SF/OS : Our Story #BinMin #NenNyeon

ตอนที่ 16 : Au Thai : ทำไมต้องเธอ (Mon part)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 809
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 46 ครั้ง
    13 ต.ค. 61




















Au Thai : ทำไมต้องเธอ
Pairing : Hyunbin (ภีม) × Minhyun (ม่อน)
Note: เปิดเพลงทำไมต้องเธอฟังคลอไปด้วยก็ได้นะคะ
Note2: ฮยอนบิน = ภีม  , มินฮยอน = ม่อน  , ยองมิน = หยก , แดเนียล = ดิน , ซองอู = ซออู้ , แจฮวาน = แจ็ค , จงฮยอน = จิง , ยงกุก = กล้า , ดงโฮ = โด่ง












          “ม่อนจ๋าา สาวนิเทศให้กูมาขอเบอร์มึ-”


          “ไม่ให้”


          “ม่อน! ไอ้ต้นทันตะชอบมึง ฝากขอไล-”


           “ไม่มี”


          “ม่อน!..”


          “ไม่มี! ไม่ให้ว้อยย!!”



          ผมตะโกนออกมาอย่างไม่เบานักกลางโรงอาหาร ทำให้มีสายตาหลายคู่มองมาที่ผม ผมปิดปากแน่นแล้วชี้หน้าคาดโทษเพื่อนตัวเอง



          “จ้า ไม่ให้ก็ไม่ให้จ้า” ไอ้โด่งว่าพร้อมกับทำหน้ากวนประสาทจนผมอยากจะเอาจนข้าวยีหัวมันให้รู้แล้วรู้รอด


           แต่ผมไม่กล้าทำอะไรมันหรอก กลัวมันจะจับผมหักคอเสียก่อน 



          “เออ เด็กปีนี้เป็นไงวะ ดื้อมั้ยพี่ว๊ากสุดโหด” ซออู้เอ่ยถาม


          นอกจากจะตัวใหญ่เท่าหมีควายแล้วไอ้โด่งยังเป็นเฮดว๊ากของรุ่นด้วย ถึงแม้นิสัยจริงๆของมันสุดจะหวานแว๋วคิตตี้จ๋ามากก็ตามที แต่ด้วยใบหน้าอันโหดเหี้ยมเหมือนถือไม้หน้าสามพร้อมบวกตลอดเวลา มันจึงได้รับหน้าที่นี้ไป


          “ก็ดี เด็กเชื่อฟังดี เข้ากิจกรรมดี มีแหกบ้างอยู่คนสองสามคนแต่ก็ยังพอไหว”


          “ยังมีใครกล้าหือกับมึงอีกหรอ” หยกที่นั่งอยู่ข้างผมเอ่ยแซวอย่างขำๆ


           “แหม่ กูก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นมั้ย นู้นๆ ไอ้สามตัวนั้นเลย ที่ชอบโดดบ่อยๆ แถมหน้าตากวนตีนด้วย” 


          ผม ซออู้ และหยก หันไปไปตามที่โด่งชี้ก็พบผู้ชายหน้าตาดีสองคน คนนึงผิวขาว หน้าตี๋แต่ก็ออกฝรั่งให้ความรู้สึกเหมือนลูกครึ่ง ตัวสูง หุ่นดี ตัวหมีพอๆกับไอ้โด่งเลย กับอีกคนที่ตัวสูงไม่มาก แก้มกลม ดูน่ารักและเท่ในเวลาเดียวกัน 



         “ไหนมึงว่าสาม กูเห็นแค่สอง” ซออู้ถามขึ้น



          “นู้น ไอ้คนที่เดินตามมาทีหลังนั่นหน่ะ”



          ผมมองตามที่โด่งมันว่าก็พบผู้ชายตัวสูงราว190เซนฯ หน้าตาหล่อเหลา ผิวขาว หน้าตี๋ ตาตี่(บ้านอยู่เยาวราชแน่มึง) แต่ก็ยังหล่ออยู่ดี หุ่นดีราวกับนายแบบ รอยยิ้มที่ทำให้ใจเต้นรัว ดวงตาเรียวเล็กแต่มีสเน่ห์ ทำให้คนที่สบตากับเขาใจสั่นได้



         ขนาดผมแค่มองยังไม่ได้สบตากับเขาตรงๆผมยังใจสั่นเลย



         เขามีสเน่ห์บางอย่างที่ทำให้ผมหยุดมองเขาไม่ได้และหัวใจผมก็หยุดเต้นแรงไม่ได้เลย



        “โอโห อยู่รวมกันสามคนแล้วแม่งโคตรนักเลง” ซออู้บอกพร้อมกับตักข้าวใส่ปาก


         “มันรหัสเดียวกับมึงอะม่อน”


         “ห๊ะ”


         “เออ”


          “ใคร”


           “ไอ้ตี๋เยาวราชหน่ะ”


            แค่นั้นก็รู้แล้วว่าใคร คนที่เหลือทำหน้าตาส่งสารใส่ผมก่อนไอ้หยกจะตบไหล่ผมเบาๆเป็นเชิงให้กำลังใจ


           “ไอ้นั่นหน้ากวนสุดเลยมึง”



            น้องมันคงไม่ได้เลวร้ายเท่าไหร่หรอกมั้ง












-ทำไมต้องเธอ-









           “พี่เป็นพี่รหัสเรานะ”


          “ค..ครับ”


           ผมบอกภีมพร้อมกับยิ้มสดใสที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อปกปิดความตื่นเต้นแล้วยื่นขนมที่คิดว่าเขาน่าจะชอบให้ เขาดูอึ้งไปก่อนจะเกาคอเหมือนทำอะไรไม่ถูก และถ้าผมตาไม่ฝาด ผมเห็นว่าภีมกำลังหน้าแดง ซึ่งไม่ต่างกับผมเลย




          ผมจะคิดว่าภีมเขินผมได้มั้ยนะ




         “ไงก็มีอะไรก็ปรึกษาพี่ได้นะเรื่องเรียน รายงาน ที่เที่ยว ที่ดื่ม อ่า อันนี้พี่ไม่ค่อยรู้ แหะๆ หรือปรึกษาเรื่องแฟนก็ได้” ผมแอบหยอดเรื่องแฟนไปนิดนึง ภีมก็รีบตอบกลับมาว่าไม่มี ทำให้ผมใจชื้นขึ้นมาอีกนิด 



           ผมแอบมองเขามาสักพักแล้วตั้งแต่ที่รู้ว่าเขาคือน้องรหัสและก็พอรู้ว่ามาบ้างว่ากลุ่มของภีมก็เป็นที่สนใจของผู้หญิงอยู่พอควร




           ผมก็แอบหวงของคนอยู่คนเดียวนั่นแหละ




           ผมจะไม่บอกใครหรอกว่าผมแอบสนใจน้องรหัสของตัวเอง สนใจตั้งแต่ที่เห็นครั้งแรก ผมจะเก็บไว้กับตัวเองไปจนตายเลย











-ทำไมต้องเธอ-









           “น้องดาวปี2 นิเทศฝากมาขอเบอร์มึง” ไอ้หยกเอ่ยขึ้นขณะที่กำลังทำรายงานอยู่ในห้องผม


           “ไม่ให้”


            “จ้า หนุ่มฮอตเลือกได้ ใครมาจีบมาขอเบอร์ก็ปฏิเสธไปซะหมด ขึ้นคานนะมึง”ผมยกหมอนมาฟาดมันเบาๆ ไอ้หยกหัวเราะลั่นเมื่อเห็นว่าผมกำลังโมโห 



            “ยังไม่ได้อยากมีแฟนซะหน่อย”


            “อ้าว พูดแบบนี้คือมึงยังไม่ได้บอกชอบไอ้ภีมเหรอ กูนึกว่าบอกไปแล้ว”


             “เชี่ยหยก! มึง!”


             “ให้กูช่วยเปล่า”


            “มึงรู้ได้ไง!”


           “ใครไม่รู้ดีกว่า มึงแสดงออกชัดขนาดนี้”ผมนั่งอึ้งกับคำพูดของไอ้หยก แสดงออกชัด? ไม่นะ ภีมรู้หรือเปล่า เขาดูออกมั้ย 


          “กูแสดงออกชัดมากเลยเหรอวะ”


          “เออ สายตงสายตา รอยยิ้มนี่มาหมดล่ะ”


           “มึงว่า..น้องมันจะรู้มั้ย”


          “ไม่อะ” 


          ผมไม่ได้ถามกลับในทันทีแต่ทำหน้าสงสัยแทน ถ้าหากผมแสดงออกชัดมากถึงขนาดนั้น ทำไมภีมถึงดูไม่ออก



          “เพราะไอ้ภีมก็มองมึงด้วยสายตาเดียวกันกับที่มึงมองมันไง”


          “ห๊ะ”


           “เฮ้อ นี่มึงโง่ตั้งแต่เมื่อไหร่”


            “…”


         “ไอ้ภีมมันก็ชอบมึงไงม่อน”


          ผมค้างไปกับคำพูดของหยก ถึงแม้จะตกใจและปฏิเสธออกมาว่าไม่ใช่หรอก แต่หัวใจผมมันกลับเต้นเร็วจนผมคิดว่ามันอาจจะระเบิดออกมา



          “มึง.. หมายความว่าไง .. มองด้วยสายตาเดียวกันคืออะไร” ผมรู้สึกได้เลยว่าตอนนี้หัวใจผมเต้นแรงมากแค่ไหน ทั้งตื่นเต้น ดีใจแล้วก็ตกใจปนกันไปหมด


            “เฮ้อ” ไอ้หยกถอนหายใจเฮือกใหญ่ พับจอโน๊ตบุ๊คลงแล้วเขยิบเข้ามาใกล้ผม แปะมือใหญ่ๆของมันลงบนลงแก้มผม


            “คืองี้นะ มึงสองคนมองกันด้วยสายตาแห่งความรักโคตรๆ ซึ่งมึงคงมองไม่ออก คงคิดว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะมึงมองกันและกันด้วยสายตาแบบนี้ตลอด แต่คนนอกแบบพวกกูเนี่ย มองออก เพราะคนทั่วไปเขาไม่มองกันด้วยสายตาแห่งความรัก หวานเยิ้ม มีรูปหัวใจอยู่ในดวงตาแบบนี้ไง เชื่อสิ กูเซียน มองขาดหมดแหละ”



          “…” 



          ผมไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกและทำอย่างไรดี ถ้าทุกอย่างมันเป็นแบบที่ไอ้หยกพูด ผมควรสารภาพรักกับภีมไปไหม หรือผมควรถอยห่างออกมาไม่ให้ภีมรู้ตัว



          “มึงก็ใกล้จะเรียนจบแล้วนะ จากนี้มึงจะได้เจอน้องอีกตอนไหน ถ้าไม่พูดตอนนี้จะไปพูดชาติหน้าหรือไง” ก็จริงแบบที่หยกว่า ถ้าหากจะสารภาพความในใจกับภีมก็คงมีเวลาแค่ตอนนี้



           “ม่อน มึงไม่ใช่คนที่ขาดความมั่นใจอะไรแบบนี้นะ” 


          นั่นสิ ผมค่อนข้างเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวมากอยู่พอควร แต่กับภีม..



          “มึงกลัวอะไร”


           “ไม่รู้..” 


          ใช่ ผมไม่รู้



          ไม่รู้และไม่มั่นใจอะไรเลย



           “ถ้าน้องไม่ได้คิดแบบเดียวกับกูเหมือนที่มึงบอก กู…”



            “ม่อน”



            “กูไม่อยากเสียน้องไป กูยังอยากมีน้องอยู่ในชีวิต”



            ไอ้หยกกลอกตาใส่ผม ถอนหายใจอีกครั้ง มันพยักหน้าเข้าใจแต่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดแล้วบ่นพึมพำให้ผมได้ยิน ‘แล้วแต่มึงเลย’ มันเปิดโน๊คบุ๊คขึ้นมาอีกครั้งแล้วพิมพ์บางอย่างลงไป ก่อนจะหันหน้าจอมาให้ผมดู



            ‘แห้งตายบนคานแน่มึง’



            “ไอ้หยก!!!”














-ทำไมต้องเธอ-













          ผมเรียนจบแล้วและได้เข้าทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง พี่แทน(พี่รหัสของผม)ที่ยังติดต่อกันอยู่จึงพาไปเลี้ยงฉลองที่ผมเรียนจบและได้งานทันที พี่เขาเอ่ยปากให้ผมชวนภีมที่เป็นน้องรหัสมาด้วย



         ผมยิ้มรับอย่างขัดไม่ได้ พี่แทนเลี้ยงทั้งทีแถมเป็นคนเอ่ยปากชวนภีมเองผมกลัวจะเสียมารยาท จึงต้องจำใจโทรไปชวนภีมมาด้วย



          ผมไม่ได้คุยกับภีมมาสักพักใหญ่ แม้เขาจะติดต่อมาบ้างแต่ก่อนหน้าผมก็อ้างว่าติดฝึกงาน ทำงาน ทำโปรเจคต่างๆ เขาก็ไม่ได้ดูติดใจอะไรแต่กลับให้กำลังใจผมแทน นั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกผิดมากกว่าเดิม


          เพราะความจริงแล้วผมอยากออกห่างจากเขา


           หลังจากที่เก็บคำพูดของหยกมาทบทวนดูดีๆแล้ว ผมคงจะแสดงออกว่าชอบภีมมากไป ขนาดคนอื่นยังสังเกตเห็น วันนึงภีมก็คงเห็นเหมือนกัน ส่วนเรื่องสายตาอะไรนั่นที่ไอ้หยกบอกก็ลืมไปเถอะครับ ขนาดมันไปสารภาพรักกับสาวที่มันคอนเฟิร์มว่าชอบมันแน่ ยังโดนปฏิเสธเลยเพราะผู้หญิงคนนั้นก็ชอบผู้หญิงเหมือนกัน เป็นไง มองขาดมั้ยล่ะครับ



          บางทีผมก็เหนื่อย



            ผมต้องเก็บอาการทุกครั้งที่เข้าใกล้ภีม ไม่ให้เขารู้ว่าผมใจสั่นแค่ไหนที่ได้เข้าใกล้เขา ไม่ให้เขารู้ว่าผมใจเต้นรัวแค่ไหนตอนเขายิ้มให้ และก็ใจห่อเหี่ยวมากแค่ไหนตอนมีผู้หญิงมาขอเบอร์หรือยิ้มให้เขา



            แต่พอห่างกันผมก็เริ่มคิดถึงเสียงหัวเราะ หน้าตากวนๆของเขา นึกถึงตอนที่เขาชอบแกล้งแหย่ผม ตอนเราเล่นกัน มันมีความสุขดี ผมก็เริ่มสับสนกับตัวเองเหมือนกัน



             คุณอาจจะคิดว่า ทำไมไม่สารภาพให้มันจบๆไป อย่างที่บอกถ้าภีมไม่ได้คิดแบบเดียวกันกับผมมันก็คงแย่ ผมจะมองหน้าเขาได้ยังไง แล้วก็อีกอย่าง



          ถ้าการสารภาพรักมันง่ายขนาดนั้น โลกนี้จะมีคำว่าแอบชอบทำไม



          ถ้าการสารภาพรักมันง่ายขนาดนั้น โลกนี้จะมีคนโสดเหรอ




           แล้วถ้าทุกการสารภาพรักได้รับคำตอบรับที่ดีมันจะคำว่าอกหักหรอ




           คนเรามันก็กลัวผิดหวังด้วยกันทั้งนั้น



            อย่าไปคิดว่าคนหน้าตาดี(ผมเอง)จะได้รับการตอบรับที่ดีทุกครั้งที่สารภาพรักเลย ถ้าไม่ได้ชอบต่อให้หล่อแบบณเดชน์ สวยเหมือนใหม่ ดาวิกาเขาก็ไม่เอา



           ผมโดนไอ้หยกด่าทุกครั้งที่พูดเรื่องนี้และมันก็เป็นตัวการณ์ยุผมให้สารภาพรักภีมอยู่เรื่อยไปโดนตบจนหัวแทบหลุดแล้วยังไม่เข็ด


           ผมได้แต่เฝ้าถามตัวเองอยู่ทุกครั้งว่าทำไมต้องเป็นภีม ทำไมไม่เป็นคนอื่น มีคนเข้าหาผมตั้งมากมายแต่ผมกลับไม่สนใจ ผมไม่เคยมีแฟน ไม่เคยคบใคร แล้วทำไมต้องเป็นเขาคนเดียวที่ทำให้ผมตกหลุมรัก



         “ตามสบายนะม่อน เต็มที่”



          “ขอบคุณมากนะพี่”


           “หวัดดีครับ” เสียงทุ้มใหญ่ของภีมกล่าวทักทายผมและพี่แทน เขาโบกมือทักทายแล้วส่งยิ้มมาให้ รอยยิ้มที่ยังทำให้ผมใจสั่นอยู่เสมอ


          “อ้าว แล้วนี่..”


          ผมมองตามพี่แทนก็พบผู้ชายคนนึงที่เดินตามหลังภีมมาติดๆ


          “อ๋อ เพื่อนผมชื่อกล้า มันขอมาด้วย พี่ไม่ว่าอะไรใช่มั้ยครับ”


          “ไม่ๆ ตามสบาย”


          “เดี๋ยวส่วนของผม ผมจ่ายเองนะพี่” คนชื่อกล้าเอ่ยขึ้นอย่างเกรงใจ


         “เฮ้ย คิดมาก พี่เลี้ยงไง เต็มที่ๆ”

          พวกผมเอ่ยขอบคุณพี่แทนอีกครั้งก่อนจะนั่งลง ผมมองไปที่ภีมที่กำลังสั่งอาหาร เขาหันมาถามผมก่อนหันไปคุยกับกล้าที่นั่งข้างเขา



         ไม่ชอบ หงุดหงิด และรู้สึกอึดอัด



          ตลอดเวลาที่นั่งกินข้าว พูดคุยกัน ภีมมักจะหันไปคุยกับกล้าอยู่บ่อยๆทั้งที่ปกติเขาจะคุยกับผมมากกว่าทุกคน ผมก็ไม่ได้อยากงี่เง่า ผมเข้าใจที่ว่ากล้าอาจจะไม่รู้จักพวกผมเลยทำตัวไม่ถูก ภีมเลยต้องชวนเขาคุยบ่อยๆ และกล้าเองก็ดูพูดไม่เก่งเท่าไหร่ แต่อาการ ‘หึง’ มันห้ามกันได้ที่ไหน 




         ทั้งที่ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ




        “ผมขอเบอร์พี่ได้มั้ย” กล้าถามผมพร้อมกับยื่นโทรศัพท์มาให้ตอนเรากำลังแยกย้ายกัน



           ผมทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยิ้มมึนๆส่งกลับไปแล้วรับโทรศัพท์ของกล้ามาเพื่อจะกดเบอร์ให้ แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้กดเบอร์ลงไป มือใหญ่ของภีมก็คว้ามันไปก่อนบอกกับกล้าว่าค่อยเอาเบอร์จากเขา ภีมโบกมือลาผมพร้อมกับล็อคคอกล้าออกไปพร้อมกันอย่างรีบๆโดยไม่สนเสียงโวยวายของกล้า



         “แฟนกันหรอนั่นหน่ะ” พี่แทนที่เพิ่งออกมาจากร้านหลังจ่ายเงินเสร็จถามผม



           นั่นสินะ คบกันหรอ



           “ไม่รู้สิครับ”



          เป็นอีกวันนึงที่ผมเหนื่อยเพราะชอบภีมแต่มันก็หยุดความรู้สึกตัวเองไม่ได้เลย

           
        












-ทำไมต้องเธอ-















          ผมรู้สึกว่าช่วงนี้มีเรื่องให้ผมได้ตกใจหลายอย่าง อย่างแรกแก๊งนักเลง(ประกอบไปด้วยภีม ดิน แจ็ค ไอ้อู้มันเป็นคนตั้ง)เข้ามาทำงานที่เดียวกับผมและซออู้ 



           อย่างที่สองคือซออู้และดินกำลังคบกัน! ผมแทบช็อค ไหนไอ้อู้บอกไม่ชอบเด็ก ไม่ชอบไอ้น้องดินนี่เพราะหน้ามันกวนประสาท และที่ช็อคไปกว่านั้นมันคบกันจนเข้าปีที่สามแล้วครับ แดกจุดมันเป็นแบบนี้นี่เอง



          ตอนแรกที่ภีมบอกผมว่าจะได้ทำงานที่เดียวกัน ผมแอบใจพองโต กลั้นยิ้มแทบตายแต่พอเขาบอกว่าล้อเล่นผมก็แทบจะยกเก้าอี้มาฟาดหน้าหล่อๆให้เลือดอาบไปเลย



          แต่แล้วจิงแผนกHRก็พาเขามาอยู่ตรงหน้าผม แล้วบอกว่านี่คือเด็กใหม่ของแผนก



          ภีมยกมือไหว้สวัสดีทุกคนก่อนมาหยุดที่ผม เขาโบกมือมาให้แล้วยิ้มตาปิดเหมือนที่เคยทำ



         และก็ทำให้ผมใจเต้นแรงเหมือนเคย




          แม้จะตกใจแต่เขาก็ทำให้ผมหลุดยิ้มออกมา แล้วในหัวก็เกิดคำถามว่าทำไมภีมถึงมาทำงานที่นี่นะ



          ‘ไอ้ภีมมันก็ชอบมึงไงม่อน’



           จู่ๆคำพูดของหยกก็ลอยเข้ามาในหัว ผมมองไปที่ภีม เขาก้าวเท้ามาหาผม มือใหญ่เกาที่คอเบาๆแก้เขิน



          เหมือนวันแรกที่เราได้คุยกัน



           “ฝากตัวอีกครั้งนะครับ”












-ทำไมต้องเธอ-











          ไม่ดี!!



          ไม่ดีเอามากๆ! 


           ตั้งแต่ที่ภีมเข้ามาทำงาน เราก็ใกล้ชิดกันมากขึ้น และทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้กันหัวใจผมก็ทำงานหนักทุกที มีบางครั้งที่ผมสติหลุดไปบ้างเพราะเอาแต่นั่งมองภีม ว่าตอนนี้เขากำลังทำอะไร งานเยอะหรือเปล่า



          ผมก็ไม่เข้าใจไอ้หน้าตี๋ ตาตี่ๆนี่มีอะไรให้หน้าสนใจนักหนา



         และผมก็หยุดมองเขาไม่ได้ด้วย เผลอทีไรต้องเอาสายตาไปวางที่เขาทุกที



         แต่ที่ไม่ดีเอามากๆก็คงเป็นไอ้หยกที่เข้ามาทำงานที่นี่แถมแผนกเดียวกันอีก!!!


         ถามจริงว่าไม่มีบริษัทอื่นให้ไปหรือแผนกอื่นให้ทำแล้วเหรอ 



         “คบกับไอ้ภีมยัง”



         นั่นเป็นคำถามแรกที่ไอ้หยกถามผมหลังจากที่เราเจอกัน



          มึงไม่รู้จักคำว่า สวัสดี สบายหรือเปล่า เป็นไงบ้างอะไรพวกนี้เลยสินะ



          “ให้ช่วยมั้ย”


           ผมไม่ได้ตอบกลับไปแต่กลอกตาใส่มันแทน ไอ้หยกก็หัวเราะร่าใส่ผมแทน แถมไปชวนซออู้มาร่วมด้วยช่วยกันอีก




          อะ เอาเข้าไป




         ผมไม่รู้ความหมายของคำว่า ‘ช่วย’ของหยกคืออะไร เพราะหลังจากที่มันบอกว่าจะช่วย ผมก็คิดว่าจะไปบอกภีมว่าผมชอบเขาหรืออะไรทำนองนั้น แต่ไม่เลย



         ไอ้หยกมันดันเอาตัวเองมาติดกับผมยิ่งกว่ากาวตราช้าง ติดกันมากไปด้วยซ้ำจนคนอื่นแซวว่าเราสองคนคบกับอยู่



         บัดสี! เฮงซวย! พูดออกมาได้ยังไง!



         ขนลุก!!!! 



          พอผมจะเอ่ยปฏิเสธ ไอ้หยกก็แกล้งหัวเราะกลบเกลื่อน ทำท่าเขินอายเหมือนสาวแรกรุ่นทำเอาผมอึ้งจนพูดไม่ออกเมื่อเห็นท่าทางแบบนั้น เป็นบ้าอะไร! ผีสาวเข้าสิงมึงเรอะ!


          พอผมถามไอ้หยกว่าทำแบบนี้ทำไม ทำอย่างกับชอบผม มันก็เบะปากจนปากแทบฉีกแล้วบอกคำตอบเดียวกับผม ขนลุกครับ



        ไอ้หยกบอกว่านี่คือ ‘ปฏิบัติการปลุกความหึงในตัวภีม’



          ผมทำหน้าเอือมระอาใส่มันแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วบอกเบาๆว่ามันคงจะดูหนังมากไป ไอ้หยกก็รีบเบรกทันที



          “นี่จริงจังนะเว้ย ก็มึงไม่เชื่อว่าน้องมันชอบมึง กูก็จะช่วยปลุกความหึงของไอ้ภีมที่มีต่อให้ดู มึงก็แค่อยู่เฉยๆแล้วเล่นตามกูไปเหอะ โอเค๊”



           ผมพยักหน้ารับไปส่งๆเพื่อตัดรำคาญ ไอ้หยกมันก็ปรบมือดีใจแล้วพึมพำอะไรจับใจความไม่ได้เพราะผมไม่ได้สนใจ












-ทำไมต้องเธอ-












           ตอนนี้ผมเริ่มจะต้องสนใจการกระทำของหยกแล้ว เพราะมัน!!! เพราะมันคนเดียวที่ทำให้มีข่าวลือไปทั่วบริษัทว่าผมกับมันคบกันอยู่ พอจะปฏิเสธทีก็โดนไอ้หยกสะกิดแล้วบอกให้ดูภีมว่าน้องมันหงุดหงิดมั้ย ที่มีคนแซวแบบนี้



          และใช่ ภีมหงุดหงิด

         แต่มันกลับทำให้ผมใจเต้นแรง หรือว่าภีมจะชอบผมจริงๆ




          แล้วต่อจากนั้นไม่นานหัวใจผมก็ต้องห่อเหี่ยวลงเพราะอยู่ดีๆภีมก็ตีตัวออกห่างจากผมอย่างชัดเจน ทุกอย่างมันชัดมากขึ้นเมื่อเขาคุยกับผมน้อยลงจนแทบไม่คุย เมื่อเจอผมเขาก็หลีกเลี่ยงหรืออ้างว่ามีธุระอยู่ตลอด



          ซออู้ที่คอยเฝ้าดูแผนนี้ของไอ้หยกมาตลอด บอกว่าภีมก็ดูปกติเมื่อตอนอยู่กับเขา เพื่อนๆและคนอื่นในบริษัท แต่กับผมเขาดูหงุดหงิดทุกครั้งที่เจอ ผมแทบร้องไห้ออกมาที่ได้ยินแบบนั้นแต่ซออู้ก็บอกอีกว่า ภีมเริ่มเป็นแบบนั้นตั้งแต่ที่หยกเข้ามาทำตัวใกล้ชิดผม


         ไอ้หยกตัวดีรีบตบเข่าฉาดแล้วบอก ‘นั่นไง มันหึงมึง’ แล้วมันก็โดนฝ่ามือไอ้อู้ประทับบนหัวเต็มแรงแถมโดนด่าไม่เป็นภาษา


          “ถ้าหึง ถ้าชอบ ทำไมต้องตีตัวออกห่างด้วยวะ” ผมถามพร้อมกับพิมพ์แชทส่งหาภีมเพื่อถามว่าเขาอยู่ไหน จะชวนเขาไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน แต่ก็เหมือนเดิมไม่ได้รับการตอบกลับมา



        “ทนไม่ได้มั้ง” ไอ้หยกว่าขึ้นแล้วสะบัดตัวออกจากไอ้อู้ที่กำลังทึ้งผมมันอยู่



        “ใครจะไปทนเห็นคนที่ชอบอยู่กับคนอื่นได้”


        “…”


       “ไม่เชื่อ งั้นเดี๋ยวมึงดูนี่นะ”


       จู่ๆไอ้หยกก็คว้ามือผมจูงกึ่งลากไปที่ร้านข้าวหน้าบริษัท มันชี้ให้ผมดูคนกลุ่มนึงที่กำลังกินข้าวกันอยู่ เมื่อมองดีก็คือภีม จิง แล้วก็ดิน


       “มึงคอยดูนะ พอเราเข้าไปไอ้ภีมของมึงต้องลุกหนีแน่นอน”


       แล้วก็เป็นแบบที่ไอ้หยกว่าจริงๆ พอจิงเอ่ยทักผมกับหยก ผมเห็นภีมรีบตักข้าวใส่ปากจนสำลัก ผมรีบเดินเข้าไปหาเขาแล้วถามด้วยความเป็นห่วง แต่ภีมกลับไม่ตอบผม ไม่พอยังทำเหมือนผมไม่ได้อยู่ตรงนั้น เมื่อเห็นภีมจะเดินออกไป ผมอดไม่ได้ต้องเอ่ยถาม 



        “ภีม โกรธอะไรพี่หรือเปล่า”



        ถ้าเขาชอบผมแบบที่หยกว่า และหึงผมจริงๆ ก็พูดออกมาเลย แค่พูดออกมา…



         “เปล่านี่ครับ คิดมากว่ะพี่ ผมมีงานต้องเคลียร์ ไว้เจอกันนะพี่ม่อน” ภีมยิ้มให้ผมแล้วเดินออกไปโดยไม่หันมามองอีก



          ไว้เจอกันงั้นเหรอ เมื่อไหร่ล่ะ ถ้าไม่ใช่เวลางาน จะได้เจอจริงๆหรอ ทุกวันนี้แชทก็ไม่ตอบ ชวนไปไหนก็ติดธุระ แม้แต่หน้าพี่นายยังไม่มองเลย




          เจ็บในหัวใจเป็นบ้า















-ทำไมต้องเธอ-


















         วันนี้ทั้งวันผ่านไปอย่างเบื่อหน่าย ผมอยากจะให้หมดวันไปเร็วๆอยากกลับไปนอนเตรียมตัว ไปสัมมนาที่ต่างจังหวัดจะแย่แล้ว



         พูดถึงสัมมนา(จริงๆคือไปเที่ยว ไปพักผ่อนและมีกิจกรรมนิดหน่อย) ตอนแบ่งสีว่าใครจะอยู่สีไหนผมไปอ้อนจิงแทบตายว่าขอให้ผมกับภีมอยู่สีเดียวกันและก็ช่วยเขี่ยไอ้หยกไปอยู่สีอื่นให้ไกลผมที


         จิงตอบกลับมาว่าเขาตั้งใจจะจัดให้อยู่สีเดียวกันอยู่แล้ว ยิ่งพอได้รู้ว่าผม‘ชอบ’ภีม จิงก็ยิ่งพยายามหากิจกรรมมาให้ผมได้ใกล้ชิดกับภีมมากขึ้นไปอีก


         ถ้าหากถามว่าจิงรู้ได้ไงว่าผมชอบภีม ก็เพราะเหตุการณ์ที่ภีมหลุดปากที่ร้านก๋วยเตี๋ยววันนั้นที่ผมรวบรวมความถามเรื่องกล้ากับภีม




        ‘ถ้าเป็นพี่ก็ว่าไปอย่า-’




         หลังจากที่ภีมลุกกึ่งวิ่งออกไป ผมมองตามเขาไปจนสุดสายตาและริมฝีปากของผมมันก็หยุดยิ้มไม่ได้จนจิงเอ่ยถาม แต่คนบอกไม่ใช่ผมหรอก เป็นซออู้ที่บอกความจริงด้วยท่าทางนิ่งสุดๆ ต่างกับผมที่กำลังอึ้งเพราะที่นั่งกันอยู่มีดินกับแจ็คเพื่อนภีมอยู่ด้วยน่ะสิ!



        ผมได้ยินเสียงตะเกียบที่หลุดจากมือแจ็ค และดินที่กำลังสำลักน้ำ ไอจนหน้าแดงไปหมด ทั้งคู่ดูอึ้งและช็อคกว่าผมมาก ผมหันไปคาดโทษกับซออู้ ก่อนก้มหน้าลงกับฝ่ามือตัวเอง ชิบเป๋งแล้วไหมล่ะ



        “ว้าว” เสียงร้องว้าวของแจ็คทำให้ผมเงยหน้าขึ้นมา


        “เชี่ย”


        “สุดยอด”


       “กูนึกว่าดูละคร”


        “สุดๆ”



         ดินกับแจ็คลุกขึ้นยืน แท็กมือแล้วจับมือกันแน่น พูดสลับกันไปมาเหมือนในละครที่ตัวละครเป็นฝาแฝดกันอย่างนั้น



        “อ..อะไรหรอ” 



         ผมเอ่ยถามอย่างกล้าๆกลัวๆ ทั้งคู่ยิ้มมีเลศนัยให้ผมก่อนเอ่ยคำพูดที่ทำให้ผมใจเต้นแรงจนแทบบ้า 




       “ไอ้ภีมมันก็ชอบพี่!!/ไอ้ภีมมันก็ชอบพี่!!”














-ทำไมต้องเธอ-














         07:00 น.


ผมกำลังยืนมองภีมที่ทำหน้าเบื่อหน่ายกับเสื้อสีชมพูของตัวเอง เขาคงจะไม่ชอบมันเท่าไหร่แต่ผมคิดว่ามันก็ดูเข้ากับภีมดี เสื้อยืดสีชมพูกับกางเกงยีนส์ขาดเข่าแสนเท่ จริงๆผมก็แอบอิจฉาภีมอยู่หน่อยๆ ที่ไม่ว่าจะใส่อะไรแต่งตัวแบบไหนก็ดูหล่อ ดูเท่ไปเสียหมด ต่างกับผมที่โดนแซวบ่อยๆว่าแต่งตัวเหมือนลุง


“อ้าว ภีม อยู่สีชมพูหรอ”


ทำทักไปงั้น จริงๆก็คือผมรู้อยู่แล้วล่ะ


         ผมส่งยิ้มสดใสให้ภีม เขาตอบกลับมาเสียงสั่น นั่นยิ่งทำให้ผมฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิมและหัวใจก็พองโตมากกว่าเดิมเมื่อรู้ว่าเราใจตรงกัน


         ตั้งแต่ที่รู้ว่าภีมเองก็ชอบผม(จากปากดินและแจ็ค) ผมก็ปรึกษาพวกเขาว่าควรบอกความในใจกับภีมไปเลยดีไหม แต่ไอ้หยกเจ้าเก่าก็แทรกขึ้นมา



        ‘จะสารภาพรักทั้งทีก็เอาแบบโรแมนติกไปเล้ย เดี๋ยวเราจะไปทะเลกันใช่ป่ะ โอกาสนั้นแหละ ชวนไปเดินเล่น ดูดาว สารภาพรัก โอ้โฮ สุดยอด!’



อยากเอ่ยปากด่าดับความบ้าบอของมันแต่ครั้งนี้ผมจะปล่อยไปเพราะไอเดียมันดี


         ผมคิดว่าหัวใจผมมันกำลังจะระเบิดออกมาในตอนที่ไหล่ภีมชนเข้ากับไหล่ผมเบาๆ ผมไม่ค่อยได้ฟังที่จิงพูดเท่าไหร่เพราะผมรู้สึกว่าเสียงหัวใจของตัวเองมันเต้นดังจนกลบเสียงทุกอย่างไปหมดแล้ว



         รู้ตัวก็ตอนที่เห็นคนอื่นกำลังแยกย้ายกันขึ้นรถ ผมเลยรวบรวมความกล้าที่มีทั้งหมดส่งยิ้มให้ภีมก่อนคว้ามือใหญ่ของเขาดึงกึ่งลากเขาไปขึ้นรถ



“ไป นั่งข้างกันเนาะ”















-ทำไมต้องเธอ-

















11.00 น.


          หลังจากถึงที่พัก จิงก็อธิบายถึงกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ให้ฟังก่อนให้แยกย้ายกันไปพักผ่อน ผมได้พักห้องเดียวกับจิงที่ตอนนี้ออกไปคุยพนักงานที่ให้จัดสถานที่อะไรสักอย่าง มันบอกผมแค่นั้น ตอนนี้เลยทีผมอยู่คนเดียวในห้อง



          ซึ่งนั่นดีแล้ว ไม่งั้นไอ้จิงคงคิดว่สผมบ้าที่กำลังดีดดิ้น ตีขาอยู่บนเตียงแบบนี้


          ผมไม่คิดเลยว่าตัวเองจะทำอะไรแบบนั้นลงไปกับการตื่นมาแล้วพบว่าตัวเองกำลังนอนซบไหล่แกร่งของภีมอยู่



อยากระเบิดตัวเองให้ตายไปเสียตอนนั้น


         ผมรู้สึกผิดกับภีมอยู่หน่อยๆเพราะเขาคงจะเมื่อยน่าดู ก็หัวผมน่ะใหญ่จะตาย(ผมรู้ตัวอยู่หรอกเหอะ) แต่ภีมก็บอกว่าไม่เป็นอะไรเขาสบายดี โกหกทั้งเพ แต่มันกลับทำให้ผมรู้สึกว่าขาน่ารักดี













-ทำไมต้องเธอ-















บ้ามาก! นี่มันบ้าที่สุด! 


        อยากจะกระชากคอไอ้จิงมาเขย่าๆให้สะใจ คิดได้ไงให้ทำกิจกรรมกลางแดดตอนบ่ายแก่ๆแบบนี้ ถึงกิจกรรม เกมที่เล่นมันจะสนุกแต่อากาศแบบนี้ ผมว่าผมคงสลายเป็นผงในอีกไม่ช้า


“ไหวไหมพี่” ภีมเอ่ยถามผมพร้อมกับยกมือใหญ่ทั้งสองมือของเขามาบังแดดให้ผม


“ได้อยู่” 


“ได้อะไร หน้าแดงหมดแล้ว ไปเข้าร่มสักพักเหอะ” ภีมว่าแล้วก็เอาตัวมาบังแดดให้ผมอีกที



เขาจะทำให้ผมใจเต้นแรงไปถึงไหน


“อีกแปปเดียวนะ” ผมยิ้มให้ภีมแล้วไปทำกิจกรรมต่อ 



จริงๆผมกลัวภีมจะรู้ว่าที่ผมหน้าแดงไม่ใช่เพราะอากาศแต่เป็นเพราะการกระทำของเขา



         จบกิจกรรมแล้ว คนอื่นก็แยกย้ายกันกลับไปพักผ่อน ส่วนผมก็หมดแรงไม่มีแม้แต่แรงเดินเข้าห้องเลยนั่งพักแถวนั้นก่อน ไอ้หยกก็เดินเอาน้ำหวานเย็นๆมาให้ผม


“อะ น้ำ”


“ไม่กินของมึง”


         “โห หยิ่งด้วย จะมีผัวแล้วก็ไม่รับของเพื่อนงี้” ไอ้หยกว่าพร้อมกับลูบหัวผมเหมือนจะเอ็นดู แต่สายตาเต็มไปด้วยความหมั่นไส้


“มีผัวอะไร ทำไมกูต้องเป็นเมีย”


“ยังจะถาม คนเขาก็รู้โพสิชั่นมึงหมด แล้วมันก็ชัดเจนด้วยว่ามึงโพไหน มีแค่มึงแหละที่ไม่ยอมรับ”


“สัด”


 “ไอ้ภี้มม! รอด้วย!!” 


          เสียงที่ผมจำได้ว่าเป็นเสียงของแจ็คดังขึ้นแล้วมองตามเขาไปก็พบภีมที่กำลังเดินเข้าที่พักและในมือมีขวดน้ำหวานกับผ้าผืนเล็ก


คงไม่ใช่แบบที่ผมคิดใช่มั้ย..



“เชี่ย มันเห็นที่กูลูบหัวมึงมั้ยนั่น”



“เพราะมึงเลยไอ้หยก!!!”













-ทำไมต้องเธอ-













        19.00 น.





         ผมยังคงหงุดหงิดเรื่องเมื่อเย็นไม่หาย เพราะไอ้หยกแท้ๆ ภีมคงไม่ได้คิดว่าผมกับไอ้หยกคบกันจริงๆหรอกใช่มั้ย พอคิดแบบนั้น ผมเลยตัดสินใจจะเข้าไปบอกภีมเลยว่าชอบเขา แต่ก็โดนหยกเบรกไว้อีกเหมือนเคย มันบอกว่า เดี๋ยวพอผมบอกความในใจกับภีมแล้วก็ค่อยอธิบายทุกอย่างให้ฟัง


         ตอนนี้ผมเริ่มไม่สนแล้วว่าภีมจะรู้สึกยังไง(ถึงจะรู้ว่าเขาชอบก็เหอะ) ที่ผมสนที่สุดตอนนี้ก็คือ ผมกลัวว่าภีมจะเลิกชอบผมแล้ว



         ถ้าเป็นแบบนั้นผมจะเอาหัวชนกำแพงให้ตัวเองตายไปเลย



        ผมรู้ว่าจากแจ็คกับดินมาว่าภีมชอบผมมานานแล้ว ชอบมาตั้งแต่ที่เจอครั้งแรก 



        ไม่ต่างกับผมเลย



          พอได้ยินแบบนั้นผมก็ใจพองโตและมีความสุขมากๆ แต่ก็รู้สึกเสียดายที่ปล่อยให้เวลามันผ่านมานานขนาดนี้



         เออ ไอ้หยกมึงมองขาดจริงๆนั่นแหละ



        ผมมองไปที่ภีมที่กำลังยืนอยู่หน้าเตากับแจ็ค ผมสัมผัสได้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังมือสั่นขนาดไหน ผมก้าวไปหาภีมได้เพียงสองก้าวแล้วก็ถอยหลังกลับ


       มันไม่ง่ายจริงๆ



        ผมทำอะไรไม่ถูก จะชวนคุยยังไง จะพูดยังไง สารภาพรักแบบไหน ผมคิดเยอะไปหมด ไม่กล้าก้าวไปหาภีม รู้สึกว่าเท้ามันหนักกว่าทุกที



       “เอาหน่ามึง กล้าๆหน่อย” 


       หยกตบไหล่ผมสองสามทีแล้วดันผมเบาๆให้เดินไปหาภีม ผมจะเริ่มพูดยังไงดีนะ.. อ้อ เอาแบบที่เขาชอบแกล้งให้ผมตกใจดีกว่า



        “ภีม!”


        “เชี่ย!”


         ผมหัวเราะออกมา ปรบมือชอบใจเพราะหน้าเขาแม่งโคตรตลก มันก็ช่วยบรรเทาความเกร็งไปได้นิดนึงล่ะนะ




       “ไปเดินเล่นกับพี่มั้ย พี่มีเรื่องจะคุยด้วย”



         ไม่รอได้รับคำตอบจากภีม ผมก็เดินนำหน้าออกมาก่อนเป็นเชิงบังคับเขาให้ตามมาอย่างปฏิเสธไม่ได้



         ผมไม่อยากให้ภีมเห็นว่าผมกำลังประหม่าขนาดไหน



         เมื่อภีมมาเดินขนาบข้างผมแบบนี้ ผมยิ่งประหม่า ขาก็สั่นจนจะก้าวต่อไปไม่ไหวแล้ว ผมรู้สึกว่าตัวเองคอแห้ง ปากแห้งกว่าทุกที ผมจะเริ่มพูดยังไงดี



       “อากาศดีจัง”



       “…”


        ผมพูดเรื่องไร้สาระออกไป ในใจก็เต้นแรงไม่หยุด ขาก็สั่นไม่หยุด บ้าจริง นี่ผมจะเป็นลมก่อนสารภาพรักหรือเปล่าเนี่ย!



        และในเมื่อขาผมสั่นจนเดินไม่ไหวแล้วผมเลยตัดสินใจนั่งลงตรงชายหาดนั้นก่อนหันไปบอกให้ภีมนั่งลงข้างๆ โดยไม่มีบทสนทนาใดๆเกิดขึ้นระหว่างเรา ภีมก็อาจจะรอฟังสิ่งที่ผมพูด 



       “เรื่องที่จะคุ-”



       “ดาวสวยเนอะ”


       ผมพูดขัดภีม จู่ๆผมก็รู้สึกไม่อยากสารภาพแล้ว ปล่อยให้มันเป็นไปแบบนี้ดีไหม ไม่สิ มาถึงขั้นนี้แล้ว แต่ผมจะพูดยังไงนี่แหละปัญหา



        ผมดูดาวที่เปล่งประกายเต็มท้องฟ้าพร้อมกับคิดคำพูดสารภาพรักไปด้วย ‘พี่ชอบนายนะ’ แบบนี้จะธรรมดาไปไหม ‘นายชอบพี่ใช่ไหม พี่ก็ชอบนาย’ แบบนี้ล่ะ เขาจะตกใจหรือเปล่า



       “ผมชอ..”


       “หืม”


       “เปล่าครับ”


       หัวใจผมเต้นแรงมากขึ้น หันไปมองภีมที่กำลังกัดปากแน่น เมื่อกี๊เขาจะพูดอะไร ผมอยากเอ่ยถามแต่ก็ไม่กล้าพอ


       จู่ๆสายลมที่พัดเอื่อยในตอนแรกกลับแรงขึ้น ทำให้อากาศเปลี่ยนเป็นเย็นเขึ้นทันตา ผมเป่าลมออกจากปาก แล้วกอดตัวเอง จะสารภาพเลยดีมั้ย แต่แล้วก็ต้องนิ่งไปเพราะความอบอุ่นจากอ้อมกอดของภีมที่เข้ามาโอบล้อมตัวผมเอาไว้


         ผมทั้งตกใจ ทำอะไรไม่ถูก แม้อากาศจะเย็นแต่รู้สึกได้เลยว่าหน้าผมร้อนมากจนต้องก้มหน้าเพื่อซ่อนใบหน้าแดงของตัวเองเอาไว้



         แบบนี้เรียกอากาศเป็นใจหรือเปล่านะ



         “พ..พระจันทร์สวยนะ..”


        ประหม่า ผมกำลังประหม่าอย่างหนัก หัวใจกำลังเต้นตูมตามเสียงดังแข่งกับเสียงคลื่นทะเล ภีมไม่ตอบแต่ผมรับรู้ได้ว่าสายตาของเขากำลังจ้องมองมาที่ผม



       “ดูพระจันทร์สิ อย่ามองพี่”



       “มองไม่ได้เหรอ พี่สวยกว่าพระจันทร์ตั้งเยอะ”


       มองมาที่ผมคนเดียว



        ผมรู้สึกว่าขอบตามันร้อนขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ผมไม่ใช่คนอ่อนแขนาดนั้น แต่พอคิดว่าที่ผ่านผมมัวแต่ทำอะไรอยู่ ..ใช่แล้วสินะ เป็นแบบนั้น เหมือนที่ทุกคนบอกมาตลอด


       “ด..ดาวสวย”


         ช่วยมองดาวทีเถอะนะ อย่ามองหน้าพี่ตอนนี้เลย พี่ไม่อยากให้ภีมรู้เลยว่าตอนนี้พี่มีความสุขขนาดไหน


       “อืม แต่ไม่เท่าพี่”


        ทำไม ทำไมต้องทำให้พี่ชอบนายมากขนาดนี้ด้วยนะภีม



          “ลมแรงจัง” ทำไมผมถึงเอาแต่พูดเรื่องไร้สาระอยู่แบบนี้ บอกออกไปสิม่อน บอกออกไปว่าใจเราตรงกัน



        “ผมถึงต้องกอดพี่เอาไว้” 


       “…”  ช่วยกอดพี่เอาไว้แน่นๆเลยนะ



       “ผมกลัวพี่จะหายไป”



        “…” พี่เองก็กลัว กลัวว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้มันจะไม่ใช่ความจริง



       “ผมกลัว.. ถ้าหากลมพัดแรงเกินไป เมฆพวกนั้นจะบดบังพี่จนผมไม่สามารถมองเห็นพี่ได้อีก”


      “ภีม” 


      “ผมชอบพี่”


       “…” พูดออกไปสิม่อนว่า พี่ก็ชอบนาย ชอบมากๆ ทำไมถึงรู้สึกปากหนักแบบนี้นะ


        “ชอบมานานแล้ว ชอบมาก พี่จะโกรธก็ได้ แต่อย่าเกลียดมันเลยนะ ผมพยายามออกห่างจากพี่เพื่อตัดใจแล้วแต่ผมทำไม่ได้ ผมชอบพี่มากจริงๆ”


        นายเกือบจะยอมแพ้แล้วอย่างนั้นเหรอ อย่าเลยนะ พี่ขอร้อง พี่เองก็ชอบนายมากเหมือนกัน ชอบจนคิดว่า..



       “บางทีมันอาจจะเปลี่ยนเป็นรักแล้วก็ได้”




         พี่เองก็คงรักนายไปแล้วเหมือนกัน



         ขอบตาผมร้อนมากขึ้นจนต้องก้มหน้าซ่อนน้ำใสที่เอ่อล้นออกมาจากดวงตาและซ่อนรอยยิ้มเอาไว้ มันทั้งดีใจ ตื่นเต้น ตื้นตันไปหมด



        “พี่ขอโทษ”



        ผมเอ่ยขอโทษภีมเบาๆ ขอโทษที่ปากหนัก ขอโทษที่ไม่ยอมบอกไปตั้งแต่แรก ขอโทษที่คิดเยอะมากไปจนทำให้นายเป็นกังวลและขอโทษที่ทำให้เสียใจ



       “ม่อน!!”


       เสียงของหยกที่ดังขึ้นอย่างไม่คาดคิด ทำให้ผมหันไปมองอย่างสงสัย ก่อนกลับมามองภีมที่มีสีหน้าเสียใจอย่างปิดไม่มิด ยิ่งเห็นแบบนั้นผมยิ่งใจเสีย ไม่ใช่แบบนั้นนะ



        “ผมเข้าใจ”



          ภีมยิ้มให้ผมก่อนเดินออกไปจาก อ้อมกอดอันอบอุ่นหายไปแล้วเหลือแต่ลมเย็นที่พัดผ่านผมไป รอยยิ้มแบบนั้นของเขาไม่ได้ทำให้ผมมีความสุขแต่มันรู้สึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูก ผมมองแผ่นหลังของภีมที่ห่างออกไปเรื่อยๆ ตอนที่เดินสวนกับหยก เขาหยุดนิ่งไหล่ของเขากำลังสั่น



       ภีมกำลังร้องไห้



       หยกมายืนอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าความไม่พอใจ มันกัดฟันแน่นแล้วพูดลอดไรฟันออกมา



       “มึงจะยืนบื้อทำไม ไปบอกชอบมันสิวะ!”



          ใช่สิ.. ผมควรจะทำแบบนั้น แต่ปากผมมันหนักเกินจะพูด และขาสั่นเกินจะก้าวไปหาภีม แต่พอเห็นแผ่นหลังกว้างของภีมที่กำลังสั่นไหว ใจผมก็เจ็บไปหมดแต่ภีมคงจะเจ็บกว่าผมมาก




       “เดี๋ยวก่อน!!! ภีม!!”



         พูดสักทีเถอะม่อน




        “พี่ก็ชอบนาย!!”













-end-














(Special part)




        “พี่ๆๆ ไอ้ภีมตามพี่ม่อนไปแล้ว” เมื่อเห็นว่าภีมเดินตามหลังม่อนไปแล่ว แจ็คที่ยืนอยู่หน้าเตาบาร์บีคิวตอนแรกก็ดินมาบอกซออู้ จิง และหยก


       “ก็ตามไปดิ จะรออะไร” ดินว่าพร้อมกับดึงซออู้ให้ลุกขึ้นแล้วตามภีมกับม่อนไป


       “เพื่อนกู จะมีผัวแล้วว้อย”ซออู้พูดอย่างตื่นเต้นและในสายตาดินมันน่ารักจนอดไม่ได้ที่จะแอบฝังจมูกลงบนเส้นผมนุ่มของคนรัก้บาๆ แต่คนอย่างซออู้หน่ะนะ


       “ไอ้สัดดิน! มึง..”


         “เฮ้ย เงียบดิ!” จิงพูดขึ้นอย่างเหลือดอด ซออู้ชี้หน้าคาดแฟนเด็ก แต่มันก็ไม่สลดแถมยิ้มร่ากลับมาให้อีก


         “เชี่ย แม่งพูดไรกันวะ” 


        “มึงก็เสือกจังเลยหยก”


          “แหม ทำพูด ที่มึงมาตรงนี้ก็คืออยากเสือกด้วยไม่ใช่หรอ”


           “ไอ้เชี่ย แม่งกอดแล้วๆๆ เพื่อนผมสุดยอดด” แจ็คชี้ไปที่คนสองคนตรงหน้าแล้วยิ้มอย่างมีความสุข 


         “เอ๊ะ ทำไมมันบรรยากาศมันแปลกๆ” 


         “เออ นั่นดิ”


        “ชิบ พี่ม่อนร้องไห้ปะเธอ”


         “เออว่ะ”


          ทั้งห้าคนมองหน้ากันอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร สุดท้ายเป็นหยกที่เสนอตัวจะออกไปหาภีมและม่อน ซึ่งไม่มีใครเห็นด้วยกับความคิดนี้เท่าไหร่ แต่ก็คงจะห้ามไม่ทัน



        “ม่อน!!”


       สี่คนที่เหลือถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนแแจ็คจะหันไปถามซออู้


        “ปกติไอ้พี่หยกมันโง่แบบนี้หรอพี่”


       “เฮ้อ มันไม่โง่หรอก แต่มันบ้า”


        “เชี่ยๆๆ ไอ้ภีมจะเดินไปไหน” ดินชี้ไปยังภีมที่เดินออกไปแล้วมองไปที่หยกกำลังพูดอะไรบางอย่างกับม่อน


       “เดี๋ยวก่อน!! ภีม !! พี่ก็ชอบนาย!!”


        ซออู้ จิง ดินและแจ็คมองไปที่ม่อนที่กำลังกอดภีมจากด้านหลังอย่างงงๆ ก่อนมองกลับมาที่หยกที่ส่งสัญญาณมือเป็นอันว่าโอเคมาให้พวกเขา จิงถอนหายใจเบาๆแล้วพูดขึ้น




       “ก็ไม่ได้บ้าเสียทีเดียวหรอกมั้ง”













-real end- 















Talk (อ่านหน่อยนะคะ)


สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันอีกแล้ว



นี่เป็นภาคต่อจาก ต้องโทษดาว ค่ะ ได้เคลียร์ข้อสงสัยไปบ้างแล้วเนอะ : )


คนที่อ่านตอนนี้จนจบแล้วอาจจะเกิดความหงุดหงิดในตัวพี่ม่อน ว่าทำไมไม่สารภาพรักไปเลย ปากหนักอยู่ได้ พูดไปสิว้อยยยยยย ยิ่งตอนภีมบอกชอบแล้วก็รีบตอบรับสักที!!!(กระชากเสื้อ)

อยากบอกว่าก็ตามเพลงอ่าเนอะ(ฟังเถอะค้าบบ) เนื้อหาเพลงจะเป็นแบบว่า ฉันชอบเธอแต่ฉันต้องห้ามใจ ฉันไม่ชอบที่ไม่เป็นตัวเอง ฉันไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน พออยู่ใกล้ก็ใจสั่น พอจะออกห่างก็คิดถึง ทำไมต้องมาเป็นแบบนี้เพราะเธอ แล้วตัวพี่ม่อนเองก็เป็นแบบนั้น พี่ม่อนก็มีช่วงเวลาที่อยากออกห่างจากภีมเหมือนกัน แต่ลองแล้วก็ยิ่งรู้ว่าตัวเองชอบภีมมากขนาดไหน

ครั้นจะให้บอกว่าชอบภีมไปก็แบบที่บอกว่ามันไม่ได้ง่ายๆขนาดนั้น มองในมุมพี่ม่อนว่าถ้าสารภาพรักไปอล้วภีมไม่ได้ชอบล่ะ(ก็กังวลเหมือนกับภีม) เพราะทั้งคู่ชอบกันมากๆๆๆๆ เลยไม่อยากเสียใครไป แล้วยิ่งพอมารู้ว่สภีมชอบเหมือนกัน มันเป็นความรู้สึกดีใจ ตื้นตัน จนพุดไม่ออก  รู้สึกผิดที่ปล่อยเวลาให้ผ่านไป ทั้งที่เพื่อนก็บอกแล้วว่าน้องมันชอบ(แต่เรามีเพื่อนแบบหยกที่ดูพูดอะไรมาก็ไม่ค่อยน่าเชื่อ ต่อให้จะพุดความจริง ฮา ) และที่พี่ม่อนร้องไห้เนี่ย ก็มาจากความดีใจทั้งนั้นเพราะไม่คาดคิดว่าน้องมันจะเป็นคนบอกรักก่อน ไม่ได้เตรียมใจมางี้

ทอล์คมาเยอะมากกก แทบจะเท่าตัวฟิคแน้ว ขอบคุณที่อ่านนะคะ เอาเป็นว่าขอฝากตอนนี้ด้วยนะคะ ฝากคอมเม้นท์ติ-ชม หรือ ติดแท็ก #OurStoryบินมิน ด้วยนะคะ วันนี้ไปแล้วว ซียูค่า~~ 








ด้วยรัก from มินฮยอนบินชิปเปอร์ที่มีกัปตันขี้ขิงชื่อฮยอนบินและมินฮยอน  (แต่ช่วงนี้กัปตันไม่ทำงานเลยว้อยยย!!)



13/10/2018
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 46 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

565 ความคิดเห็น

  1. #488 N_udaen_G (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:53
    เป็นลุ้นกันไปหมดเลยค่ะ งื้ออออออ แบบชอบกันทาตั้งนานมากๆ เลย แต่ไม่มีใครพูดออกมาอะ วันจะคบกันก็ลุ้นสุดดดดด แงงงงงงงงง

    ดีใจมากค่ะ ทฤษฎีพี่หยกก็ทำร้ายใจเหลือเกิน
    #488
    0
  2. #482 maielf13 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 / 03:50
    โว้ยยยยยยยพี่หยกชั้นอยากตีสักที555555555
    #482
    0
  3. #356 premjungbana (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 / 13:53
    ฝใดๆในเรื่องล้วนอยากฟาดแขนพี่หยก เหมือนจะช่วยแตาก็ขัดๆ วุ๊
    #356
    0
  4. #332 HyeMin9795 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2561 / 13:11
    เหน่ยแทนหยกเลย กว่าจะบอกชอบกันได้
    #332
    0
  5. #331 ohhihelloaloha (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 08:20
    ก็ลุ้นกันทั้งกลุ่มแล้ว 555555
    #331
    0
  6. #329 luntimarr (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 03:57
    โอ้ยกว่าจะบอกชอบกันได้ พิสูจน์ว่ามีใจกันไปกันมาโถถถถ
    #329
    0
  7. #328 chanjzz (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 02:43
    ขอบคุณค่ะที่มีภาคต่อให้ ตอนนี้หายคาใจแล้วเย่ ชอบแก๊งเพื่อนมาก เจ้าแผนการดีอ่ะ55555555
    #328
    0
  8. #327 little girl (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 01:05
    ไทม์มิ่งพี่หยกไม่ดีเลยเนี่ย ผิดที่ผิดทางหมด วงวาน 5555555555555 แต่เข้าใจพี่ม่อนนะว่าทำไมถึงไม่กล้าบอกไปอ่ะ ถ้านี่เป็นภีมละพี่ม่อนบอกขอโทษก็คงคิดว่าโดนปฏิเสธเหมือนกัน แถมพี่หยกยังมาเรียกอีก ถถถถถ แต่สุดท้ายก็แฮปปี้
    #327
    0
  9. #326 kk lovely (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2561 / 23:59
    ฮือออออออออแฮปปี้กันแล้ว จริงๆคือแอบชอบกันตั้งแต่ครั้งแรกแล้วแต่ไม่กล้า ฮรุกกกกกดีใจที่พี่ม่อนกล้าพูดแล้ว เกือบไปแล้วนะ แต่เราเข้าใจนะว่ามันมีความสุขจนร้องไห้ออกมาไม่ใช่ไม่อยากบอก แต่มันตื้นตันใจอยู่ ส่วนพวกเพื่อนคือลุ้นสุด55555
    #326
    0
  10. #325 ------- (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2561 / 22:20

    แต่ซีนหยกเบื้องหลังคือขำจริงด้วย ความเพื่อนอ่ะะะะ คันทรีนยิกๆๆๆในความออกสาว55555555555ปลุกความหึงในตัวภีมมากมั้ยเอ่ย แล้วชอบผิดจังหวะทั้งตั้งใจไม่ตั้งใจ จับหัวจุ่มชักโครกแม่มมมม

    #325
    0
  11. #324 HSKKHB (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2561 / 22:20
    มีความสุขกันสักทีนะคะะะ 55555555555 ปลอบน้องภีมเยอะๆหน่อยนะคะพี่ม่อนปล่อยน้องรอซะนาน
    #324
    0
  12. #323 ------- (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2561 / 22:15

    หงุดหงิดม่อนตั้งแต่ตอนที่แล้วแล้วจ้าาาา มาตอนนี้ก็ยังคงเหมือนเดิม สงสารผัวฮือออออทำไมต้องรักเค้าหัวปักหัวปำเหมือนตัวจริงขนาดนี้ อะไรก็ยอมไปหมดดดดด รำค้านนนนนนนนน สะใจตอนที่ยัยพี่หึงน้อง หึ น้องอ่ะไม่ได้ตั้งใจจงใจหรือมีส่วนเหมือนเทอหรอกนะม่อนรยา ถึงจะไม่ตั้งใจทำให้หึงแต่ก็ไม่เด็ดขาดปล่อยให้ผัวเสียใจตั้งนาน หัวใจคนเป็นเมียเจ่บบบแทนผัวเหลือเกิน ผัวก็คือเป็นรองทั้งในเรื่องและตัวจริงเพราะรักเค้ามาก เบื่ออออออออออออออออ

    #323
    0
  13. #322 Tanxiiz (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2561 / 21:46
    หงุดหงิดหยกอะ -...-
    #322
    0
  14. #321 An0therME (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2561 / 21:15
    ม่อนไม่ควรภีมไปเลยอ่ะเอาจริง คือไม่เก็ทจริงๆ บอกไม่กล้า เขิน นู้นนี้ แต่พอเค้ามาสารภาพ คำแรกคือขอโทษ แล้วพอเข้าใจผิด ก็ไม่คิดจะทำอะไรถ้าเพื่อนไม่บอก แล้วตั้งแต่ที่มาลองใจนู้นนี้แล้ว ถ้าดีใจที่ภีมชอบจริง ก็ต้องสิว่าภีมต้องเจ็บแค่ไหนที่เห็นอยู่กะหยก คือม่อนทำอะไรเพื่อความรักครั้งนี้ของตัวเองบ้างอ่ะ พยายามอะไรเพื่อให้มีภีมบ้าง ไม่มี!!!!!!!
    #321
    0
  15. #320 มิสเตอร์ฟิคชั่น (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2561 / 21:07
    พี่ม่อนนน เกือบไปแล้วน้า
    #320
    0