ่งนำเข้ามา มีส่วนที่เราตัดแบบไว้แล้วดูก่อนได้นะคะ”

     เหมือนฝันสะกิดน้องชายพากันเดินตามหญิงสาวเข้าไปดูผ้าที่ว่า เธอชี้ไปที่หุ่นตั้งใส่เสื้อแบบที่บอกไว้ เหมือนฝันยิ้มอย่างพอใจ เสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาว ทั้งตัวเป็นลายลูกไม้สวยงาม แค่คิดว่ามาอยู่บนตัวจันทร์วาดคงงดงามน่าดู

     “สวยมากเลยครับ จันทร์ชอบไหม” คนเป็นพี่ถาม

     “อื้ม สวย แต่…” เด็กหนุ่มบอก ทำท่าอ้ำอึ้งเหมือนมีอะไรจะพูด “คือ… ราคาเท่าไหร่หรือครับ”

     “ตัวนี้หรือคะ ไม่แพงมากหรอกค่ะเทียบกับคุณภาพสำหรับผ้านำเข้าแล้ว ราคาก็—”

     “ถามอะไรเยอะแยะจริงเชียว ขอโทษด้วยนะครับ ช่วยพาแกไปลองเสื้อ วัดตัวที วัดสำหรับตัดกางเกงด้วยนะครับ” เหมือนฝันพูดขัด หากจันทร์วาดได้รู้ราคาของพวกนี้ คงได้วิ่งหนีออกจากร้านไปแน่

     “กางเกงด้วยหรือพี่เหมือน ที่บ้านก็ยังมี—”

     “ไม่ต้องถามเลยเรา พี่บอกให้ตัดก็ตัดเถอะน่า ใช่ว่าเราจะยอมออกนอกบ้านบ่อยเสียเมื่อไหร่”

     ปากสวยของเด็กหนุ่มคว่ำลงอย่างขัดใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยอมเดินตามพนักงานหญิงอีกคนไปวัดตัวตามคำสั่งของคนเป็นพี่

     “น่ารักกันจังเลยนะคะเนี่ย เช่นนั้นดิฉันขอวัดตัวคุณด้วยนะคะ”

      เธอเอ่ยบอกพร้อมกับหยิบสายวัดตัวขึ้นมา เหมือนฝันปล่อยให้เธอวัดตัว ดวงตาสวยมองออกไปข้างหน้าก็พบชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งยืนอยู่หน้าร้าน ทำท่าชี้มาทางเขากับจันทร์วาด เขารีบหันไปหาน้องชายที่เพิ่งเดินเข้าห้องลองเสื้อไปก่อนหันไปสบตากับผู้ชายกลุ่มนั้นอีกครั้ง อีกฝ่ายพากันหลบสายตา คนหนึ่งในกลุ่มก้มหน้า เกาคอแก้เขินเหลือบมองเขาและหลบสายตาอีกครั้ง

     เหมือนฝันถอนหายใจเบาๆ เขาพอจะรู้เหตุผลแล้ว

     “เสร็จแล้วค่ะ หุ่นคุณนี่สวยมากเลยนะคะ เอวเป็นเอว สะโพกเป็นสะโพก ประเดี๋ยวดิฉันจะตัดเข้ารูปให้อย่างสวยเชียวค่ะ” 

     “ผมขอหลวมกว่าสักหนึ่งหรือสองขนาดครับ ไม่เอารัดรูป ทั้งผมและน้อง ขอประมาณที่ผมใส่อยู่ก็ได้ครับ ” เหมือนฝันบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง แล้วชี้ไปที่กางเกงทรงกระบอกสีครีมที่ตนใส่อยู่

     “ตายแล้ว ขอประทานโทษค่ะ ไม่ใช่ทุกคนจะชอบซีนะ ดิฉันนี่แย่จริงเชียว” เธอว่าแล้วตีปากตัวเองเบาๆ หากความปากพล่อยทำเสียให้ลูกค้าประจำเธอคงไม่รอดโดนไล่ออกแน่ๆ

     “ไม่เป็นไรครับ เรื่องแค่นี้” 

     “อย่างนั้นขนาดเอวเอาตามที่วัดนะคะ ถ้าใส่ใหญ่จะหลวมและไม่สวยเอา ส่วนช่วงสะโพกกับขาดิฉันจะเพิ่มขนาดให้” เธอว่าก่อนจะจดบางอย่างลงกระดาษ พร้อมกันกับที่จันทร์วาดลองเสื้อเสร็จพอดี “รอสักครู่นะคะ จะนั่งรอที่ร้านหรือออกไปหาอะไรอร่อยๆ กินก่อนก็ได้นะคะ แถวนี้ของอร่อยเยอะมากค่ะ”

     “ขอบคุณครับ แล้วทั้งหมดนี้เท่าไหร่หรือครับ”

     “อุ๊ย จะจ่ายเลยหรือคะ เชิญทางนี้เลยค่ะ” เธอบอกแล้วผายมือไปที่โต๊ะคิดเงินหน้าร้าน

     “จันทร์นั่งรอพี่สักเดี๋ยวนะ” คนเป็นน้องพยักหน้ารับพร้อมกับหยิบนิตยาสารหน้าปกดาราดังขึ้นมาอ่าน

     เหมือนฝันมองพนักงานหญิงสาวที่กำลังคิดเงินอย่างมีความสุขจนเผลอฮัมเพลงออกมา เธอเงยหน้ามายิ้มให้เขาแล้วยื่นกระดาษที่เขียนรวบรวมค่าเสื้อผ้ามาให้เขา 

     เหมือนฝันรับมาดู ราคาไม่ต่างจากที่เขามาตัดในทุกที เพียงแค่ครั้งนี้แพงขึ้นเพราะตัดหลายตัว มือขาวเปิดกระเป๋าหนังใบโปรด เก็บใบคิดเงินลงกระเป๋าไม่ให้น้องชายเห็น ถ้าจันทร์วาดเห็นคงโวยวายจนปวดหู ก่อนหยิบเงินออกมาจ่ายอย่างไม่ลังเล ไม่มีแม้แต่การต่อรองราคา นั่นยิ่งทำให้หญิงสาวยิ้มกว้างกว่าเดิม

     เสียงของผู้มาใหม่เรียกความสนใจจากพนักงานตรงหน้าเขา อีกฝ่ายยกมือไหว้แล้วเอ่ยสวัสดีอย่างนอบน้อม เหมือนฝันหันไปก็พบผู้หญิงหน้าตาสะสวย ท่าทางดูสง่ากับชายหนุ่มตาคม จมูกโด่ง หน้าตาหล่อเหลาที่เขาคุ้นหน้าเป็นอย่างดี

     “สวัสดีครับคุณเหมือนฝัน” อีกฝ่ายทักทายพร้อมเดินเข้ามาหา

     “สวัสดีครับคุณแทนรัก
     “มาตัดชุดหรือครับ อ่า มาร้านตัดเสื้อก็ต้องมาตัดเสื้อผ้าซี ผมนี่ถามอะไรไม่เข้าเรื่อง” อีกฝ่ายหัวเราะแห้ง ทำตัวไม่ถูกเมื่อได้พบคนที่เคยตามจีบ ถึงแม้จะโดนปฏิเสธจนอกหัก ช้ำรักไปอยู่ช่วงหนึ่งก็ตาม “แล้วนี่สั่งตัดเรียบร้อยหรือยังครับ นี่เป็นร้านพี่สาวผมเอง ประเดี๋ยวผมจะลดราคาให้”

     “เรียบร้อยแล้วครับ ไม่เป็นไรครับ มีแต่ของนำเข้า เนื้อผ้าดีๆทั้งนั้น ผมขอจ่ายเต็มราคาจะดีกว่าครับ” 

     “ขอบพระคุณมากเลยนะคะ” หญิงสาวที่เดินเข้ามาพร้อมแทนรักเมื่อครู่เอ่ยแทรก “นายเป็นเจ้าของหรืออย่างไรจะมาลดราคาเองน่ะ ดิฉันช่อทิพย์นะคะ เป็นเจ้าของร้านแล้วก็เป็นพี่สาวตาแทนค่ะ”

     “สวัสดีครับ” เหมือนฝันก้มหัวให้เธอเล็กน้อย “ผมต้องขอตัวก่อนนะครับ จะพาน้องชายไปหาอะไรทาน ประเดี๋ยวผมกลับมาเอาชุดนะครับ” 

     คนตัวขาวหันไปพูดกับพนักงานหญิง พูดจบก็เดินไปจูงมือจันทร์วาดพากันออกจากร้านไป แทนรักมองตามอย่างเสียดาย เหมือนฝันยังคงเหมือนเคย มีกำแพงหนากั้นไม่ให้เขาปีนขึ้นไป และแม้จะพยายามทุบกำแพงนั้นแต่อีกคนก็สร้างกำแพงเพิ่มขึ้นมาอีกอยู่ดี

     “อาลัยอาวรณ์อะไรขนาดนั้นตาแทน ว่าแต่เขาเป็นใคร งามทั้งพี่ทั้งน้องเชียว ผิวนี่ขาวผ่อง แต่งตัวดีทั้งคู่ ว่าที่หนุ่มงามแห่งสยามหรือเปล่า”

     “ไม่ใช่ครับ คุณเหมือนฝันไม่มีวันลงประกวดอะไรแบบนั้นหรอก” แทนรักว่า “เขาเป็นคนที่ผมเคยตามจีบน่ะ งามใช่ไหมล่ะครับ เป็นผู้ชายที่งามยากหาใครเปรียบ นิสัยก็ดี ขยัน ร้องเพลงก็เพราะ—”

     “ให้มันน้อยๆหน่อยเถอะ ถ้าว่าที่คู่หมั้นนายมาได้ยินคงกรี๊ดแตก” ช่อทิพย์บอก เมื่อนึกถึงคนที่พ่อแม่หามาให้น้องชายแล้วก็นึกขนลุก

     “พี่ทิพย์ก็รู้ว่าผมไม่ได้อยากหมั้น” ชายหนุ่มถอนหายใจ “จริงซี ประเดี๋ยวผมออกเงินค่าเสื้อผ้าให้คุณเหมือนฝันครึ่งหนึ่ง ตอนเขามารับเสื้อก็บอกว่าเป็นส่วนลดของร้านอะไรก็ได้”

     “ปิดทองหลังพระหรือคะคุณแทนรัก” ช่อทิพย์ถามหยอกล้อน้องชาย แล้วเอ่ยถามสิ่งที่สงสัย “ทำไมถึงออกเงินให้เขาล่ะ ไม่ได้เป็นอะไรกันเสียหน่อย เขาคงไม่ชอบใจเท่าไหร่หากนายทำแบบนี้ หรือนายไปติดหนี้เขารึ”

     “โธ่ พี่ทิพย์ละก็ ผมจะไปติดหนี้ใครเล่าครับ ผมแค่อยากออกให้เท่านั้น คุณเหมือนฝันเธอไม่ค่อยมีเงินน่ะครับ ผมเห็นเธอขยันทำหลายอย่างทั้งร้องเพลง ทำขนมขาย บางทีเห็นเธอรับผ้ามาเย็บด้วย แต่ตอนนี้น่าจะเลิกทำแล้ว” เมื่อนึกถึงสมัยที่ตามจีบอีกคนก็อดสงสารไม่ได้ เขาแอบดูเหมือนฝันอยู่ห่างๆจึงเห็นว่าอีกคนนั้นทำงานหลายอย่าง แค่เห็นเขายังเหนื่อยแทน

      “เขาบอกหรือว่าเขาไม่มีเงิน” แทนรักเลิกคิ้วสงสัยในสิ่งที่พี่สาวถาม “งงอะไร พี่ถามอย่างไรเล่าว่าเขาเคยพูดหรือว่าไม่มีเงิน”

      “พี่ทิพย์หมายความว่าอย่างไร”

     “…” เธอไม่ตอบ แต่กวักมือเรียกพนักงานหญิงที่คุยกับเหมือนฝันที่โต๊ะคิดเงินเมื่อครู่ “คุณคนที่สวยๆเมื่อกี๊เขาตัดเสื้อไปเยอะไหม”

     “อ๋อ คุณคนนั้น เยอะค่ะ ปกติเธอมาคนเดียว วันนี้พาน้องชายมาด้วยก็เลยตัดไปหลายตัว เธอเลือกผ้านอกทั้งนั้นเลย รสนิยมดี๊ดี เธอเลือกเสื้อเชิ้ตลายลูกไม้ที่คุณช่อตัดไว้ด้วยนะคะ ตาถึงมากๆ” พนักงานสาวเอ่ยบอกอย่างอารมณ์ดี
     “คุณแทนเขาอยากจ่ายเงินให้น่ะ”

     “โอ๊ย คุณเขาจ่ายหมดแล้วค่ะ จ่ายเงินสด ไม่มีต่อสักกระติ๊ด”

     “งั้นหรือ ขอบใจ ไปทำงานต่อเถอะ” ช่อทิพย์เอ่ยบอกพนักงานแล้วหันกลับมามองน้องชายที่นิ่งค้าง อ้าปากหวอไปแล้ว “อย่างไรล่ะ”

     ชายหนุ่มกะพริบตาปริบๆ เขารู้ดีว่าเสื้อผ้าร้านของพี่สาวตนนั้นราคาสูงเพียงใด เพราะส่วนใหญ่นั้นเป็นผ้านำเข้าจากต่างประเทศ คนที่มาตัดส่วนใหญ่ล้วนเป็นคุณหญิง คุณนาย คุณชายหรือแม้แต่ดาราดัง ต่างจากร้านตัดเสื้อรอบข้าง เขาลืมนึกถึงข้อนี้ไปได้อย่างไร แล้วพนักงานยังบอกว่าเหมือนฝันสั่งตัดไปหลายตัวอีก 

     “พี่มองปราดเดียวก็รู้แล้วทั้งเสื้อ กางเกง หรือแม้แต่กระเป๋าที่เขาใช้น่ะมีแต่แพงๆ ถึงบางอย่างจะตกรุ่นไปหน่อยคงซื้อแล้วใช้ยาวทั้งพี่ทั้งน้อง” ช่อทิพย์ว่าขำเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าน้องชายยังไม่หายอึ้ง “คุณเหมือนฝันของนายน่ะไม่ได้ไม่มีเงินแบบที่นายคิดหรอกนะ”


     *****

     
         เมื่อออกจากตลาดมิ่งเมืองเหมือนฝันก็พาจันทร์วาดเดินออกมาหาอะไรรองท้องระหว่างรอเสื้อ แต่เดินไปได้ไม่เท่าไหร่ น้องชายตัวผอมก็สะกิดให้ดูขนมรายทาง เขายิ้มให้เด็กหนุ่มที่จ้องขนมตาวาววับก่อนจะพยักหน้าแล้วเดินไปต่อแถว

     “เอ่อ ขอโทษนะเธอ” 

     เสียงเรียกและแรงสะกิดทำให้เหมือนฝันหันไป ก็พบชายหนุ่มที่ดูรุ่นราวคราวเดียวกัน ส่งยิ้ม ท่าท่างขัดเขินไม่กล้าสบตาใส่ เขาถอยห่างจากชายหนุ่มเพียงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเป็นคนเดียวกันกับที่ยืนรอเป็นกลุ่มหน้าร้านตัดเสื้อตอนเขาวัดตัว

     “คือฉันถูกใจเธอน่ะ เห็นว่าน่ารัก อยากคุยด้วย” ชายหนุ่มเอ่ยบอกแล้วหลบตา เหมือนฝันหันไปมองน้องชาย อีกคนก็ทำเพียงยักไหล่กลับมา

     “ขอโทษด้วยนะครับ” เหมือนฝันปฏิเสธอย่างสุภาพ ชายหนุ่มหน้าเจื่อนลงจนเขานึกอยากขอโทษซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้นเขาต้องเด็ดขาด จะสงสารทุกคนที่เข้ามาไม่ได้ ไม่อย่างนั้นชีวิตเขาคงไม่สงบสุข

     “ไม่เป็นไร แล้วคนนั้นล่ะ เพื่อนเธอรึ เพื่อนฉันชอบน่ะ” ชายหนุ่มว่าแล้วพยักหน้าไปทางจันทร์วาดก่อนชี้กลับไปยังกลุ่มเพื่อนด้านหลังที่มีชายหนุ่มอีกคนที่กำลังโดนเพื่อนรุมแซว

     “คนนั้นมีเจ้าของแล้ว”

     “พี่เมธ” 

     ดั่งอัศวินขี่ม้าขาวในนิทาน เมธีปรากฏตัวขึ้นมาราวกับสั่งได้ เหมือนฝันนึกขำเมื่อเห็นท่าทางของเพื่อนผิวเข้ม ตัวก็สูงใหญ่น่ากลัวพออยู่แล้ว ยังทำหน้าถมึงทึงใส่อีกฝ่ายจนเผลอถอยหนี ไม่พอยังมองขวางใส่กลุ่มเพื่อนของชายหนุ่มอีก 

     “ง..งั้นรึ ฉันขอโทษ ฉันไปแล้วนะ” พูดจบก็รีบเดินจ้ำอ้าวออกไป ไม่วายโดนเมธีจ้องเขม็งไม่วางตา

     เพี๊ยะ!

     “โอ๊ย จันทร์คะ พี่เจ็บนะ” คนตัวใหญ่ว่า ลูบแขนป้อยๆตรงที่โดนคนตัวเล็กกว่าตี

     “สมน้ำหน้า มีเจ้าของอะไรกัน พูดไปเรื่อย” เด็กหนุ่มเบะปากใส่ก่อนจะสะบัดหน้าหนีกลับไปต่อแถวซื้อขนม

     “มือหนักชะมัด นี่จันทร์แอบไปเรียนต่อยมวยที่ไหนมาหรือเปล่า” เมธีกระซิบถามเหมือนฝัน

     “จะไปเรียนทำไม ในเมื่อนายน่ะเป็นกระสอบทรายซ้อมมือที่ดีที่สุด” คนตัวขาวขำเมื่อเพื่อนทำท่ากระฟัดกระเฟียดใส่เขา

      “ว่าแต่เธอเถอะ เจ้าของตัวจริงไม่มาด้วยหรือ ถ้ารู้ว่ามีคนมาจีบ ป่านนี้คงวิ่งจากโรงพยาบาลมาพาหุรัดแทบไม่ทัน”

     “เจ้าของอะไรกัน ฉันกับคุณชายพีไม่ได้เป็นอะไรกันเสียหน่อย” เหมือนฝันบอกแล้วเบือนหน้าหนีพร้อมกันกับที่มือขาวยกมาจับแหวนที่ห้อยอยู่ใต้เสื้อ

      “ฉันยังไม่ได้บอกว่าเป็นคุณชายพี”

     เป็นคราวของเมธีได้ขำบ้างเมื่อเห็นท่าทีล่อกแล่กของเพื่อนตัวขาว เหมือนฝันแกล้งกระแอมแก้เขินแล้วเดินหนีไปหาจันทร์วาดแทน

     พี่น้องบ้านนี้ช่างปากแข็งกันเสียเหลือเกิน


     *****


     วังวรวงศ์คุณากร , พระนคร 

     “หนูชลทานนี่สิลูก พี่ชายพีเขาโปรดมาก คุณชายตักให้น้องซี”

     “ครับ หม่อมย่า” คุณชายพีรภัทรตอบรับแล้วตักขนมช่อม่วงใส่จานของหม่อมหลวงชลลิสาที่ยิ้มแหยใส่เขา

     คุณชายพีรภัทรจิ้มขนมช่อม่วงเข้าปากตนแล้วเสตาหลบหม่อมย่าที่มองเขากับชลลิสาสลับกันไปมาแล้วยิ้มอย่างสุขใจ เขาไม่ได้พูดอะไรแม้ในใจจะอึดอัดไม่ต่างจากชลลิสาเช่นกัน

     เห็นขนมช่อม่วงแล้วก็คิดถึงเหมือนฝัน ไม่รู้ว่าตอนนี้อีกคนจะทำอะไรอยู่

     ที่จริงแล้ววันนี้เป็นวันหยุดของเขาและตั้งใจไม่บอกเหมือนฝันเพื่อจะไปแกล้งให้ตกใจ แต่เขากลับเจอเรื่องน่าตกใจกว่าเมื่อหม่อมย่าเชิญชลลิสาที่บังเอิญหยุดวันเดียวกับเขามารับประทานของว่างที่วังด้วยกัน

     “ช่อม่วงสูตรหม่อมย่านี่อร่อยไม่เปลี่ยนเลยนะคะ เล็กล่ะคิดถึ๊ง คิดถึง” หม่อมราชวงศ์นาราภัทรหรือคุณหญิงเล็กเอ่ยบอกอย่างสดใสพร้อมกับจิ้มขนมช่อม่วงเข้าปาก

     “ไม่ต้องทำพูดดี ปากบอกคิดถึงย่าแต่หนีไปทำงานอยู่หัวหิน นี่หากไม่ใช่วันเกิดย่าก็คงไม่กลับมาหาย่าแล้วล่ะมังหญิงเล็ก” 

     “โธ่ หม่อมย่าคะ ก็ที่นู่นขาดแคลนหมอนี่คะ หม่อมย่าลองนึกถึงเด็กๆตัวเล็กที่ป่วยแต่ไม่มีหมอรักษาดูซีคะ เล็กว่าน่าสงสารออก” คุณหญิงเล็กลุกจากที่นั่งกุลีกุจอเข้าไปกอดอ้อนหม่อมย่าเฟื่องฟ้า อธิบายเหตุผลพร้อมทำหน้าตาน่าสงสารจนพีรภัทรกลอกตาเบื่อหน่าย

     ไม่ใช่ว่าหนีไปเพราะกลัวจะโดนหม่อมย่าจับดูตัวแล้วแต่งงานหรอกหรือ

     “เอาล่ะๆ กลับไปนั่งที่ ย่าบ่นไปหญิงเล็กก็มีข้ออ้างตลอด” นาราภัทรลุกขึ้นตามทำสั่งของคนอาวุโสกว่า ก่อนหันมายักคิ้วใส่พีรภัทรอย่างยียวน ทำเอาคนน้องกำส้อมในมือแน่น “แล้วเราล่ะชายพี คิดจะหมั้นกับหนูชลเมื่อไหร่”

     “แค่กๆๆๆ” 

     นาราภัทรป้องปากหัวเราะเมื่อน้องชายโดนถามในสิ่งที่ไม่อยากได้ยินที่สุด ทั้งพีรภัทรและชลลิสาตกใจจนสำลักช่อม่วงที่เคี้ยวอยู่ 

     “ขำอะไรล่ะหญิงเล็ก เอาน้ำให้หนูชลดื่มซี หลานคนนี้นี่” หม่อมย่าว่าพลางลูบหลังคุณชายพีและส่งแก้วน้ำให้คุณชายหลานรัก 

     คุณชายหมอสบตาเข้ากับชลลิสา อีกฝ่ายก็มีท่าทีอึกอัก สีหน้าลำบากใจนั้นเป็นตัวบอกได้ดีว่าเธอกับพีรภัทรไม่ได้รักใคร่และคิดต่อกันไปในทางชู้สาว

     “ค..คือ ชลยังไม่ได้คิดเรื่องนี้เลยค่ะ ชลเพิ่งกลับมาจากฝรั่งเศสไม่นานนี้ ยังอยากเที่ยวเล่นอยู่ แล้วก็ยังอยากทำงานที่รักอยู่ค่ะ อุตส่าห์ไปเรียนไกลถึงฝรั่งเศส ชลอยากใช้ความรู้ที่มีไปกับการทำงานน่ะค่ะ” ชลลิสาอธิบายให้หม่อมย่าฟัง ผู้อาวุโสกว่าพยักหน้าตามคำพูดของหม่อมหลวงทำเอาเธอใจชื้นขึ้นมา คิดว่าอีกฝ่ายคงเข้าใจ

     “ย่าก็ไม่ได้อยากเร่งหรอก แต่หมั้นไว้ก่อน เรื่องแต่งค่อยว่ากัน ไม่ได้เสียหายอะไร ชายพีก็จะสามสิบเข้าไปแล้ว ย่าอยากให้ชายพีเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที”

     “โธ่ หม่อมย่าครับ” พีรภัทรแทรกขึ้น “อย่าเพิ่งเร่งเราเลยนะครับ ผมเองก็ยังไม่ได้คิดเรื่องนี้ คงอีกนานเลยล่ะครับ”

     แต่หากให้แต่งงานกับเหมือนฝัน จะแต่งวันนี้ เดี๋ยวนี้ พีรภัทรก็พร้อม 

     “ไม่ได้คิดเรื่องนี้เพราะไปติดใครล่ะ ค่ำมืดกว่าจะกลับ วันหยุดก็อยู่ไม่ติดวัง อย่าให้ย่ารู้นะว่าไปคว้าใครก็ไม่รู้มา”

     “ขอประทานโทษค่ะ มีสายเรียนถึงคุณท่านเจ้าค่ะ” หม่อมย่าเฟื่องฟ้าหันไปหาแม่บ้าน พยักหน้ารับ แล้วเอ่ยขอตัวลุกไปรับโทรศัพท์ 

     ราวกับยกภูเขาออกจากอก คุณชายพีรภัทรถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อเห็นว่าหม่อมย่าเดินลับไป ไม่ต่างจากชลลิสานั่งตัวเกร็งมานานก็ปล่อยตัว ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ เธอไม่เคยรับประทานของว่างแล้วเหนื่อยเท่านี้มาก่อน

     “ดูทำเข้า ไม่รัก ไม่ชอบพอ ไม่อยากแต่งกันแล้วทำไมไม่บอกหม่อมย่าไปตรงๆ” คุณหญิงเล็กว่า 

     “หากบอกได้ง่ายขนาดนั้น พี่หญิงเล็กจะหนีไปหัวหินทำไมล่ะครับ” พีรภัทรตอบอย่างประชดประชัน “ผมอยากพาคนของผมมาแนะนำให้หม่อมย่ารู้จัก แต่คงจะยากหน่อย หม่อมย่าคงไม่ชอบใจแน่ ผมก็ไม่อยากเร่ง เขาคงลำบากใจ ผมอยากให้เวลาเขาอีกสักนิด”

     “นั่นซีคะ ชลก็ลำบากใจ ถึงคุณพ่อคุณแม่ชลไม่ได้เร่ง แต่ก็แอบถามเป็นนัยๆ จะให้ชลตอบอย่างไรว่าคนรักชลอยู่ที่ฝรั่งเศสนู้น ไม่ใช่พี่ชายพี”

     นาราภัทรมองทั้งสองอย่างอ่อนใจ เธอนึกเห็นใจอยู่มาก คนนับถือกันเป็นพี่น้อง ไม่ได้คิดอะไรกัน จะให้มาทำเหมือนคนรักกันก็คงจะอึดอัดใจอยู่ไม่น้อย อีกทั้งสองฝ่ายยังมีคนรักอยู่ด้วยแล้ว 

     “ประเดี๋ยวนะชายพี ชายใหญ่โทรเล่าให้พี่ฟังว่าคนนั้นยังไม่ใช่คนรักของนายไม่ใช่หรือ แล้วมาขี้ตู่ว่าเป็นคนของนายได้อย่างไร”

     “ก็ผมให้แหวนของคุณแม่แล้วนี่ครับ! แล้วเขาก็รับด้วย นั่นถือว่ารับรักแล้วไม่ใช่หรือ” 

     “ขี้ตู่ชะมัด หม่อมราชวงศ์พีรภัทรเป็นพวกคิดเอง เออเองหรือเนี่ย”

     “พี่หญิงเล็ก!”

    “ฮ่าๆ นายนี่ยุง่ายไม่เปลี่ยน” นาราภัทรหัวเราะชอบใจ ที่แกล้งน้องชายต่างแม่ได้สำเร็จ “แต่ว่าเถอะ จะทำอะไรก็รีบทำ งานวันเกิดหม่อมย่าจะมีขึ้นภายในอีกสามสี่วันนี้ คนมากันเยอะ คนใหญ่โตก็แยะ มีนักข่าวมาด้วย พี่ว่าหม่อมย่าต้องมีแผนทำอะไรบางอย่างแน่ๆ ฤกษ์งานหมั้นเธอสองคนคงรออยู่ไม่ไกล”




     “ค่ะ แน่นอนอยู่แล้วค่ะ” 

    ‘แล้วหม่อมเฟื่องฟ้าอยากได้อะไรเป็นพิเศษหรือไม่ครับ คุณนายสมรของผมน่ะ ตัดเสื้อผ้าเก่งมาก หากหม่อมอยากได้ชุดผ้าไหมงามๆสักชุด ผมจะบอกให้คุณนายตัดให้ ฮ่าๆๆ’

     “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่ว่าที่นักการเมืองอย่างท่านสมบัติและคุณนายสมรมางานวันเกิดดิฉันก็ถือว่าเป็นเกียรติมากแล้ว”

     ‘ฮ่าๆ เป็นเกียรติอะไรกันเล่าครับ ผมซีถือว่าเป็นเกียรติที่หม่อมชวนผมไปงานใหญ่โตขนาดนั้น’ 

    “ไม่หรอกค่ะ อย่างไรก็ตาม ขอบคุณสำหรับน้ำใจนะคะ เจอกันวันงานค่ะ”

    ‘เจอกันวันงานครับหม่อม’ 


    *****


     “เข้าหน้าหนาวแล้วซีนะ”

    มือขาวยื่นออกไปนอกหน้าต่างรถยนต์เพียงเล็กน้อยเพื่อรับลม แสงดวงตะวันใกล้ลับขอบฟ้าส่องเข้ากับใบหน้างดงามราวกับภาพวาดก็ไม่ปาน เมธีคิดว่าหากหนุ่มๆมาเห็นคงได้ตาค้างเพราะความงามของเพื่อนเขาอย่างแน่นอน

     “จันทร์ไม่ชอบกลิ่นต้นตีนเป็ดเอาเสียเลย” เมื่อได้กลิ่นของดอกไม้ที่ตนไม่ชอบอย่างต้นตีนเป็ดหรือต้นพญาสัตบรรณซึ่งเป็นสัญญาณของลมหนาว เด็กหนุ่มจึงปิดหน้าต่างรถยนต์ที่เปิดรับลมเหมือนกับพี่ชาย

     “จันทร์ต้องห่มผ้าหนาๆนะคะ จันทร์ยิ่งขี้หนาว ประเดี๋ยวจะป่วยเอา” เมธีบอก

     “พี่เหมือนเย็บผ้าห่มผืนใหญ่ให้จันทร์แล้ว หากยังหนาวอยู่ จันทร์ค่อยไปนอนกอดพี่เหมือนก็ได้” เด็กหนุ่มบอกพร้อมกับยื่นหน้าไปหาพี่ชายที่นั่งข้างคนขับ ยิ้มตาหยีใส่จนคนเป็นพี่อดไม่ได้ ยื่นมือไปบีบจมูกอย่างมันเขี้ยว

     “ให้จริงเถอะเรา โตเป็นหนุ่มแล้วยังอยากนอนกับพี่อยู่อีกหรือ” เหมือนฝันแกล้งเย้า

     เมธีหัวเราะเบาๆเมื่อเห็นสองพี่น้องหยอกล้อกันไปมา ก่อนหุบยิ้มเมื่อถึงทางเข้าบ้าน พบรถยนต์สามสี่คันจอดอยู่ทางเข้าพร้อมกับมีผู้ชายตัวใหญ่อีกประมาณสี่คนยืนสูบยาจนควันสีขาวฟุ้งไปทั่ว

     “สวัสดีครับคุณเหมือนฝัน คุณจันทร์วาด” 

     ชายคนหนึ่งที่เขาคุ้นหน้าเป็นอย่างดีทักทายเมื่อเห็นสองพี่น้องลงจากรถ จันทร์วาดยิ้มร่าแล้ววิ่งตรงกลับบ้านจนเมธีต้องรีบวิ่งตามคนตัวเล็กไป

     “จันทร์คะอย่าวิ่ง!! ประเดี๋ยวจะล้ม!! จันทร์!”

     “…” เหมือนฝันมองตามเพื่อนกับน้องชายแล้วถอนหายใจเล็กน้อยก่อนหันมาบอกชายกลุ่มนั้น “หากสูบเสร็จแล้วเชิญในบ้านนะครับ มีขนมเยอะแยะเชียว”

     พูดจบก็เดินจากไป ชายหนุ่มหนึ่งในกลุ่ม มองตามไม่ละสายตา เขาไม่เคยเจอใครงามเท่านี้มาก่อน อย่างกับดาราหนัง หนุ่มงามแห่งสยามที่เห็นในหนังสือพิมพ์ 

     “หลานเถ้าแก่เฉิงงามถึงเพียงนี้เชียวรึพี่ ฉันนึกว่าดาราหนัง ป๊าด งามฉิบเป๋ง ถ้าใครได้เป็นเมีย—”

     “เฮ้ย พูดอะไรระวังปากมึงหน่อย คุณเขาเป็นใคร มึงเป็นใคร ประเดี๋ยวเถ้าแก่ได้ยินมึงจะชะตาขาด”



     *****



     “ไม่ใช่ว่าเราคุยเรื่องนี้กันรู้เรื่องแล้วหรือครับคุณตา” 

     เหมือนฝันนั่งลงข้างชายสูงวัย ใบหน้าดุดัน การแต่งตัวดูภูมิฐานพร้อมกับลูกน้องอีกนับสิบทำให้ดูน่ายำเกรง แต่ไม่ใช่กับเขา สำหรับคนตัวขาวในตอนนี้ เถ้าแก่เฉิง จรัสแสง ที่ใครๆนับถือนั้นเป็นแค่คุณตาที่กำลังเรียกร้องความสนใจจากหลานชาย

     “คุยทางจดหมายมันจะไปรู้เรื่องอะไรกันเล่า เนี่ยนา ตอนยายเอ็งอ่านจดหมายแทบจะมาพระนครในทันที ถ้าไม่ติดขายของที่ร้าน ป่านนี้เอ็งได้ฟังยายเอ็งบ่นขี้หูไหลไปแล้ว เหอะ!”

     เหมือนฝันเบือนหน้าหนีคนอายุมากกว่า เขาจะทำอย่างไรให้คุณตาล้มเลิกพาเขาไปรับมรดกของแม่เสียที

     เขาเองก็เพิ่งรู้ตอนอายุสิบห้าว่าแม่ภาขวัญ ผู้หญิงตัวเล็กๆที่ทำงานร้านตัดเสื้อ ขายขนม เลี้ยงลูกชายสองคนด้วยตัวคนเดียวนั้นแท้จริงเป็นลูกสาวคนมีอันจะกิน เรียกว่าเหลือกินเสียด้วยซ้ำ

     แม่ภาขวัญเป็นลูกของเถ้าแก่เฉิง ชายชาวจีนที่อพยพมาไทย แต่งงานกับสาวไทยซึ่งก็คือคุณยายของเขา แม้คุณตาจะค่อนข้างมีฐานะแต่ฝั่งพ่อแม่คุณยายก็ไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่ที่มีลูกเขยเป็นชาวต่างชาติ ขนาดเถ้าแก่เฉิงลงทุนไปตั้งนามสกุลใหม่ หัดพูดภาษาไทยจนคล่อง ไม่ใช้คำเรียกจีนๆก็ยังไม่ได้ทำให้พ่อตาแม่ยายชอบขึ้นมา จนกระทั่งมีหลานให้หลายคน ความสัมพันธ์ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อมีลูกหลายคนการแบ่งสมบัติจึงเป็นเรื่องยาก พี่น้องทะเลาะกันบ่อย ภาขวัญทนไม่ไหวจึงหนีออกจากบ้านมาตอนอายุสิบแปดพร้อมกับเงินก้อนใหญ่ นั่นคือเรื่องราวคร่าวๆที่เขารู้ 

      “เอ็งก็แค่รับส่วนของแม่เอ็งไป มันไม่ได้ยากอะไร เอ็งนี่ดื้อเหมือนแม่เอ็งไม่มีผิด”

     “ยากซีครับคุณตา แม่ออกมาแล้ว จะให้รับมรดกไว้ ฝั่งนั้นเขาจะว่าเอาได้”

     “ออกจากบ้านแต่ไม่ได้ออกจากการเป็นลูกเสียหน่อย” เป็นฝ่ายเถ้าแก่เฉิงที่เบือนหน้าหนีบ้าง เขาพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น ลูกสาวที่แสนรัก แสนหวง หนีออกบ้านหลายปี เขาคิดว่าตายไปกับสงครามแล้วเสียด้วยซ้ำ กว่าจะติดต่อมาก็ตอนป่วยใกล้ลาโลกพร้อมกับลูกชายอีกสองคน ไม่เคยบอกว่าพ่อเด็กเป็นใคร คนเป็นพ่ออย่างเขาก็ไม่คิดถามเพราะลูกสาวแสดงออกว่าไม่อยากพูดถึง จนกระทั่งภาขวัญจากไป เหมือนฝันกับจันทร์วาดจึงกลายเป็นตัวแทนลูกสาวที่เขาอยากดูแลให้ดีที่สุด

     “คุณตา” เสียงจันทร์วาดดังมาจากบนบ้านก่อนเจ้าของเสียงปรากฏ เด็กหนุ่มถือสมุดเล่มบางก่อนเปิดกางให้ชายแก่ดู “ผลการเรียนของปีนี้ครับ ผมเก่งไหมคุณตา”

     “เอาเว้ย หลานตานี่มันเก่งจริงๆ ถ้ายายมาเห็นนี่คงคุยโวทั่วปากน้ำโพแน่ๆ” มือหยาบกร้านลูบผมนุ่มของเด็กหนุ่ม แม้จันทร์วาดจะหน้าตาไม่คล้ายภาขวัญเท่าเหมือนฝัน แต่รอยยิ้มเต็มแก้มแสนน่าเอ็นดูถอดแบบลูกสาวเขามาไม่มีผิด “เรียนเก่งขนาดนี้อยากได้อะไรล่ะ ประเดี๋ยวตาจะหามาให้ แต่ถ้าแพงมากขอตาถามยายก่อนนะ”

     เหมือนฝันมองเถ้าแก่เฉิงกับจันทร์วาดพูดคุยกัน เสียงหัวเราะดังไปทั่ว แรงสะกิดที่ไหล่จากเพื่อนผิวเข้มชี้ให้เดินเลี่ยงมาคุยส่วนตัว เขาพยักหน้ารับก่อนจะเดินตามไป

     “ว่าอย่างไรบ้าง หน้าเครียดเชียว เรื่องเดิมรึ” เมธีถาม

     “ใช่ เรื่องเดิม”

     “รับไปเถอะ” คนผิวเข้มบอก เหมือนฝันอ้าปากเตรียมเถียงกลับแต่โดนอีกฝ่ายยกมือห้ามไว้ “ฟังก่อน เธอลืมไปแล้วหรือว่าประเดี๋ยวจันทร์ก็จะเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ฉันรู้ว่าตอนนี้เธอมีเงินเหลือพอให้ใช้อยู่มาก แต่ถ้าจันทร์เรียนมหาวิทยาลัยมันก็เป็นอีกเรื่อง มันต้องใช้เงินมาก แล้วไหนเธอว่าจะเปิดร้านขายของ ทำขนมเป็นหลักเป็นแหล่งอีกไม่ใช่หรือ เอาเงินนั่นมาเป็นเงินทุนก็ไม่เสียหาย”

     เขาเองก็อดหนักใจไม่ได้ จริงอยู่ที่ตอนนี้เขามีเงินใช้ไม่ลำบากอะไร เงินที่เก็บไว้ใช้สำหรับการศึกษาของน้องชายก็แยกไว้ แต่หากจันทร์วาดขึ้นมหาวิทยาลัยคงใช้เงินมากกว่านี้ มีเผื่อไว้ก็คงจะดีกว่า

     “ไม่เป็นไร อีกตั้งปีกว่า ฉันหาเงินทันอยู่แล้ว”

     “เฮ้อ เธอนี่มันดื้อด้านจริงเชียว” เมธีกอดอกมองเพื่อนที่ปากบอกว่าไม่เป็นอะไรแต่สีหน้าที่แสดงออกว่าคิดหนักไม่สามารถปกปิดได้ “แล้วนั่นอะไร ใช่จดหมายเชิญไปวันเกิดหม่อมเฟื่องฟ้าหรือเปล่า”

     “…”เมธีชี้ไปยังกระเป๋าหนังประจำตัวของเหมือนฝันที่เปิดอยู่ทำให้ซองสีเหลืองอ่อนมีตราประทับไหลออกมาจากกระเป๋าจนคนตัวขาวต้องรีบเดินไปปิด “ค..คือ คุณชายให้มาน่ะ”

     “คุณชายให้มาหรือ ก็ดีน่ะซี บ้านฉันก็ได้รับบัตรเชิญเหมือนกันเพราะแม่ฉันนำเพชร พลอยไปให้หม่อมเฟื่องฟ้าดูบ่อย”

     “ฉันคงไม่ไปหรอก”

     “ทำไมกันเล่า ไปเถอะ ป๊ากับแม่ฉันไม่ว่าง ต้องไปคนเดียวฉันจะได้มีเพื่อน ไม่อยากไปยืนเจื่อน” เมธีว่า ใช่ว่าเขาจะไม่มีเพื่อนเลยนอกจากเหมือนฝัน ติดตรงที่พวกนั้นเรียนอยู่ต่างประเทศเสียส่วนใหญ่

     “แล้วจันทร์ล่ะ”

     “ก็พาไปด้วย ฉันรู้ว่าน้องไม่ชอบที่คนเยอะ แต่ลองไปสักเดี๋ยวเดียวก็ได้นี่ น่าสนุกดี”

     “ฉันไม่มีเงินตัดชุดใหม่แล้ว วันนี้เพิ่งตัดไป—”

     “แล้วถ้าฉันหาให้ได้ อ๊ะอ๊ะ ไม่ต้องคิดข้ออ้างเลยนะ” คนตัวใหญ่เอ่ยขัดเพื่อนเมื่ออีกคนทำท่าจะพูดแทรกขึ้นมา “มีร้านให้เช่าเยอะแยะ ประเดี๋ยวฉันจะพาไป แล้วไม่ต้องปฏิเสธ ไปบอกคุณชายด้วยว่าเธอจะไปพร้อมฉันกับจันทร์”

     “เอ้า ลืมนายเมธไปเลย เป็นอย่างไร อาเถ้าแก่เหมิงสบายดีนา” 

     เมื่อโดนผู้อาวุโสกวักมือเรียกคุยเมธีจึงเดินไป ไม่วายหันกลับมาหาคนตัวขาว ทำมือให้โทรศัพท์ไปหาคุณชาย

     เจ้ากี้เจ้าการดีนักไม่ยกน้องชายให้เสียดีไหม



     *****



     “อยู่กันสองคนก็ปิดบ้านกันดีๆล่ะ”

     “ครับ คุณตาจะกลับเลยหรือครับ ค่ำมากแล้ว ผมเป็นห่วง”

     “เป็นห่วงก็ตามตากลับไปซี” 

     เหมือนฝันยิ้มให้เถ้าแก่เฉิงที่พูดหยอกเขา แต่ดูท่า หากเขาจะกลับไปด้วยจริง คนเป็นตาคงให้ลูกน้องรีบไปขนของลงมาแน่

     “คุณตาครับ จันทร์คงคิดถึงคุณตามากเลย ฝากความคิดถึงไปหาคุณยายด้วยนะครับ” จันทร์วาดกอดเอวเถ้าแก่เฉิง น้ำเสียงออดอ้อน น่าเอ็นดูทำเอาคนเป็นตายิ้มไม่หุบ

     “ตาก็คิดถึง ยายนี่บ่นใหญ่ว่าคิดถึงหลาน ไม่ได้เจอกันตั้งนาน” เถ้าแก่เฉิงว่าพร้อมกับเหลือบมองคนตัวขาว

     “ประเดี๋ยวรอปิดภาคเรียนของจันทร์ก่อนนะครับ”

     “ตาจะรอ ระหว่างนี้ตาจะไปคุยโวกับยายเอ็งว่าตาได้กินข้าวฝีมือหลาน อร่อยถูกใจสุดๆ ฮ่าๆ” เถ้าแก่เฉิงหัวเราะเสียงดังท่าทางภูมิใจอย่างที่ว่า ลูกน้องที่ยืนอยู่ก็แอบพยักหน้าเห็นด้วยว่าฝีมือการทำขนมและอาหารของเหมือนฝันนั้นดีจริงๆ “ประเดี๋ยวตากลับแล้ว ดูแลตัวเองดีๆ แล้วหากมีไอ้หนุ่มหน้าไหนมาจีบก็พามาให้ตาดูด้วย ตาไปล่ะ”

     เมธีสะดุ้งขึ้นมาเล็กน้อยราวกับคนมีความผิด เหมือนฝันแอบขำแล้วพากันไหว้ลา มองดูคนกลุ่มใหญ่ที่เดินออกไป เพราะความเงียบทำให้ได้ยินเสียงรถยนต์ดังกระหึ่มจนบางคนก็เดินออกบ้านมาดู

     “ฉันก็ต้องกลับแล้วเหมือนกัน ค่ำมากแล้ว” เมธีบอก “พี่กลับแล้วนะคะจันทร์ อาบน้ำแล้วก็นอนห่มผ้าหนาๆนะคะ”

     เหมือนฝันสะกิดมือหนาที่วางมือบนผมของน้องชายเขาให้เอาออก เพื่อนผิวเข้มเบ้หน้าใส่ก่อนหันไปยิ้มหวานให้จันทร์วาด แล้วโบกมือลาจากไปอีกคน

     “ไปเตรียมตัวอาบน้ำไป อากาศเย็นขนาดนี้ ประเดี๋ยวพี่ต้มน้ำให้” เหมือนฝันบอกขณะปิดบ้าน

     “ไม่เป็นไร จันทร์อาบได้”

     กริ๊ง…กริ๊ง 

     “พี่เหมือนไปรับโทรศัพท์เถอะ”

     คนตัวขาวพยักหน้ารับแล้วเดินขึ้นบันไดไปเพื่อรับโทรศัพท์ คิ้วสวยขมวดเข้าหากัน ดึกป่านนี่แล้ว ใครยังโทรมาอีก

     “สวัสดีครับ”

     ‘เหมือนฝัน’ 

     คุณชายพีรภัทร

     “คุณชายมีอะไรเร่งด่วนหรือเปล่าครับ โทรมาเสียดึกเชียว” เหมือนฝันเอ่ยถาม

     ‘ฉัน…คิดถึงน่ะซี’

     ริมฝีปากสวยกระตุกยิ้มอย่างห้ามไม่ได้ อากาศเย็นที่เขาบ่นหายวับไปทันทีกลายเป็นอาการร้อนผ่าวที่ใบหน้าแทนเสียอย่างนั้น

     ‘ที่จริง..วันนี้เป็นวันหยุดของฉันน่ะ’ คิ้วสวยยู่เข้าหากันอีกครั้งเมื่อได้ยินที่อีกฝ่ายบอก ‘ฉันตั้งใจจะไปเซอร์ไพรส์...หมายถึงไปแบบไม่ให้เธอรู้น่ะ แต่หม่อมย่าดันเห็นตอนกำลังจะออกจากวัง เลยดึงตัวฉันไว้ทั้งวัน’

     “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเข้าใจ ท่านคงอยากอยู่กับคุณชาย” 

     ‘หากเป็นแบบนั้นก็คงดี นี่เล่นหากิจกรรมให้ฉันทำกับน้องชลทั้งวัน ประเดี๋ยวทานของว่าง ไปตีเทนนิส ตกเย็นก็มาทานข้าวเย็น ฉันจะหนีไปหาเธอไม่ได้เลย’

     อ่า.. หม่อมหลวงชลลิสาว่าที่คู่หมายที่สวยๆคนนั้นน่ะหรือ

     รอยยิ้มสวยจางลง ดวงตาเศร้าขึ้นมาทันใด รู้สึกวูบวาบในอกอย่างประหลาด ดวงตาสวยหลับลง เขาจับแหวนเย็นๆที่อยู่ใต้เสื้อไว้แน่น

     นั่นมันเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

     “คุณชาย…”

     ‘ไม่มีอะไรทั้งนั้น’ ปลายสายตอบกลับทันควัน ‘ฉันกับน้องชลไม่มีทางเป็นอื่นได้นอกจากพี่น้อง ไม่มีวัน ฉันจะไม่แต่งหรือหมั้นกับใคร หากคนนั้นไม่ใช่เธอ’

     “คุณชายพี..” 

     ‘ไม่ใช่แค่เพียงลมปากที่พูดออกไป แหวนที่ให้เป็นสิ่งยืนยันจากฉัน’ น้ำเสียงหนักแน่นจากปลายสายทำเอาเหมือนฝันเม้มปากแน่น ‘ฉันขอร้องให้เธอเชื่อใจฉัน…เหมือนฝันเชื่อใจพี่นะครับ’ 

     ราวกับคนหูเบาที่อีกฝ่ายพูดอะไรก็เชื่อไปเสียหมด เหมือนฝันพยักหน้ารัวๆแม้คนปลายสายไม่เห็น กัดปากกลั้นยิ้มพร้อมกับมือเล็กที่สลับพัดใบหน้าที่ร้อนผ่าวและปิดปากไม่ให้ใครเห็นว่าเขากำลังยิ้ม

     ‘ใกล้วันเกิดหม่อมย่าแล้ว พี่คงไม่ได้ไปหาเท่าไหร่ อากาศก็เย็นแล้ว ยิ่งดึกยิ่งหนาว เหมือนอย่าลืมห่มผ้าหนาๆนะครับ พี่เป็นห่วง’

     “ครับ” เขาตอบได้เพียงเท่านั้นเพราะไม่อยากให้ปลายสายได้ยินน้ำเสียงดีใจจากเขา

     ให้รู้ไม่ได้ว่าเขาดีใจที่คุณชายเป็นห่วง แม้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย

     ‘นอนหลับฝันดีนะครับ ฝันถึงพี่ด้วย เพราะพี่ฝันถึงเหมือนทุกคืนเลย’

     “คุณชายหยุดจีบผมก่อนได้ไหมครับ” เพราะเขาเขินจะแย่อยู่แล้ว

     ‘ฮ่าๆ เรื่องจริงทั้งนั้น’

     “ช่างเถอะครับ เช่นนั้นเท่านี้นะครับ เจอกันวันเกิดหม่อมเฟื่องฟ้าครับ” คนตัวขาวบอกก่อนจะดึงหูโทรศัพท์ให้ห่างจากหูตนเมื่อคุณชายพีรภัทรโวยวายเสียงดัง

    ‘หมายความว่าอย่างไร! เหมือนฝัน! ตอบฉันก่อน!’ 

    “สวัสดีครับ”

     เหมือนฝันวางสายแล้วยิ้มกับตัวเอง ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเมื่อหันมาเห็นจันทร์วาดยืนเช็ดผมมองเขาอย่างล้อเลียน คนเป็นพี่กะพริบตาปริบทำตัวไม่ถูก หน้าขาวใสถูกแต่งแต้มด้วยริ้วรอยแดงบนแก้มน่ามอง จนกระทั่งตัดสินใจเดินหนีน้องชายกุมหน้าร้อนๆของตัวเองเข้าห้องนอนไป

     จริงซี…ลืมบอกฝันดีไปเลย 



     *****
     


     ผ่านมาสี่วันนับจากวันที่เถ้าแก่เฉิงมาหาเหมือนฝันและวันที่เขาคุยโทรศัพท์กับคุณชายพีรภัทร เป็นจริงอย่างที่อีกฝ่ายบอกว่าคงไม่มีเวลามาหา เพราะตลอดสี่วันที่ผ่านมาเหมือนฝันไม่ได้พบหน้าคุณชายหมอเลย แต่ถึงอย่างนั้นก็มีโทรศัพท์คุยกัน ถามไถ่เพียงครู่แล้ววางสายไป 

     “เสร็จแล้วค่ะ” 

     ช่างเสริมสวยเอ่ยบอก เธอยิ้มอย่างพอใจเมื่อแต่งหน้าทำผมให้เหมือนฝันเสร็จ ใบหน้างดงามที่จับแต่งเติมนิดหน่อย จัดแต่งทรงผมให้เข้าทางก็ยิ่งงามขึ้นมา เข้ากันกับเครื่องแต่งกายอย่างเป็นทางการอย่างเสื้อเชิ้ตสีขาว สวมทับด้วยสูทสีดำและผูกโบอย่างน่ารักที่กำลังเป็นที่นิยม ช่างงดงามไม่ต่างจากดาราหรือลูกคุณหญิง คุณนายที่เธอเคยแต่งให้เลย

     “เข้ากับเธอดีนี่” เมธีเอ่ยชมเพื่อนเมื่อตนอยู่ในชุดสูทและหน้าผมที่พร้อมแล้ว

     “คุณคนนี้ก็เสร็จแล้วค่า” 

     เหมือนฝันกับเมธีหันไปตามเสียงก็พบช่างเสริมสวยอีกคนยิ้มกว้างเมื่อเห็นจันทร์วาดอยู่ในชุดสูทสีดำเหมือนกันกับคนพี่ต่างที่เปลี่ยนจากโบผูกเป็นโบไขว้ ผมดำขลับถูกจัดแต่งเปิดหน้าผากเล็กน้อยทำให้เด็กหนุ่มดูโตกว่าวัยและก็งามเสียจนเพื่อนผิวเข้มอ้าปากค้าง ตาเป็นประกายจนเขาอดหยอกไม่ได้

     “น้ำลายนายไหล” เหมือนฝันกระซิบจนเมธีสะดุ้งรีบเช็ดมุมปาก แต่ก็ไม่พบอะไร เขาจิ๊ปากหมั่นไส้ก่อนจะเดินไปจ่ายเงินให้เจ้าของร้านแล้วพาสองพี่น้องมุ่งสู่วังวรวงศ์คุณากร



     *****



     ณ วังวรวงศ์คุณากรที่เคยเงียบเหงา บัดนี้ถูกตกแต่งด้วยไฟประดับตามรั้ว ต้นไม้รายทางอย่างสวยงาม รถยนต์คันหรูขับเข้าออกจนเต็มทาง มากหน้าหลายตาทั้งนักการเมือง ดาราหนัง ทำเอานักข่าวกดถ่ายเก็บภาพกันเสียจนสนุกมือ

     เมื่อเข้ามาในวังคุณชายและคุณหญิงทั้งสามยืนต้อนรับแทนเจ้าของงานอย่างหม่อมเฟื่องฟ้า ด้วยวัยที่มากแล้วทำให้ยืนนานๆไม่ค่อยได้ สามพี่น้องได้รับความสนใจเป็นอย่างมากด้วยหน้าตาที่สมบูรณ์แบบได้รับการกล่าวขานไปทั่วพระนครยังเทียบไม่ติดเมื่อได้พบตัวจริง ทำเอาหนุ่มสาวอยากจะยืนอยู่หน้าวังจนไม่อยากเข้างานเลยทีเดียว

     เสียงพูดคุย ทักทาย ทำความรู้จักและเสียงนักดนตรีบรรเลงเพลงคลอดังไปทั่วห้องโถงใหญ่ของวังวรวงศ์คุณากร ทั้งยังมีนักข่าวที่คอยเก็บภาพทั่วงาน ทั้งอาหาร ขนมไทยและเทศที่หม่อมเฟื่องฟ้าลงทุนไปคุมด้วยตัวเองต่างถูกใจผู้มาเยียน แม้กระทั่งเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ สีสวยที่มีบริกรคอยเดินบริการทั่วงานก็เป็นที่ถูกใจไม่น้อย

     “มองหาใครหรือชายพี” คุณชายภคภัทรเอ่ยถามน้องชายที่ทำท่าชะเง้อคอมองไปทางเข้างานอยู่บ่อยครั้ง

     “ไม่น่าถามนะชายใหญ่ จะเป็นใครไปได้หากไม่ใช่คุณคนที่งามๆในรูปวาดในห้องชายพี” คุณหญิงเล็กเอ่ยเย้า

     คุณชายพีรภัทรไม่ตอบพี่ๆ แต่มองไปยังทางเข้าวังอย่างมีความหวัง ดวงตาคมเศร้าลงเล็กน้อยเมื่อว่ามีรถคันใหม่เข้ามาแต่กลับไม่ใช่คนที่อยากให้เป็น ใบหน้าผิดหวังเปลี่ยนเป็นนิ่งเฉยเมื่อผู้มาเยียนคนใหม่เดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ 

     “สวัสดีครับคุณหญิง คุณชาย” ชายวัยกลางคนที่มีผู้หญิงที่ดูมีอายุแต่ยังคงงดงามข้างกายที่เขาพอคุ้นหน้าอยู่บ้างพร้อมเหล่าลูกน้องอีกหลายคน 

     “ท่านสมบัติ” คุณชายใหญ่กับคุณหญิงเล็กหันมองน้องชายที่เรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงแข็งทั้งยังแววตาที่แฝงความไม่พอใจอย่างชัดเจนจนคุณหญิงเล็กต้องสะกิดแขนให้ไหว้คนโตกว่า

     “ไม่เจอกันเสียนานเลยนะครับคุณชาย ตั้งแต่คราวนั้น นี่ภรรยาผมครับ คุณนายสมร” อีกฝ่ายรับไหว้แล้วเอ่ยแนะนำผู้หญิงข้างกายพร้อมรอยยิ้ม “นี่ครับของขวัญของหม่อม”

     “ขอบพระคุณครับ หม่อมย่าอยู่ด้านในน่ะครับ ท่านออกมายืนรับแขกไม่ไหว” เป็นคุณชายใหญ่ที่รับกล่องของขวัญแทนเมื่อเห็นบรรยากาศของว่าที่นักการเมืองกับน้องชายตนนั้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่

     “งั้นหรือครับ ไม่เป็นไรๆ ผมเข้าใจ แล้วนี่หนูเหมือนฝันเป็นอย่างไรบ้างล่ะคุณชายพี”

     เพียงได้ยินชื่อของเหมือนฝันจากปากของท่านสมบัติ ตาคมก็จ้องอีกฝ่ายด้วยความโกรธ มือใหญ่กำเข้าหากันเพื่อกลั้นอารมณ์จนคุณหญิงเล็กต้องดึงแขนคนน้องมาควงไว้แล้วลูบหลังให้ใจเย็น

     “ท่านคะ ดิฉันว่าเราเข้าไปข้างในกันเถอะค่ะ” คุณนายสมรเอ่ยขึ้นเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างเล่นสงครามประสาทจ้องกันไปมาไม่หยุด ก่อนหันไปคุยพวกคนติดตาม “ส่วนพวกนายก็รออยู่ข้างนอก เข้าไปข้างในคนเขาจะแตกตื่น”

     คุณชายใหญ่กับคุณหญิงเล็กถอนหายใจออกมาเบาๆเมื่อเห็นว่าท่านสมบัติกับภรรยาเข้าไปข้างในแล้ว ทั้งสองหันมามองน้องชายที่หายใจฟึดฟัด สีหน้าที่ยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่

     “ทำอะไรของนายชายพี เขาเป็นแขกเรานะ แสดงกิริยาแบบนั้นได้อย่างไร”

     “ไม่เอาน่าชายใหญ่” คุณหญิงเล็กเอ่ยห้ามเพราะไม่อยากให้พี่น้องทะเลาะกัน

     “หญิงเล็กไม่ต้องมาห้าม เรื่องอื่นฉันพอยอมได้ แต่เรื่องมารยาท—”

     “พี่ชายใหญ่จะให้ผมมีมารยาทกับคนที่อยากได้คนของผมไปเป็นเมียน้อยหรือครับ” 

     คุณชายพีเป่าปากระบายความอึดอัด หันหน้าหนีทั้งทั้งสองคนเพื่อปรับอารมณ์ เขาควรคิดว่าวันนี้ไปเป็นวันดีไม่ควรมีอะไรมาทำให้เสียอารมณ์

      คุณชายใหญ่กับคุณหญิงเล็กมองหน้ากันอึกอัก พวกเขาไม่เคยรู้เรื่องนี้เพราะคุณชายพีไม่เคยเล่าให้ฟัง ก่อนพี่ๆทั้งสองจะเข้ามาลูบไหล่ให้ใจเย็นลงแทน

     “แล้วนายจะทำอย่างไร วันนี้คุณเหมือนฝันมาด้วยงานด้วยไม่ใช่หรือ” คุณหญิงเล็กถาม

     “ผมก็ยังไม่รู้หรอกครับ แต่ผมจะไม่ให้เขาทำอะไรเหมือนฝันแน่”

.

.

.

     รถยนต์ญี่ปุ่นรุ่นใหม่เคลื่อนตัวเข้าสู่วังวรวงศ์คุณากร เหมือนฝันมองวังขนาดใหญ่ที่ประดับด้วยไฟติดตามรายทางแม้กระทั่งน้ำพุที่ตั้งด้านหน้า ด้านข้างมีเรือนเล็ก เรือนรับรองล้อมรอบ พื้นที่กว้างขวาง ด้านนอกมีรถจอดอยู่มากมาย ทั้งยังคนรอรับรถให้ขวักไขว่

     “จริงซี ฉันไม่มีของขวัญมาเลย ทำอย่างไรดี” เหมือนฝันพูดขึ้น เมื่อมาวันเกิดก็ต้องมีของขวัญแต่เขาดันมามือเปล่าเพราะมัวแต่กังวลเรื่องที่จะต้องมางานเลี้ยงใหญ่โต

     “ไม่เป็นไร แม่ฉันเตรียมมาแล้ว คงจะเป็นเครื่องประดับเพชร พลอยสักชุดให้สมเกียรติของหม่อม เอาล่ะ ไปกันเถอะ”

     ทั้งสามก้าวลงจากรถก่อนเมธีจะยื่นกุญแจรถให้คนขับรถนำไปจอด จันทร์วาดเดินไปจับมือเหมือนฝันอย่างตื่นเต้น คนเป็นพี่ช่วยลูบมือน้องที่เย็นกว่าปกติ เขาเองก็ตื่นเต้นไม่น้อยยิ่งเห็นว่าใครที่ยืนต้อนรับอยู่หน้าประตู หัวใจดวงน้อยก็ยิ่งเต้นเร็วขึ้น และห้ามไม่ให้ตนยิ้มไม่ได้เลย

     “สวัสดีครับคุณชายพี” เมธีกล่าวทักทายคุณชายพีรภัทรและพี่ๆทั้งสอง คุณชายพีพยักหน้าให้เล็กน้อยแต่กลับมองเลยไปด้านหลัง สายตาหวานเยิ้มราวกับตกอยู่ในภวังค์ เขานึกขำ นี่เราก็มองจันทร์ด้วยสายตาแบบนี้เหมือนกันซีนะ

     “สวัสดีครับ” ทั้งเหมือนฝันกับจันทร์วาดยกมือไหว้คนอายุมากกว่า คนตัวขาวหลบสายตาพีรภัทรที่ยังคงจ้องเขาไม่หยุด “สวัสดีครับคุณชายพี”

     “อืม สวัสดี วันนี้เธอ…งามมากเลย” คุณชายพีพูดราวกับคนไม่มีสติ วันนี้คนตรงหน้าเขาช่างงามไร้ที่ติ ความเจ็บบริเวณเอวทำให้เขาสะดุ้ง เป็นคุณหญิงเล็กที่หยิกเพื่อเรียกสติ “ใช่ซี นี่พี่ชายใหญ่ พี่หญิงเล็กครับ ส่วนนี่เหมือนฝัน จันทร์วาด แล้วก็คุณเมธีครับ”

     “จันทร์วาดพี่รู้จักอยู่แล้วล่ะ เด็กเรียนดีประจำโรงเรียนเชียว” คุณชายภคภัทรเอ่ยชมเด็กหนุ่มที่เขาจำได้ว่าได้รับเกี่ยวกับการเรียนอยู่บ่อยครั้งโดยเขาเป็นผู้มอบรางวัลเอง “เป็นน้องชายคุณเหมือนฝันเองหรือครับนี่”

     เหมือนฝันโอบไหล่น้องชาย ยิ้มอย่างภูมิใจ เด็กหนุ่มก็ได้แต่ยิ้มเขินๆแล้วเอ่ยขอบคุณสำหรับคำชม ก่อนจะตกใจเมื่อพี่สาวคนสวยของคุณชายพีพุ่งมาจับมือเขา

     “คุณเหมือนฝันหรือคะ ได้ยินชื่อมาตั้งนาน ได้พบตัวจริงเสียทีนะคะ งามอย่างที่ชายพีเพ้อเอาไว้จริงด้วย” คุณหญิงเล็กบอกด้วยท่าทีหยอกล้อ แต่ก็ทำให้เหมือนฝันหน้าแดงด้วนความเขิน นี่คุณชายพูดถึงเขาไปแค่ไหนกัน 

     “หญิงเล็กนี่ คุณเขาตกใจหมด เข้าไปข้างในกันเถอะครับ” คุณชายใหญ่บอกพร้อมกับผายมือให้

     “ประเดี๋ยวก่อน เหมือนฝัน…วันนี้ท่านสมบัติก็มาด้วย เธอต้องระวังตัวนะ” เมื่อได้ยิน คนตัวขาวก็มีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็แสร้งว่าไม่เป็นไรแล้วส่งยิ้มให้คุณชายพีรภัทร “อีกเพียงครู่ฉันจะเข้าไป คุณเมธีฝากด้วยนะครับ”

     “ไม่ต้องห่วงครับ” 

     เมธีรับคำแล้วพาสองพี่น้องเดินเข้าไป พีรภัทรมองตามอย่างกังวล คิ้วหนาขมวดเข้าหากันอย่างเคร่งเครียด เขาเริ่มอยากให้งานวันนี้จบลงไวๆเสียแล้วสิ

     เมื่อเข้ามาในงานเหมือนฝันมองไปรอบๆก็พบคนมากมายที่มาแสดงความยินดีในวันคล้ายวันเกิดของหม่อมเฟื่องฟ้า นักการเมืองดังๆ รวมถึงดาราหนัง แสงจากกล้องนั้นมีไม่ขาด จนเขายังรู้สึกแสบตาแทน

    “โอโห งานใหญ่ คนเยอะเชียว” จันทร์วาดพูดขึ้นแต่ไม่ดังมาก ตาเรียวของเด็กหนุ่มมองไปรอบๆ พยายามไม่แสดงออกถึงท่าทีตื่นเต้นของขนาดงานและจำนวนคน เขาไม่เคยมางานแบบนี้ต่างจากเหมือนฝันที่ค่อนข้างมาบ่อย ถึงจะมาแค่ร้องเพลงก็ตาม

     “จันทร์กินอะไรไหมคะ” เมธีเอ่ยถามแล้วชี้ไปยังโต๊ะจัดอาหารให้จันทร์วาดดู เด็กหนุ่มพยักหน้ารัวๆ เมื่อมีแต่ขนมหน้าตาน่ากิน ก่อนที่คนผิวเข้มจะจูงมือพาไป

     เหมือนฝันได้แต่ส่ายหน้าแล้วเดินตามทั้งสองไป น้องชายเขากับขนมนี่ช่างเป็นของคู่กันจริงเชียว

     “เหมือนฝัน” เสียงคุ้นเคยที่เขาไม่ได้ยินมานานพอสมควรทักขึ้น เมื่อหันไปตามเสียงก็พบใบหน้าน่ารักกำลังดีใจเหมือนทุกที “ไม่ได้เจอกันนานเลย”

     เขายิ้มให้อีกฝ่ายพร้อมกับยกมือไหว้คุณชายดนัยที่ยืนอยู่ด้านหลัง ไม่ได้พบกันนานตั้งแต่เหตุการณ์คราวนั้น ได้ยินจากคุณชายพีรภัทรว่าอาคิราเรียนหนัก ไม่รู้ว่าหนักแค่ไหนอีกฝ่ายถึงได้ดูซูบลงไปทั้งที่ปกติก็ผอมมากอยู่แล้ว

     “พี่เหมือนกินอันนี้ไหม” จันทร์วาดหันมาถามแล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นว่าพี่ชายกำลังคุยกับคนที่ตนไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน “ขอโทษครับ”

     “นั่น..คือ..” อาคิราเอ่ยถามเสียงสั่นทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเด็กหนุ่มเป็นใคร เขาเคยแอบมองแค่เพียงไกลๆไม่เคยไม่พบใกล้ขนาดนี้

     “ครับ จันทร์วาด นั่นก็เมธีเพื่อนผม” เหมือนฝันบอก

     “หน้าตาน่ารักจังเลย” หม่อมหลวงหนุ่มก้าวไปหาน้องชายต่างแม่ อีกคนหน้าตาน่ารัก ตัวบางน่าทะนุถนอม เขาอยากกอดสักครั้งให้ชื่นใจแต่ก็โดนเหมือนฝันห้ามไว้แล้วส่ายหน้าเบาๆให้จนใบหน้าน่ารักเศร้าลง จันทร์วาดยังคงไม่รู้เรื่องครอบครัวของตน “พี่ชื่ออาคิรา เรียกพี่อ้นก็ได้ ส่วนนี่คุณชายดนัย คู่หมั้นพี่”

     จันทร์วาดเลิกคิ้วสูงเมื่อได้ยินการแทนตัวที่แสนสนิทสนมจากอีกฝ่าย แต่เด็กหนุ่มก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ทำเพียงวางจานขนมแล้วยกมือไหว้คนอายุมากกว่าทั้งสอง

     “จันทร์ไปหาอะไรรองท้องกับเมธนะ พี่ขอคุยกับคุณอาคิราก่อน” 

     เป็นเมธีที่พาจันทร์วาดไป เขาเองก็รู้ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของบ้านนี้ดี นอกจากป๊าเขาที่เป็นเพื่อนกับแม่ของเหมือนฝัน เขาเองก็เป็นเพื่อนคนเดียวที่คอยรับฟังปัญหาของเพื่อนตัวขาวเช่นกัน

     “น่าเสียดายจัง อ้นอยากคุยกับน้องมากแท้ๆ” สีหน้าของหม้อมหลวงอาคิราเศร้าลงตามคำพูดจนคุณชายดนัยต้องเข้ามาปลอบ

     “ไม่เป็นไรนะครับ หากเรื่องคลี่คลายต้องได้คุยแน่ๆ ถึงเวลานั้นก็ชวนน้องคุยเยอะๆเลยดีไหม”

     เหมือนฝันเบือนหน้าหนี รอให้เรื่องคลี่คลายอย่างที่คุณชายดนัยว่านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย การพูดออกไปเป็นเรื่องยากสำหรับเขา อาการน้ำท่วมปากที่เขาว่ามันรู้สึกแบบนี้นี่เอง

     “พี่เหมือนอยากไปไหว้คุณพ่อหน่อยไหม” อาคิราถาม

     “ไม่ดีกว่าครับ ผมไม่สะดวก คุณแม่ของคุณก็คงไม่ดีใจเท่าไหร่ที่พบผม” เหมือนฝันหลีกเลี่ยงการสบตากับตากลมโตที่หางตาตกเล็กน้อยของอาคิราที่พาลแต่จะทำให้เขาใจอ่อน 

     ดวงตาสวยเบิกขึ้นเล็กน้อยก่อนหลุบตาต่ำเมื่อสายตาเจ้ากรรมดันไปสบเข้ากับท่านสมบัติที่กำลังมองมาทางเขา ทั้งที่งานใหญ่ออกเพียงนี้ยังจะพบกันได้ เขาเงยหน้ามองอีกทีก็เห็นคุณนายสมรกำลังดึงแขนแล้วพูดอะไรสักอย่างกับท่านสมบัติพร้อมกันกับที่แสงสว่างในงานค่อยๆหรี่ลง

     “บัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว เราจะมาร้องเพลงสุขสันต์วันเกิดให้กับตัวเอกของงานอย่างหม่อมเฟื่องฟ้า! เท่านั้นยังไม่พอ คุณหญิงและคุณชายทั้งสามมีของขวัญมอบให้หม่อมเฟื่องฟ้า เชิญชมได้เลยครับ!” 

     เมื่อจบคำบอกกล่าวของพิธีกรดำเนินงาน คุณชายใหญ่ก็เดินหายไปทางด้านหลัง ส่วนคุณหญิงเล็กกับคุณชายพีก็พากันเดินขึ้นบนเวทีที่มีเปียใหญ่ตัวใหญ่กับไวโอลินวางอยู่

     คุณชายพีรภัทรนั่งลงหน้าเปียโนพร้อมกันกับที่คุณหญิงเล็กจับไวโอลินไว้ในตำแหน่งที่ถูกต้อง จากนั้นจึงเริ่มบรรเลงเพลงที่ร้องกันอย่างสากลอย่างเพลงแฮปปีเบิร์ธเดย์ หม่อมเฟื่องฟ้ายิ้มกว้างมองไปบนเวทีอย่างสุขใจ บรรดาแขกเหรื่อก็พากันปรบมือ นักข่าวถ่ายภาพพี่น้องสวยหล่อบนเวทีคิดว่าคงมีข่าวให้เขียนลงอีกมาก ในขณะที่เพลงใกล้จบก็พบคุณชายใหญ่เข็นรถที่มีเค้กก้อนโตสั่งทำพิเศษอยู่รถเข็น แล้วเพลงก็เริ่มบรรเลงอีกครั้งโดยพี่น้องสกุลคุณากร

     “งานใหญ่โตจริงๆเนอะพี่เหมือน” 

     เหมือนฝันพยักหน้าเห็นด้วยกับน้องชาย เขามองคุณชายที่เล่นเปียโนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม อีกฝ่ายยิ้มกว้างจนตาปิดช่างน่าเอ็นดูและก็ดูดีในคราวเดียวกัน

     คนตัวขาวเสมองทางอื่นเมื่อมองภาพของคุณชายพีรภัทรนานๆเข้าพลางจะทำให้ใจเต้นแรงเสียเปล่าๆ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นว่าท่านสมบัติยังคงมองมาทางเขาอยู่ เพื่อนผิวเข้มเห็นดังนั้นจึงค่อยๆแทรกตัวมาบังเหมือนฝันจากชายวัยกลางคน

     “ไม่ใช่แค่ไอ้ท่านบ้ากามนั่นหรอกนะที่มองเธอ คนอื่นเขาก็มอง” เมธีกระซิบข้างหูเพื่อนแต่กลับโดนเหมือนฝันทำหน้าเหม็นเบื่อใส่ ช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย

     “ก็ปล่อยเขามองไป ไม่เห็นต้องสนใจ”

     เสียงบรรเลงเพลงจากคนเวทีจบลง เสียงปรบมือกึกก้องห้องโถง คุณหญิงนาราภัทรกับคุณชายพีรภัทรโค้งขอบคุณแล้วเดินลงมารวมกับคุณชายภคภัทรร่วมกันเป่าเค้กกับหม่อมเฟื่องฟ้า เมื่อเทียนดับแสงไฟก็สว่างขึ้นเท่าเดิมพร้อมกับพิธีกรขึ้นมากล่าวว่าได้เวลาเต้นรำ เสียงเพลงจังหวะสนุกสนานบรรเลงขึ้นอีกครั้ง เปิดฟลอร์เต้นรำด้วยหม่อมเฟื่องฟ้าและคุณชายใหญ่ ตามด้วยคุณหญิงนาราภัทรที่จูงมือมาเต้นกับคุณจิราพร ภรรยาของคุณชายใหญ่ โดยไม่สนเรื่องเพศว่าต้องเต้นคู่กับผู้ชายเท่านั้น เหมือนกันกับคุณชายดนัยกับคุณอาคิราที่จูงมือกันออกไปเต้นอย่างไม่สน 

     เหมือนฝันคิดมาตลอดว่าไวรัสจากระเบิดที่ทำให้เขาต้องกลายเป็นเช่นนี้นั้นคือคำสาป การใช้ชีวิตที่แสนลำบากโดนดูหมิ่นว่าเป็นตัวประหลาดที่มีผู้ชายด้วยกันมาตามชอบ เขานึกเกลียดตัวเองอยู่หลายครั้ง แต่เมื่อโตขึ้นเขาจึงทำใจยอมรับ แม้จะไม่ได้ชอบใจนักแต่อย่างไรนี่ก็คือตัวเขา

     แต่คงไม่ใช่กับคนเหล่านี้ที่ดูชอบใจและไม่รู้สึกเคอะเขินที่ต้องเต้นกับผู้ชายด้วยกัน จนแอบสงสัยว่าพวกเขาทำได้อย่างไรกับการปรับตัวในเวลาเพียงแค่สิบปีเศษ หรือมีเพียงเขาที่ยึดติดมากไปคนเดียว

     “ขอโทษนะครับ หากไม่รังเกียจเต้นรำกับผมสักเพลงได้ไหมครับ” เสียงชายผู้มาใหม่ถามขึ้น เหมือนฝันเงยหน้ามองก็พบหนุ่มหล่อที่คุ้นหน้าเป็นอย่างดี

     “คุณแทนรัก” 

     “สวัสดีครับคุณเหมือนฝัน ไม่คิดว่าจะพบคุณที่นี่” แทนรักยิ้มให้อีกคน เหมือนฝันในวันนี้งดงามกว่าปกติ เสื้อผ้าหน้าผม ยิ่งใบหน้างามชวนมองจนไม่อาจละสายตา

     “ผมก็ไม่คิดว่าตัวเองจะอยู่ที่นี่เหมือนกัน” เหมือนฝันพึมพำกับตัวเอง “ผมเต้นรำไม่เก่งหรอกครับ แทบเต้นไม่เป็นด้วยซ้ำ”

     แทนรักยิ้มเศร้า เหมือนฝันอาจจะเต้นไม่เป็นจริงๆดังว่าแต่ก็คงอยากปฏิเสธเขาด้วยส่วนหนึ่ง ก่อนจะมีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามากอดแขนแทนรักแสดงความเป็นเจ้าของจนเหมือนฝันนึกขำ 

     “ผมขอตัวก่อนนะครับ” พูดจบก็เดินออกไปโดยมีหญิงสาวทำท่ากระฟัดกระเฟียดเดินตามไป

     “จันทร์ไม่เต้นหน่อยหรือ” เหมือนฝันหันมาถามน้องชาย

     “ไม่ล่ะ จันทร์กินขนมดีกว่า” ว่าแล้วก็ดินไปยังโต๊ะที่จัดอาหารอีกครั้ง เมธีได้แต่ยืนทำตาปริบ ดีแล้วที่เขาไม่ขอเต้นรำ ไม่งั้นคงยืนเก้อแน่ๆ

     “ฉันไปดูน้องนะ” เมธีบอก

     “ดูดีๆล่ะ หนุ่มๆมองเต็ม”

     “ดูตัวเองเถอะ เธอก็ไม่ต่าง”

     เหมือนฝันทำท่าแยกเขี้ยวใส่เพื่อน แล้วหันมาดูที่ฟลอร์เต้นรำ เสียงเพลงจังหวะสนุกสนานค่อยๆเปลี่ยนเป็นช้าลง หม่อมเฟื่องฟ้าขอตัวลงไปพักทำให้คุณชายใหญ่กลับมาเต้นกับภรรยาตน ส่วนคุณหญิงเล็กก็ไปนั่งพักเช่นกัน เขาเห็นหม่อมเฟื่องฟ้าสะกิดให้คุณชายพีพาชลลิสาออกไปเต้นรำ คนตัวขาวเม้มปากแน่นเมื่อเห็นหญิงสาววางมือลงบนมือใหญ่ของคุณชายตัวสูง

     ตาคมสบเข้ากับดวงตาสวยก่อนเหมือนฝันจะเบือนหน้าหนี เป็นหม่อมหลวงชลลิสาที่รู้สึกอึดอัดจนต้องดึงมือออกแล้วกระซิบให้พีรภัทรไปหาเหมือนฝัน

     เหมือนฝันเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงซุบซิบ คุณชายพีรภัทรกำลังเดินตรงมาหาเขา หัวใจดวงน้อยเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งอีกฝ่ายเข้ามาใกล้มากเท่าไหร่ ก้อนเนื้อในอกก็เหมือนจะเต้นแรงมากขึ้นเท่านั้น

     “ให้เกียรติเต้นรำกับพี่สักเพลงนะครับน้องเหมือน”

     ดั่งภาพฉายวนซ้ำ น้ำเสียง รอยยิ้มอบอุ่นเหมือนเคย เพียงเปลี่ยนจากห้องทำงานของคุณชายพีเป็นฟลอร์เต้นรำจริงๆ คุณชายไม่ได้อยู่ในชุดคุณหมอ เขาไม่ได้อยู่ในชุดธรรมดาทั่วไป ทั้งสองอยู่ในชุดพร้อมสำหรับการเต้นรำ และเหมือนฝันก็วางมือลงบนมือของคุณชายพีรภัทรเพื่อเป็นการตอบตกลงอีกครั้งเช่นกัน

     “ฉันบอกแล้วใช่ไหม ว่าฝึกไว้ต้องได้ใช้…กับฉัน”



     *****



     งานเลี้ยงที่ใหญ่โตที่ควรจะจบลงด้วยความสุข แต่ไม่เป็นเช่นนั้น เสียงซุบซิบ ความสงสัยถึงหนุ่มงามที่คุณชายพีรภัทรไปขอเต้นรำและความตกใจของญาติผู้ใหญ่ที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะประกาศสิ่งสำคัญนั้นหายไปทันที เมื่องานจบลงแขกทยอยกลับ หม่อมเฟื่องฟ้าจึงเรียกคุยกับคุณชายพีรภัทรรวมถึงเหมือนฝันเป็นการด่วนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ทางด้านหม่อมราชวงศ์ชลิตและคุณนงลักษณ์ พ่อแม่ของคุณชลลิสาที่ไม่พอใจอย่างมากที่เห็นลูกสาวตนโดนว่าที่คู่หมายทิ้งไปเต้นรำกับชายอื่น ชลลิสาจึงขอตัวกลับไปพูดคุยเองที่บ้าน

     “ทำแบบนี้หมายความว่าอย่างไรกันชายพี! นี่มันเหมือนหักหน้าย่าชัดๆ คุณชายชลิตจะมองย่าอย่างไร ทั้งที่ย่าจะประกาศงานหมั้นของเรากับหนูชลอยู่แล้วเชียว!”

     คุณชายภคภัทรกับคุณหญิงนาราภัทรมองหน้ากัน ไม่ผิดจากที่คาดเดาเอาไว้ หม่อมย่าตั้งใจใช้งานวันเกิดของตนเป็นที่ประกาศงานหมั้นของคุณชายพี ถึงได้เชิญนักข่าวมามากขนาดนั้น

     “แต่ผมกับน้องชลเราไม่ได้รักกัน—”

     “นี่ไม่ต้องมาเถียงย่าเลยนะ!”

     เหมือนฝันหลุบตาต่ำไม่กล้าสบตาหญิงชรา เขามีความสุขไปชั่วครู่จนไม่นึกถึงสิ่งที่จะตามมา แรงบีบมือจากคนข้างกายทำให้คนตัวขาวหันไปมอง ตาคมมองเขาด้วยสายตามุ่งมั่น ไม่หวั่นไหวเป็นเชิงว่าให้เชื่อใจและเขาก็เชื่ออีกฝ่าย เชื่อตั้งแต่ที่คุณชายพีกุมมือเขาไม่ปล่อยตั้งแต่บนฟลอร์เต้นรำ

     “แล้วเธอล่ะชื่ออะไร เป็นลูกเต้าเหล่าใคร” หม่อมเฟื่องฟ้าเอ่ยถาม

     “หม่อมย่าครับ นั่นเป็นเรื่องส่วนตัวนะครับ”

     “ย่าแตะต้องไม่ได้หรืออย่างไร! ย่าแค่อยากรู้ว่าจะมาหวังอะไรจากเราหรือเปล่า แต่ถ้าพูด ถ้าตอบอะไรไม่ได้ก็กลับไป!”

     “อย่างนั้นผมจะไปส่งเหมือนฝันครับ”

     หม่อมเฟื่องฟ้ามองหลานชายอย่างไม่เชื่อสายตา คุณชายพีรภัทรไม่เคยดื้อ ไม่เคยขัดคำสั่งเธอตั้งแต่เล็กจนโต แล้วชายหนุ่มคนนี้เป็นใครถึงทำให้หลานชายเธอเป็นมากถึงเพียงนี้ 

     “ไม่เป็นไรครับคุณชาย ผมกลับเองจะดีกว่า”

     “ได้อย่างไรกัน คุณเมธกับจันทร์ก็กลับไปแล้ว ดึกขนาดนี้เธอจะกลับเองได้อย่างไร” คุณชายพีรภัทรบอกด้วยความเป็นห่วง เขาจะปล่อยให้คนตรงหน้ากลับเองได้อย่างไรในเมื่ออีกคนบอกให้เพื่อนกับน้องชายกลับไปรอที่บ้านเมธีก่อนเพราะต้องอยู่คุยไม่อยากให้รอ และเขาก็รับปากอย่างดิบดีว่าจะไปส่งเหมือนฝันเองกับมือ

     “ถ้าเขาอยากกลับเองก็ให้เขากลับเองซี”

     “หม่อมย่าครับ/หม่อมย่าคะ” คุณชายใหญ่กับคุณหญิงเล็กร้องขึ้นพร้อมกัน ทั้งที่รู้ดีว่าหญิงชราคงพูดไปด้วยอารมณ์แต่ก็ยังคิดว่าไม่ควรพูดอยู่ดี เหมือนฝันงามถึงเพียงนี้ ต่อให้เดินกลับตอนกลางวันก็ยังไม่ปลอดภัยไม่ต้องพูดเวลาค่ำมืดเลยว่าต้องอันตรายถึงเพียงไหน

     “ผมกลับเองได้จริงๆครับ”

     “อย่างน้อยก็ให้คนรถไปส่งเถอะนะคะ’” คุณหญิงเล็กเอ่ยบอก

     “ไม่เป็นไรจริงๆครับ ผมต้องขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้จริงๆนะครับหม่อม ผมไม่ได้มีเจตนาจะทำให้ประกาศสำคัญของหม่อมล่ม ส่วนเรื่องครอบครัวที่หม่อมถาม ผมคงไม่สามารถบอกได้ ผมบอกได้แค่ว่าผมไม่ได้หวังอะไรจากคุณชายอย่างแน่นอนครับ ผมขอตัวลานะครับ” 

      เหมือนฝันไหว้ลาคนอายุมากกว่าแล้วลุกไปไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจแต่อย่างใด ทั้งยังตอบอย่างฉะฉานแต่ไม่ก้าวร้าวครบถ้วน และกล่าวลาอย่างนอบน้อม มีมารยาท หม่อมเฟื่องฟ้าหลับตาลงเพื่อสงบ สติอารมณ์ เป็นเธอเองที่อารมณ์ร้อนกว่าเด็กและยังพูดจาไม่ดีกับอีกฝ่าย

     “ประเดี๋ยวผมกลับมานะครับหม่อมย่า” คุณชายพีบอกพร้อมกับตามเหมือนฝันไป

.

.

.

     “เหมือนฝัน ประเดี๋ยวซี” มือใหญ่รั้งแขนเรียวเอาไว้ ใบหน้างดงามยังคงนิ่งเฉยไม่แสดงท่าทีอะไรออกมา มีเพียงดวงตาสวยที่แสดงความเหนื่อยล้า “ให้คนรถไปส่งเถอะ” 

     “…” คนตัวขาวส่ายหน้าเป็นคำตอบ ก่อนจะยิ้มให้คุณชายพีรภัทร “คุณชายเข้าไปคุยเถิดครับ ประเดี๋ยวผมเรียกสามล้อแถวนี้”

     “ดึกขนาดนี้จะไปมีสามล้อที่ไหน เถอนะ ให้คนรถไปส่งนะ” คนตัวสูงรวบมือขาวมากุมไว้ เอ่ยขอร้องอย่างอ้อนวอน

     “คุณชายครับ…ผมไม่เป็นไรจริงๆ จากวังคุณชายไปบ้านเมธไม่ไกลเท่าไหร่”

     “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ”

     “ผมกลับเองได้จริงๆ” คนตัวขาวยังคงยืนยันคำเดิมแต่ดูท่าคุณชายตัวสูงก็ยังคงไม่ยอมอยู่ดี “ถ้าถึงบ้านเมธแล้วผมจะโทรศัพท์มาบอก บ้านเมธคงจะมีเบอร์ที่วังอยู่”

     “จริงนะ หากถึงแล้วต้องรีบโทรศัพท์มานะ”

     เหมือนฝันยิ้มให้เป็นคำตอบ แต่ก็ต้องตกใจเมื่อคุณชายแสนเจ้าเล่ห์นั้นฝังจมูกลงบนมือนิ่มดังฟอด จะดึงมือออกอีกฝ่ายก็ไม่ยอมปล่อย อากาศเย็นยามค่ำคืนแต่ใบหน้าของเขากลับร้อนผ่าวราวกับอยู่หน้าเตา

     “พี่เป็นห่วงเหมือนจริงๆนะครับ” คุณชายพีรภัทรเอ่ยบอกพร้อมกับปล่อยมือเหมือนฝันและเปลี่ยนเป็นสวมกอดแทนโดยที่อีกคนไม่ได้ขัดขืนอะไร “เหมือนเชื่อใจพี่นะครับ”

     เหมือนฝันพยักหน้าในอ้อมกอดแสนอบอุ่นที่ช่วยบรรเทาความหนาวเย็น เมื่อผละออกจากกันคุณชายพีรภัทรถอดเสื้อด้านนอกออกแล้วคลุมให้เหมือนฝันป้องกันอากาศเย็นในยามค่ำคืน

     “ผมไปนะครับ”

     คนตัวสูงยืนมองแผ่นหลังสมส่วนค่อยเดินจากไป อีกคนค่อยๆหันมามองเป็นระยะจนกระทั่งเดินออกจากประตูรั้ว เดินหายไปกับความมืด



     *****



     หลังจากที่เหมือนฝันกลับไปได้สักพักและเขาคุยกับหม่อมย่าจบถึงเรื่องของเขากับชลลิสา เขายังยืนยันเหมือนเดิมว่าจะไม่หมั้นหรือแต่งงานกับหม่อมหลวงสาวเด็ดดขาดและเธอเองก็เหมือนกัน เขาบอกกับหม่อมย่าไปตรงๆว่าเขารักเหมือนฝัน และเรื่องที่เขาให้แหวนแทนใจของคุณแม่ไปแล้ว

     แม้หม่อมย่าดูจะยังไม่พอเท่าไหร่กับสิ่งที่เขาบอกแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อ บอกเพียงว่าไว้คุยเรื่องนี้อีกที

     ก๊อก..ก๊อก มือใหญ่เปิดประตูก็พบแม่บ้านที่ยืนอยู่หน้าห้องก่อนเอ่ยบอกเขาแล้วเดินกลับไป

     “มีสายถึงคุณชายค่ะ”

     คุณชายตัวสูงรีบกุลีกุจอเผลอปิดประตูเสียงดังแล้ววิ่งลงไปชั้นล่าง พบหูโทรศัพท์ที่ถูกวางไว้ก็รีบยกหูขึ้นมาพูด

     “ถึงบ้านคุณเมธแล้วหรือเหมือนฝัน”

     ‘หมายความว่าอย่างไรกันครับคุณชายพี’

     “คุณเมธ” เสียงทุ้มแผ่วลงเมื่อปลายสายไม่ใช่เสียงที่ต้องการได้ยิน

     ‘คุณชายไม่ได้มาส่งเหมือนหรือครับ’

     “เปล่าครับ เพื่อนคุณเมธน่ะซีครับไม่ยอมให้ผมไปส่ง ผมจะให้คนรถไปส่งก็ไม่ยอมอีก ดื้อสุดๆ แล้วนี่เขาไปไหนล่ะครับ เห็นว่าถึงบ้านคุณเมธจะโทรศัพท์หาผม”

     ‘ตายห่าล่ะ…ขอโทษครับ’ ปลายสายเอ่ยขอโทษเมื่อหลุดพูดคำหยาบอย่างลืมตัว ‘เหมือนยังไม่มาเลยครับ ผมถึงได้โทรศัพท์มาถาม’

     “แต่เหมือนฝันออกไปนานพอสมควรแล้วนะครับ” ดวงตาคมสั่นไหว หัวใจเต้นแรงด้วยความกลัว ขอให้ไม่เป็นอย่างที่เขาคิด ไม่อย่างนั้นเขาคงโกรธตัวเองไปจนตาย

     ‘อย่างนั้นก็หมายความว่า…เหมือนฝันหายตัวไป’

**********

     เมื่อวางสายจากเมธี ราวกับร่างกายเขาไร้ความรู้สึกเกือบเข่าอ่อนล้มลง มือใหญ่ลูบหน้าตนแรงๆเพื่อเรียกสติแม้ตอนนี้จะเต็มไปด้วยความกลัว

     เพราะเขาแท้ๆ หากเขาดื้อรั้น ดึงดันมากกว่านี้เหมือนทุกทีที่จะไปส่งเหมือนฝัน เรื่องแบบนี้คงไม่เกิด

     ตาเรียวคมขอบตาร้อนผ่าว หัวใจเต็มไปด้วยความกลัวและความโมโหปนเป อยากจะต่อยหน้าตนแรงๆ ให้สาแก่ใจ แต่อีกใจก็เฝ้าบอกว่านี่ไม่ใช่เวลา เขาต้องรีบไปตามหาเหมือนฝัน คิดได้ดังนั้นก็รีบแต่งตัวและหยิบกุญแจรถออกมา ยังดีที่หม่อมย่าเฟื่องฟ้านั้นเข้านอนเรียบร้อยแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงจะโดนห้ามไว้ไม่ให้ออกไป แต่ต่อให้จะโดนห้าม ในเวลานี้เขาก็ไม่สนใครหน้าไหนอีกแล้ว

     ขายาวก้าวออกจากวังยังไม่ทันไปถึงตัวรถ ประตูรั้วหน้าวังก็พบผู้มาเยือนใหม่ รถยนต์คันงามที่คล้ายกับของเขาในโรงจอดรถบ่งบอกถึงความมีฐานะเปิดไปหน้ารถส่องสว่างจนต้องยกมือบังแสงเอาไว้ คุณชายพีรภัทรค่อยๆ เดินไปหารถคันนั้น 

     อีกฝ่ายคงเห็นว่าเขาเดินใกล้เข้ามาจึงดับเครื่องรถลงแล้วเปิดประตูลงมาด้วยความเร่งรีบ ตาคมเพ่งมองก่อนคิ้วเข้มจะขมวดเข้าหากัน

     “คุณชายช่วยหลานดิฉันด้วยค่ะ” 

     คุณนายสมรภรรยาท่านสมบัติมาทำอะไรที่นี่



**********



    นี่มันซีนรวมญาติดีๆนี่เอง๕๕๕ ที่เคยบอกเอาไว้ว่าตอนนี้ยาวมากก็คือยาวจริงค่ะ ยาวจนเราที่แต่งเองก็ยังตกใจ 

(อีดิทเพิ่มบทนิดหน่อยค่ะ)

     หายไปนานมากๆไม่ได้อัพส่วนหนึ่งเพราะนี้ใช้เวลาแต่งนาน และมีปัญหารุมเร้ามากมาย เครียดจนแต่งไม่ออกแต่ก็พยายามอย่างถึงที่สุดหวังว่าจะถูกใจและมีความสุขกับการอ่านนะคะ♡




     นี่คือคุณแทนรักที่เคยมาตามจีบน้องเหมือนฝันค่ะ
 
     




     ฝาก #เหมือนดั่งฝัน ด้วยนะคะ♡


     

     ๑๕/๐๘/๒๕๖๓









ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

565 ความคิดเห็น

  1. #554 ptckk (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2563 / 18:04
    ฮืออออ จบแบบนี้เราอยู่ไม่สุขเลยค่า แงแอ น้องเหมือนต้องไม่เป็นอะไรนะคะTT เป็นกำลังใจให้นะคะ รอติดตาม
    #554
    0
  2. #553 puroi1113 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2563 / 04:47
    น้องเหมือนอย่าเป็นอะไรนะะะะ ;_;
    #553
    0
  3. #552 jerrry (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2563 / 01:04
    ลุ้นมากเลยค่ะ น้องเหมือนฝันหายไปไหน
    คุณชายพีจะตามหาน้องเจอมั้ยคะเนี่ย
    ปูเสื่อพร้อมหมอนผ้าห่มรอตอนต่อไปเลยค่ะ
    #552
    0
  4. #551 mimi (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2563 / 18:09

    คุณชายไปช่วยน้องเหมือนเร็วๆนะคะ ฮือออ น้องเหมือนหายไปไหนนน

    #551
    0
  5. #550 EMO_TUNG (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2563 / 17:04
    น้องเหมือนนน อยู่ไหนนน น้องหายไปไหนนนน
    #550
    0
  6. #549 My_Story_not_you (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2563 / 11:45

    ฮือออ ดีใจที่สุดที่คุณไรท์มาต่อแน้วววว น้องเหมือนอย่าเป็นไรเลยนะ ความงามนี่ดาบสองคมจริงๆ

    #549
    0
  7. #548 KissCYeol (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2563 / 10:23
    เอาล่ะสิน้องเหมือนหายไปไหน คิดถึงเรื่องนี้มากๆ เป็นกำลังใจให้คุณนักเขียนเสมอนะคะ
    #548
    0
  8. #546 ptckk (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2563 / 10:53
    ฮืออออ รอติดตามนะคะ รักคุณเหมือนกับคุญชาย แงแอ
    #546
    0
  9. #545 nagoimp (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 / 21:09
    แงงรอนะคะะะะ
    #545
    0
  10. #541 พีพีวาย (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 01:44
    คุณเหมือนรสนิยมดีแน่นอน ชั้นนึกถึงกกางเกงลุงที่มินยอนชอบใส่เลย55555555
    #541
    0
  11. #540 EMO_TUNG (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 00:30
    คุมเหมือนนนนน คิดถึงจังค้าบบบ น้องวาดด้วยยย คุณแทนไม่เส้านะคะ
    #540
    0
  12. #539 My_Story_not_you (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2563 / 23:24

    กี้ดดด คิดถึงมากๆเลยค่าาาา

    #539
    0
  13. #538 ZanickyZ (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2563 / 23:09
    เป็นกำลังใจให้คุณนักเขียน คุณแทนคะ คุณแทนดูดีมากเลยค่ะ คิดถึงคุณเหมือนมากๆๆๆๆเลยนะคะ
    #538
    0
  14. #537 nonny_popo (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2563 / 21:06
    รอค่าาาาา
    #537
    0