Dear Rain Heart รักโปรยปราย

ตอนที่ 11 : Chapter 10 บังเอิญมากๆ เรียกว่า ‘พรหมลิขิต’

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 44
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    30 เม.ย. 63


Chapter 10 บังเอิญมากๆ เรียกว่า พรหมลิขิต

 


          [ELISE]

 

          ตึ้ง!

 

          เสียงแจ้งเตือนไลน์จากโทรศัพท์ทำให้ฉันหลุดจากการคิดถึงคนที่เป็นพ่อจากรูปที่เห็นชั่วคราวก่อนหยิบโทรศัพท์ที่หล่นจากกระเป๋ากระโปรงลงพื้นเมื่อไรไม่รู้

 

          AunAun: ฉันกลับมาวันนี้นะ 5.30 AM

 

          พอฉันเห็นข้อความของเพื่อนสนิทก็รีบส่งข้อความตอบกลับไปอย่างนึกน้อยใจนิดหน่อยอย่างเสียไม่ดาย

 

          AunAun: ฉันกลับมาวันนี้นะ 5.30 AM

 

          A-Lisa:  แล้วทำไมเพิ่งมาบอกล่ะอันอัน 5.31 AM

 

          A-Lisa:  ถ้าบอกเร็วกว่านี้ก็จะไปรับที่สนามบินแล้ว 5.32 AM

 

         

          แล้วข้อความทั้งหมดที่ฉันตอบกลับไปก็ขึ้นสถานะอ่านแล้ว แต่คนที่อ่านไม่ตอบกลับมาเลย ฉันเลยวางโทรศัพท์ลงใกล้ๆตัว สำหรับอันอันถ้าไม่ตอบก็คือไม่ตอบ ไม่ต้องไปท้วงให้ทำหรอก ถ้าไม่อยากทำ อันอันจะไม่ทำ

 

          ฉันเลยเก็บรูปถ่ายไปพร้อมกับเก็บความสงสัยของตัวเองไว้ก่อน เอาไว้ถามคุณแม่เจ้าจอมตอนที่กลับมาเอา เพราะฉันฝืนคิดยังไงก็ได้แต่ความว่างเปล่าอยู่ดี

 

          Rrrr   Rrrr

 

          หืม? อันอันโทรมาหรือเปล่านะ? ฉันหยิบมากดรับสาย

 

          " ขอของฝากเลยนะอันอัน ไถ่โทษกลับมาไม่บอกก่อนอะ "

 

          [ แจ้เอลิส ฉันมาชวน เอ๊ะ? เมื่อกี้แจ้ว่าไงนะ แจ้อันอันกลับมาแล้วหรอ? ] ฉันตกใจกับเสียงแปลกที่ไม่ใช่อันอัน แต่ก็เป็นเสียงคุ้นๆ แล้วมีคนที่เรียกฉันแบบนี้อยู่คนเดียว

 

          " น้องมารีนหรอ? "

 

          [ ใช่แล้วค่ะแจ้เอลิส  ]

 

          " ไปเอาเบอร์พี่มาจากไหนกันอะ " ทำเอาฉันแปลกใจนิดๆ แต่ก็พอเดาได้ว่าอาจขอมาจากมาร์นี่ พี่สาวของน้องมารีนคนนี้แหละ แต่ที่ฉันถามเนี่ยคือปกติฉันจะไม่ค่อยรับเบอร์แปลกๆที่ไม่ได้บันทึกชื่อไว้เท่าไร

 

          [ ขอมาจากอาแจ้ค่ะ ]

 

          " แล้วโทรมาหาพี่มีอะไรหรือเปล่า? น้องมารีน " 

 

          [ อ่อ! เกือบลืม คือว่าฉันจะมาชวนแจ้เอลิสไปสวนสนุกอะ พอดีได้บัตรฟรีมา แต่ถ้าแจ้ไม่ว่างก็ไม่เป็นไรนะ แต่ฉันจะเสียใจมากๆ อาแจ้กับแจ้บันนี่คิ้วท์ แจ้ไนท์ แจ้เมทัลก็มานะ ]

 

          " เอ่อ!... " ฉันรับปากป้ามารีไว้ว่าจะไม่ออกจากบ้านไปไหน แต่ว่า...ถ้าเพื่อนไปหมดทุกคนแบบนี้ ถ้าไม่ไปก็แปลกๆนะ แล้วอีกอย่างน้องมารีนก็อุตส่าห์ชวนนะ

 

          " พี่จะไปนะ แล้วก็น้องมารีนโทรชวนพี่อันอันหรือยัง? " แต่ป้ามารีกลับค่ำ คงไม่รู้หรอกมั้งนะ คงไม่กลับกันค่ำหรอก

 

          [ ยังเลยค่ะ แต่เมื่อกี้แจ้บอกว่าแจ้อันอันกลับมาแล้ว ฉันเลยจะลองโทรชวนดู ]

 

          " งั้นพี่ชวนแทนน้องมารีนเองนะ "

 

          [ ดีเลยค่ะแจ้เอลิส ฉันกลัวแจ้อันอันจะไม่มาตามคำชวนฉัน ถ้าแจ้ชวนอาจจะมา ฉันลืมบอกนัดสวนสนุกนี้ตอนหกโมงนะคะ ]

 

          " โอเคจ๊ะน้องมารีน แล้วเจอกันนะ " ฉันบอกลาน้องมารีนไม่กี่คำก็วางสาย ก่อนโทรไปหาอันอันที่เสียงดูงัวเงียรับปากว่าจะไป แต่จะไปไม่ไปก็ไม่รู้ หลังจากฉันวางสายอันอัน ฉันก็ไปแต่งตัวแล้วเตรียมของจำเป็นใส่กระเป๋าสะพายใบเล็ก ก่อนแอบออกจากบ้านอย่างหวาดระเเวงไปหมดกลัวจะไปพบป้ามารีกลับเร็ว จนขึ้นรถบัสประจำทางเท่านั้นก็รู้สึกโล่งใจขึ้น นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันจะแอบทำตัวเป็นเด็กเกเรกับคำพูดผู้ใหญ่เลยนะ

 

...........................................................................................................................................................

 

          ฉันไม่เคยคิดว่าสวนสนุกตอนเช้าจะมีคนเยอะขนาดนี้ ตรงทางเข้าสวนสนุกแถวยาวมาก ส่วนใหญ่ก็เป็นคู่รักมาเดทกันซะส่วนใหญ่ พอเข้ามาข้างในสวนสนุกได้ก็กินเวลาพอสมควร แต่ดีที่ฉันบังเอิญเจอมารีนพอดิบพอดี นอกจากนั้นยังมีจุดความสนใจกับพวกเราสองคนที่สุดคือ มีกลุ่มผู้ชายตามมาเป็นสิบที่เป็นกลุ่มสภานักเรียนคริสตัลเอง สงสัยน้องมารีนไม่ได้ชวนมาเล่นเครื่องเล่นที่สวนสนุกอย่างเดียว แต่มาแอบตามดูพี่สาวตัวเองเดทด้วยเเน่ๆ

 

          " ฮัดชิ้ว! " เสียงน้องสาวของมาร์นี่จามเบาๆ ในมือยังถือกล้องถ่ายรูปใช้ถ่ายรูปมาร์นี่กับพี่จีโน่มาตลอดทางอย่างไม่คิดจะปล่อย ฉันเลยไปหามารีนและหยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าให้น้องมารีนด้วยความเป็นห่วง ซึ่งน้องมารีนก็ขอบคุณฉัน รับไปใช้เสร็จก็ถ่ายรูปต่อไม่หยุด

 

          ก็เกิดความวุ่นวายนิดหน่อยที่กลุ่มสภานักเรียนผู้ชายแยกย้ายกันไปเล่นเครื่องเล่นกันไปตามความชอบ เหลือแต่ ออดี้ที่ยืนยันจะอยู่ดูแลพวกเรา แล้วก็มีคนหอบขนมเข้ามาหาจนไม่เห็นหน้า แต่เมื่อวางขนมในอ้อมเเขนลงกองบนโต๊ะม้าหินที่เรานั่งอยู่ ก็พบว่าเป็นวาวาเองที่บ่นว่าทุกคนหายไปไหนหมด ตามมาด้วยบันนี่คิ้วท์ที่โยนกาแฟกระป๋องให้ออดี้และไนท์ พวกเราคุยกันนิดหน่อย ก่อนน้องมารีนจะไปดักคนโรงเรียนเราที่เป็นสมาชิกชมรมหนังสือพิมพ์โรงเรียนเรา และ เพื่อนชอบเม้าท์ห้องเดียวกันอย่าง ดัชชี่ แถมหนีบออดี้ไปด้วย พวกเราได้แต่มองตามสักพักก่อนกลับคุยกัน

 

          " ลิส แล้วอันอันจะมาไหม? " บันนี่คิ้วท์ถามฉันระหว่างที่นั่งแกะขนมบนโต๊ะกิน

 

          " น่ะสิ เอลิส ถ้าอันอันมานะ เราก็อยู่กันครบกลุ่มพอดี เดี๋ยวเมทัลก็มาเย็นนี้ " ไนท์บอกพลางคาดหวังให้พวกเราได้เจอหน้ากันครบทุกคน แบบช่วงก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยๆแบบครบกลุ่มเหมือนช่วงม.4 อาจเพราะแต่ละคนมีหน้าที่ที่ต้องทำมากขึ้นในตอนนี้อย่าง มาร์นี่ที่เป็นประธานนักเรียนยุ่งตัวเป็นเกลียว บันนี่คิ้วท์มีฝึกยูโดกับไนท์ก็มีซ้อมบอลเลย์บอล ฉันที่เล่นกีฬาไม่เป็นเลยสักอย่างก็ลงฝ่ายพยาบาล ส่วนอันอัน ฉันไม่พูดถึงเพราะปิดเทอมนี้แหละที่อันอันโดนลงโทษเรื่องไม่มีคะเเนนกิจกรรมเลย แต่ก็มีมาร์นี่ช่วยอยู่นั่นแหละนะ

 

          " ก็เพิ่งกลับมาถงที่นี่ตอนตีห้ากว่าๆ รับปากลิสไว้แล้วว่าจะมา แต่ไม่รู้จะมาไหมนะ? " ฉันตอบทั้งสองคนที่ถามและอีกหนึ่งคนที่รอฟังอยู่อย่าง วาวา ที่เปิดประเด็นใหม่ถามฉันหลังเรื่องอันอันจบลง

 

          " คุณเอลิส ได้เตรียมชุดมาเปลี่ยนตอนเย็นนี้ไหมอะ? "

 

          " ทำไมต้องเปลี่ยนชุดตอนเย็นไหมอะ? " ฉันสงสัยกับคำพูดของคุณวาวา เย็นนี้จะมีอะไรพิเศษหรอ?

 

          " ทำหน้างงอีก ก็เย็นนี้มีเล่นสวนน้ำที่นี่ไง นี่คือหนึ่งในไฮไลท์ของสวนสนุกนี้เลยนะ " คุณวาวาบอกฉันอย่างตื่นเต้นมากๆ แต่แน่นอนว่าฉันตื่นเต้นไม่ออก เพราะว่า...

 

          " แต่ลิสไม่ได้เตรียมชุดมาเปลี่ยนเลยค่ะ เพราะงั้นคงไม่เล่นดีกว่าค่ะ " 

 

          " ได้ไงอะ เสียดายแย่ " คุณวาวาบอกอย่างเสียดายแทนฉันอย่างที่สุด แต่ฉันยิ้ม

 

          " วันหลังก็ได้ค่ะ อีกอย่างถ้าลิสเปียก ป้ามารีต้องจับได้แน่ๆว่าลิสแอบหนีออกมาข้างนอก ทั้งที่สัญญากันไว้ "

 

          " คุณเอลิสทำฉันผิดคาดเรื่อยๆนะเนี่ย ในปีนี้อะ " คุณวาวาบอกพลางหัวเราะ ฉันคิดว่าคงเป็นคำชมแหละเนาะ

 

......................................................................................................................


          ไม่กี่นาทีต่อมา


          ฉันเห็นน้องมารีนเดินกลับมาคนเดียว เอ๊ะ! ทำไมกลับมาคนเดียวล่ะ เมื่อกี้ไปกับออดี้นี่น่า ฉันมองอย่างนึกสงสัยจนน้องมารีนเดินเข้ามาที่โต๊ะพวกเรากันสี่คน ฉัน ไนท์ บันนี่คิ้วท์และคุณวาวานั่งอยู่

          " อ้าว! มารีนทำไมกลับมาคนเดียวได้ล่ะ " แต่ฉันเอ่ยถามไม่ทัน คุณวาวาก็ทักถามก่อน ฉันเลยหยุดยิ้มกับตัวเองหน่อยๆที่รู้สึกว่าตัวเองชักช้าไม่ทันคุณวาวาซะได้

          " นั่นดิ เมื่อกี้ไปกับออดี้ไม่ใช่หรอ? " บันนี่คิ้วท์ที่ล้วงมันฝรั่งทอดอยู่เสริม ก่อนเสริมด้วยท่าทางพยักหน้าหงึกๆของไนท์ที่เคี้ยวมันฝรั่งทอดเต็มปากพูดไม่ได้ 

          " สงสัยคลาดกันไปนิดหน่อย แต่น่าเสียดายกว่าคือฉันคลาดกับอาแจ้และเฮียจีโน่ รู็สึกเซ็งเลยค่ะ " สีหน้าน้องมารีนบอกอาการเซ็งเต็มที่ ฉันเสนอขึ้นมา ใจจริงฉันอยากเสนอเครื่องเล่นในดวงใจฉันไปด้วย แต่ว่ามันคงไม่น่าสนุกกับน้องมารีนกับเพื่อนๆเท่าไร ฉันเลยพับเก็บเครื่องเล่นนั้นไว้ในใจแทน

          " งั้นเราไปเล่นเครื่องเล่นกันดีไหมล่ะ น้องมารีน " 

          " อ่อ! จริงสิ! เมื่อกี้ตอนพี่ไปซื้อน้ำกับขนม ไปผ่านบ้านผีสิงพอดี น่าสนใจมากเลยอะ พวกเราลองไปดูดีไหม? " บันนี่คิ้วท์เสนอขึ้นมา ทำเอาหน้าฉันซีดลงนิดนึง ไม่ใช่ว่ากลัวผี แต่นอกจากเป็นโรคกลัวผู้ชายแล้ว สิ่งหนึ่งที่ฉันขยาดมากๆคือ ความมืด เพราะครั้งนั้นเองก็มืดเปลี่ยวมาก แล้วฉันก็ดึงดันที่จะไปเลยทำให้เกิดเรื่องตอนนั้น...

          " เเจ้เอลิส! "

          " อะ! มีอะไรหรือเปล่าน้องมารีน พี่ตกใจหมดเลย " ฉันสะดุ้งเเล้วกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ทุกครั้งที่ฉันได้นึกถึงเรื่องนั้น ฉันสติหลุดทุกทีเลยสิเนี่ย เฮ้อ!

          " แจ้เอลิสเป็นอะไรหรือเปล่า? เห็นนั่งนิ่งไม่ยอมลุกเลยอะ พวกเราจะไปบ้านผีสิงกันเเล้ว "

          " พี่ไม่เป็นไรๆ ไปกันเถอะ " ฉันว่าแล้วก็ลุกตามทุกคนไปบ้านผีสิง เมื่อไปถึงก็เห็นบรรยากาศที่ดูน่ากลัวแปลกๆ ก็อดขนลุกไม่ได้ ก่อนสายตาไม่รักดีจนเผลอไปมองทางเข้าบ้านผีสิงที่มีแต่ความมืดมิดไร้จุดสิ้นสุด ใจฉันก็หล่นตุ้บไปอยู่ที่ตาตุ่มเท้า ภาพวันนั้นเมื่อสี่ปีที่แล้ว ภาพน้ำขิง ภาพความมืดไม่มีแสงไฟ นึกถึงภาพพวกนี้ซ้ำๆจนได้ยินเสียงคุณวาวาดูตื่นเต้นแว่วไกลออกไป

          " พี่ว่าพี่รออยู่ตรงนี้ดีกว่า มารีนเข้าไปกับพวกพี่บันนี่คิ้วท์เลย " ฉันเอ่ยปากบอกอย่างกระท่อนกระแท่น รู้สึกว่าตัวเองขี้ขลาดมากเลยที่ไม่ยอมเผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัวได้เลยจริงๆ จนพลอยทำให้คนอื่นๆรอบตัวพลอยรู้สึกลำบากใจด้วย

          " ได้ยังไงล่ะเอลิส ผู้ชายเต็มสวนสนุกแบบนี้ถ้าโดนรุมจีบจะทำยังไงล่ะ " พอโดนประโยคเดียวจากบันนี่คิ้วท์ ฉันก็เกิดอาการอึกอัก กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ผู้ชายกับความมืดก็น่ากลัวพอๆกัน แล้วบันนี่คิ้วท์ก็ดุฉันถึงเรื่องตอนคอนเสิร์ตหลังจากฉันเผลอหลุดปากบอกไม่เป็นไร จนน้องมารีนเสนอให้เราไปเล่นเครื่องเล่นใหม่แทน พอฉันปฏิเสธยืนยันที่จะรอ น้องมารีนก็ดูจะไม่ยอม และเหมือนพระเจ้ารักฉันอยู่ สายเรียกเข้าฉันก็ดังขึ้นทันที

          Rrrr   Rrrr

          " แป็บนึงนะ " ฉันยิ้มเบรกน้องมารีน ก่อนรับสายอันอันที่โทรมา

          [ เอลิส ]

          " อืม! ว่าไงอันอัน " ถ้าอันอันอยู่ใกล้ๆ ฉันจะกอดอันอันเลยล่ะ 

          [ ฉันจะถึงล่ะ ไม่สิ! เห็นประตูสวนสนุกล่ะ ไกลๆ]

          " อืมๆ จะถึงแล้วหรอ? " เห็นไกลๆ ก็ถึงแล้วไหมอะ โอ๊ย!

          [ อยู่ไหนน่ะ ฉันอยู่หน้าสวนสนุกแล้ว ]

          " ฉันอยู่หน้าบ้านผีสิงโซนอี อยู่หน้าสวนสนุกเหรอ? "

          [ งั้นอยู่นั่นแหละ ฉันจะไปหา ]

          " รีบมานะ เดี๋ยวพวกน้องมารีนกับบันนี่คิ้วท์จะเข้าไปในนั่นแล้ว "

          [ อือๆ จะรีบล่ะกัน ] 

          ฉันพยักหน้าส่งเสีียงตอบให้อันอันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหันกลับมาหาบอกน้องมารีนกับคนอื่นๆ

          " คือตอนนี้อันอันอยู่หน้าสวนสนุกแล้ว เดี๋ยวก็มาถึงแล้ว " แล้วคุณวาวาก็ชวนทุกคนไปบ้านผีสิงทันที่ได้ยินฉันบอกว่าอันอันจะมาแล้ว คุณวาวานี่เยี่ยมไปเลยอะ แต่ผู้ชายแถวนี้ก็เยอะจริงๆแหละแต่ว่าคงไม่มีใครกล้าเดินเข้ามาหาฉันหรอกมั้ง ส่วนใหญ่ก็มากันเป็นคู่ๆ แต่ฉันไม่คาดคิดคือไนท์ก็เดินเข้ามาหาฉัน

          " รออันอันก่อนดีไหม? เดี๋ยวฉันนั่งรอด้วย " ฉันเกือบหลุดอ้าปากค้างกับไนท์ที่ทำท่าจะมานั่งที่นั่งใต้ต้นไม้เป็นเพื่อนฉัน ก่อนฉันจะกล่อมไนท์ให้กลับไปเข้าบ้านผีสิงเหมือนเดิมด้วยน้ำเสียงนุ่มๆ

          " ไนท์เข้าไปเถอะ เนี่ยเดี๋ยวไนท์ออกมาปุ๊บ เราจะได้ไปหาเครื่องดื่มหวานๆ ดื่มกัน " แล้วไนท์ก็ยอมกลับไปเข้าบ้านผีสิงพร้อมน้องมารีนกับบันนี่คิ้วท์ ไม่พอยังคล้องแขนน้องมารีนไปยังประตูเข้าบ้านผีสิงไป

          " บายๆ นะ แล้วเจอกันนะ " ฉันโบกมือลาสามคนนั่นที่พากันไปเข้าบ้านผีสิงจนหลับสายตาไป ฉันเลยนั่งรออันอันอยู่ใต้ต้นไม้แถวๆบ้านผีสิง ไม่กล้าไปไหนไกลนักหรอก เดี๋ยวสามคนนั่นออกมาไม่เจอ ไม่พออันอันที่จะมาหาก็ไม่เจออีกล่ะ แย่แน่เลย! 

          " เธอ " ฉันตกใจเสียงผู้ชายเรียกที่ใกล้มาก จนฉันค่อยๆหันไปมองทางต้นเสียง เห็นผู้ชายแปลกหน้าดูค่อนข้างแก่มานั่งข้างๆ ฉันเลยขยับออกห่างเป็นเมตรก่อนตัวจะสั่นนิดๆ โอ๊ย! ฮือออ! ขอถอนคำพูดว่าคงไม่มีผู้ชายที่ไหนกล้าเดินเข้ามาหาฉัน เขาน่ากลัวมากอะ พอเห็นฉันขยับห่าง เขาก็ขยับเข้ามาใกล้เหมือนเดิม

          " ไม่ต้องมาใกล้ฉันนะคะ " ฉันลุกออกมาจากที่นั่งทันที่ตัวจะแตะกันอีกรอบ ความอุ่นร้อนที่เขามานั่งติดเมื่อกี้ทำเอาฉันมือเท้าเย็น ตัวสั่นเทิ้มกว่าเดิม หายใจไม่ค่อยออก ความรู้กลัวปกคลุมหัวใจ สัญชาตญาณสั่งให้วิ่งหนี แต่เท้าก็สั่นจนก้าวไม่ออก

          " เธอกลัวฉันหรอ? กลัวอะไร พวกเราเคยเจอกันแล้วนี่เมื่อสี่ปีที่แล้ว " ทันทีที่คำว่าสี่ปีที่แล้ว ทำให้ฉันรู้สึกหัวใจขาดห้วง  น้ำเสียงหยาบๆและสายตาโลมเลียแบบนี้ทำให้ฉันนึกออกถึงคนที่ล็อคตัวฉันไม่ให้ไปหาน้ำขิงในคืนนั้นคืนที่น้ำขิงโดนกระทำแบบนั้น นั่นทำให้ฉันเอ่ยคำว่าไม่จริงน่าแทบไม่มีเสียงออกมา

          " แสดงว่าก็จำได้นี่น่า คราวนั้นเธอรอดกลับไป ส่วนไอ้ฉันนี่กลับติดคุกไม่ได้อะไรสักอย่าง " ผู้ชายคนนี้กลับพูดลอดไรฟัน ดูโมโหโกรธฉันเต็มทน ฉันแทบทนฟังไม่ได้ แววตาสั่นไหวน้ำตาเอ่อปริ่มที่ขอบตาเมื่อนึกถึงทุกอย่างในคืนนั้น พูดไม่ออกปากสั่นระริกจนต้องเม้มปากแน่นๆ 

          " คราวนี้แหละ เธอไม่รอดฉันแน่ " เสียงหยาบๆนั่นที่พูดออกมาเบาๆ พร้อมสายตาโลมเลียนั่นยิ่งชัดขึ้น ทำให้ฉันเลือกรวบรวมแรงที่ไม่รู้หายไปไหนหมดออกแรงวิ่งหนี วิ่งแบบไม่ได้มองทางอะไรเลย แต่ถึงอย่างนั้นก็ได้ยินเสียงผู้ชายคนนั้นก้องในหัวที่ว่า 'เธอไม่รอดฉันแน่' ตลอดทางจนฉันไม่รู้ว่าตัวเองวิ่งอยู่ส่วนไหนของสวนสนุกก้มหน้าหอบหายใจเหนื่อยสลับกับมองไปด้านหลังก็ไม่เห็นว่าผู้ชายตามมาก็ได้แต่โล่งใจไปนิด แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองปลอดภัยอยู่ดี มากไปกว่านั้นยิ่งระเเวงไปผู้คนรายล้อมไปหมด นี่ใช่ไหมที่ถูกสวรรค์ลงโทษเพราะแอบหนีออกจากบ้านโดยไม่บอกป้ามารี  

          " แล้วฉันอยู่ตรงไหนของสวนสนุกนะ? " ฉันกวาดตามองรอบๆอย่างชัดๆและปนด้วยความระเเวง ก็พบว่าในความโชคร้ายที่วิ่งหนีผู้ชายน่ากลัวคนนั้นก็มีความโชคดีอยู่บ้างที่ตัวเองวิ่งมาถึงหน้าเครื่องเล่นที่ตัวเองชอบที่สุด เครื่องเล่นในดวงใจเลยล่ะ

          " ชิงช้าสวรรค์นี่น่า " ฉันบอกก่อนตาจะเปล่งประกายที่เห็น แต่พอเลื่อนสายตาลงมาเจอป้ายที่ติดอยู่หน้าเครื่องเล่น ' ปิดปรับปรุง ' ทำให้ฉันรู้สึกเฟลมากก่อนได้ยินเสียงร้องไห้เสียงดังของเด็กไม่ไกลไม่ใกล้นัก ฉันจึงมองไปทางขวามือก็เจอเด็กน้อยผู้หญิงร้องไห้จ้าแผดเสียงดังตรงหน้าอาคารท้องฟ้าจำลองที่เป็นโซนเปิดใหม่ล่าสุดของสวนสนุกนี้ แล้วก็พิเศษตรงที่ชั้นบนของอาคารจำลองนี้เป็นดาดฟ้าเปิดโล่ง เป็นโซนที่พวกผู้ชายผู้หญิงมาสารภาพรักกันแล้วก็จะสมหวังตลอด แต่มันก็เป็นแค่ข่าวลืออ่ะนะ ถ้าใจไม่ตรงกัน ไปสารภาพบนนั้นก็ไม่สมหวังหรอกนะ ฉันว่า

          แล้วฉันจะมาคิดถึงเรื่องรักๆทำไมเนี่ย ไปช่วยเด็กน้อยคนนั้นก่อน ฉันนึกได้ก็รีบเข้าไปที่อาคารนั้นที่เด็กน้อยยังร้องไห้ไม่หยุดอยู่กับเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วหน้าอาคารนั้น 

          " เกิดอะไรขึ้นคะพี่? ทำไมน้องถึงร้องไห้คะ? " ฉันถามพี่เจ้าหน้าที่แล้วก็ย่อตัวเสมอเด็กคนนั้นแล้วถามเช่นกัน แต่เด็กคนนี้กลับไม่ตอบฉันเลยเอาแต่ร้องไห้

          " ก็เด็กคนนี้สิหลงทาง บอกว่าแม่เขาอยู่บนอาคารนี้ ถึงเด็กคนนี้เข้าได้ฟรีเพราะส่วนสูงถึงเกณฑ์ แต่พี่ก็ไม่กล้าปล่อยแกขึ้นอาคารคนเดียว หรอก เดี๋ยวเกิดอันตรายอะไรขึ้นมากับเด็กคนนี้ " ฉันเข้าใจทันทีที่พี่เจ้าหน้าที่พูดจบ ที่เด็กคนนี้ร้องไห้งอแงก็เพราะเจ้าหน้าที่ห่วงเด็กคนนี้เลยห้ามเด็กคนนี้เข้าอาคาร 

          " งั้นหนูพาเด็กคนนี้เข้าไปในอาคารเองค่ะ "

          " จริงนะคะพี่สาว พี่จะพาหนูเข้าไปหาแม่จริงๆนะ " เด็กคนนี้เงยหน้าที่น้ำตาเกาะพร่างพราวมาเกาะเเขนฉัน

          " พี่จะไว้ใจหนูได้ไงน่ะ? " พี่เจ้าหน้าที่บอก ฉันเลยหยิบตั๋วกับบัตรนักเรียนออกมาให้พี่เจ้าหน้าที่หน้าอาคารท้องฟ้าจำลองนี้ 

          " งั้นนี่ตั๋วของหนูแล้้วก็นี่บัตรนักเรียนของหนูเอาไว้ประกันไว้ก่อนนะคะ ถ้ารู้ว่าหนูทำร้ายเด็กคนนี้ก็ถือบัตรนี้ไปแจ้งตำรวจได้เลยค่ะ " เพราะวันนี้ไม่ได้เอาบัตรประชาชนมาเลยเอาบัตรนักเรียนให้แทน พี่เจ้าหน้าที่เห็นบัตรนักเรียนฉันก็ตาลุกวาวนิดๆ ก่อนถามออกมา

          " น้องเรียนอยู่คริสตัลไวท์หรอ? หรือว่าเป็นเพื่อนคุณติณที่มาเที่ยวสวนสนุกวันนี้หรอคะ " 

          " ก็ใช่ค่ะ ทำไมหรอคะ? " ฉันออกอาการงงไปหมด เมื่อเห็นท่าทีเปลี่ยนไปของพี่เจ้าหน้าที่ของอาคารนี้ที่ดูนอบน้อมขึ้นนิดหน่อยเมื่อฉันตอบไป ก่อนยัดบัตรนักเรียนคืนฉันแทบไม่ทัน 

          " งั้นเอาบัตรนักเรียนคืนไปก็ได้ค่ะ แล้วเข้าไปได้เลยค่ะ " เอ๊ะ! ฉันยังงงไม่หาย แต่ก็กำบัตรนักเรียนแล้วจูงมือเด็กน้อยเข้าไปในอาคาร แต่ไม่ทันที่ได้ขึ้นลิฟต์ไปส่วนท้องฟ้าจำลอง ประตูลิฟต์ที่เปิดออกมาก็มีผู้หญิงอายุไม่มากโผล่ออกมาจากลิฟต์แล้วเรียกชื่อใครสักคน

          " หนูธาร " 

          " แม่จ๋า " เด็กน้อยคนที่ฉันพาเข้ามาปล่อยมือฉันก็เดินเข้าสู่อ้อมกอดของผู้หญิงคนนั้นทันที แม่ของเด็กคนนี้แหละก็เด็กคนนี้วิ่งไปหาขนาดนี้คงไม่ใช่คนแปลกหน้าหรอกนะ ก่อนแม่ของเด็กคนนี้ ไม่สิ! หนูธารก็เอ่ยขอบคุณก่อนจะยื่นตั๋วไปดาดฟ้าของอาคารนี้ให้ฉัน

          " ขอบคุณหนูมากนะที่พาหนูธารเข้ามาตามฉัน เอาตั๋วนี้ไปเถอะ ฉันกับลูกคงไม่ไปชั้นดาดฟ้านั่นแล้วล่ะ เดี๋ยวต้องกลับบ้านกันแล้ว พายัยหนูไปนอน " แม่ของหนูธารบอกในอ้อมแขนมีหนูธารกำลังง่วงงัวเงียอยากนอนเต็มทนแล้ว ฉันหัวเราะเบาๆกับภาพตรงหน้าก่อนรับตั๋วมาอย่างช่วยไม่ได้

          " หนูขอบคุณนะคะ เดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัยนะคะ "

          " ขอบคุณหนูเหมือนกันนะจ๊ะ " แม่ของหนูธารยิ้มลาก่อนกระชับอ้อมแขนที่มีหนูธารในอ้อมแขนแล้วเดินออกจากอาคารไปในที่สุด ฉันมองตั๋วในมืออย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่ารู้สึกอย่างไรที่ได้ตั๋วขึ้นดาดฟ้าที่่มีจำกัดต่อวันมา แต่ก็ไม่ได้อยากขึ้นไปเท่าไรนัก ทว่าตั๋วนี้ก็จะไม่มีคุณค่าถ้าไม่ได้ใช้ ฉันเลยตัดสินใจขึ้นลิฟต์ไปชั้นดาดฟ้าเพื่อใช้ตั๋วใบนี้ซะ 

          Rrrr   Rrrr

          " อ๊ะ! " ฉันเพิ่งนึกอะไรบางอย่างได้ที่มีสายเข้า ฉันลืมเลยว่าอันอันจะไปหาที่หน้าบ้านผีสิง พอเอาโทรศัพท์ขึ้นมา แจ้งเตือนไลน์เป็นร้อยข้อความจากบันนี่คิ้วท์และไนท์ แล้วก็สายที่ไม่ได้รับอีกห้าสายจากอันอัน สงสัยฉันคงทำทุกคนเป็นห่วงอีกแล้วแหละ แล้วสายที่โทรมาก็เป็นอันอันเลยกดรับ

           [ อยู่ไหนกัน? ทุกคนเป็นห่วงหมดแล้ว ]

          " อยู่โซนบีอะ อาคารท้องฟ้าจำลอง ลิสโอเคดี ช่วยบอกคนอื่นๆด้วยว่าลิสสบายดี ไม่ต้องเป็นห่วง " ฉันส่งเสียงตอบกลับอันอันที่น้ำเสียงตึงๆที่ฟังดูก็รู้ว่าโกรธมากแหละ

           [ แล้วจะกลับมาเมื่อไร หรือให้ไปหา? ]

          " ไม่ต้องมาหาหรอกอันอัน อันอันไปเล่นเครื่องเล่นกับพวกบันนี่คิ้วท์เลย ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวจะกลับไปหา "

           [ ก็ได้ แค่นี้นะ ] 

          " จ้า แล้วเจอกันนะ " พอกดวางสายปุ๊บ ฉันก็ถอนหายใจโล่ง นึกว่าอันอันจะจี้ให้กลับไปซะอีก ฉันเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าเป็นจังหวะเดียวที่ลิฟต์มาถึงชั้นดาดฟ้าพอดี ฉันเลยก้าวออกไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ตัดตั๋วแล้วเดินออกไปยังที่โล่งกว้าง ก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมต้องจำกัดตั๋วชั้นดาดฟ้า เพราะชั้นดาดฟ้าเป็นจุดที่โรแมนติกมากน่ะสิ ที่กั้นชั้นดาดฟ้าทุกด้านเป็นกระจกใสประดับด้วยไม้ดอกไม้ประดับเล็กๆส่งกลิ่นหอมเบาๆ คนก็ไม่ได้มากมายเลย มันแทบไม่มีอะไรเลยแต่มันดูเงียบสงบพาให้สบายใจอย่างบอกไม่ถูก ฉันเดินไปเท้าแขนกับที่กั้น วิวที่สายตารับรู้คือวิวตึกตราบ้านช่องในเมืองกระทบเสียงอาทิตย์ดูสวยมาก จะว่าไปบนดาดฟ้านี้คงเห็นตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นยันพระอาทิตย์ตกเลยล่ะ ก็เป็นที่เปิดโล่งขนาดนี้น่ะ

          ฉันก็ไม่รู้นะว่าตัวเองอยู่นานขนาดที่ดวงอาทิตย์ที่ส่องอยู่ด้านที่ฉันยืนอยู่ เปลี่ยนไปอีกด้าน ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนจากสีฟ้าใสเป็นสีฟ้าหมองๆเพราะจะเย็นแล้ว ฉันเลยตัดสินใจว่าจะไปดูพระอาทิตย์ในอีกด้านของดาดฟ้าแล้วค่อยกลับไปหาเพื่อนๆ ที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนกันแล้ว พอฉันก้าวไปถึงอีกด้านที่พระอาทิตย์กำลังคล้อยต่ำเหมือนจะตกนั้น ฉันก็ตัดสินใจหยุดเดินยืนมองตรงนั้นเพราะคิดว่าถ้าไปยืนเท้าแขนกับที่กั้นอีกรอบอาจไม่ได้กลับไปหาเพื่อน แล้วอีกอย่างก็มีผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น แล้วดาดฟ้าด้านนี้ก็มีแค่เราสองคน ดังนั้นฉันควรระวังตัวเองไว้ก่อน แล้วใครจะคิดว่าตอนที่ฉันมองเขา เขาจะหันกลับมาพอดีเหมือนรู้ว่ามีคนมองอยู่

          " เอลิส... " เขาที่ยืนอยู่ที่ย้อนแสงอาทิตย์เรียกชื่อฉันออกมา น่าแปลกที่ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ก็ไม่ได้ทำให้หวาดกลัวเมื่อเจอผู้ชายที่เจอหน้าบ้านผีสิง และฉันเองก็ไม่ได้ก้าวถอยหลังหรือขยับก้าวไปข้างหน้า ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรไม่รู้ที่รูุ้สึกไปไหนไม่ได้เหมือนถูกแช่แข็งที่เท้าแค่เสียงนุ่มๆเรียกชื่อฉันเองเท่านั้น

.................................................................................................................................................


บรรยากาศเป็นใจอย่างงี้

มันยังไงๆอยู่น่า

เม้นเล็กๆกับกดหัวใจให้เราด้วยน้า~

ช่วยติดตามตอนต่อไปด้วยนะ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

29 ความคิดเห็น

  1. #21 tea time (@jeanny) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 08:35
    เมื่อไหรอิพี่จะออกมาน้า รอ
    #21
    1
    • #21-1 OnlyCuteKei (@sirikanda16) (จากตอนที่ 11)
      4 เมษายน 2563 / 18:24
      อิพี่บอก อิพี่กลัวโควิดครับ
      #21-1