SF/OS : Our Story #BinMin #NenNyeon

ตอนที่ 15 : Au Thai : ต้องโทษดาว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,057
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 66 ครั้ง
    3 ต.ค. 61














        Au Thai : ต้องโทษดาว

        Pairing : Hyunbin (ภีม) × Minhyun (ม่อน)


        Note: เปิดเพลงต้องโทษดาวฟังคลอไปด้วยก็ได้นะคะ

         Note2: ฮยอนบิน = ภีม  , มินฮยอน = ม่อน  , ยองมิน = หยก , 
แดเนียล = ดิน , ซองอู = ซออู้ , แจฮวาน = แจ็ค , จงฮยอน = จิง , ยงกุก = กล้า


















          12:10 น.



          “จริงเหรอพี่!!”


          “เออสิ จะเสียงดังทำไม เบาๆ”


          “ก็ตื่นเต้น จะได้ไปเที่ยวแหละ” ผมส่ายหน้าเบาๆ ก่อนตบหัวดินเพื่อนรักอย่างไม่เบานัก


          “มึงก็พูดให้มันเป็นทางการหน่อย ไปสัมมนาเว้ย สัมมนา” พี่จิงพูดขึ้นพร้อมกับตักข้าวใส่ปาก


          “ข้ออ้าง” ไอ้ดินบ่นอุบอิบ


          “เออ ก็ข้ออ้างเนี่ยแหละ ที่ทำให้บริษัทเราได้ไปเที่ยว หรือมึงจะไม่ไป กูจะได้ตัดชื่อออก”


           “แหม่ พี่ก็ น้องก็พูดไปงั้นแหละ ไปสิคร้าบบ”


          ผมหัวเราะให้กับท่าทางของไอ้ดิน ก่อนจะค่อยกินข้าวอย่างไม่รีบร้อน วันนี้ไม่ได้มีงานเร่งอะไรเป็นพิเศษและงานที่ผมได้รับมอบหมาย ผมก็ทำจนเสร็จหมดแล้ว



         “อ้าวเฮ้ย! ม่อน! หยก! ทางนี้ๆ” 



          เพียงแค่ได้ยินชื่อนั้นออกจากปากของพี่จิง ผมก็รู้สึกตัวชา เย็นไปหมดทั้งร่าง พอตั้งสติได้ผมรีบตักข้าวเข้าปากจนเรียกได้ว่ายัด จนไอ้ดินที่นั่งข้างๆสะกิดแล้วบอกผมว่าค่อยๆกิน เดี๋ยวจะสำลักเอา แล้วคำพูดมันก็ศักดิ์สิทธิ์เสียจริง



         “แค่กๆ”


          “เอ้า กูบอกแล้วไงให้ค่อยๆกิน” ไอ้ดินว่าพร้อมกับส่งน้ำให้ผมดื่ม


           “ภีม เป็นอะไรหรือเปล่า” เสียงคุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับมือขาวที่วางลงบนบ่าผม


           ผมเลือกที่จะไม่ตอบเขา แต่หันไปคุยกับพี่จิงแทน


           “ผมไปก่อนนะพี่ ผมมีงานค้างอะ เดี๋ยวไม่เสร็จ”


           “เดี๋ยวนะไอ้ภีม งานอะไรวะ มึงทำเสร็- อ้อ ใช่ๆ มึงมีงานเหลือเพียบเลยเนอะ”


            “ไอ้ดินที่พี่ติ๋มสั่งมึงทำเสร็จแล้วเหรอ”


          “เอิ่ม เพื่อนครับ เวลาพัก ไม่พูดชื่อนี้ได้มั้ย ไมเกรนจะขึ้น”


          “งั้นกูไปก่อน ผมไปก่อนนะพี่” ผมหันไปบอกพี่จิง แล้วหันหลังให้ทันที แต่ยังไม่ทันที่จะเดินไปไหน เขา ก็คว้าแขนผมเอาไว้ซะก่อน



         “ภีม โกรธอะไรพี่หรือเปล่า” 



          ทำไมต้องทำเสียงหงอยขนาดนั้นด้วยวะ โคตรเจ็บในหัวใจเป็นบ้า เพราะแค่เท่าที่ผมทำอยู่ตอนนี้ผมก็จะตายอยู่แล้ว..



           “เปล่านี่ครับ คิดมากว่ะพี่ ผมมีงานต้องเคลียร์ ไว้เจอกันนะพี่ม่อน” ผมยิ้มให้เขาแล้วเดินออกมาโดยไม่หันไปมองอีกว่าเขากำลังทำหน้าสีแบบไหน




           พี่ม่อน เป็นผู้ชายที่สูง180นิดๆ หล่อโคตรๆ หน้าดีแบบไม่มีที่ติ(แต่ผมกลับมองน่ารักสุดๆไปเลย) สุภาพ นิสัยดี เพอร์เฟคไปหมดทุกอย่าง แถมเป็นที่รักของคนในบริษัท




         และก็รวมถึงเป็นที่รักของผมด้วย




         ผมรู้จักพี่ม่อนครั้งแรกตอนเข้ามหาลัยปี1 พี่ม่อนเป็นพี่รหัสของผม ครั้งแรกที่เจอผมรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้แม่งโคตรหล่อ โคตรสุภาพ นิสัยดี ดูแลเทคแคร์คนอื่นดีมาก ไม่แปลกที่หลายคนจะชอบหรือตกหลุมรักเขา



        รวมถึงผมด้วยเช่นกันที่ตกหลุมรักพี่ม่อนอย่างไม่สามารถหาทางขึ้นมาได้



        หรืออาจจะเป็นผมเอง ที่เต็มใจอยู่ในหลุมนั้นโดยไม่คิดหาทางออก




          รอยยิ้มแรกที่พี่ม่อนยิ้มให้ผมตอนเฉลยว่าตัวเองคือพี่รหัสของผมมันยังเจิดจ้าอยู่ในใจผม รอยยิ้มแสนจริงใจที่ทำให้ใจผมเต้นแรงจะแทบระเบิดออกมา



          จนผ่านมาเกือบห้าปี ผมเรียนจบออกมาได้ทำงานที่เดียวกันกับพี่ม่อน ผมก็ยังไม่เคยได้สารภาพความในใจกับพี่เขาสักครั้ง ผมคิดว่าได้มอง ได้สนิท ได้คุย ได้เห็นรอยยิ้มของพี่เขาแบบนี้ก็มีความสุขดี และผมก็กลัวหากความสัมพันธ์ของผมกับพี่ม่อนเปลี่ยนไป กลายเป็นคนรัก ผมกลัวว่าวันนึงเราอาจจะต้องทะเลาะ ผิดใจกันจนเลิกลา 



          แค่คิดว่าเราจะไม่สามารถมองหน้ากันแบบเดิมได้ ผมก็ทำใจไม่ได้แล้ว



          หรือไม่ถ้าหากพี่ม่อนไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกันกับผม นั่นมันอาจจะยิ่งทำให้เราเข้าหน้ากันไม่ติดยิ่งกว่าเดิม เพราะงั้นผมเลือกที่จะเก็บความรู้สึกไว้แบบนี้จะดีกว่า




         แต่บางทีผมอาจจะคิดผิด



         ผมเข้ามาทำงานที่บริษัทนี้ได้ครึ่งปี พี่ม่อนก็ดูแลเทคแคร์ผมเป็นอย่างดี ทั้งพาไปรู้จักเพื่อนๆของพี่เขาจนผมสนิทไปด้วย ชวนผมไปกินข้าว ชวนกลับบ้านและชวนออกไปเที่ยวอยู่บางครั้ง แต่หลังจากพี่หยกเพื่อนสมัยมหา’ลัยของพี่ม่อนและได้มาทำงานที่แผนกเดียวกัน ความสัมพันธ์ของผมกับพี่ม่อนก็เปลี่ยนไป 



        จริงๆอาจจะเป็นผมคนเดียวที่เปลี่ยน



         ผมไม่เคยรู้สึกหงุดหงิดเมื่อได้เห็นหน้าพี่ม่อนเท่านี้มาก่อน โดยเฉพาะที่ได้เจอพี่ม่อนที่ต้องมาคู่กับพี่หยกเสมอ



        ผมหงุดหงิด ไม่ชอบที่เห็นพี่ม่อนยิ้ม หัวเราะกับพี่หยก ทั้งที่กับคนอื่นก็ไม่เป็น แต่พี่หยกไม่เหมือนคนอื่น มันให้ความรู้สึกเหมือน




       ศัตรู



       คู่แข่ง





          “สนิทกันจังเลยน๊า คบกันหรือเปล่าเนี่ย”


          เมื่อพี่ม่อนและพี่หยกสนิทกันอย่างออกหน้าออกตา ก็เริ่มมีเสียงจากคนในบริษัทแซวมาให้ได้ยินเป็นระยะ



         มันน่าหงุดหงิดที่ไม่มีใครปฏิเสธ ทั้งคู่ทำแค่เพียงยิ้มแล้วเปลี่ยนเรื่องคุย



          ข่าวลือเรื่องพี่ม่อนและพี่หยกคบกันเริ่มหนาหูขึ้นเรื่อยๆ และทุกครั้งที่ถูกแซว พวกพี่เขาก็ยังยิ้มรับเหมือนเคย ยิ่งไม่พูดมันก็คือการยอมรับแล้วหรือเปล่า ทำไมล่ะ ถ้าไม่ใช่ก็แค่พูดออกมา  ทำไมต้องให้คนอื่นนินทา พูดถึงไปทั่วแบบนี้



          ที่ไม่พูดเพราะกลัวเสียมารยาทหรือเงียบเพื่อยอมรับ



         เแค่คิดว่าทั้งคู่กำลังคบกันอยู่ หัวใจผมก็เจ็บไปหมด ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมไม่เคยเห็นพี่ม่อนมีใคร คงจะได้ใจมากเกินไป จนถึงวันนี้


 
         การแอบรักตลอดห้าปีของผมจบลงแล้ว




         ผมเลือกที่จะตีตัวออกห่างจากพี่ม่อนเผื่อความรู้สึกที่มีให้พี่ม่อนจะน้อยลง และอีกอย่างผมไม่สามารถทนเห็นพี่เขารักกันต่อหน้าได้ ผมทนไม่ได้ที่เห็นเขาส่งยิ้มให้กันแบบนั้น และผมก็กลัวว่าผมจะหลุดปากพูดสิ่งที่คิดออกและใจต้องการออกไป ผมจึงขอออกมาเองเสียดีกว่า เพราะผมไม่ได้เก่งขนาดนั้น



         ผมคงต้องตัดใจจากพี่ม่อนอย่างจริงจัง



         หลังจากที่ตัดสินใจแบบนั้น ผมก็ได้เจอพี่ม่อนน้อยลง ไม่ว่าพี่ม่อนจะมาชวนผมกินข้าว ชวนกลับบ้านด้วย ชวนไปเที่ยวผมก็ปฏิเสธไปทั้งหมด ข้อความของพี่ม่อนผมก็ไม่ตอบยกเว้นแต่จะเป็นเรื่องงาน แม้พี่ม่อนจะพยายามเข้ามาคุยและถามไถ่อยู่ตลอด ผมก็เลี่ยงอยู่เรื่อยไป



          แต่มันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ทุกครั้งที่เห็นหน้าหงอยๆหรือหน้าผิดหวังของพี่ม่อน ผมอยากจะเดินเข้าไปแล้วบอก ‘ผมล้อเล่นหน่าพี่’ แต่ผมก็ทำแบบนั้นไม่ได้



         พี่ม่อนเคยแชทมาถามอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่พอใจ โกรธอะไรเขา ผมไม่ตอบ ไม่เปิดอ่านและลบแชทนั้นทิ้งไป ทำเหมือนกับว่าไม่เคยเห็นมัน




          แล้วความสัมพันธ์ของเราก็ห่างกันไป


 






-ต้องโทษดาว-









         “อู้ มึงอยากอยู่สีไหน” พี่จิงถามพี่อู้หรือพี่ซออู้ ที่กำลังคีบเส้นก๋วยเตี๋ยวเข้าปาก



          ตอนนี้เลิกงานแล้วพี่อู้เลยชวนผม ไอ้ดิน ไอ้แจ็คและพี่จิงมากินก๋วยเตี๋ยวต้มยำเจ้าดังใกล้บริษัท



         “กูไงก็ได้”


          “แน่นอนว่าต้องสีเดียวกับผม” ไอ้ดินยิ้มจนเห็นฟันกระต่ายพร้อมกับคีบลูกชิ้นใส่ชามก๋วยเตี๋ยวของพี่อู้


         “ไม่เอาสีเดียวกับมัน”


         “อ้าว เธอ!”


         “เธออะไร! กูพี่มึง”


         “ก็พี่เป็นเมี- เป็นแฟนผมอะ!” 


         “เฮ้ย! หยุดทะเลาะ! รำคาญ! จะกิน’เตี๋ยว! ปั๊ด ตะเกียบจิ้มตาแม่ง” 


         ไอ้แจ็คพูดขึ้นอย่างหงุดหงิดแต่ทำให้ผมกับพี่จิงอดขำไม่ได้ เพราะวันนี้ไอ้แจ็คโดนพี่ติ๋ม หญิงวัยสี่สิบนิดๆยัดงานมาให้จนมันไม่ได้กินข้าวกลางวัน เลยทำให้มันโมโหหิวพร้อมกินหัวทุกคนแบบนี้


          “มึงอะภีม อยากอยู่สีไหนเป็นพิเศษมั้ย”


         “สีไหนก็ได้พี่”


         “สีเดียวกับไอ้ม่อนดีมั้ย”


         รอยยิ้มที่เคยมีก่อนหน้าค่อยๆหายไป ไม่ใช่เพราะคำถามของพี่จิง แต่เป็นเพราะพี่หยกที่คล้องคอพี่ม่อนอย่างสนิทสนมและทั้งคู่กำลังเดินตรงมาทางนี้


         “เธอชวนพี่ม่อนพี่หยกด้วยเหรอ”


         “เออ ทำไมอ่ะ” 


          “ชิบ”


          พี่ม่อนกำลังโบกมือมาให้ผมอย่างจงใจ ผมยิ้มกลับไปให้ จะเรียกว่ากระตุกยิ้มก็ได้ก่อนจะก้มไปสูดเส้นก๋วยเตี๋ยวอย่างไม่สนใจ


         “มึงมาก็ดีเลย อยากอยู่สีไหนว่ามา”


         “แบบนั้นมันโกงนี่หว่า ฮ่าๆ” 

         เสียงหัวเราะแสนนุ่ม น่าฟังดังขึ้น ทำเอาผมใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ไม่ได้ยินมาสักพักแล้วตั้งแต่ที่ผมถอยออกมา เพราะไม่อยากเห็นทั้งคู่อยู่ด้วยกัน


        “ภีมกลับยังไงเหรอ พี่ไปส่งมั้ย” เสียงที่คุ้นเคยเอ่ยถามผมอย่างร่าเริง



          จะมีความสุขอะไรขนาดนั้น



        “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวมีคนมารับ”


         “ใครวะ” ไอ้แจ็คถาม


          “ไอ้กล้า”


         ไอ้แจ็คพยักหน้ารับแล้วก็หันไปคุยกับคนอื่นต่อ แต่พี่ม่อนก็เอ่ยถามขึ้นอย่างเศร้าๆ เป็นน้ำเสียงที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนจากเขา


         “แฟนหรอ..”


          “เฮ้ย! มั่วแล้วพี่ พูดอะไรเนี่ย ฟ้าผ่าพอดี! คิดบ้าอะไรเนี่ย! โห ก็คิดได้นะ ผมกับไอ้กล้าเนี่ยนะ! แหวะว่ะ! ถ้าเป็นพี่ก็ว่าไปอย่า-”


           ผมรีบโบกมือปฏิเสธและอธิบายแทบไม่เป็นภาษาอย่างลืมตัวจนพี่ม่อนและคนอื่นๆมองผมเป็นตาเดียว แต่ผมไม่สน ผมเพียงแค่อยากอธิบายว่ามันไม่ใช่แบบที่พี่ม่อนคิด ทั้งที่ไม่รู้จะพูดไปเพื่ออะไรก็ตาม



          เสียงกระแอมเบาๆแต่หลายเสียงจากคนในโต๊ะทำให้ผมได้สติ ยกมือปิดปากตัวเองเพราะเพิ่งรู้ตัวว่าเพิ่งพูดอะไรออกไป



        “คิก อืม เข้าใจแล้ว”


         พี่จะหัวเราะทำไมวะ อายกว่าเดิมเลยเนี่ย




         Rrrr~~


       -กล้า-



       ไอ้กล้าช่วยชีวิตผม!



        เพื่อนกล้า ข้ารักเอ็ง!



         ผมยกโทรศัพท์ให้ทุกคนดู เป็นเชิงว่าไอ้กล้าน่าจะมาถึงแล้ว ก่อนจะบอกลาและขอตัวเดินออกมา








         เมื่อมาถึงที่นัดกับไอ้กล้าไว้ผมก็เห็นรถมันจอดอยู่แล้ว ผมเปิดประตูหลังขึ้นไปบนรถก่อนจะ



        “อ๊ากกก!!!!!!”


        “เชี่ย!!”


         “อะไรของพี่เนี่ย พี่ภีม!!” น้องโชนแฟนไอ้กล้าที่นั่งอยู่ข้างหน้าหันมาถามผม


          “เออ อะไรของกู..”


          “มันเป็นบ้า อย่าไปสนใจมัน”




          ผมทำอะไรลงไป!!!! 



         หลุดไปเยอะเปล่าเนี่ย!!!











-ต้องโทษดาว-










          01:30 น.



        นอนไม่หลับ



         พรุ่งนี้ต้องไปสัมมนา(เที่ยว)ที่หัวหินแล้ว ผมควรจะรีบนอนเพราะนัดรวมตัวเช้าซะเหลือเกิน ไปทำไมตั้งแต่เจ็ดโมง เชื่อเถอะ ว่ายังไงก็ต้องมีคนสาย หนึ่งในนั้นน่าจะเป็นผมเอง




         หลับสิเว้ย!!



         ผมนอนมองเพดานมาแบบนี้สักครึ่งชั่วโมงได้แล้ว ที่จริงผมก็พยายามนอนตั้งแต่เที่ยงคืนแต่ทำยังไงก็ไม่ยอมหลับให้ จนผมเลิกพยายามแล้วว้อยยย!




         ว่าแล้วก็ออกไปรับลมที่ระเบียงซะหน่อยดีกว่า




          ผมยืนดูดาวที่สามารถมองเห็นได้เพียงน้อยนิดจากตรงระเบียงพร้อมกับพ่นควันสีขาวออกจากปาก แล้วยกมวนสีขาวที่คีบอยู่ขึ้นสูบอีกครั้งสลับกันไปมา



          อากาศกำลังดี เย็นสบาย ลมพัดมาเอื่อยๆ จากตรงนี้ไม่เห็นพระจันทร์มากเท่าไหร่ แต่กลับเห็นดวงดาวเปล่งประกายสวยงามถึงจะไม่มากแต่ก็ชัดเจน ทำให้ผมนึกถึงพี่ม่อน ไม่มีเหตุผลหรอกก็แค่นึกถึง 




        อันที่จริงก็นึกถึงพี่ม่อนตลอดเวลา




         ตั้งแต่ที่หลุดปากไปวันนั้น ผมรู้สึกว่าพี่ม่อนพยายามเข้ามาคุยกับผมมากกว่าเดิม และก็เหมือนเดิม ทุกครั้งยังมีพี่หยกอยู่ข้างๆพี่ม่อนอย่างเคย 




        แค่เห็นก็ปวดใจไปทั้งใจ



         ผมมองไปยังท้องฟ้ามืดมิดที่เคยมีแสงดาวระยิบระยับประดับ แต่ตอนนี้โดนเมฆบังจนมองไม่เห็นอะไรแล้ว ผมหัวเราะสมเพชให้กับตัวเอง ก่อนอัดนิโคตินเข้าเต็มปอดครั้งสุดท้ายแล้วขยี้มันลงกับที่เขี่ยบุหรี่



          ต่อให้ดาวนั้นจะเปล่งประกายสวยงาม น่าครอบครองเก็บมาไว้กับตัวเองแค่ไหน ก็คงทำได้แค่มองและบางครั้งแค่มองยังไม่มีสิทธิ์




        เหมือนกับพี่ม่อนนั่นแหละ













-ต้องโทษดาว-












        07:00 น.




          “ทุกคน!! รวมตัวกันตรงนี้ครับ!!” สิ้นเสียงพี่จิง พนักงานที่จับกลุ่มคุยกันอยู่คนละพี่ก็ต่างเดินไปที่พี่จิงบอกรวมถึงผม ไอ้ดินและไอ้แจ็คด้วย



          ผมได้ยินพี่จิงตะโกนบอกให้ยืนตามสีเสื้อที่ใส่ ผมก้มมองเสื้อสีชมพูที่โคตรจะไม่เข้ากับผมสักนิดแล้วกรอกตาอย่างเซ็งๆ เดินไปตามกลุ่มสีเสื้อเดียวกัน ส่วนไอ้แจ็คที่อยู่สีเขียวก็โบกมือแล้วเดินออกไปพร้อมกับไอ้ดินที่อยู่ที่ฟ้ากำลังเดินระริกระไปหาพี่อู้



        “อ้าว ภีมอยู่สีชมพูหรอ” 



         ผมหันไปตามเสียงหวานที่ทักขึ้นก็พบกับพี่ม่อนที่อยู่ในชุดเสื้อยืดสีชมพู กางเกงยีนส์พอดีตัว กับผมที่ไม่ได้เซ็ตเหมือนตอนทำงาน ใบหน้าขาวๆและรอยยิ้มสดใสสู้กับพระอาทิตย์ตอนเจ็ดโมงเช้า



         พี่แม่ง โคตรน่ารัก หัวใจจะวาย




         แล้วสีชมพูนี่ก็เหมาะกับพี่ม่อนสุดๆไปเลย



         “ค..ครับ” เสียงสั่นทำไมไอ้ภีม!



         “ดีจัง” พี่ม่อนว่าพร้อมกับเดินเข้ามาขนาบข้างผม ยิ่งทำให้เห็นส่วนสูงต่างกันชัดเจน

 

          ที่เคยบอกไปว่าพี่ม่อนสูง180 นั่นก็สูงมากแล้วสำหรับผู้ชาย แต่ส่วนสูงของพี่ม่อนก็คงไม่สู้เสาไฟ187แบบผมหรอก (อันนี้ผมภูมิใจได้มั้ย)



          “เอาล่ะครับ!! เดี๋ยวเราจะขึ้นรถตามสีไปแบบนี้นะครับ!! ไปเลยครับ!! ไม่บ่นๆ”




         “ไป นั่งข้างกันเนาะ” 



          ยังไม่ทันตั้งตัวดี พี่ม่อนที่ยืนขนาบข้าง ก็คว้ามือกึ่งลากผมไป เพราะตอนนี้ผมตัวแข็งและสติแตกไปหมดแล้ว พี่ม่อนตัวหอม พี่ม่อนตัวนิ่ม มือก็นิ่มโคตร ไหนจะรอยยิ้มสดใสปนเสียงหัวเราะน้อยๆนี่อีก 




       หัวใจผมเต้นแรงจนแทบระเบิด



         น่ารัก น่ารักไปหมดจนอยากเก็บภาพนี้ไว้ดูคนเดียว เก็บกลิ่นหอมๆนี้ไว้ดมคนเดียว อยากให้เสียงหัวเราะแสนสดใสนี้ไว้เพื่อผมคนเดียว




        ความพยายามที่ผ่านมาไม่เป็นผลสักนิด




         ผมตกหลุมรักพี่ม่อนอีกแล้ว













-ต้องโทษดาว-












        11.00 น.





         ในที่สุดก็มาถึงที่พักจนได้(จริงๆคือถึงมาสักพักแล้ว) โชคดีที่ผมได้พักห้องเดียวกับไอ้แจ็คที่ตอนนี้กำลังหลับเป็นตายอยู่เตียงข้างๆ



        ตอนแรกก็แอบกังวลนิดหน่อยว่าจะได้พักห้องเดียวกับคนที่ไม่รู้จัก แบบนั้นคงจะอึดอัดและทำอะไม่ถูกแน่ 



        หลังจากมาถึงที่พัก พี่จิงก็อธิบายถึงกิจกรรมต่างๆที่จะมีขึ้นในเวลาบ่ายโมงถึงห้าโมงเย็นและปาร์ตี้เล็กๆที่เริ่มขึ้นตอนหนึ่งทุ่มตรง เพราะงั้นเวลานี้ก็ปล่อยให้พักผ่อนตามอัธยาศัย



         ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว แดดทะเลตอนบ่ายโมงเนี่ยนะ ไม่ต่างกับหมูย่างเลย แต่เอาเถอะ ถือว่ามาหาอะไรทำคลายเครียดแล้วกัน


         ผมยืดเส้นยืดสายหลังจากนั่งรถท่าเดิมมานาน นวดไหล่ซ้ายตัวเองเบาๆแล้วแอบยิ้มอย่างไม่รู้ตัวเพราะดันไปนึกถึงภาพหัวกลมๆของพี่ม่อนที่วางอยู่บนไหล่ผม วินาทีนั้นผมตัวชาไปหมดแถมสติก็เตลิดไปไกลมากแต่ก็ไม่กล้าขยับตัวมากเพราะกลัวว่าพี่ม่อนจะตื่นเอา




         ตลอดเวลาที่อยู่บนรถ ผมเอาแต่มองหน้าม่อนที่กำลังหลับอย่างสบายได้อย่างไม่เบื่อ ปกติแล้วผมเป็นคนติดโทรศัพท์มาก แต่ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมไม่ได้สนใจมันเลย เพราะมีสิ่งที่น่าสนใจกว่า



        ถึงแม้จะแอบมีเมื่อยไปบ้าง แต่ผมว่ามันก็คุ้มที่ได้มองหน้าพี่ม่อนใกล้ๆแบบนั้น อาจจะดูโรคจิตไปสักนิด ที่ผมชอบกลิ่นจากตัวพี่ม่อน ผมไม่แน่ใจว่าพี่เขาใช้น้ำหอมยี่ห้ออะไรแต่ผมคิดว่ามันหอมมากจนอยากจะดมทั้งวันเลยหล่ะ ดูเหมือนโรคจิตใช่มั้ยครับ ไม่หรอก คุณคงคิดว่าผมโรคจิตกว่านี้ถ้ารู้ว่าผมคิดอยากจะฝังจมูกลงบนเส้นผมนิ่มที่ส่งกลิ่นหอมใกล้จมูกผมมากแค่ไหน



         อากาศต้องทำให้ผมเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ นี่ผมกำลังตัดใจากพี่ม่อนอยู่จริงหรือเปล่าเนี่ย





         19:00 น.




        “อากาศดีเนอะ” ไอ้แจ็คที่เดินอยู่ข้างๆผมเอ่ยขึ้น


        “อืม”



         อากาศตอนนี้ดีมากครับ เย็นสบาย มีลมจากทะเลพัดมาเรื่อยๆ และอากาศตอนนี้ก็โคตรดี หากเทียบกับเมื่อตอนบ่ายที่แดดเผาจนผมแทบกลายเป็นฝุ่นผง 



         ผมอยากตะโกนให้ลั่น ทุกกิจกรรมเมื่อบ่ายจัดกลางแจ้ง แดดเปรี้ยงแถมร้อนกว่าสามสิบองศา ผมถามจริงใครคิดวะ?! พอบ่นไปแบบนี้ พี่จิงก็พูดแทรกขึ้นมา ‘กูเอง’ ผมเลยได้แต่ยิ้มแล้วสงบปากสงบคำ ตอบกลับไปว่า กิจกรรมพี่แม่งสุดยอด โคตรสร้างสรรค์



        พอจบกิจกรรมผมแทบจะคลานกลับห้อง อากาศร้อนจนหมดแรง โดนแดดเผาจนแสบผิวไปหมด แต่ก็อดห่วงพี่ม่อนไม่ได้ รายนั้นโดนแดดนิดเดียวก็แดงไปหมดทั้งตัว ทำท่าดูจะไม่ไหวอยู่หลายรอบ ผมบอกให้ไปพักก็ยังดื้อก็ทำกิจกรรมต่อ แต่พอเห็นรอยยิ้มของเขาที่โคตรจะสดใสก็ว่าอะไรไม่ลง



        หลังจบกิจกรรมผมตั้งใจว่าจะหาผ้าเย็น น้ำหวานอะไรก็ตามที่มันทำให้รู้สึกดีขึ้นไปให้พี่ม่อน



        แต่ก็คงไม่ทันพี่หยกที่กำลังยื่นน้ำและลูบหัวพี่ม่อนอยู่








        “จุ้งๆๆ”



       “แบ๊วมากมั้งไอ้สัด” 


        ผมบ่นไอ้แจ็คก่อนเดินไปนั่งโต๊ะเดียวกับไอ้ดินและพี่อู้ที่ตอนนี้กำลังทะเลาะกันจนแทบจะยกเก้าอี้มาฟาดกันอยู่แล้ว


      “มึงแพ้กุ้งอะดิน!”


      “คำเดียวเอง”


      “มึงอยากตายเหรอ!”


      “ก็มันมีแต่อาหารทะเลอะ!”


       “ปลาหมึกไง! มึงกินได้!”


       “โห่ เธอ นี่กินจนหนวดจะงอกออกมาเป็นปลาหมึกอยู่แล้วเนี่ย!”


       “กูสั่งข้าวผัดให้ไหมล่ะ”


      “มาทะเลใครเขากินข้าวผัดวะเธอ!”



        ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้งแล้วเดินออกจากโต๊ะนั้น ตรงไปยังเตาบาร์บีคิวและอาหารทะเลต่างๆที่ตอนนี้มีไอ้แจ็คยืนย่างอาหารอย่างมีความสุข



       “รับอะไรดีครับคุณลูกค้า” 



         ผมขำออกมาเล็กน้อยกับคำพูดของไอ้แจ็คก่อนช่วยมันย่างพวกอาหารทะเล ถึงจะร้อนบวกกับรำคาญควันแต่ก็ดีกว่าอยู่ดูไอ้ดินกับพี่อู้ตีกันแน่นอน



       “พระจันทร์สวยว่ะ” 



        ผมหันไปดูพระจันทร์ตามคำพูดของไอ้แจ็ค ก็สวยจริง ถึงจะยังไม่ได้กลมเต็มที่แต่ก็ยังเปล่งประกายสวยงามอยู่ ถ้ากลมเต็มที่มันต้องเหมือนกับหัวพี่ม่อนแน่เลย แค่คิดก็หลุดขำออกมาแล้ว



        “มึงขำไรวะ เมาแดดเมื่อบ่ายเหรอ”


        “เอ่อ..”


       “ภีม!”


       “เชี่ย!”


        ผมตกใจจนสบถเสียงดังกะว่าจะหันไปด่าคนที่แกล้ง แต่ก็พบพี่ม่อนที่ยืนหัวเราะ ปรบมือชอบใจอยู่ จากที่ตอนแรกหัวใจเต้นแรงเพราะตกใจแต่ตอนนี้มันกำลังเต้นแรงเพราะความน่ารักของพี่ม่อน



       “เล่นอะไรของพี่เนี่ย”


      “ฮ่าๆ” 


       ยังจะมีหน้ามาหัวเราะอีก แต่พี่ม่อนน่ารักเพราะงั้นเรื่องเมื่อกี้ช่างมันก็ได้


      “ไปเดินเล่นกับพี่มั้ย พี่มีเรื่องอยากคุยด้วย”


     “ครับ?”



       ไม่รอคำตอบจากผม พี่ม่อนก็เดินนำไปทางชายหาด ผมหันไปมองไอ้แจ็ค มันก็ส่ายหน้าแล้วบอกให้ผมตามพี่ม่อนไป





        ผมวิ่งตามคนตัวเล็กกว่าผมมาแล้วค่อยๆลดความเร็วมาเดินข้างเขาแทน


        “อากาศดีจัง”



       “…”



       พี่ม่อนหยุดเดินเมื่อเดินห่างจากงานมาได้สักพักแล้วนั่งลง หันมายิ้มให้ผมแล้วยอกให้ผมนั่งลงที่ข้างๆเขา



      ผมนั่งลงอย่างขัดไม่ได้ จากนั้นก็ไม่มีเสียงบทสนทนาใดเกิดขึ้นมีเพียงเสียงคลื่นทะเลและเสียงจากลมทะเล



      “เรื่องที่จะคุ-”



       “ดาวสวยเนอะ”



        พี่ม่อนขัดขึ้นมา พี่เขาทำท่าเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ขณะที่กำลังดูดาว ที่รู้เพราะผมกำลังมองพี่ม่อนอยู่น่ะสิ



         ผมหันไปดูดาวตามพี่ม่อนบ้าง ดาวคืนนี้สวยดี มันเปล่งประกายสวยงามกว่าที่ผมดูที่ระเบียงเยอะเลย และก็อดที่จะเอามาเปรียบเทียบกับพี่ม่อนไม่ได้เลย




         ผมว่าพี่ม่อนสวยงามกว่าดาวหมดทั้งโลกนี้อีก




        “ผมช..”



        “หืม”



         ผมกัดปากแน่น ไม่รู้ว่าบรรยากาศเป็นใจหรืออย่างไร เมื่อครู่ผมเกือบหลุดปากบอกชอบพี่ม่อนไป เกือบแล้ว..



        “เปล่าครับ”



        สายลมเอื่อยๆในตอนแรกแรงขึ้นจนพี่ม่อนเริ่มกอดตัวเอง สามพัดที่พัดผ่านเราไปเหมือนมันกระซิบที่ข้างหูผมว่าให้เขยิบเข้าไปโอบพี่ม่อนสิ




       ไม่ทันรู้ตัวผมก็ขยับเข้าไปใกล้พี่ม่อนและโอบพี่เขาเข้าสู่อ้อมกอดผมแล้ว



        พี่ม่อนมีท่าทีตกใจอย่างปิดไม่มิด แต่กลับไม่ได้โวยวายหรือปฏิเสธ พี่ม่อนก้มหน้าแล้วเม้มปากแน่น ผมแอบเห็นแก้มพี่ม่อนแดงมาก หูก็แดง 



         น่ารัก



        “พ..พระจันทร์สวยนะ..” เสียงสั่นๆของพี่ม่อนพูดขึ้นทั้งที่ยังก้มหน้าอยู่


        “ดูพระจันทร์สิ อย่ามองพี่” 


        “มองไม่ได้หรอ พี่สวยกว่าพระจันทร์ตั้งเยอะ”



        พูดไปแล้ว 



        ผมทำอะไรลงไป



        ต้องเป็นเพราะพระจันทร์สวยๆนี่แน่เลย



         พี่ม่อนเงียบไป ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองผม คนในอ้อมกอด ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แต่พี่เขากำลังกลั้นเอาไว้



         ผมเองก็เช่นกัน



         “ด..ดาวสวย”

  
          “อืม แต่ไม่เท่าพี่” 




         เพราะดาวสวยเกินไปผมถึงได้กล้าพูดอะไรบ้าๆแบบนี้



        “ลมแรงจัง”


        “ผมถึงต้องกอดพี่เอาไว้”


         “..”


        “ผมกลัวพี่จะหายไป”


         “…”


          “ผมกลัว.. ถ้าหากลมพัดแรงเกินไป เมฆพวกนั้นจะบดบังพี่จนผมไม่สามารถมองเห็นพี่ได้อีก”


         “ภีม”


        “ผมชอบพี่”


         “…”


        “ชอบมานานแล้ว ชอบมาก พี่จะโกรธก็ได้ แต่อย่าเกลียดผมเลยนะ ผมพยายามออกห่างจากพี่เพื่อตัดใจแล้วแต่ผมทำไม่ได้ ผมชอบพี่มากจริงๆ...


        บางทีมันอาจจะเปลี่ยนเป็นรักแล้วก็ได้”



       “…” 



       พี่ม่อนก้มหน้าซ่อนน้ำใสๆที่กำลังไหลออกมา ส่วนผมเองก็เงยหน้ามองดาวที่กำลังเปล่งประกายเต็มท้องฟ้า ไม่หรอก ผมแค่เงยหน้าไม่ให้น้ำตามันไหลออกมาต่างหาก



       “พี่ขอโทษ”



         คำขอโทษเบาๆจากพี่ม่อนแต่ดังก้องไปทั้งใจผม ผมไม่ได้ขอให้พี่ม่อนมีใจกลับ แค่อยากให้รับรู้เอาไว้ เพราะผมเหนื่อยที่จะเก็บมันเอาไว้แล้ว เพราะผมรู้ดี



       “ม่อน!!”



       ว่าพี่ม่อนมีใครอีกคนอยู่ข้างกายแล้ว



        “ผมเข้าใจ” 



         ผมยิ้มให้พี่ม่อนครั้งสุดท้าย ก่อนเดินออกมาสวนกับพี่หยกที่เดินไปหาพี่ม่อนแล้วหลับตาลงแน่น ปาดน้ำใสๆที่ไหลออกมาทิ้งไปอย่างไร้ค่า เหมือนกับตัวผม



        ต่อไปนี้ผมไม่รู้ว่าจะมองหน้าพี่ม่อนยังไง จะเข้ามาคุยกันเหมือนเดิมหรือเปล่า หรือร้ายแรงกว่านั้นพี่ม่อนอาจจะเกลียดผมไปเลย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นผมก็คงต้องยอมรับผล 



        เพราะพระจันทร์สวยๆ ดวงดาวที่ส่องประกาย เพราะสายลมน่าหงุดหงิดพวกนี้แท้ๆ



         หรือเป็นเพราะตัวผมเองที่ไปชอบพี่ม่อนตั้งแต่แรก



         แต่แล้วเสียงที่คุ้นเคยของคนที่เพิ่งเอ่ยขอโทษผมไปก็รั้งผมเอาไว้



         และเอ่ยประโยคที่ผมไม่เข้าใจที่สุด



        แต่กลับทำให้ใจเต้นแรงจนแทบระเบิดออกมา



       “เดี๋ยวก่อน!! ภีม!!”




       “พี่ก็ชอบนาย!!”








-end-






สวัสดีค่ะทุกคน 

ไม่เจอกันนานมากกก เกือบสองเดือนแหน่ะะะะ คิดถึงกันมั้ย ลืมกันหรือยังคะ ㅠㅠ เราคิดถึงรีดเดอร์มากกก


งงล่ะสิว่าจบแล้วหรอ จบค่า ฮี่ๆๆๆๆ

ตอนนี้เกิดขึ้นจากเราดูรายการ The Driver ที่พี่เบิร์ดไปออกแล้วในรายการเปิดเพลงนี้ขึ้นเราเลยไปหาเพลงนี้ฟังแบบเต็มๆ แล้วก็ชอบมาก เดิมทีเราเคยได้ยินและได้ฟังเพลงนี้มาอยู่แล้วแต่ไม่รู้จักชื่อเพลง (หลายคนน่าจะเป็นหรือเราเป็นคนเดียว แง่วว) เลยได้ลิสต์เพลงเก่าแต่เพราะมากของพี่เบิร์ดเยอะเลย หลังจากไม่ได้ฟังเพลงไทยมาหลายปี แต่ช่วงนี้จะติดฟังเพลงนี้เป็นพิเศษ เพราะชอบการเรียบเรียงคำ เรียบเรียงคำสวยมาก ฮืออ


ตอนนี้เป็นยังไงบ้างคะ อาจจะไม่เข้าธีมเพลงหรือเปล่า ภาษาแปลกไปมั้ย แง้ แต่เราอยากเขียนมาก เพราะอินเพลงอยู่ 55555 แล้วก็หาเรื่องอยากมาพบ มาคุยกับรีดเดอร์ทุกคนมาก อย่างที่บอกไปว่าคิดถึงมากจริงๆค่ะ


หากผิดพลาดหรือไม่สนุกอย่างต้องขออภัยด้วยนะคะ

ฝากคอมเม้นท์ติ- ชม หรือ ฝากติดแท็กในทวิตเตอร์ #OurStoryบินมิน  

เรายินดีรับฟังทุกความเห็นเพื่อจะได้นำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไปและเขียนผลงานดีๆออกมาให้ชาวเรือทุกคนอ่าน

วันนี้ไปแล้ว เจอกันใหม่ค่า : )


ด้วยรัก from มินฮยอนบินชิปเปอร์ที่มีกัปตันขี้ขิงชื่อฮยอนบินและมินฮยอน



2/10/2018


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 66 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

565 ความคิดเห็น

  1. #487 N_udaen_G (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:35
    แบบลุ้นมากอะ ว่าภีมจะบอกม่อนมั้ย จะใจตรงกันหรือเปล่า แงงงงงง กว่าจะยอกกันได้นี่เศร้าไปเยอะเลย
    #487
    0
  2. #355 premjungbana (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 / 13:29
    เกือบแล้วววววว เกือบร้องไห้ตามแล้ว
    #355
    0
  3. #330 jerryxiumin (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 04:29
    โอ้ยยยยยหน่วงงมากก นึกว่าจะจบไม่ดีแล้วง่ะ ฮืออออ ขอตอนพิเฉดได้มั้ยคะไรท์ อยากเห็นเค้าอ้อนกันอ่ะ แค่กอดนี่คือเขินจิกหมอนขาดแน้วว
    #330
    0
  4. #319 illumi (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2561 / 04:20
    โอ้ยยยย ตอนแรกที่หยกเดินมานี่นึกว่าจบแบดแล้ววว คือแบบว่าดูเหมือนม่อนมีใจอะ แต่ก็ยังมีหยก ก็ยังงงๆต้องการรู้ว่าทำไมไม่เคยปฏิเสธหยก แล้วหยกคือใครทำไมต้องตัวติดกัน แล้วแบบทำไมต้องเดินมารับ แล้วทำไมม่อนต้องขอโทษละทั้งๆที่รักกก งงงงง ขอสเปเรื่องนี้ค่าท
    #319
    0
  5. #317 HyeMin9795 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 22:47

    เกือบไม่สมหวังละ กำลังจะร้องไห้แงงงงงง

    #317
    0
  6. #316 ????- (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 22:36

    อินมากร้องไห้สงสารภีมจ้าาา ถึงจะรู้ว่าพี่ม่อนก็ชอบกลับก็เถอะ แต่ไม่โอตอนโดนล้อก็ยิ้มๆไม่เคยปฏิเสธ อาจจะเกรงใจอีกคนหรือไม่จริงก็เลยปล่อยๆไป แต่เป็นนี่ก็ทำแบบภีมถึงภีมจะปล่อยมาหลายปีไม่ทำ5ไรเลยยยยยแต่เจอแบบนี้เค้าไม่ปฏิเสธกันสักครั้ง แถมอยู่ด้วยกันตลอดเห็นคนนึงก็ต้องเห็นอีกคน เป็นนี่ขนาดนี้ก็ต้องถอยแล้ว ไม่งั้นอาจจะเป็นเฮรียไปแทรกแซงความสัมพันธ์คนอื่น แล้วเบื่อeภีมมากกกตัดใจบ้าบออะไร เผลอหลุดปากไปเพราะเค้าถามเสียงเศร้าว่าแฟนหรอ รีบปฏิเสธกลัวเค้าเข้าใจผิด ไปหมุดชักโครกให้ตายป๊ะะะะะะ รำค๊านนนนนนนน ควรยิ้มๆไม่ตอบเหมือนที่เค้าทำสิ eภีมมมมมมมไม่ได้ดั่งใจเหมือนตัวจริงเลยโมโหหหห

    #316
    0
  7. #315 daisieelady (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 17:56

    ตอนอ่านนี่ลุ้นมากว่าเจ้าภีมจะโป๊ะใส่พี่ม่อนตอนไหน

    ฉากตอนเดินสวนกันคือแบบ ฮือออออ

    เข้าใจภีมสุดนี่เป็นบุคคลแบบภีมมาตลอด แงงงง

    #315
    0
  8. #314 Koranit P. (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 14:59
    ตอนภีมหลับตาเดินสวนกับหยกนี่คือเราร้องไห้ตามเลยอ่ะ ดีจังที่พี่ม่อนก็ชอบภีม ;----;
    #314
    0
  9. #313 เดอะ ทีฟ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 10:12
    โอ้ยยยยยยย คือตอนแรกจะร้องไห้ตามพี่ม่อนแล้ว ฮืออออ ดีใจในที่สุดก็ใจตรงกัน
    #313
    0
  10. #312 ohhihelloaloha (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 06:59
    ตอนภีมเดินออกมาสวนกับพี่หยกคือใจล่วงไปตาตุ่มแล้วอะ TAT
    #312
    0
  11. #311 kk lovely (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 01:20
    ฮือออออออออพี่เขาก็ชอบนายนะภีม ที่พี่ม่อนร้องไห้เพราะคิดว่าภีมโกรธที่ห่างไปตอนแรกหรือเปล่าเลยโล่งใจที่ได้ยินน้องบอกว่าชอบ แต่ทำไมต้องขอโทษด้วย ฮรุกกกกก ค้างคามาก ปล.นี่ทำใจไว้ตั้งแต่เห็นชื้อเรื่องแล้วว่าอาจจะไม่สมหวัง
    #311
    0
  12. #310 luntimarr (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 00:18
    วายภีมไม่นกนะคะ แรกๆก็แบบแห้วแน่เลยตี๋ แต่ว้ายยยย ไม่นกทำดีมากพี่ม่อน เอาไปสิบเยี่ยม เราชอบเพลงนี้มากๆด้วย ดีงามต้ะ
    #310
    0
  13. #309 MyGalaxyKoii (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 00:03
    แล้วที่พูดว่าขอโทษนี่คือ? กำลังจะเปิดใจให้หยกหรือกำลังคุยๆกันอยู่? พอหยกเข้ามาเห็นมองม่อนปุ๊บตัดสินใจหลีกทางให้ ใช่ปะ เออนั่นแหละ ใจจะวายนึกว่าจะแบดเอน แต่บรรนายมาทั้งเรื่องก็แทบจะเเบดเอนเเล้วนะ5555 คู่กันก็ดี เจ็บเเค่นี้ไม่คนามือชิปเปอร์เนนนยอนTT
    #309
    0
  14. #308 InVerrr (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 00:02

    ชอบเพลงนี้มากกกกกเลยค่ะ ฟิคที่ใช้เพลงนี้ประกอบจะอินเป็นสองเท่าเลย 555555 แอบใจแป้วแล้ววว นึกว่าลูกจะไม่สมหวัง ฮือออออ อยากไปนั่งดูดาวริมทะเลบ้างเลย

    #308
    0
  15. #307 มิสเตอร์ฟิคชั่น (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2561 / 23:46
    กำลังเสียใจที่พี่ม่อนขอโทษ แต่แบบบ พี่ม่อนบอกว่าชอบภีมก็ใจชื้นอ่า ฮือๆๆ สนุกมากค่า อ่านเพลินดี คือรู้สึกเจ็บแทนภีมเลยอ่ะค่ะ5555
    #307
    0
  16. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(