3KINGS ตอน ฮ่องเต้

ตอนที่ 6 : HONGTAE-5-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 652
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 51 ครั้ง
    2 ก.พ. 64

-5-

การจะรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างคู่รักที่อยู่ห่างไกลคนละทวีปไม่ใช่เรื่องง่าย ตัวอย่างของความล้มเหลวมีให้เห็นมากมายจนแทบไม่ต้องพยายามค้นหา แต่ตัวอย่างของคู่ที่ยังรักกันดีและมีแต่ความเข้าใจก็พบเห็นได้ทั่วไปเช่นกัน ทั้งหมดนั้นจึงขึ้นอยู่กับว่าคนสองคนจะมั่นคงต่อกันได้นานขนาดไหนเสียมากกว่า

ฮ่องเต้คงนับเป็นหนึ่งในคนที่โชคดี เพราะจนถึงตอนนี้ตัวเขากับคนรักก็ยังเป็นเหมือนเดิมไม่ต่างจากวันแรกที่ได้พบหน้า ซ้ำความรู้สึกยังเพิ่มพูนมากขึ้นทุกชั่วขณะ ทั้งที่เวลาผ่านมานานหลายปีแล้ว และพวกเขาก็เคยบอกลากันซ้ำๆ หลายรอบ ไม่รู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะความมั่นคงที่มีต่อกันมาตั้งแต่แรก หรือเพราะพวกเขายังคงตกหลุมรักกันใหม่ในทุกครั้งที่ได้พบหน้ากันแน่

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานี้พายุยังคงรักษาสัญญา ไม่เคยขาดการติดต่อไปเลยแม้แต่ครั้งเดียว หากมีเหตุฉุกเฉินเขาก็จะส่งข้อความหรือบอกเอาไว้ก่อนเสมอ บางครั้งก็หายไปนานนับอาทิตย์ มากที่สุดก็เป็นเดือน ในเวลาที่ว่าฮ่องเต้มักจะกังวลเนื่องจากกลัวว่าคนรักจะต้องไปเสี่ยงอันตราย เมื่อติดต่อกันได้เขาจึงมักจะเอาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาปนกันมั่วจนความรู้สึกไม่มั่นคง เผลอขึ้นเสียงและทำท่าจะหาเรื่องทะเลาะอยู่หลายรอบโดยเฉพาะในปีสองปีแรก แต่กลับไม่เคยมีเลยสักครั้งที่พายุเสียงดังกลับ ชายหนุ่มยังคงให้เกียรติคนรัก คอยปลอบประโลมจนหายดีและรับฟังคำขอโทษจากฮ่องเต้ด้วยความตั้งใจ จนถึงตอนนี้พวกเขาเลยไม่เคยผิดใจกันนานเกินสามชั่วโมงเลยสักรอบ

ช่วงเวลาที่ได้พบหน้าปีละสองหรือสามครั้งคือช่วงเวลาที่ทั้งคู่ต่างเฝ้ารอ ความขุ่นเคืองและความกังวลทุกอย่างถูกขจัดออกจนหมดในวินาทีแรกที่ได้พบหน้า พวกเขาใช้เวลาสั้นๆ ไม่เกินสองอาทิตย์ในการอยู่ด้วยกันทุกวัน ชวนกันพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนั้นเรื่องนี้สารพัด และท้ายที่สุดก็จบลงด้วยการบอกลาที่สนามบินอีกครั้ง

ฮ่องเต้รู้เรื่องของพายุมากขึ้นเรื่อยๆ ในระหว่างที่พวกเขาคบกัน เขารู้ว่าชื่อที่พ่อบุญธรรมมอบให้คนรักหรือก็คือชื่อที่แท้จริงของอีกฝ่ายคือ ‘วลาดิเมียร์’ เขารู้ว่าคนรักเป็นทหารที่ทำงานอยู่ในหน่วยรบพิเศษและต้องเสี่ยงอันตรายมาตั้งแต่ยังเด็ก ยิ่งมีความสามารถมากก็ยิ่งถูกคาดหวังมาก จนสุดท้ายคุณพ่อบุญธรรมซึ่งแท้จริงมีตำแหน่งใหญ่โตทางการเมืองต้องดึงบุตรชายออกมาเพราะไม่อยากให้เสี่ยงอีกต่อไป 

ช่วงแรกๆ หรือก็คือช่วงที่พวกเขาได้พบกันใหม่ๆ เพียงแค่ดึงตัวมาช่วยงานบางอย่าง แต่ที่ใช้อำนาจทำให้ถอนตัวออกมาอย่างจริงจังคือเมื่อปีก่อนหลังจากบาดเจ็บหนักจากภารกิจ ด้วยเหตุนั้นพายุจึงกลายมาเป็นผู้ติดตามของบิดาตัวเองตั้งแต่ตอนนั้น

“พี่ยุจำตอนที่ผมบินไปหาเมื่อปีก่อนได้ไหม”

“จำได้สิ”

ตลอดระยะเวลาเกือบสี่ปีที่พวกเขาคบกันมา นอกจากพายุที่บินมาหาทุกปี ฮ่องเต้เองก็เคยบินไปหาอีกฝ่ายเช่นกัน แต่พวกเขาได้ใช้เวลาร่วมกันเพียงเล็กน้อย ฮ่องเต้เข้าใจดีว่าคนรักไม่อยากให้ใครรู้ถึงความใกล้ชิดระหว่างพวกเขาจึงไปในฐานะนักท่องเที่ยว พบกันเพียงไม่นานก็แยกไปคนละทาง เพราะที่ไปหาก็แค่ทนความคิดถึงไม่ไหวเท่านั้น

…แต่มีครั้งหนึ่งที่ฮ่องเต้บินไปหาด้วยความจำเป็น

เมื่อปีก่อนพายุได้รับภารกิจที่อันตรายเป็นอย่างมาก ถึงสุดท้ายภารกิจจะสำเร็จลุล่วง แต่ก็แลกมากับอาการบาดเจ็บจากการถูกยิงด้วยกระสุนสองนัดในตอนที่เขาพยายามช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีม ในเวลานั้นฮ่องเต้ได้รับสายจากคนที่เขาไม่รู้ชื่อ บอกว่าอาการของพายุหนักหนาพอควร หลังจากนั้นอีกฝ่ายก็จัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินให้ทุกอย่าง เมื่อเขาบินไปหาถึงโรงพยาบาลจึงพบว่าคนที่ติดต่อมาก็คือคนของพ่อบุญธรรมที่แท้จริงรู้เรื่องราวระหว่างพวกเขามาโดยตลอด

“ตอนนั้นผมบอกพี่ว่าอีกแค่ปีเดียวก็จะเรียนจบแล้ว และถ้าพี่ต้องการผมก็พร้อมจะไปอยู่ที่นั่นด้วย” ฮ่องเต้เอนกายพิงอกกว้างของคนรัก ปลายนิ้วลูบไล้หน้าท้องแข็งแรงที่เคยได้รับบาดเจ็บอย่างอ่อนโยน “แต่พี่ยุบอกว่าที่นั่นอันตรายเกินไป”

“พี่สร้างศัตรูเอาไว้มากมายทั้งในฐานะทหารและในฐานะลูกชายบุญธรรมของท่าน ที่สำคัญคือศัตรูที่ว่านั่นไม่ได้มีแค่คนนอก แต่คนในก็อันตรายไม่แพ้กัน เพราะงั้นถึงได้ไม่อยากให้เต้ไปอยู่ยาวๆ”

ตอนที่ฮ่องเต้ไปหาเขา พายุไม่ได้ไว้วางใจแม้จะเป็นการพบเจอระยะสั้นและคิดว่าระวังตัวยามออกไปเจอมากแล้วก็ตาม ทุกครั้งเขามักจะให้เพื่อนที่ไว้ใจได้ช่วยดูแลฮ่องเต้ตอนอยู่รัสเซียแบบห่างๆ ขณะที่ตัวเขาไม่อาจอยู่เคียงข้างได้ ถึงจะไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น แต่ก็ควรระวังเอาไว้เป็นดีที่สุด

“แล้วพี่ยุก็ไม่ได้อยากจะใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นด้วยใช่ไหม... ถ้าให้ผมเดาหากไม่ใช่เพราะคุณพ่อ พี่ยุคงแยกตัวออกมานานแล้ว”

พายุก้มลงมองคนฉลาดที่พิงอกเขาอย่างสบายใจแล้วยกยิ้มจาง ไม่แปลกใจเลยสักนิดที่ฮ่องเต้เข้าใจความคิดทุกอย่างของตัวเองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แม้แต่เจ้านายของเขาหรือก็คือพ่อบุญธรรมยังพูดว่าฮ่องเต้เป็นเด็กฉลาดตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบหน้า

“เต้ได้คุยกับท่านด้วยใช่ไหม”

“ครับ ได้คุยสิ” ฮ่องเต้นึกถึงบทสนทนาของตัวเองกับผู้ใหญ่ที่น่าเคารพท่านนั้น “ผมสัญญาเอาไว้แล้วด้วยว่าจะไม่แย่งพี่ยุมาจากท่าน...จนกว่าจะถึงเวลา”

“งั้นเหรอ” 

“ผมรู้ว่าพี่ยุเองก็ต้องการแบบนั้นเหมือนกัน” 

ไม่ว่าจะเกลียดชังสถานที่หรือผู้คนขนาดไหน ฮ่องเต้ก็ยังมั่นใจว่าคนรักต้องการอยู่กับผู้มีพระคุณจนถึงช่วงเวลาสุดท้าย...

“รออีกหน่อยได้หรือเปล่า” พายุจ้องมองคนที่ผละออกจากอ้อมกอดของเขาและหันกลับมามองหน้ากันด้วยแววตาอ่อนโยน “ขอเวลาให้พี่อีกนิด”

“ได้สิ” ฮ่องเต้ตอบรับอย่างง่ายดายพร้อมรอยยิ้มกว้าง ไม่มีสักนิดที่คิดเศร้าใจกับการถูกบอกให้รอคอยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความรู้สึกเหล่านั้นมันหายไปหมดตั้งแต่เขาเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างแล้ว “พี่ยุเคยบอกว่าพี่ยุไม่แน่ใจว่าตัวเองมีสิ่งที่เรียกว่าบ้านหรือเปล่า ตอนนั้นผมไม่กล้าตอบอะไรเพราะยังไม่มั่นใจ แต่ว่าตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้ว”

“…”

“ผมจะเป็นบ้านให้พี่ยุเสมอ ไม่มีทางหายไปไหนแน่นอน”

ยิ่งได้ยินคำพูดของคนรัก สายตาของพายุก็ยิ่งทวีความอ่อนโยนมากขึ้นทุกที ท้ายที่สุดเขาก็เป็นฝ่ายทนไม่ไหวก่อนจนต้องดันตัวขึ้นจากพนักโซฟา ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปแตะจูบลงบนริมฝีปากนุ่มอย่างแผ่วเบาทว่าเต็มไปด้วยความรักใคร่

“เข้าใจแล้ว”

“พี่ยุ” ฮ่องเต้เม้มปากที่เพิ่งถูกจูบแล้วกลั้นยิ้มจนเมื่อยหน้า ต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะกลับมาทำหน้าตาจริงจังเพื่อให้พูดถึงเรื่องสำคัญต่อไปได้ “ผมมีเรื่องจะบอก”

“เรื่องอะไร”

“ผมคิดว่าจะเรียนต่อโท” พอเห็นพายุชะงักไปเล็กน้อย ฮ่องเต้ก็เริ่มพูดถึงสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาตรงๆ “ตอนนี้ผมจบปีสี่แล้ว ถ้าไม่มีเป้าหมายอะไรก็คงต้องเริ่มทำงานเลย แต่ว่า...ผมอยากรอพี่ยุก่อน”

“…”

“ถ้าพี่พร้อม เรากลับไปที่ที่ได้เจอกันอีกรอบแล้วไปอยู่ที่นั่นด้วยกันนะ”

เพื่อให้ได้อยู่ด้วยกัน เพื่อให้พี่ยุยังคงสะดวกกับการเดินทางมาหา ฮ่องเต้จึงคิดจะเลือกเรียนต่อในเส้นทางที่สนใจ จากนั้นเมื่อพวกเขาพร้อมจะอยู่ด้วยกันอย่างถาวร เขาอยากจะไปเริ่มต้นใหม่ในสถานที่ที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติอย่างที่เคยฝันเอาไว้

…และสถานที่ที่พวกเขาได้พบกันเป็นครั้งแรกก็คือคำตอบ

ฮ่องเต้พูดอยู่เสมอว่าตัวเองชื่นชอบธรรมชาติ ยิ่งได้ไปใช้ชีวิตช่วงหนึ่งที่สวนดอกไม้ของคนรักพี่ชาย ความชื่นชอบนั้นก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องนี้พายุรู้ดีที่สุด ดังนั้นเขาจึงเข้าใจความหมายของทุกคำพูดที่ฮ่องเต้เอ่ยออกมาได้อย่างชัดเจน

“เอาสิ”

“ตอนนี้พี่จักรใช้ชีวิตอยู่ที่สวนดอกไม้ของภีม มุขเตรียมตัวจะไปอยู่ฝรั่งเศสกับคนรัก ครอบครัวของผมทุกคนมีความสุขกันหมดแล้ว เพราะงั้นถ้าพี่ยุพร้อมเมื่อไร เราก็ย้ายไปอยู่บ้านใหม่กันได้เลย”

“ทุกคนต้องยินดีกับเต้ เหมือนที่เต้ยินดีกับทุกคน”

“ผมก็คิดแบบนั้น”

ตอนที่พี่ชายกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ฮ่องเต้จำได้ว่าเขามีความสุขมาก แม้ต้องใช้ระยะเวลายาวนานกว่าพี่ชายของเขาจะพักรักษากายและใจจนหาย แต่ในที่สุดทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี 

ในระยะเวลาเกือบสี่ปีนี้มีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งพี่ชายและน้องชายของเขาต่างต้องพบเจอกับเรื่องราวหลายอย่างกว่าจะมีความสุขอย่างทุกวันนี้ ถึงแม้ฮ่องเต้จะเป็นคนเดียวที่ยังต้องรอคอยคนรัก แต่เขาก็ดีใจที่ทุกคนพบเจอกับพื้นที่ที่เป็นของตัวเอง และยังคงเชื่อมั่นว่าวันหนึ่งเวลาของเขากับพี่ยุจะมาถึงเช่นกัน

“แล้วตอนนี้คุณพ่อของพี่เป็นยังไงบ้าง”

“เข้าโรงพยาบาลบ่อยกว่าเดิม อาการแย่ลงนิดหน่อย”

“สถานการณ์อื่นๆ ล่ะ”

“ตอนนี้ท่านแทบจะมอบทุกอย่างให้ลูกชายแท้ๆ หมดแล้ว เพราะงั้นเลยไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องงานต่างๆ” พายุมองหน้าคนรักแล้วตัดสินใจบอกความจริงทุกอย่าง “ดูเหมือนเขาจะพยายามดึงพี่ไปเป็นผู้ติดตามของตัวเอง”

“ดึงพี่ไปทำงานด้วยทั้งที่เกลียดแทบตายน่ะเหรอ” ฮ่องเต้ขมวดคิ้วมุ่น ครุ่นคิดถึงเหตุผลต่างๆ มากมายจนสุดท้ายก็จบลงด้วยความคิดที่น่ากลัวที่สุด “เขาไม่ได้คิดจะทำร้ายพี่ใช่ไหม”

“ถึงท่านจะยอมให้พี่ไปทำงานกับเขาตามที่ถูกขอเพราะยังไงทางนั้นก็เป็นลูกแท้ๆ และต้องการการปกป้องจริงๆ แต่ท่านก็มอบทางหลบเลี่ยงให้โดยการอนุญาตให้พี่มีวันหยุดส่วนตัว ให้ไปดูแลเขาในฐานะผู้ติดตามเฉพาะเวลาที่ต้องออกนอกสถานที่ รวมถึงต้องไปรายงานตัวกับท่านทุกอาทิตย์ เพราะงั้นในตอนนี้ยังไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”

แม้จะได้ยินคำอธิบายยาวเหยียดของพายุ สีหน้าของฮ่องเต้ก็ไม่ได้ดูดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย กลับกันเขายิ่งขมวดคิ้วหนักกว่าเก่า ท่าทางเคร่งเครียดจริงจังจนคนมองต้องลูบมือเบาๆ เพื่อปลอบประโลม

“ฟังจากที่พี่ยุเล่าเรื่องของคนคนนั้น รวมถึงการที่ผมไปค้นหาข้อมูลของเขาทางเน็ต เขาดูไม่เหมือนคนที่จะขาดแคลนการดูแลเลยนะ ผมเชื่อว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้เขาต้องมีคนสนิทและการ์ดส่วนตัวที่มีฝีมืออยู่แล้ว ทำไมจู่ๆ ถึงได้ต้องการตัวพี่ยุ มองยังไงก็ไม่ปกติเลยสักนิด”

พายุพยักหน้ารับคำพูดของคนรักเงียบๆ โดยไม่ได้โต้เถียงหรือพยายามปฏิเสธ เพราะตัวเขาย่อมรู้ดีที่สุดว่ามันแปลกขนาดไหน และก็ไม่มีทางโกหกฮ่องเต้อยู่แล้วด้วย

“เขากำลังไม่ไว้วางใจ คงคิดว่าพี่จะมาเอาอะไรหลายๆ อย่างไปจากตัวเอง รวมถึงไม่ยอมรับในตัวตนของพี่ หากจำเป็นคงไม่ลังเลที่จะกำจัดกันเลยแม้แต่วินาทีเดียว เพราะงั้นการที่พี่ไปอยู่ใกล้ตัวก็เปรียบเสมือนการที่ควบคุมพี่เอาไว้ได้”

“แสดงว่าคุณพ่อ...”

“คนคนนั้นคือสายเลือดแท้ๆ ส่วนพี่เป็นแค่เด็กที่เก็บมาเลี้ยง ไม่มีตรงไหนที่เทียบกันได้เลยสักนิด ขอแค่มีเหตุผลมารองรับมากพอ จะอย่างไรท่านก็ยอมตามใจลูกแท้ๆ อยู่แล้ว”

ถึงจะพยายามปกป้อง มองหาทางหลีกเลี่ยงเอาไว้ให้ แต่ก็ไม่ได้ช่วยเหลืออย่างเต็มที่เพราะจะอย่างไรลูกแท้ๆ ก็สำคัญกว่าสินะ... 

ตอนที่เจอกับพ่อบุญธรรมของคนรัก ฮ่องเต้เคยคิดว่าอีกฝ่ายรักพี่ยุมาก เมื่อรู้ว่าตัวเองมีเวลาจำกัดจึงร้องขอต่อเขาตามตรงเพื่อให้พี่ยุยังอยู่ข้างกายจนถึงวันสุดท้าย แต่แท้จริงความรักที่ว่าก็ยังมีข้อจำกัด เหนือกว่าความรักที่มีให้พี่ยุคือความรักที่มีต่อลูกแท้ๆ ซึ่งตามใจมาโดยตลอด 

ไม่แปลกใจเลยสักนิดที่พี่ยุไม่เคยคิดว่าตัวเองสำคัญต่อคนทางนั้นเลย ที่มีให้กับพ่อบุญธรรมก็แค่ความกตัญญูเพียงอย่างเดียว

“ถ้าอย่างนั้นพี่ยุก็ต้องระวังให้มาก ดูแลตัวเองดีๆ อย่ายอมให้เขาทำร้ายเด็ดขาดนะ”

เพราะรู้ว่าสิ่งที่ทำได้มีจำกัด จะอย่างไรพี่ยุก็ยังอยากอยู่เคียงข้างพ่อบุญธรรมจนถึงช่วงเวลาสุดท้าย ฮ่องเต้จึงทำได้เพียงแสดงความเป็นห่วงและคอยย้ำบอกให้ระวังตัวอยู่เสมออย่างที่เคยทำมาโดยตลอด และความเข้าใจที่ไม่เคยบีบคั้นกันเลยสักครั้งนั่นก็ทำให้พายุสบายใจเหมือนอย่างทุกครั้ง

“พี่จะไม่ทำให้เต้ผิดหวัง”

“ผมจะผิดหวังก็แค่ตอนพี่ยุผิดหวังนั่นแหละ” ฮ่องเต้พูดด้วยสีหน้าจริงจังก่อนจะลุกขึ้นยืน จากนั้นดึงมือคนรักให้เดินตามขึ้นไปบนห้องนอนแล้วผลักอีกฝ่ายลงบนเตียง “ถึงเวลานอนแล้วครับ พี่ยุเดินทางมาทั้งวัน ตอนนี้พักผ่อนได้แล้ว”

“แล้วเต้ล่ะ”

“ผมรับงานแปลเอกสารเอาไว้ มีอะไรให้ทำเยอะแยะ พี่ยุไม่ต้องเป็นห่วงหรอก” 

“ไม่เหงาใช่ไหม”

“เหงาก็จะเดินเข้ามามองหน้าคนหลับ แค่นี้ก็ไม่เหงาแล้ว” ทั้งที่พูดด้วยน้ำเสียงติดตลก แต่สีหน้ากลับบ่งบอกชัดเจนว่าจะทำอย่างนั้นจริงๆ เห็นแล้วพายุก็ได้แต่ยิ้มจาง หลังจากบีบมือคนรักเบาๆ ทีหนึ่งจึงยอมหลับตาลงอย่างว่าง่าย

ฮ่องเต้นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงและจับมือคนที่เขารู้ว่าหลับยากเพียงใดเอาไว้เป็นเวลานานหลายนาที รอจนมั่นใจว่าพี่ยุหลับแล้วจริงๆ จึงค่อยๆ ลุกขึ้นเดินออกไปจากห้อง 

จนถึงตอนนี้ฮ่องเต้ก็ยังคงอยู่ที่บ้านหลังเดิมที่เคยอยู่กับน้องชาย แต่เพราะประมุขไปพักอยู่กับเกรย์ตั้งแต่เมื่อวาน ที่นี่จึงเหลือเพียงเขากับคนรักซึ่งเพิ่งเดินทางมาถึงในช่วงบ่ายของวันนี้เพียงสองคน 

พื้นที่เล็กๆ บนชั้นสองที่อยู่ระหว่างห้องของสองพี่น้องถูกปรับเปลี่ยนเป็นที่ทำงานชั่วคราวของฮ่องเต้ซึ่งมักจะรับงานมาทำในช่วงที่ตัวเองว่างอยู่เสมอ เขานั่งลงบนเก้าอี้ทำงาน ตามองเอกสารและจอคอมฯ​ ที่ถูกเปิดทิ้งไว้เงียบๆ พักหนึ่งจึงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วหลับตาลงช้าๆ

‘ฉันอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว อย่างดีก็อีกแค่สามหรือสี่ปีเท่านั้น’

ในช่วงเวลาที่บินไปหาคนรักซึ่งได้รับบาดเจ็บ ฮ่องเต้มีโอกาสได้พบกับพ่อบุญธรรมหรือก็คือเจ้านายของอีกฝ่าย ชายชราท่าทางใจดีทว่ามีดวงตาคมทรงอำนาจท่านนั้นพูดประโยคนี้ออกมาโดยไม่เกริ่นถึงเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น

‘เด็กคนนั้นสำคัญสำหรับฉันมาก’

เขาในตอนนั้นจ้องมองพ่อที่บอกว่ารักลูกตัวเองนิ่งงัน ไม่มีความหวาดกลัวใดๆ อยู่ในจิตใจแม้เพียงเศษเสี้ยว

‘จะถือว่าเป็นคำขอร้องจากคนเป็นพ่อก็ได้... อย่าเพิ่งพาเขาไปในที่ที่ฉันมองไม่เห็น อย่างน้อยก็จนกว่าฉันจะจากไป’

ฮ่องเต้ไม่ได้ลังเลเลยสักนิดยามตอบรับคำพูดนั้นด้วยความจริงใจ แน่นอนว่ามันไม่ใช่เพราะถูกร้องขอ หากเป็นสิ่งที่เขาตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วในเวลาเพียงเสี้ยววินาทีตอนนึกถึงใครอีกคน

‘ผมรู้ว่าพี่ยุก็ต้องการอยู่เคียงข้างท่านจนกว่าจะถึงช่วงเวลาสุดท้ายเช่นกัน เพราะงั้นผมจะเคารพความต้องการของพี่ยุและไม่มีทางขัดขวางเขาเด็ดขาด’

อาจเพราะพูดคุยกันรู้เรื่องและคู่สนทนาก็มีความประทับใจต่อเขาไม่น้อย ฮ่องเต้จึงได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับคนรักมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ของพี่ยุเมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น

...และมันก็ทำให้เขาเจ็บปวดไปทั้งใจจนต้องให้สัญญากับตัวเองว่าจะไม่มีวันทำให้คนคนนั้นเสียใจอีกเป็นอันขาด

ตั้งแต่จำความได้ พายุถูกเลี้ยงดูอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าร่วมกับเด็กๆ อีกหลายคน คงเพราะเขามีความสุขุมและเฉลียวฉลาดเกินกว่าวัยจึงทำให้ดูโตเป็นผู้ใหญ่ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็มักจะเข้าใจได้อย่างง่ายดาย ไม่เคยร้องไห้งอแงหรือแสดงออกถึงความเศร้าหมองให้ใครเห็นเลยสักครั้ง แต่ก็เพราะความเป็นผู้ใหญ่นั่นเองที่ทำให้เด็กชายดูแปลกแยกจนไม่มีใครอยากเข้าใกล้ เวลามีคนมาเยี่ยมชมสถานรับเลี้ยงก็ชอบหลบมุม ทั้งที่แท้จริงหน้าตาของตัวเองโดดเด่นมากจนน่าจะดึงดูดใครต่อใครได้ง่ายๆ แท้ๆ

ในวันสุดท้ายก่อนที่จะถูกย้ายตัวไปที่อื่นเพราะสถานรับเลี้ยงปิดตัวลง ยาคอฟที่เดินทางไปแถวนั้นพอดีมีโอกาสได้สบตากับเด็กชายโดยบังเอิญ นั่นเป็นเวลาเพียงเสี้ยววินาทีที่ตราตรึงจิตใจของผู้ไม่เคยคิดจะมีบุตรมาก่อน ท้ายที่สุดเขาก็ตัดสินใจรับเด็กคนนั้นเป็นลูกบุญธรรม และตั้งชื่อใหม่ให้ว่า ‘วลาดิเมียร์’ รวมถึงให้ใช้นามสกุลของตัวเอง เตรียมพร้อมจะผลักดันลูกชายคนใหม่อย่างเต็มที่

น่าเสียดายที่ยังไม่ทันได้ทำอะไรมากมาย หญิงสาวผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น เธอพาเด็กหนุ่มที่อายุน้อยกว่าพายุสองปีมาหายาคอฟและบอกว่านั่นคือลูกชายของเขา เพื่อรักษาหน้าตาและชื่อเสียงของตัวเองเอาไว้ หลังจากตรวจดีเอ็นเอจนแน่ใจ ยาคอฟจึงรับเด็กคนนั้นมาดูแลเอง ส่วนผู้เป็นแม่เพียงรับเงินก้อนหนึ่งก็ยอมจากไป จะอย่างไรระหว่างเธอกับเขาก็ไม่มีความรักใดๆ มาตั้งแต่ต้น ตอนที่ได้ใกล้ชิด พวกเขาแค่แลกเปลี่ยนความสุขทางกายกับเงินกันอย่างเท่าเทียม ต่างฝ่ายต่างไม่คิดว่าจะมีเด็กเกิดมา เนื่องจากยาคอฟในตอนนั้นก็ถือว่าอายุมากแล้ว

หญิงสาวคนนั้นบอกว่าเธอคิดว่าตัวเองท้องกับสามีคนปัจจุบัน แต่ยิ่งโตเด็กก็ยิ่งหน้าตาเหมือนพ่อแท้ๆ ช่วงแรกเธอหวาดกลัวจึงไม่กล้ามาบอกความจริง หากพอได้เห็นข่าวเรื่องที่ยาคอฟรับลูกบุญธรรม ประกอบกับสูญเสียสามีไปจากอุบัติเหตุ เธอที่เลี้ยงลูกคนเดียวไม่ไหวจึงคิดว่าควรจะพาเด็กกลับไปอยู่ในที่ที่เป็นของตัวเองมากกว่า ท้ายที่สุดจึงยอมเสี่ยงบากหน้าเอาลูกมาคืนให้กับคนที่เป็นพ่ออย่างแท้จริง

เมื่อมีลูกชายสายเลือดเดียวกันอยู่ในบ้าน ลูกชายบุญธรรมก็ถูกลดทอนความสำคัญลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งจากคนรับใช้หรือแม้แต่เจ้าของบ้านเอง พายุที่ไม่ได้รับความสนใจยังคงทำตัวเป็นปกติเหมือนเดิม เขาปัดความรู้สึกอบอุ่นซึ่งเพิ่งเคยได้รับจากครอบครัวใหม่ทิ้งไปอย่างไม่ใยดี นับจากนั้นมาจึงเหลือเพียงสถานะ ‘ผู้มีพระคุณ’ มอบให้กับคนที่คอยออกค่าเล่าเรียนและค่ากินอยู่ให้เขาเท่านั้น

อันที่จริงยาคอฟมีครอบครัวที่ค่อนข้างใหญ่โต ในบ้านหลังใหญ่ของเขามีทั้งพ่อแม่ น้องชาย น้องสาว รวมถึงภรรยาที่แต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทว่านอกจากตัวเขาเองก็ไม่มีใครให้การยอมรับพายุเลยสักคน ยิ่งคนในสายเลือดอย่าง ‘อเล็กซานเดอร์’ ปรากฏตัวขึ้น เขาก็ยิ่งจืดจางลงเรื่อยๆ จนแม้แต่ภรรยาของยาคอฟที่ตอนแรกให้ความเอ็นดูยังเลือกเอาใจผู้ใหญ่ด้วยการหันไปดูแลอเล็กซานเดอร์มากกว่า

เพราะเมื่อมีอเล็กซานเดอร์... ผู้หญิงร่างกายอ่อนแอที่ไม่อาจตั้งท้องหรือใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์อุ้มท้องลูกได้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอะไรอีกต่อไป เพียงตั้งใจเลี้ยงให้เขาคิดว่าเธอเป็นแม่ที่แท้จริงก็พอ

“คิดไว้หรือยังว่าอยากเรียนอะไร”

ครั้งหนึ่งยาคอฟเคยถามบุตรชายบุญธรรมด้วยความรู้สึกผิด หลังจากพบว่าเขาเอาแต่ตามใจลูกชายแท้ๆ อย่างอเล็กซานเดอร์มากเกินไปจนละเลยลูกชายอีกคน

“ผมอยากเป็นทหารครับ”

ในเวลานั้นพายุตอบโดยไร้ซึ่งความลังเล ดวงตาไร้อารมณ์ไม่มีวี่แววของความหวั่นไหวปรากฏให้เห็นแม้เพียงเศษเสี้ยว แต่ท่าทีเหล่านั้นกลับทำให้ยาคอฟหนาวเหน็บไปถึงใจ ไม่รู้เพราะเหตุใดเขาจึงรู้สึกราวกับได้สูญเสียลูกชายคนโตไปแล้ว

...และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

หลังจากพายุเลือกเดินไปในเส้นทางของทหารอย่างจริงจังตั้งแต่อายุไม่มาก เขาก็แทบไม่ได้กลับบ้านอีกเลย รวมถึงไม่ได้รับเงินจากพ่อที่ตัวเองไม่เคยเรียกว่าพ่อสักครั้ง จากเด็กชายเติบโตขึ้นเป็นเด็กหนุ่มและกลายเป็นชายหนุ่มที่เก่งกาจยิ่งกว่าใคร เขาได้เข้าร่วมหน่วยรบพิเศษด้วยฝีมืออันโดดเด่นในทุกด้าน ถึงอย่างนั้นกลับไม่เคยบอกเพื่อนร่วมงานเลยสักครั้งว่าแท้จริงบิดาบุญธรรมมีตำแหน่งใหญ่โตขนาดไหน

ยาคอฟแทบจะลืมไปแล้วว่าเขาได้เจอลูกครั้งสุดท้ายเมื่อไร วินาทีที่เห็นลูกชายคนโตถูกบังคับให้กลับมาที่บ้านในวันเกิดของน้องชาย เขาจำได้อย่างแม่นยำว่าสีหน้าของเด็กคนนั้นเป็นเช่นไร

มันไม่มีทั้งความสุข ความเศร้า ความโกรธเคือง... ไม่มีอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว ราวกับทุกสิ่งทุกอย่างรอบกายไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตัวเอง

“คุณพ่อครับ” 

ยาคอฟที่กำลังจะก้าวเดินเข้าไปหาลูกบุญธรรมหยุดเท้าลงเมื่อถูกอเล็กซานเดอร์เรียกเอาไว้ สายตาของเขากวาดมองลูกชายคนเล็กที่มีหน้าตาธรรมดา ทว่ายิ่งเติบโตยิ่งหน้าตาเหมือนตัวเอง ก่อนจะหันกลับไปมองลูกชายอีกคนที่มีหน้าตาหล่อเหลา หากกลับแตกแยกไปจากเขาโดยสิ้นเชิง จากนั้นจึงตัดสินใจหมุนกายเดินกลับไปหาแขกคนอื่นพร้อมเจ้าของวันเกิด

พายุที่ในเวลานั้นคือวลาดิเมียร์มองภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเฉยชา เสียงนินทาที่ได้ยินเป็นระยะไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอะไรเลยแม้แต่น้อย ในใจเพียงตั้งคำถามกับตัวเองเงียบๆ ซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่มีใครรู้

เมื่อไรจะได้ออกไปจากที่นี่กันนะ...

ชีวิตของเด็กที่เติบโตขึ้นมาด้วยตัวเอง ไม่มีสิ่งใดให้ยึดติด ไม่มีสิ่งใดที่ต้องการ หากไม่ใช่เพราะมีภารกิจหรือก็คือคำสั่งให้ปฏิบัติตามจากภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่ เขาคงไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป 

นอกจากตอนที่บอกว่าต้องการเป็นทหารเพื่อให้หลุดพ้นออกไปจากครอบครัวที่ไม่ต้องการตัวเอง พายุไม่เคยมีความต้องการอื่นใดแม้แต่อย่างเดียว ทุกๆ วันของเขาเปรียบเสมือนการใช้ชีวิตเพื่อทำหน้าที่และตอบแทนบุญคุณของคนที่รับมาเลี้ยง แม้จะไม่ได้รู้สึกถึงความรักอะไร แต่เขาก็ยังยืนยันว่ายาคอฟคือผู้มีพระคุณ เพราะอย่างน้อยอีกฝ่ายก็ช่วยเหลือดูแลในตอนที่เขายังยืนด้วยตัวเองไม่ได้

และก็เป็นคนที่สอนให้เขาได้รู้จักกับคำว่าความอบอุ่น... แม้จะเป็นเวลาเพียงไม่นานก็ตาม

ภาพของลูกชายคนโตซึ่งยืนสงบนิ่งอยู่ที่มุมหนึ่งของบ้านเพียงลำพังทำให้ยาคอฟค้นพบว่าเขาทำร้ายเด็กหนึ่งมานานขนาดไหน หากย้อนเวลากลับไปได้ในเวลานั้นเขาคงเลือกปล่อยให้ลูกใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนทหารต่อไป ไม่บีบบังคับให้ต้องกลับบ้านมาพบเจอกับผู้คนมากมายที่ทำเหมือนอีกฝ่ายไม่มีตัวตน

ยาคอฟแทบจะละทิ้งความเมตตาและความใจดีของตัวเองไปตั้งแต่เขาก้าวขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น กับลูกแท้ๆ แม้จะตามใจมากเพียงใด เขาก็ไม่ได้แสดงออกถึงความรู้สึกจริงๆ ให้เห็นมากนัก ทั้งยังเข้มงวดกวดขันยิ่งกว่าอะไร มีเพียงตอนที่มองลูกชายคนโตเท่านั้นที่ในสายตามีความอ่อนโยนเนื่องจากยังคงรู้สึกผิด แล้วก็เพราะการกระทำเช่นนั้นเองที่ทำให้คนรอบข้างเข้าใจผิดไปไกล โดยเฉพาะกับอเล็กซานเดอร์ที่มองพี่ชายเป็นเหมือนศัตรูและเกลียดชังยิ่งกว่าอะไร

ในสายตาของอเล็กซานเดอร์ พี่ชายคนละสายเลือดคือผู้ที่จะเข้ามาแย่งทุกอย่างไป ตั้งแต่ยังเล็กความคิดเช่นนี้ก็ถูกปลูกฝังอยู่ในหัวมาโดยตลอด ยิ่งถูกห้อมล้อมด้วยผู้คนที่ชิงชังเด็กนอกสายเลือด รวมถึงได้เห็นท่าทีที่บิดามีต่ออีกฝ่าย เขาก็ยิ่งเกลียดชังพี่ชายมากขึ้นเรื่อยๆ ความโหดร้ายของโลกแห่งการเมืองกับธุรกิจและสภาพแวดล้อมของครอบครัวทำให้จิตใจของเด็กคนหนึ่งเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน แม้จะเติบโตขึ้นมากก็ยังไม่อาจลบเลือนนิสัยที่ถูกปลูกฝังได้หมด

ความชิงชังรังเกียจจากคนอื่นๆ ล้วนแล้วแต่อยู่ในการรับรู้ของพายุ แต่เขาไม่ใส่ใจมันเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะผ่านไปนานเพียงใดก็ยังมองทุกอย่างด้วยสายตาราบเรียบราวกับไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตนอยู่เหมือนเดิม

ยาคอฟรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของลูกชายคนโตเป็นครั้งแรกตอนที่เขาถูกครอบครัวร้องขอให้ไปพักผ่อนที่เมืองไทย ในช่วงเวลาที่เขาเริ่มถอนตัวออกจากการเมือง ถูกตามเอาชีวิต ทั้งยังตรวจพบว่าตัวเองกำลังเป็นโรคร้ายและจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปี วันที่ได้เข้าพักในรีสอร์ทเล็กๆ แห่งหนึ่ง นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาพบว่าแววตาที่เคยเฉยชาดูราวกับมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“ก่อนหน้านี้ท่านบอกว่าให้ผมมาพักผ่อนที่นี่ ไม่จำเป็นต้องทำงานเหมือนคนอื่น”

“แล้วลูกก็ปฏิเสธ”

“ตอนนี้ผมอยากพักผ่อนแล้วครับ”

เด็กชายที่เคยตัวเล็กนิดเดียวเติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่แสนเข้มแข็ง ทว่านั่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ยาคอฟได้ยินลูกชายเอ่ยความต้องการของตัวเองออกมาตรงๆ เขาในตอนนั้นดีใจมากจนรีบบอกให้อีกฝ่ายทำทุกอย่างตามใจ แล้วยังบังคับให้เอารถของตัวเองไปใช้ 

จะอย่างไรนั่นก็คือลูก แล้วจะให้ใช้รถของการ์ดได้ยังไง

ยาคอฟรู้ดีว่าลูกชายของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ แม้ไม่รู้ถึงเหตุผลที่ชัดเจน แต่เขาก็ยังคิดว่าจะเว้นพื้นที่ส่วนตัวให้แก่พายุ ไม่ส่งคนไปสืบหรือก้าวก่าย เพียงต้องการมองดูความเปลี่ยนแปลงในด้านดีที่เกิดขึ้นอยู่ห่างๆ 

จนกระทั่งพวกเขาเดินทางกลับไปรัสเซียอีกครั้ง...

ในช่วงเวลาที่จู่ๆ คนในครอบครัวก็พูดถึงเรื่องอายุและการแต่งงาน คนที่ทำตัวเฉยชาว่าง่ายมาโดยตลอดพลันเปลี่ยนสีหน้าเป็นดุดัน กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่าตัวเองมีคนรักอยู่แล้ว อีกทั้งคนรักที่ว่ายังเป็นผู้ชาย สถานการณ์ที่เคยย่ำแย่อยู่แล้วก็ยิ่งย่ำแย่เข้าไปใหญ่

ไม่มีใครในครอบครัวที่ยอมรับเรื่องการคบหาของเพศเดียวกันได้ แม้แต่ยาคอฟก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ในช่วงแรกเขาจึงรับฟังคำก่นด่าสารพัดที่คนรอบตัวมีต่อลูกคนโตโดยไม่ได้พูดอะไร หากยิ่งเวลาผ่านไปเด็กคนนั้นกลับยิ่งดูเย็นชาและห่างไกลมากขึ้นทุกที กว่าสงครามเย็นที่กินเวลานานเป็นปีๆ จะเบาบางลง เขาก็ได้ข่าวเรื่องที่ลูกได้รับบาดเจ็บจากภารกิจเข้าเสียก่อน 

ยาคอฟส่งคนไปสืบเรื่องของฮ่องเต้ตั้งแต่รู้ว่าลูกชายมีคนรัก ด้วยเหตุนั้นเมื่อเห็นคนที่มีอาการสาหัสเรียกร้องจะเจอคนเพียงคนเดียว ไม่ชายตามองใครอื่นเลยแม้แต่น้อย หัวใจของคนเป็นพ่อพลันเจ็บปวดรวดร้าว

“ติดต่อไป เรียกเด็กคนนั้นมาที่นี่”

ตัวเขาเองยังคงไม่ยอมรับ แต่เพราะรู้ดีว่าหากยังดื้อรั้น แม้แต่ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตก็คงไม่อาจได้พบลูกอีก ทางเดียวที่ทำได้จึงเหลือเพียงยินยอมเท่าที่พอไหว อย่างน้อยก็เพื่อชดเชยให้แก่พายุ แม้จะรู้ตัวดีว่าไม่มีทางชดเชยได้หมดก็ตาม

ถึงจะยังยอมรับเรื่องที่ลูกชายมีคนรักเป็นเพศเดียวกันไม่ได้ในตอนนี้ และก็ไม่รู้ว่าเวลาที่เหลืออีกไม่มากจะยอมรับได้หรือไม่ แต่เพื่อให้ยังได้เห็นสีหน้าที่ดูมีชีวิตชีวาของลูกชายคนโตต่อไป ยาคอฟจึงเลือกที่จะปิดตาข้างหนึ่ง เพียงปล่อยให้ทั้งคู่ใช้ชีวิตไปตามใจ ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรด้วย ขอแค่ครอบครัวของเขาทั้งหมดยังอยู่เคียงข้างจนถึงช่วงเวลาที่ต้องจากไปก็พอแล้ว

“แล้วหลังจากนั้นล่ะครับ”

ในช่วงเวลาที่ฮ่องเต้ได้พูดคุยกับพ่อบุญธรรมของคนรัก หลังจากฟังเรื่องราวของพี่ยุทั้งหมด เขากำมือแน่นแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง

“หลังจากนั้น?”

“ฟังจากที่ท่านเล่ามาทั้งหมด... ผมคิดว่าท่านกำลังต้องการบอกว่าหลังจากที่ท่านจากไปแล้ว ไม่ว่าลูกหลานจะเป็นยังไง พี่ยุจะโดนทำร้ายขนาดไหนก็ไม่ต้องสนใจ ขอแค่ช่วงที่ท่านยังอยู่ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีก็พอ”

“…”

“ผมไม่ได้แปลกใจหรอกครับ คิดเอาไว้อยู่แล้ว” ฮ่องเต้หัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้มีท่าทีประหลาดใจเมื่อเห็นชายชราตรงหน้าหยุดชะงักไปเลยแม้แต่น้อย “ที่ผมรับปากว่าจะให้พี่ยุอยู่กับท่านต่อไปเป็นเพราะผมรู้ดีว่าพี่ยุต้องการทดแทนบุญคุญของท่าน ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุผลที่ว่าผมคงไม่รับปากอย่างมั่นใจ... โชคดีแล้วที่พี่ยุไม่มีความผูกพันใดๆ มอบให้กับคนทางนั้น”

“…”

“พวกคุณทั้งหมด... ไม่มีใครคู่ควรกับความรักและความหวังดีของพี่ยุเลยสักคน”

 

---------

 

แจ้งข่าว: ตอนนี้เราเขียนเรื่องนี้จบเรียบร้อยแล้วนะคะ กำลังจะเปิดพรีวันที่ 5 กุมภา 64 นี้แล้ว เพราะงั้นตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่สี่จะมาลงให้วันละตอนค่ะ หลังเปิดพรีแล้วจะทยอยลงเหมือนเดิม เรื่องนี้เราลงจบแน่นอนไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ 

สำหรับใครที่รอซื้อหนังสือ วันที่ห้าจะเอารายละเอียดมาแปะในหน้าอ่านนิยายให้ค่ะ

 

ช่องทางการติดตาม

FB : Chesshire.

Twitter : @Chesshire04

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 51 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

88 ความคิดเห็น

  1. #66 deedee2015 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 มีนาคม 2564 / 12:17
    เรื่องนี้เป็นนิยายแบบเล่าเรื่องสินะ บทพูดน้อยมาก สี่ปีที่เขาคบกัน คบตอนไหน? ถ้าหลังจากท่านไม่อยู่จะมีบทพูดมากขึ้นไหมนะ
    #66
    0
  2. #51 baekbow (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 / 00:18
    พอรู้ว่าพี่ยุถูกอเล็กซ์ดึงตัวไปก็เริ่มหวั่นใจแล้วอ่ะ จะมีมาม่าไหมเนี่ย มันดูอันตรายมากเลย แถมก็อยากถามคำถามเดียวกับเต้เหมือนกัน แล้วหลังจากคุณท่านตายไปล่ะ พี่ยุจะมีชีวิตยังไง ให้อิสระเขาได้ไหม?
    #51
    0
  3. #30 Inthukarnw (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 / 15:16
    เชือดเลยลูก คนบ้านนี้ไม่คู่ควรจริงๆ
    #30
    0
  4. #29 pp.pcyn (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 / 01:02
    จุกไปเลยยย
    #29
    0
  5. #28 filmfilm12123 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 / 18:22
    ดีมากกกก
    #28
    0
  6. #27 Oniberon (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 / 18:00
    พายุผู้น่าสงสาร 😭
    #27
    0
  7. #26 sanghormiz (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 / 17:11
    แงงมันดือมากๆ♡˖꒰ᵕ༚ᵕ⑅꒱
    #26
    0