3KINGS ตอน ฮ่องเต้

ตอนที่ 9 : HONGTAE-7-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 824
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 58 ครั้ง
    5 ก.พ. 64

-7-

‘ผมเชื่อว่าถ้าเรายังไม่สูญเสียตัวตนและความตั้งใจไป ในอนาคตไม่วันใดก็วันหนึ่งจะต้องได้เลือกเส้นทางที่เป็นของตัวเองอย่างแท้จริงแน่นอน’

ครั้งหนึ่งคนที่สำคัญที่สุดสำหรับพายุเคยพูดเอาไว้อย่างน้ัน แล้วก็ไม่รู้เพราะเหตุใด คำพูดที่ว่าจึงยังคงติดตรึงอยู่ในใจของเขาตลอดมา พายุเคยคิดว่าตัวเองเกิดมาอย่างไร้ทางเลือก ไม่เคยมีโอกาสได้เลือกสิ่งที่ตัวเองต้องการเลยแม้แต่อย่างเดียว เส้นทางของเขาล้วนแล้วแต่ถูกกำหนดเอาไว้ตั้งแต่ต้น ต่อให้อยากลองเดินออกไปด้านนอกช่องทางที่มองเห็นขนาดไหน จิตใต้สำนึกก็ยังถูกบีบบังคับด้วยคำว่า ‘หนี้บุญคุณ’

ผลเลยจบลงด้วยการที่เขาเลือกจะละทิ้งสิ่งที่เรียกว่าความต้องการของตัวเองไป

ฮ่องเต้เปรียบเสมือนกุญแจปลดล็อกทุกอย่าง คนคนนั้นช่วยเก็บรวบรวมความต้องการที่แท้จริงของเขากลับมาอีกครั้ง ช่วยกู้คืนสิ่งที่เคยขาดหายไปในอดีตและเต็มเติมมันจนแทบไม่มีช่องว่าง ทั้งที่เกลียดการรอคอยแต่ก็ยังเลือกที่จะอดทนเพื่อเขา ยิ่งเห็นคนรักที่เป็นแบบนั้น พายุก็ยิ่งมั่นใจในความคิดของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ

เขายังคงยืนยันที่จะแสดงความกตัญญูด้วยการทำตามความต้องการของพ่อบุญธรรม และจะรอคอยจนถึงช่วงเวลาที่ได้เป็นอิสระ ถึงตอนนั้นจะหันหลังกลับและเลือกเส้นทางของตัวเองโดยไม่สนใจอะไรอีก ไม่ว่าใครก็ไม่อาจรั้งเอาไว้ได้

แต่ถึงจะบอกว่าเป็นเพียงผู้มีพระคุณก็เถอะ...

ดวงตาคู่คมฉายแวววูบไหว ความเศร้าเสียใจแม้จะน้อยมากหากก็ยังสัมผัสได้ตีตื้นขึ้นมาในอกจนต้องสูดลมหายใจเข้าจนสุดเพื่อควบคุมความปั่นป่วนในใจ ถึงอย่างนั้นเมื่อมองจากสายตาของคนภายนอก เขาก็ยังดูเฉยชาราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรทั้งสิ้นอยู่ดี

“นั่นคือลูกชายคนโตที่เคยเป็นทหารใช่ไหม... เขาดูไม่เสียใจเลยนะ”

“จะเสียใจอะไรกันล่ะ คงดีใจด้วยซ้ำที่จะได้ทรัพย์สมบัติทั้งที่ไม่ได้มีสายเลือดของเรา”

เสียงพูดคุยจากผู้คนรอบกายที่ไม่ได้รู้สึกตัวเลยสักนิดว่าตัวเองนั่นแหละที่เฉยชาต่อการสูญเสียครั้งนี้ขนาดไหนดังขึ้นเป็นระยะ กระทั่งคนในครอบครัวของผู้เสียชีวิตก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากเดินไปพูดคุยกับแขกและรับฟังถ้อยคำแสดงความเสียใจทั้งที่ดวงตามีความเศร้าหมองเพียงเบาบางเท่านั้น

ยาคอฟเป็นบุคคลสำคัญในสายการเมือง ทั้งยังมีชื่อเสียงในวงการธุรกิจแม้ว่าจะเป็นบริษัทในนามของบิดามารดาก็ตาม ส่วนใหญ่แขกที่มาร่วมงานจึงเป็นบุคคลสำคัญและมีชื่อเสียง นอกเหนือไปจากการอำลาอย่างสมเกียรติตามที่ควรเป็น การพูดคุยแทบจะทั้งหมดหากไม่ใช่เรื่องธุรกิจก็เป็นการนินทาคนที่ไม่ชอบหน้าตามประสาผู้มีฐานะ

ยิ่งคนเยอะมากเท่าไหนก็ยิ่งวุ่นวายมากเท่านั้น... แต่ที่ถูกรุมล้อมที่สุดเห็นทีจะเป็นลูกชายในสายเลือดอย่างอเล็กซานเดอร์ซึ่งสถานการณ์รอบกายตรงกันข้ามกับพายุที่ยืนหลบมุมมองโลงศพอยู่เงียบๆ โดยสิ้นเชิง

“ขนาดหลบมาอยู่เงียบๆ ก็ยังโดนลากเข้าไปพัวพันด้วย เกิดเป็นนายนี่ลำบากจริงๆ” อิวาน ผู้ที่อาจนับได้ว่าเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่พายุไว้ใจเดินเข้ามายืนล้วงกระเป๋าอยู่ด้านข้างด้วยท่าทีผ่อนคลาย “ครั้งนี้จะไปแล้วไปลับเลยหรือเปล่า”

“อืม แบบนั้นได้ก็ดี” 

“…ตรงเป็นบ้า”​ ชายหนุ่มส่ายหน้าหน่าย ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ประหลาดใจอะไรนักเพราะรู้จักนิสัยของเพื่อนดีอยู่แล้ว “ยังไงก็กลับมาบ้างเถอะ อย่าลืมว่าฉันยังอยู่ที่นี่ จะหายไปเลยก็คิดถึงเพื่อนเก่าเพื่อนแก่บ้าง”

ถึงแม้คำพูดที่ดูเหมือนบ่นนั่นจะไม่ได้จริงจังอะไร แต่มันก็เต็มไปด้วยความจริงใจ พายุที่ดูสงบนิ่งมาโดยตลอดจึงมีสีหน้าอ่อนลงเล็กน้อย คล้ายกำลังอ่อนใจกับเพื่อนทหารที่แท้จริงมีฐานะเป็นถึงลูกชายมหาเศรษฐี

“อยากเจอก็ไปหา”

“ไอ้ไปมันก็ไปได้อยู่หรอก อย่าขาดการติดต่อก็แล้วกัน... เดี๋ยวฉันไปก่อน ต้องไปรับคนที่สนามบิน”

พายุพยักหน้ารับง่ายๆ สายตายังคงไม่ละไปจากโลงศพของพ่อบุญธรรม จนถึงตอนนี้ก็ยังมองเมินเสียงซุบซิบนินทาที่เริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อบุคคลสำคัญที่มางานพากันจากไปหมดแล้วอยู่เหมือนเดิม

ถึงจะรู้ว่าไม่ควร แต่ก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าหากคนรักมาอยู่ข้างๆ กันตรงนี้คงจะดีไม่น้อย... คนคนนั้นไม่จำเป็นต้องพูดหรือทำอะไรเลยสักนิด เพียงแค่ยืนเฉยๆ ก็มากพอจะทำให้เขารู้สึกดีขึ้นได้แล้ว

ชายหนุ่มนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน ตอนที่พ่อบุญธรรมหลับไปตลอดกาล ในเวลานั้นสิ่งแรกที่เขาทำเมื่อกลับไปถึงห้องคือการโทรหาคนรัก จิตใต้สำนึกบอกให้รู้ว่าต่อให้ไม่ได้เศร้าเสียใจอะไรมากมาย แต่อาการของตัวเองในเวลานั้นก็ไม่ค่อยดีนัก และการเลือกโทรไปหา ฟังเสียงนุ่มๆ อันแสนร่าเริงของคนที่อยู่ห่างไกลก็ช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นจริงๆ

อย่างน้อยเมื่อต้องลืมตาตื่นมาเจอกับคำนินทาว่าร้ายต่างๆ นานาในช่วงเวลาที่อารมณ์ไม่คงที่ ตัวเขาก็ยังมีแรงใจทำให้ก้าวผ่านมันไปได้ราวกับไม่รู้สึกอะไร

ในช่วงบ่าย โลงศพซึ่งถูกสั่งทำอย่างประณีตถูกฝังลงดินอย่างรวดเร็วตามความต้องการของยาคอฟที่บอกกับครอบครัวเอาไว้ เมื่อช่วงพิธีการต่างๆ จบลงพร้อมกับที่สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมา ผู้คนก็พากันแยกย้ายไปคนละทิศคนละทาง กระทั่งสมาชิกในครอบครัวก็เลือกที่จะไปทานอาหารกันต่อ มีเพียงพายุที่ยังยืนอยู่ตรงจุดเดิมเงียบๆ จ้องมองท้องฟ้ามืดครึ้มโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า 

เส้นผมที่เซตเอาไว้อย่างเป็นระเบียบเปียกโชกไม่แพ้เสื้อผ้าที่สวมใส่ ถึงอย่างร่างกายของคนที่แข็งแกร่งเพราะผ่านการฝึกฝนมามากกลับไม่สั่นไหวเลยแม้แต่น้อย มีเพียงดวงตาคู่คมเท่านั้นที่ชั่วจังหวะหนึ่งดูคล้ายจะฉายแววเจ็บปวดขึ้นมา แม้จะจางหายไปในพริบตา แต่ก็มากพอจะบอกได้ว่าแท้จริงเขาไม่ได้ไม่รู้สึกอะไรกับการสูญเสียในครั้งนี้

ต่อให้ไม่ได้รักหรือไม่ได้เสียใจจนแทบทนไม่ไหว แต่ความเจ็บปวดเบาบางที่ต้องสูญเสียผู้มีพระคุณซึ่งมีสายใยบางๆ พันผูกกันเอาไว้ก็ยังเป็นของจริง

“ยังอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย”​ 

พายุไม่ได้หันกลับไปมองคนพูดเพราะรู้อยู่แล้วว่าใครกำลังเดินมาหา น้ำหนักเท้าและจังหวะการเดินของคนที่ฝึกมาแบบพวกเขาไม่ใช่จะหาได้จากคนทั่วไป แม้จะรู้ดีว่ามีคนธรรมดาอีกคนเดินตามหลังมาด้วย แต่เพราะไว้ใจเพื่อนเพียงคนเดียวเป็นอย่างมาก และอีกฝ่ายก็บอกเอาไว้แล้วว่าจะไปรับคนจากสนามบิน เขาจึงไม่ได้สนใจอะไรมากนัก

“กลับมาที่นี่ทำไมอีก”

“เพราะคิดว่านายต้องอยู่ที่นี่น่ะสิ” อิวานหัวเราะออกมาเบาๆ “ทำไงได้ ก็คนที่ฉันไปรับเขาต้องการมาหานาย ฉันก็เลยต้องพามาส่งถึงที่นี่”

“มาหาฉัน?” คนฟังขมวดคิ้วเล็กน้อย ในที่สุดก็ยอมละสายตาออกจากท้องฟ้าเพื่อหันกลับไปมองคนพูด สิ่งแรกปรากฏชัดในสายตาคือร่างสูงใหญ่พอๆ กันของเพื่อนซึ่งถือร่มคันหนึ่งเอาไว้ในมือ ส่วนด้านหลังนั่น...

“ยังไม่รีบไปถือร่มให้เขาอีก เห็นไหนนั่นว่าหนาวจนตัวสั่นไปหมดแล้ว” พอพูดคล้ายจะตำหนิเรียบร้อยแล้ว สารถีที่หมดหน้าที่ก็ขยับไปทางด้านข้าง ให้คนทั้งคู่สบตากันอย่างตรงไปตรงมา กระทั่งคิดได้ว่าอาจจะกลายเป็นส่วนเกินจึงตบบ่าเพื่อนเบาๆ แล้วหมุนตัวเดินกลับไปที่รถทันที

ท่ามกลางพื้นที่กว้างขวางที่มองเห็นท้องฟ้ามืดครึ้มได้อย่างชัดเจน คนสองคนที่แท้จริงควรจะอยู่ห่างไกลสบตากันอย่างเงียบงัน แต่ในทันทีที่เห็นว่าร่างกายของคนรักกำลังสั่นเทาตามที่อิวานบอกจริงๆ พายุก็ละทิ้งทุกความรู้สึกและความสงสัย เดินตรงเข้าไปหาแล้วเอาร่มมาถือไว้ให้เองอย่างรวดเร็ว

“หนาวมากหรือเปล่า”

“นิดหน่อยครับ อยู่ร้อนๆ ที่ไทยมานานก็เลยเริ่มไม่ค่อยชินกับอากาศแบบนี้แล้ว แถมจู่ๆ ฝนยังตกลงมาอีก” ฮ่องเต้ถอนหายใจออกมาเบาๆ คงเพราะรีบมากเกินไปหน่อยเลยไม่ได้จัดการตัวเองให้ดีนัก เสื้อผ้าที่ใส่ก็ไม่ได้ถือว่าหนาสำหรับคนที่อยู่กับอากาศร้อนมานานอยู่แล้ว พอรวมกับฝนที่ตกลงมาอีกก็แทบจะรู้สึกเหมือนกำลังถูกแช่แข็ง

“รีบไปขึ้นรถกันเถอะ” พายุยังไม่ทันได้จับมือของคนรักมากอบกุมไว้ก็ต้องชะงักไปเพราะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองตากฝนมานานจนมือเย็นเยียบ หากยังไม่ทันได้คิดก่นด่าการกระทำที่ย้อนคืนไม่ได้ คนที่เขาถือร่มกางฝนให้เป็นอย่างดีกลับเดินตรงเข้ามาโอบกอดกันเอาไว้แน่นโดยไม่สนใจว่าเนื้อตัวจะเปียก “เต้!”

“ผมเพิ่งรู้ว่าการได้กอดพี่ยุกลางสายฝนมันช่วยให้อุ่นได้ยิ่งกว่าการต้องยืนอยู่ใต้ร่มเพียงลำพัง” เพราะทนความคิดถึงและความต้องการของตัวเองไม่ไหว ฮ่องเต้จึงไม่คิดหักห้ามใจอีกต่อไป เขาโอบกอดคนที่ต้องการความเข้าใจมากที่สุดเอาไว้แน่น ส่งผ่านความรักและความอบอุ่นไปให้อย่างเต็มที่

...ไม่ต้องการให้ดวงตาคู่นั้นดูว่างเปล่าเหมือนตอนยืนเหม่ออยู่คนเดียวอีกต่อไป

“ทำไมถึงดื้อแบบนี้นะ” พายุพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ ถึงอย่างนั้นก็ใช้แขนข้างที่ไม่ได้ถือร่มกอดกลับอย่างนุ่มนวล เพียงแค่ได้เห็นหน้าของคนที่อยากเห็น อารมณ์ขมุกขมัวมากมายก็ดูคล้ายจะจางหายไปในพริบตา

“ปกติใครๆ ก็บอกว่าผมดูเป็นผู้ใหญ่เกินกว่าวัยอยู่แล้ว นานๆ ทีจะทำตัวดื้อดึงบ้างคงไม่เป็นไรหรอก” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ฮ่องเต้ก็ผละกายออกอย่างรวดเร็วและเป็นฝ่ายดึงมือพายุให้เดินไปทางรถด้วยตัวเอง “พี่ยุยืนตากฝนมานานแล้วใช่ไหมตัวถึงได้เย็นขนาดนี้ รีบกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะไม่สบายดีกว่า”

“เทียบกับพี่แล้วเต้น่าเป็นห่วงกว่าเยอะ”

“เรื่องนี้ผมเห็นด้วยนะ” คนฟังหัวเราะเสียงใส ยอมรับความจริงอย่างง่ายดาย ก่อนจะหันไปมองคนข้างกายด้วยแววตาอ่อนโยน “แต่สภาพจิตใจพี่ยุน่าจะแย่กว่าผมมาก”

ระหว่างที่นั่งรถมาที่นี่ฮ่องเต้ได้พูดคุยกับอิวานหลายเรื่อง อาจเพราะสนิทสนมกันในระดับหนึ่งอยู่แล้ว เนื่องจากพี่ยุมักจะฝากฝังให้เพื่อนคนนั้นช่วยดูแลในตอนที่เขามาที่นี่เสมอ บรรยากาศเมื่อต้องอยู่ด้วยกันสองคนจึงไม่ได้อึดอัดอะไรนัก และอิวานก็รู้งานเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ทั้งหมดให้ฟังอย่างละเอียด ฮ่องเต้จึงรู้ว่าคนรักต้องพบเจอกับอะไรมาบ้าง แล้วก็เข้าใจยิ่งกว่าใครว่าคนของเขาต้องอดทนขนาดไหน

ทั้งที่เพิ่งสูญเสียแท้ๆ แต่กลับต้องมารับฟังถ้อยคำไม่เข้าหูมากมาย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคำนินทานั่นต้องมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการที่พี่ยุชอบผู้ชายอย่างแน่นอน จนถึงตอนนี้ฮ่องเต้ก็จดจำได้ดีว่าคนรักโดนรังเกียจจากคนนามสกุลเดียวกันขนาดไหน เขาจึงไม่แปลกใจเลยสักนิดที่คนพวกนั้นจะเอาเรื่องนี้ไปพูดต่อ 

ในสังคมที่คนระดับเดียวกันและมีความคิดแบบเดียวกันมารวมตัว การนินทาว่าร้ายและแสดงความเกลียดชังกลายเป็นเรื่องปกติ แต่คนที่แท้จริงไม่ได้ทำอะไรผิด ทั้งยังไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อนกลับต้องแบกรับความเจ็บปวดเอาไว้เพียงลำพัง ต่อให้ภายนอกพี่ยุแสดงออกว่าไม่ใส่ใจขนาดไหน ฮ่องเต้ก็ยังรู้สึกว่าคนของเขาไม่ควรต้องมาเจอเรื่องแบบนี้อยู่ดี

เทียบกับพายุแล้วฮ่องเต้โชคดีกว่ามาก เพราะเขาอยู่ในสังคมที่คนรอบข้างต่างยอมรับในเรื่องนี้ ไม่เคยมีปัญหาให้ต้องหนักใจในเรื่องการจะเลือกรักใครสักคนเลยสักครั้ง กระทั่งพ่อแท้ๆ ก็ยังยิ้มรับง่ายๆ ตอนที่รู้ว่าลูกชายทั้งสามคนต่างมีคนรักเป็นของตัวเองหมดแล้ว 

“คิดอะไรอยู่”

“ผมกำลังคิดว่าตัวเองโชคดีที่รอบข้างมีแต่คนเข้าใจ” ฮ่องเต้ถอนหายใจออกมาด้วยความอึดอัด “แค่คิดว่าต้องเจออย่างที่พี่ยุเจอผมก็รู้สึกแย่แล้ว”

“ไม่เป็นไรหรอก... สำหรับพี่มีคนที่เข้าใจแค่คนเดียวก็พอ”

ปกติพายุไม่ใช่คนที่ชอบพูดคำหวาน แต่เขามักจะพูดทุกสิ่งที่รู้สึกกับคนรักอย่างตรงไปตรงมา ด้วยเหตุนั้นจึงไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าคำพูดของตัวเองทำให้ใครบางคนยิ้มกว้างขนาดไหน หากตอนนี้เขาไม่ได้ขับรถอยู่คงได้เห็นรอยยิ้มที่ตัวเองเคยบอกว่าชื่นชอบที่สุดไปแล้ว

เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่ฮ่องเต้เดินทางมาที่นี่ด้วยตัวเองอย่างรีบร้อน เขาจึงไม่ได้จัดการเรื่องที่พักอะไรเอาไว้ เพียงติดต่อให้อิวาน เพื่อนของพายุช่วยมารับอย่างเดียว เพราะเขาไม่ต้องการให้คนรักเป็นห่วงในช่วงเวลาที่ควรจะใช้ไปกับการตั้งใจทำพิธีของพ่อบุญธรรม 

ดูเหมือนพายุจะรู้ดีอยู่แล้วว่าฮ่องเต้ไม่ได้จองที่พักอะไรเอาไว้เหมือนทุกครั้ง เขาจึงขับรถพาคนของตัวเองตรงไปยังบ้านพักซึ่งอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองไม่มากนัก ตัวบ้านขนาดกลางตั้งอยู่ในหมู่บ้านที่ไม่ได้ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป มีผู้คนและนักท่องเที่ยวสัญจรผ่านไปมาพอสมควร อาณาเขตของบ้านหลังนี้กินพื้นที่กว้างขวาง มีสนามหญ้าที่ถูกจัดแต่งเอาไว้เป็นอย่างดีบอกให้รู้ว่าที่นี่ไม่เคยร้างคนดูแล ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจมองเห็นความสวยงามได้ชัดเจนเท่าไรนักเมื่อในเวลานี้ท้องฟ้ายังคงมืดครึ้มและมีฝนตกลงมาหนักขึ้นเรื่อยๆ

“บ้านหลังนี้พี่ตั้งใจจะซื้อตั้งแต่เมื่อหลายเดือนก่อน คิดว่าต่อไปถ้าเต้มาหาจะให้มาอยู่ที่นี่จะได้ไม่ต้องจองโรงแรม” ทันทีที่เดินเข้าไปในตัวบ้าน พายุก็เริ่มอธิบายโดยไม่ต้องรอให้คนรักถาม “แต่เพราะไม่แน่ใจว่าจะได้อยู่นานแค่ไหน รวมถึงไม่อยากยุ่งยากหากต้องย้ายที่อยู่ไปใช้ชีวิตในประเทศอื่น พี่เลยให้อิวานที่สนใจจะซื้อที่นี่เหมือนกันเป็นคนซื้อแทนแล้วขอเช่าอยู่อีกทอดหนึ่งจนกว่าจะไม่ได้อยู่ที่ประเทศนี้อีก”

“พี่ยุทำถูกแล้ว” ฮ่องเต้เงยหน้ามองคนที่เอาผ้าขนหนูผืนใหญ่มาคลุมร่างเขาเอาไว้ ไม่ต้องให้ใครมาบอกก็รู้ว่าตอนนี้สายตาของตัวเองคงจะอบอวลไปด้วยความรักและความคิดถึงมากมาย พอเห็นอีกฝ่ายจะผละออกไปจึงโอบกอดรอบเอวสอบเอาไว้แน่นพลางวางแก้มแนบกับแผ่นอกกว้างอย่างมีความสุข

“เป็นอะไรหรือเปล่า” พายุลูบกลุ่มผมนุ่มอย่างเบามือ ดวงตาทอประกายนุ่มนวลเหมือนอย่างทุกครั้งที่เขาใช้จ้องมองคนรัก

“คิดถึงเฉยๆ”

“พี่ก็คิดถึง... แต่ตอนนี้ไปจัดการตัวเองก่อนเถอะ เต้ไม่ได้แข็งแรงเท่าพี่ โดนลมหนาวแล้วยังโดนฝนอีก เดี๋ยวได้ไม่สบายจริงๆ แน่”

พอเห็นสีหน้าจริงจังที่ไม่อนุญาตให้เถียงของพี่ยุ ฮ่องเต้ก็ทำได้แค่ยิ้มรับอย่างว่าง่ายแล้วเดินตามหลังคนรักขึ้นไปชั้นบน หลังจากจัดการตัวเองและเปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้าที่มีคนเอามาแขวนหน้าประตูให้เรียบร้อยแล้วจึงเดินออกไปด้านนอก มองสำรวจห้องนอนที่ถูกจัดแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยความสนใจ แต่ยังไม่ทันได้เดินออกไปไหน คนที่ลงไปอาบน้ำชั้นล่างกลับถือกระเป๋าเดินทางของเขาเข้ามาเสียก่อน

“ผมลืมเรื่องกระเป๋าเดินทางไปเลย”

“อิวานคงเอามาใส่ไว้ในรถพี่ก่อนแยกตัวไป โชคดีที่ตอนนั้นพี่ลืมล็อกรถ” 

ลืมงั้นเหรอ...

ฮ่องเต้คบกับคนรักมานานหลายปี มีหรือจะไม่รู้ว่าคนของเขามีนิสัยยังไง เรื่องลืมสิ่งสำคัญพวกนี้ไม่ต้องพูดถึงเลย เพราะพี่ยุเป็นคนระมัดระวังและรอบคอบสุดๆ ทั้งยังช่างสังเกตตามสัญชาตญาณ ถ้าอยู่ในสถานการณ์ปกติมีหรือจะลืมได้แม้กระทั่งเรื่องล็อกรถ เห็นได้ชัดว่าเรื่องราวในวันนี้ส่งผลกระทบต่อพี่ยุมากขนาดไหน

แม้ในตอนนี้ฮ่องเต้จะมีสิ่งที่อยากพูดและอยากบอกกับคนรักมากมาย แต่เขาก็ยังเลือกที่จะไม่พูดออกไปในทันที เพียงเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ เผยรอยยิ้มจางออกมาเมื่อใครบางคนเดินเข้ามารับหน้าที่เช็ดและเป่าผมให้กันโดยไม่ต้องร้องขอ เขาจ้องมองใบหน้าคมที่ยังคงดูเข้มงวดเหมือนอย่างทุกครั้งผ่านกระจก สังเกตทุกความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้านั้นจนมั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้ดูผอมลงหรือมีสีหน้าซีดเซียวเพราะนอนน้อยจึงพยักหน้าพอใจ เปลี่ยนเป็นฝ่ายลุกขึ้นยืนแล้วสลับไปเป่าผมให้คนตัวสูงด้านหลังบ้าง

“เต้ไม่ต้องช่วยพี่ก็ได้”

“ปกติเราก็สลับกันทำทุกรอบอยู่แล้ว พี่ยุยังไม่ชินอีกเหรอ”

“พี่เห็นว่าเต้เพิ่งเดินทางมาเหนื่อยๆ” 

“ผมเหนื่อยไม่เท่าพี่ยุหรอก” ฮ่องเต้เป่าผมให้คนรักจนแห้งก่อนจะดึงมืออีกฝ่ายให้เดินตามไปล้มตัวลงนอนบนเตียง จากนั้นจึงขยับเข้าไปใกล้ วางหน้าลงบนแผงอกกว้างแล้วหลับตาลงเงียบๆ “พักผ่อนเถอะครับ พี่ยุเจอเรื่องแย่ๆ มามากแล้ว”

“แค่ได้อยู่ตรงนี้ด้วยกันก็ถือเป็นการพักแล้ว” 

“ไม่ง่วงเลยเหรอ”

“ไม่เลย” เพราะกลัวว่าคนฟังจะไม่เชื่อ พายุจึงลูบศีรษะของคนในอ้อมกอดแล้วอธิบายต่อ “เมื่อวานพี่นอนตั้งแต่หัวค่ำ ไม่รู้สึกง่วงเลยสักนิด ไม่ต้องเป็นห่วงนะ”

“พี่ยุไม่ได้คิดมากเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ ใช่ไหม”

“พี่ไม่ได้คิดมาก” 

“…"

“ในช่วงเวลาสุดท้ายท่านจากไปอย่างสงบ คงเพราะไม่มีอะไรติดค้างในใจอีกแล้ว... พี่เองก็เหมือนกัน” เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ดวงตาคู่คมก็วูบไหวเล็กน้อย “พี่ก็แค่...ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะเสียใจ ถึงจะไม่ได้มากมายอะไร แต่ดูเหมือนว่าพี่จะเสียใจจริงๆ”

เมื่อสิ่งที่ทำทั้งหมดถูกมองว่าเป็นหน้าที่มาโดยตลอด พายุจึงประหลาดใจไม่น้อยในตอนที่สัมผัสได้ถึงความเสียใจของตัวเอง จนถึงเมื่อครู่เขาก็ยังคิดถึงเรื่องนี้มาโดยตลอด แล้วก็เป็นไม่กี่วินาทีก่อนนั่นเองที่เขาได้เข้าใจว่ามันเกิดจากอะไร

“พี่ยุ...”

“นอกเหนือจากความเจ็บปวดเบาบางที่มีต่อผู้มีพระคุณ ดูเหมือนว่าพี่จะยังจดจำช่วงเวลาหนึ่งที่ได้รับความอบอุ่นจากคนคนนั้นเอาไว้ในใจมาโดยตลอด เมื่อต้องสูญเสีย เสี้ยวหนึ่งในใจที่ยังจดจำท่านในฐานะพ่อถึงได้ย้ำเตือนขึ้นมา”

ชายคนที่ยื่นมือมาในเวลาที่ชีวิตของเขามืดมนที่สุด คนที่มอบนามสกุลและชื่อใหม่ให้ ทั้งยังแทนตัวเองด้วยคำว่า ‘พ่อ’ ที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน แม้ช่วงเวลาที่ว่าจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่มันกลับยังถูกเก็บเอาไว้ในซอกหนึ่งของความทรงจำมาโดยตลอด

“พี่ยุอยากร้องไห้หรือเปล่า”

“ไม่เลย” พายุยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยขณะกระชับอ้อมกอดในแน่นขึ้น “พอรู้ว่าความจริงส่วนหนึ่งในใจพี่ยังคงจดจำท่านในฐานะพ่ออยู่เหมือนเดิม พี่ก็รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว”

เพราะในทุกครั้งที่นึกถึง... เขาจะได้เรียกท่านว่าพ่อตามที่ถูกร้องขอในช่วงเวลาสุดท้ายได้จากใจจริง

“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว” ฮ่องเต้คลี่ยิ้มจางเมื่อสัมผัสได้ว่าน้ำเสียงของคนรักดูดีขึ้นมากจริงๆ เขาไม่ได้ถามอะไรต่อเพราะไม่อยากให้พี่ยุต้องคิดถึงเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ แค่ได้รู้ว่าความอึดอัดที่อีกคนสั่งสมมาหลายวันสลายหายไปแล้วก็พอ

เมื่อไม่มีใครพูดอะไรออกมา ต่างฝ่ายต่างก็ตกอยู่ในภวังค์ของตัวเอง ฝ่ายหนึ่งพร้อมจะเข้าใจจึงคิดจะให้เวลาจนกว่าคนรักจะต้องการพูดคุย ส่วนอีกฝ่ายครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย และตั้งใจว่าหลังจากนี้จะเดินหน้าต่อโดยไม่หันกลับไปมองด้านหลังอีก เพียงระลึกถึงในช่วงเวลาที่ควรนึกถึงก็พอ ด้วยเหตุนั้นพวกเขาจึงปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า กว่าฮ่องเต้ที่หลับไปตั้งแต่สิบนาทีแรกจะรู้สึกตัวท้องฟ้าก็เปลี่ยนสีไปแล้ว

“ฝนยังไม่หยุดตกอีก” คนที่ขดตัวอยู่ในผ้าห่มพึมพำเบาๆ ก่อนจะม้วนตัวเข้ากับผ้าแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืนทั้งที่ยังทำตัวเป็นก้อนซูชิอยู่ 

ฮ่องเต้หันไปมองหน้าจอนาฬิกา พอเห็นว่าเป็นเวลาอะไรก็รู้ได้ในทันทีว่าคนที่หายไปจากข้างกายกำลังทำอะไรอยู่ และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะทันทีที่ชายหนุ่มก้าวเท้าลงไปถึงชั้นล่างอย่างยากลำบาก คนตัวสูงที่มักจะกินข้าวตรงเวลาก็ถืออาหารเดินออกมาจากครัวพอดี

“พี่กำลังจะขึ้นไปปลุกมากินข้าว” พายุวางจานอาหารลงบนโต๊ะแล้วรีบก้าวเท้าเข้าไปหาคนรัก​ “หนาวมากเลยเหรอ”

“ไม่ได้ถึงขนาดทนไม่ไหว แต่ผมว่ามันอุ่นสบายดีก็เลยลงมาทั้งอย่างนี้ ลืมนึกไปเลยว่าอาจจะทำให้ผ้าเลอะ” 

ไม่บ่อยนักที่ฮ่องเต้ผู้รักความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความสะอาดจะเป็นเช่นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาเพิ่งตื่นก็จริงอยู่ แต่อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้้กันล้วนเป็นเพราะอยากรีบลงมาหาคนที่หายไปไวๆ จนลืมความเหมาะสมไปชั่วครู่ แต่ถามว่าพายุจะว่าอะไรคนรักไหมก็คงต้องบอกว่าไม่มีทาง พอเห็นว่าฮ่องเต้เดินไม่สะดวก เขาก็ตรงเข้าไปอุ้มพาคนที่นานๆ จะแสดงท่าทีแบบนี้ออกมาสักครั้งไปนั่งลงบนโซฟาอย่างรวดเร็ว

“มีผ้าห่มสำรองที่ยังไม่ได้ใช้อยู่ในตู้เสื้อผ้า เอาผืนนี้ไว้ข้างล่างเลยก็ได้” พายุเดินกลับไปหยิบจานอาหารกลับมาส่งให้คนรัก จากนั้นนั่งลงข้างๆ กินส่วนของตัวเองด้วยสีหน้าสงบนิ่ง แต่สายตามองสำรวจด้านข้างตลอดเวลา ราวกับขอแค่เห็นว่าฮ่องเต้ได้รับความไม่สะดวกแม้เพียงนิดก็พร้อมจะช่วยเหลือทันที

การกระทำที่ได้เห็นอยู่บ่อยครั้งแต่ไม่เคยชินได้เลยสักทีทำให้คนที่ถูกจ้องอมยิ้มทั้งตาเป็นประกาย รอจนพวกเขาจัดการมื้ออาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วถึงได้เวลาพูดคุยกันอีกครั้ง

“ทำไมจู่ๆ ถึงมาที่นี่แล้วไม่บอกพี่ก่อน”

“พี่ยุโกรธเหรอ” ฮ่องเต้ที่นั่งกอดเข่าอยู่ใต้ผ้าห่มจ้องมองคนพูดด้วยความสนใจ หากให้พูดตรงๆ ก็คงต้องบอกว่าเขาแอบอยากเห็นคนใจเย็นอย่างพี่ยุแสดงความไม่พอใจออกมาอยู่เหมือนกัน

“ไม่โกรธ” น่าเสียดายที่คนใจเย็นยังคงใจเย็นอยู่เหมือนเดิม ทั้งยังยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยคล้ายจะบอกว่ารู้ทันอีกต่างหาก “พี่แค่เป็นห่วง”

“ผมไม่อยากให้พี่ยุกังวลเรื่องที่ต้องมารับมาส่งหรือมาดูแล ก็เลยติดต่อเพื่อนพี่ยุให้ช่วยเหลือแทน แบบนี้นอกจากจะปลอดภัยหายห่วง พี่ยุจะได้ไม่ต้องมาคิดมากเรื่องของผมในระหว่างที่ยังอยู่ในช่วงพิธีของคุณพ่อด้วย”

“คิดมากเกินไปแล้ว”

“คิดมากนั่นแหละถูกแล้ว... ส่วนเหตุผลที่มาที่นี่ ก็ใครใช้ให้พี่พูดจาน่าเป็นห่วงกันล่ะ”

จู่ๆ ก็บอกให้มาหา ถ้าเป็นคนอื่นคงพอมองว่าล้อเล่นได้ แต่นั่นไม่ใช่สำหรับพี่ยุซึ่งเป็นคนจริงจังเข้มงวดโดยธรรมชาติแน่นอน ฮ่องเต้รู้จักคนรักของเขาดี หากอยู่ในสถานการณ์ปกติมีหรือจะลืมตัวพูดความคิดที่ซุกซ่อนอยู่ออกมาทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ

“พี่ผิดเอง” พายุยอมรับอย่างว่าง่าย “ที่เต้ต้องรีบมาหากันกะทันหันเป็นเพราะพี่เอง"

พอเห็นความว่าง่ายของคนรัก ฮ่องเต้ก็ทำได้เพียงถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะดึงผ้าห่มออกจากตัวแล้วขยับไปนอนพิงอกของคนด้านข้างที่อ้าแขนรับร่างของเขาเอาไว้ตามความเคยชิน

“จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูก เพราะจริงๆ ผมก็อยากมาหาพี่ยุอยู่แล้ว”

“เต้...”

“พี่ยุจะทำอะไรต่อไปเหรอ” คนพูดเม้มปากเล็กน้อยขณะกอบกุมมือที่วางอยู่บนหน้าท้องของตัวเองให้แน่นขึ้น “ถ้ายังจำเป็นต้องอยู่ที่นี่ ให้ผมรออยู่ด้วยดีไหม”

“ไม่จำเป็น”

“ไม่จำเป็น?”

“พี่เตรียมความพร้อมเอาไว้หมดแล้ว อีกไม่เกินสามวันเราจะไปจากที่นี่ กลับไทยไปด้วยกัน”

“เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ” แม้รูปประโยคจะฟังดูเหมือนตั้งคำถาม แต่น้ำเสียงของฮ่องเต้กลับไร้ซึ่งความประหลาดใจโดยสิ้นเชิง เพราะเขารู้ดีว่าคนรักอยากไปจากที่นี่มากขนาดไหน

“ถึงช่วงหลังพี่จะทำงานให้อเล็กซานเดอร์ แต่เจ้านายก็ยังมีแค่ท่านเพียงผู้เดียว”

พายุทำงานให้กับพ่อบุญธรรมและทำตามคำสั่งของท่านมาตั้งแต่แรก ทว่าแท้จริงเขาไม่เคยรับการจ้างงานอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร พูดง่ายๆ ก็คือการรับใช้ทั้งหมดเป็นความตั้งใจของเขาที่ต้องการตอบแทนบุญคุณ ดันนั้นเมื่ออเล็กซานเดอร์ต้องการตัวเขาไปช่วยงานและท่านก็ร้องขอ เขาจึงทำตามโดยไม่ขัดข้อง

...แต่เพราะตอนนี้ท่านไม่อยู่แล้ว เขาเลยไม่มีความจำเป็นจะต้องทำเหมือนเดิมอีกต่อไป

“ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ... จริงๆ แล้วพี่ยุไม่อยากให้ผมอยู่ที่นี่นานเกินไปด้วยใช่ไหม” ฮ่องเต้พอจะคาดเดาความคิดของคนรักได้ ต่อให้เขาไม่เคยเจอกับคนที่ชื่ออเล็กซานเดอร์ แต่ก็ค่อนข้างจะมั่นใจว่าคนคนนั้นคงไว้ใจไม่ได้ ไม่ว่าในใจจะคิดอะไรไม่ดีต่อพี่ยุหรือไม่ก็ควรจะหลีกเลี่ยงเอาไว้ก่อน

“นั่นก็ใช่ แต่พี่คิดว่าตอนนี้คงยังไม่มีปัญหาอะไร... อย่างน้อยก็จนกว่าเรื่องทรัพย์สมบัติของท่านจะถูกจัดการ”

หรือว่าง่ายๆ ก็คือในตอนนี้คนพวกนั้นคงไม่มีเวลามาสนใจเขา เพราะน่าจะกำลังคาดหวังกับข้าวของที่คนตายทิ้งเอาไว้เสียมากกว่า

“แล้วถ้า...” ฮ่องเต้ขมวดคิ้วครุ่นคิด ก่อนจะนึกถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่งขึ้นมา “ท่านมอบอะไรหลายๆ อย่างให้พี่ยุ เราคงมีปัญหาแน่ๆ เลยใช่ไหม”

“คงอย่างนั้น” พายุตอบอย่างตรงไปตรงมา ดวงตาหลุบลงมอบใบหน้าของคนในอ้อมแขนด้วยความเป็นห่วง “กลัวหรือเปล่า”

“ไม่ค่อยเท่าไรครับ แต่หลังจากนี้ก็ไม่แน่ ผมไม่เคยอยู่ในสังคมแบบเดียวกันกับพี่ยุ จนกว่าจะได้สัมผัสมันจริงๆ คงตอบไม่ได้ว่าจะกลัวมากขนาดไหน... แล้วพี่ยุล่ะ กลัวบ้างหรือเปล่า” ฮ่องเต้เงยหน้ามองคนรัก รอยยิ้มยังคงอ่อนโยนเหมือนอย่างทุกครั้งขณะเฝ้ารอคำตอบอย่างตั้งใจ

“ไม่กลัว”

“ถ้าอย่างนั้นผมจะเชื่อใจพี่ยุแล้วไม่สนใจความกลัวอะไรพวกนั้น จะยังไงพี่ยุก็ต้องปกป้องผมอยู่แล้วจริงไหม”

ครั้งหนึ่งพี่ชายคนโตของฮ่องเต้เคยถามคำถามหนึ่งกับพายุด้วยน้ำเสียงสั้นห้วนและดวงตาแข็งกร้าว ราวกับจะบอกว่าหากไม่พอใจในคำตอบ ก็พร้อมจะดึงน้องชายของตัวเองกลับไปทุกเมื่อ

‘มั่นใจหรือเปล่าว่าจะดูแลเด็กคนนี้ได้’

ในเวลานั้นเขาตอบกลับไปด้วยความมั่นใจมากเพียงใด ในเวลานี้ก็จะยังยืนยันคำตอบนั้นอยู่เหมือนเดิม

พายุยกยิ้มจาง ริมฝีปากกดลงบนหน้าผากขาวด้วยความอ่อนโยน พร้อมกันนั้นก็เอ่ยคำมั่นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคงดั่งขุนเขาเหมือนเช่นทุกครั้งที่ต้องการมอบความมั่นใจให้กับคนที่สำคัญที่สุดในชีวิต

“ด้วยชีวิต”

 

--------

 

TALK : ฮ่องเต้เปิดพรีแล้วน้า อย่าลืมไปจองกันนะคะ กดย้อนหลังหนึ่งตอนไปอ่านรายละเอียดได้เลย

ปล.อีบุ๊กมาหลังจัดส่งหนังสือเสร็จค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 58 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

88 ความคิดเห็น

  1. #53 baekbow (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 / 01:11
    แอแงงงงง ภาวนาให้คุณท่านไม่ได้ให้อะไรพี่ยุมากมายนะ ไม่อยากให้เจอปัญหากันแล้วอ่ะ แค่การได้เจอหน้ากันแค่ปีละ 2-3 ครั้งมันก็หนักหนาพอแล้วอ่ะ ให้ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกันสักทีเถอะ // พอพูดถึงเรื่องการทำงานของยุหลังจากย้ายมาไทยก็บอกตรงๆว่านึกไม่ออกจริงๆจะเป็นอาชีพไรได้อ่ะ ลุคทหารสุดเคร่งขรึมขนาดนี้ นึกไม่ออกจริงๆ 5555
    #53
    0
  2. #39 pp.pcyn (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2564 / 00:08
    ใจเรามันก็แค่เนี่ยอ่ะพี่ยุ
    #39
    0
  3. #37 Inthukarnw (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 / 22:37
    ละมุนมากพ่อ
    #37
    0
  4. #36 chuenchuen (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:09
    ด้วยชีวิตด้วยคนน่ะพี่ยุอิอิอิ
    #36
    0