3KINGS ตอน ฮ่องเต้

ตอนที่ 5 : HONGTAE-4-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 756
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 65 ครั้ง
    25 ม.ค. 64

-4-

‘พี่จะพยายามให้เต็มที่ ถึงสุดท้ายไม่สมหวังก็ไม่เป็นไร’

ฮ่องเต้ได้เข้าใจว่าคำพูดของพี่ยุหมายความว่าอย่างไรก็ตอนที่อีกฝ่ายมายืนอยู่ตรงหน้า กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่าอีกไม่นานจะต้องเดินทางกลับรัสเซีย

“ต้อง...กลับแล้วเหรอ” เพราะไม่อาจควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้เลยแม้แต่น้อย น้ำเสียงที่เอ่ยถามกลับไปจึงสั่นเทาและแห้งผากอย่างเห็นได้ชัด สร้างความปวดร้าวให้กับคนฟังจนพายุต้องโอบผู้พูดเข้ามากอดแนบอกแล้วถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความปวดใจไม่แพ้กัน

ระยะเวลาหกเดือนที่ได้เจอหน้ากันทุกวันไม่ใช่ระยะเวลาสั้นๆ แม้พวกเขาจะตกลงคบหากันตั้งแต่เมื่อหนึ่งเดือนก่อน แต่นอกจากความรู้สึกที่นับวันมีแต่จะยิ่งเพิ่มขึ้น สิ่งอื่นๆ ล้วนแล้วแต่ยังเป็นเหมือนวันแรกที่ได้พบหน้า พายุเคยให้เกียรติฮ่องเต้อย่างไรก็ยังทำอย่างนั้น คนที่ถูกดูแลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนจึงเผลอตัวและเคยชินไปโดยไม่ได้ตั้งใจ พอได้ยินว่ากำลังจะต้องห่างกันไปไกลก็อดใจหายไม่ได้ ถึงจะคาดเดาเรื่องนี้เอาไว้แล้วก็ตาม

ฮ่องเต้หลอกตัวเองมาโดยตลอด... ทั้งที่พี่ยุก็เคยพูดเอาไว้แล้วว่าถึงเจ้านายจะใช้ข้ออ้างว่ามาพักผ่อน แต่จริงๆ มันมีอะไรมากกว่านั้น พวกเขาถึงยังอยู่ในประเทศไทยได้หลายเดือน หากกลับกลายเป็นตัวเขาเองที่พยายามผลักเรื่องนั้นทิ้งไปเพราะไม่อยากเสียใจเมื่อคิดว่าวันหนึ่งต้องห่างกัน แล้ววันที่ว่านั่นก็มาถึงจริงๆ

“พี่ขอโทษที่ไม่พูดให้ชัดตั้งแต่แรก”

แท้จริงพายุก็ไม่ได้ต่างจากฮ่องเต้ เขาอาจเคยพูดอ้อมๆ มาหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้บอกให้ชัดเช่นกันว่าตัวเองไม่อาจอยู่ที่นี่ได้อย่างถาวร ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นเพราะความเห็นแก่ตัวที่ไม่อยากตัดโอกาสตั้งแต่ต้น

หากพูดไปแล้วฮ่องเต้รับไม่ได้ ตัดสินใจบอกลาเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ต้องผูกพันไปมากกว่าเดิม เขาคงไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร

ไม่ว่าใครต่างก็มีด้านที่เห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น

“ผมเข้าใจ” 

ฮ่องเต้ไม่ใช่คนโง่ ถ้าต้องการตั้งคำถามมีหรือจะหาคำตอบไม่ได้ แต่เพราะเขายังอยากหลอกตัวเองอยู่ต่างหากจึงปล่อยให้ทุกอย่างล่วงเลยมาถึงจุดนี้

พี่ยุมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ไม่อาจทิ้งสิ่งเหล่านั้นเพื่อความรักเพียงอย่างเดียว

ทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับเขา

ขึ้นอยู่กับคนที่ไม่เคยสมหวังกับการรอคอยเลยสักครั้งอย่างเขา...ว่าจะรอได้หรือไม่

ฮ่องเต้เม้มปาก กลืนถ้อยคำที่คิดจะพูดว่า ‘จะรอ’ กลับลงไป ก่อนตัดสินใจเงยหน้าสบตาพายุ เอ่ยคำพูดน่าปวดใจที่ตรงกับความเป็นจริงที่สุดสำหรับเขาออกมา

“ผมเกลียดการรอคอย... เพราะงั้นเลยไม่แน่ใจว่าตัวเองจะอดทนได้นานขนาดไหน”

“ไม่เป็นไร” พายุตอบทันควันโดยไม่เสียเวลาหยุดคิด “ก่อนหน้านี้ตอนที่เรายังไม่ได้คบกัน พี่เคยบอกว่าจะพยายามให้เต็มที่ ถึงสุดท้ายไม่สมหวังก็ไม่เป็นไร... แต่ตอนนี้พี่เริ่มไม่มั่นใจแล้ว”

คงเพราะจริงจังมากเลยไม่อยากผิดหวัง

“…”

“นี่อาจจะเป็นวิธีที่ขี้โกงไปหน่อย แต่คนทื่อๆ แบบพี่คิดได้แค่นี้จริงๆ” สร้อยคอห้อยจี้รูปพายุอันเป็นที่มาของชื่อที่ฮ่องเต้ตั้งให้ถูกยื่นไปตรงหน้าคนที่เอาแต่จ้องมองกันนิ่ง “พี่อยากฝากสร้อยเส้นนี้ไว้ที่เต้”

ฮ่องเต้เม้มปาก ดวงตาสั่นสะท้าน เพียงแค่คำพูดประโยคเดียวกับของหนึ่งชิ้นที่ไม่ได้มีมูลค่าอะไรมากมายก็แทบจะทลายกำแพงในใจของเขาได้หมดแล้ว

“ขี้โกงจริงๆ ด้วย”

มีของติดตัวแบบนี้แล้วจะหยุดคิดถึงหรือทำใจยอมแพ้ได้ยังไงกัน

ทั้งที่รู้ดีว่าหากรับมาคงไม่อาจเปลี่ยนใจในภายหลังได้ง่ายๆ แต่ฮ่องเต้ก็ยังยินยอมยืนนิ่งให้คนตรงหน้าสวมสร้อยให้โดยไม่ได้ขยับหนี คงเพราะก่อนหน้านี้ได้ฟังมาแล้วว่าสร้อยเส้นนี้มีความสำคัญต่ออีกฝ่ายมากเพียงใด เมื่อได้รับมาจึงแทบจะหลงลืมเรื่องอื่นๆ ไปจนหมด

ตอนที่เริ่มคบกัน ฮ่องเต้เคยถามคนรักว่าสร้อยเส้นนี้ได้มาจากไหน เพราะดูจากภายนอกพี่ยุไม่เหมือนคนที่ชอบใส่เครื่องประดับ นั่นหมายความว่ามันน่าจะมีความสำคัญมากพอควร และเขาก็ได้รู้ว่ามันคือของขวัญชิ้นสุดท้ายที่พี่ยุได้รับมาจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าจึงใส่ติดตัวมาโดยตลอดจนกลายเป็นความเคยชิน แม้ตัวสร้อยจะเปลี่ยนไปหลายเส้นแล้ว แต่จี้รูปพายุยังคงเป็นอันเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

“สร้อยนี่ไม่ได้มีราคาอะไรมากมาย แต่พี่ใส่ติดตัวเอาไว้ตั้งแต่ยังเด็กจนกลายเป็นเหมือนของแทนตัวไปแล้ว จากนี้ไปพี่ขอฝากเอาไว้ที่เต้ คิดว่าเป็นของแทนใจก็ได้”

“พี่ยุ...”

“ถ้าวันไหนเต้เหนื่อยเกินกว่าจะอดทน หรือคิดว่าอยากให้เรื่องระหว่างเราจบลง จะเอามันคืนให้พี่หรือทิ้งไปเลยก็ได้”

ฮ่องเต้ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของคนรัก แต่เพราะไม่รู้ว่าควรเถียงอะไร เนื่องจากเข้าใจว่าพี่ยุพยายามเหลือทางลงให้กับเขา ท้ายที่สุดจึงทำได้เพียงกุมจี้รูปพายุเอาไว้โดยไม่ได้พูดอะไร 

พวกเขาทำความรู้จักกันมาห้าเดือนก่อนจะตัดสินใจคบกันก็จริง แต่ในระยะเวลาห้าเดือนที่ได้รู้จักกับอีกหนึ่งเดือนที่ได้คบกันนั้นไม่มีเลยสักวันที่ไม่ได้พบหน้า นอกจากช่วงเวลาที่ใช้ไปกับการเรียน ฮ่องเต้แทบจะใช้เวลาทั้งหมดไปกับพายุ หลังจากประมุขรู้เรื่องยังมีบางครั้งที่พายุนอนค้างที่บ้านเสียด้วยซ้ำ เพราะงั้นจึงไม่แปลกเลยที่พวกเขาจะรู้จักกันดีขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้ต่างฝ่ายต่างอ่านท่าทีและความรู้สึกระหว่างกันและกันออกเกือบหมดแล้ว

พายุรับรู้ได้ในทันทีว่าคนรักกำลังไม่พอใจ แต่ความไม่พอใจนั้นกลับทำให้เขารู้สึกดีใจอยู่ลึกๆ เพราะมันหมายความว่าฮ่องเต้ไม่เคยคิดถึงเรื่องที่พวกเขาจะจบกันเลยแม้แต่น้อย ยิ่งคิดดวงตาคู่คมก็ยิ่งอ่อนโยนมากขึ้นเรื่อยๆ ปลายนิ้วแตะลงบนคิ้วที่ขมวดมุ่นของฮ่องเต้ก่อนจะนวดคลึงเบาๆ เพื่อบอกให้หยุดทำหน้ายุ่งเสียที

“พี่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย แล้วการมาไทยก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพราะงั้นถ้ามีเวลาเมื่อไรพี่จะมาหาเต้ทันที” เมื่อพูดมาถึงตรงนี้พายุก็นิ่งไปเล็กน้อยแล้วค่อยๆ พูดต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคง “ช่วงแรกๆ อาจจะลำบากหน่อยเพราะพี่คงมีเวลาน้อย แต่ในระหว่างนี้พี่จะจะคิดเกี่ยวกับอนาคตของเราอย่างจริงจัง พี่สัญญา”

ในตอนนี้อาจจะยังทำอะไรไม่ได้ในทันที และพวกเขาก็เพิ่งเริ่มคบกันเพียงไม่นาน แต่ในอนาคตพายุมั่นใจว่าเรื่องราวทุกอย่างจะต้องมีทางออกอย่างแน่นอน ก่อนเวลานั้นจะมาถึงเขาคงทำได้เพียงภาวนาให้ฮ่องเต้อดทนต่อระยะทางได้ไม่ต่างจากตัวเอง

“ผม...จะรอสักหน่อยก็ได้” ฮ่องเต้ที่ตอนนี้กลับมามีสีหน้าเป็นปกติเหมือนเดิมแล้วพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ขอแค่ได้ติดต่อกันบ้าง ไม่ใช่หายไปเฉยๆ แล้วปล่อยให้ผมรอคอยอย่างไร้จุดหมายก็พอ”

“เข้าใจแล้ว”​ พายุตอบรับอย่างหนักแน่น ส่วนคนฟังพยักหน้าน้อยๆ ด้วยความพอใจ

คงเพราะคนที่รับปากคือคนคนนี้ ฮ่องเต้ถึงได้อยากจะลองเสี่ยงดูสักครั้ง เขามั่นใจมากว่าตอนนี้ตัวเองมอบใจให้พี่ยุไปเกินกว่าครึ่ง แล้วมันก็มากขึ้นทุกวันจนตัวเขาเองยังรับรู้ได้ว่าหากผิดหวังขึ้นมาคงจะต้องเจ็บช้ำจนไม่อยากทุ่มเทให้กับความรักอีกต่อไป

ต่อให้ใครจะมองว่านี่เป็นเพียงความหลงหรืออะไรก็ตาม แต่ฮ่องเต้เชื่อมั่นว่าเขามองคนไม่ผิด ระยะเวลาที่ได้ใช้ร่วมกันมาหกเดือนทำให้เขามั่นใจว่าตัวตนของพี่ยุที่แสดงออกมาทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นของจริง และมันก็เป็นตัวตนแบบที่เขาชื่นชอบและหลงรักมาจนถึงตอนนี้

“แล้วนี่พี่จะกลับวันไหนเหรอครับ” ฮ่องเต้ถามขณะเดินตามแรงจูงของพายุไปนั่งลงบนโซฟา พอได้ที่แล้วก็ทิ้งตัวพิงอกคนข้างกายเอาไว้ตามความเคยชิน โชคดีที่วันนี้ประมุขมีเรียน กว่าจะกลับก็คงช่วงเย็น คนเป็นพี่เลยไม่ต้องระแวดระวังน้องชายที่ชอบส่งสายตาวิบวับคล้ายอยากแซวมาให้

“อาทิตย์หน้า” 

“เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ”

“เพราะเรื่องทางนั้นเรียบร้อยดีแล้ว เจ้านายของพี่เลยจำเป็นต้องกลับไปจัดการ” พายุเงียบไปเล็กน้อยคล้ายกำลังครุ่นคิดว่าอะไรพูดได้หรือไม่ได้ จากนั้นจึงอธิบายต่อเพื่อให้คนในอ้อมกอดเข้าใจสถานการณ์ไปด้วย “นอกจากจะมาพักผ่อนรักษาตัวที่นี่ ท่านยังมาอาศัยอยู่ชั่วคราวเพื่อหลบเลี่ยงปัญหาที่เกิดขึ้นทางฝั่งนั้นตามคำขอของครอบครัวด้วย”

ฮ่องเต้พยักหน้า ถึงจะไม่ได้เข้าใจสถานการณ์ดีนักแต่เขาก็พอจะเดาได้ ก่อนหน้านี้พี่ยุเคยบอกเอาไว้ว่าเจ้านายมาไทยเพื่อพักผ่อน หลังจากพบเจอกับความเครียดโดยไม่ได้พักมานานหลายปี ประกอบกับมีปัญหาทางด้านสุขภาพจึงอาศัยโอกาสนี้มารักษาตัวอย่างเต็มที่ เมื่อรวมกับข้อมูลที่เขาเพิ่งได้รับเมื่อครู่ทุกอย่างก็ดูลงตัวไปหมด ดูเหมือนว่างานทางฝั่งรัสเซียของเจ้านายจะมีปัญหาที่น่าจะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของอีกฝ่ายมากพอควร ครอบครัวที่เป็นห่วงจึงขอให้หลบเลี่ยงมารออยู่ที่ไทยแล้วรักษาตัวไปก่อน เมื่อทางนั้นจัดการเรื่องราวเสร็จหมดค่อยกลับไป

...และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ว่าแล้ว

“พี่ยุเคยบอกว่าเจ้านายมีลูกชายที่รับช่วงต่อจากงานทั้งหมด...”

“ใช่ ลูกชายคนนั้นคอยจัดการทุกอย่างแทนพ่อ ถึงอำนาจทั้งหมดยังไม่ได้ถ่ายโอนอย่างสมบูรณ์ แต่พี่คิดว่าคงอีกไม่นานแล้ว”

“แล้วพี่ยุล่ะ”

“หืม”

“พี่ยุมีอะไรเกี่ยวข้องกับเจ้านายคนนั้นด้วยใช่ไหม” ฮ่องเต้ถามถึงสิ่งที่สงสัยมากที่สุดอย่างตรงไปตรงมา หลังจากใช้เวลาระยะหนึ่งลองเชิงจนมั่นใจว่าแท้จริงอีกฝ่ายก็ไม่ได้คิดจะปิดบังอะไร เพียงไม่อยากพูดถึงเสียมากกว่า “ผมไม่คิดว่าพี่จะเอารถของเจ้านายมาใช้ได้ตามใจ แถมยังไปไหนมาไหนกับผมได้ทุกวันถ้าเป็นแค่ทหารที่ทำหน้าที่บอดี้การ์ดธรรมดา”

ฮ่องเต้คิดจะผละกายออกเพื่อให้มองหน้าพายุได้ชัดมากขึ้น แต่ก่อนจะได้ทำเช่นนั้นกลับถูกโอบบ่าเอาไว้ เขาจึงทำได้เพียงเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของคนที่กอดตัวเองเอาไว้ทั้งอย่างนั้น

“สำหรับพี่ เขาคือเจ้านาย เป็นผู้มีพระคุณ”

“ผู้มีพระคุณเหรอ”

“พี่เคยอยู่ที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า เรื่องนั้นเต้คงรู้อยู่แล้ว”​ พายุพูดถึงเรื่องราวของตัวเองด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ “เจ้านายของพี่คือคนที่พาพี่ออกมาจากที่นั่น”

“หมายความว่าท่านรับเลี้ยงพี่ยุเป็นลูกบุญธรรมเหรอครับ”

“จะว่าแบบนั้นก็ได้ เพราะจนถึงตอนนี้พี่ก็ยังใช้ชื่อและนามสกุลที่ท่านมอบให้ แต่ด้วยสถานะของพี่ทำให้ไม่สะดวกจะบอกชื่อกับคนนอก ปกติในกลุ่มเพื่อนร่วมงานก็ต้องใช้โค้ดเนมทั้งหมดอยู่แล้ว อีกอย่าง...พี่คิดว่าตัวเองไม่เหมาะกับชื่อนั้น ครอบครัวของท่านก็คงคิดเหมือนกัน”

ไม่ต้องให้อธิบายต่อฮ่องเต้ก็พอจะคาดเดาได้ว่าครอบครัวนั้นคงไม่ได้ยอมรับพี่ยุเท่าไรนัก พอคิดว่าอีกฝ่ายต้องอยู่กับความรู้สึกไม่เป็นที่ยอมรับมานานขนาดไหน เขาก็อดรู้สึกปวดใจไม่ได้จนต้องลูบมือใหญ่ที่โอบกอดตัวเองเอาไว้เบาๆ

“พี่ยุชื่อพายุก็เท่อยู่แล้ว แค่คนต่างชาติอาจจะเรียกไม่สะดวกเท่านั้นเอง”

“เต้ยังอยากรู้ชื่อจริงของพี่อยู่หรือเปล่า”

“พี่ยุบอกไม่ได้ไม่ใช่เหรอ”

“เต้ไม่ใช่คนนอกอีกแล้ว” 

น้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนของผู้พูดทำให้ฮ่องเต้อบอุ่นไปทั้งใจ เขาอมยิ้มน้อยๆ ก่อนตอบกลับด้วยความมั่นใจ

“ในเมื่อพี่ยุไม่อยากพูดถึงชื่อนั้นก็ไม่ต้องพูดถึงหรอกครับ ผมไม่อยากรู้แล้ว พี่ยุเป็นพี่ยุนั่นแหละดีที่สุด”

“อาจเพราะไม่ได้รับการยอมรับพี่เลยต่อต้านชื่อนั้นอยู่ลึกๆ แต่นอกเหนือจากนั้นยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง...” พายุใช้มือข้างที่ว่างแตะลงบนหลังมือของฮ่องเต้ที่วางอยู่บนหน้าขา จากนั้นค่อยๆ ประสานนิ้วของพวกเขาเข้าด้วยกัน “งานของพี่เป็นงานอันตราย พี่เคยคิดว่าถ้าไม่มีใครรู้ชื่อ เวลาหายตัวไปตัวตนก็คงหายไปด้วย กลายเป็นเพียงเงาที่พอไม่มีแสงสว่างก็ถูกลบเลือนไปจนหมด ไม่ต้องเป็นภาระ ไม่ต้องห่วงหรือกังวลว่าใครจะเป็นยังไง”

“พี่ยุ...”

“ก่อนหน้านี้พี่ใช้ชีวิตเพื่อทดแทนบุญคุณเจ้านายมาโดยตลอด ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้เจอคนที่ทำให้อยากมีชีวิตเพื่อตัวเองดูบ้าง”

พายุนึกถึงตอนที่เขาเดินเข้าไปขออนุญาตทำทุกอย่างตามใจระหว่างอยู่ที่นี่กับเจ้านายตามตรง คงเพราะเขาไม่เคยขออะไรจากอีกฝ่ายมาก่อน ท่านถึงได้อนุญาตอย่างง่ายดายพร้อมรอยยิ้มกว้าง กล่าวเพียงว่าถ้าอยากใช้รถต้องใช้คันที่ท่านมอบให้เท่านั้น ห้ามเอารถของการ์ดที่ไม่สมฐานะไปใช้เด็ดขาด

สมฐานะงั้นเหรอ...

นอกจากท่านที่รับเขามาดูแล มีใครบ้างที่ยอมรับในตัวตนของเขา แล้วแบบนี้จะบอกว่าสมฐานะได้ยังไงกัน

ทั้งที่คิดแบบนั้นแต่พายุก็ยังเลือกที่จะทำตามที่พ่อบุญธรรมบอกเอาไว้ ทั้งหมดก็เพื่อให้ได้เข้าใกล้คนที่อยากทำความรู้จักตั้งแต่แรกเห็น และเมื่อผ่านมาหกเดือน เขาก็ค้นพบว่าการตัดสินใจในตอนนั้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิต

การได้พบเจอกับฮ่องเต้ทำให้เขาก้าวข้ามกำแพงความคิดเก่าๆ ของตัวเองมาจนหมด

ในที่สุดก็ได้รู้ว่าชีวิตนี้มีความหมาย...อย่างน้อยก็สำหรับใครคนหนึ่ง

“ถูกแล้ว เราต้องมีชีวิตเพื่อตัวเอง ส่วนคนอื่นๆ ถือเป็นกำไร” ฮ่องเต้บีบมือคนรักแรงๆ ครั้งหนึ่งคล้ายจะชื่นชมว่าเก่งมาก การกระทำที่ดูเหมือนกำลังปลอบโยนเด็กตัวเล็กๆ ทำให้คนยิ้มยากยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ดวงตาทอประกายอ่อนโยนอย่างเห็นได้ชัด

นั่นสินะ

เราต้องมีชีวิตเพื่อตัวเอง ส่วนคนอื่นๆ ถือเป็นกำไร เวลามีอยู่ก็มีความสุข แต่ถ้าหายไปก็ไม่ถึงตาย แม้ว่าจะเจ็บขนาดไหนก็ตาม ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...

“ไม่รู้เพราะอะไรพี่ถึงคิดว่าถ้าเรายังคบกันไปเรื่อยๆ เต้คงไม่ใช่แค่กำไร แต่น่าจะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของพี่มากกว่า” 

หากถึงเวลานั้นขึ้นมาเมื่อไรคงปล่อยให้หายไปไม่ได้แล้ว เพราะถ้าปล่อยให้หายไป... เขาคงจะสูญเสียเหตุผลส่วนหนึ่งในการมีชีวิตไปด้วย ต่อให้ไม่ถึงตายก็คงทำใจไม่ได้แน่ๆ

“ฟังแบบนี้แล้วรู้สึกแย่นิดๆ เพราะอีกไม่นานวันนั้นคงมาถึงจริงๆ” ฮ่องเต้แกล้งพูดทั้งรอยยิ้มขบขัน ทำให้ถูกบีบแก้มที่ไม่ค่อยมีเนื้อมีหนังไปหนึ่งครั้ง หลังจากนั้นไม่นานห้องรับแขกก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและบรรยากาศอบอุ่นที่เกิดจากความรักของคนทั้งคู่

ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่... ท้ายที่สุดพวกเขาก็หลงลืมเรื่องที่กำลังจะต้องแยกจากกันในอีกหนึ่งสัปดาห์ไปเสียสนิท

 

 

 

ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์มักจะเป็นวันที่สองพี่น้องมีความสุขเป็นอย่างมาก ฝ่ายหนึ่งมีความสุขเพราะไม่ต้องตื่นเช้า ส่วนอีกฝ่ายมีความสุขเพราะจะได้ใช้เวลาไปกับการทำนั่นทำนี่โดยไม่ต้องเร่งรีบ และนี่ก็เป็นอีกวันที่ฮ่องเต้ลงมาตัดแต่งต้นไม้ในเขตรั้วบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ทว่าจะผิดไปจากปกติบ้างก็ตรงที่น้องชายอย่างประมุขไม่ได้นอนขี้เกียจอยู่บนเตียง แต่กำลังก้มหน้าก้มตาดึงหญ้าออกจากร่องหินอย่างสุดความสามารถ

“บอกกูมาตามตรงเถอะ มึงเป็นบ้าอะไรถึงได้ตื่นเช้าร้องบอกอยากถอนหญ้า” ฮ่องเต้กอดอกมองน้องชายที่ดูขยันขันแข็งผิดปกติด้วยความสงสัย “ร้อยวันพันปีไม่เคยอยากตื่นเช้ามาทำอะไร แต่จู่ๆ ก็มาอยากถอนหญ้าเอาวันนี้เนี่ยนะ”

“ไม่เห็นแปลกตรงไหน มึงอะคิดมาก”

“มุข…” พอเห็นน้องชายตั้งหน้าตั้งตาเถียง ฮ่องเต้ก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วทรุดตัวลงนั่งด้านข้าง จ้องมองใต้ตาดำคล้ำของคนที่เขาเดาว่าน่าจะไม่ได้นอนตั้งแต่เมื่อคืนอย่างอ่อนใจ “กูไม่เป็นไรจริงๆ มึงกลับไปนอนเถอะ”

“ไม่เอาอะ กูจะอยู่เป็นเพื่อนมึง”

ฮ่องเต้ไม่ได้พูดคะยั้นคะยออะไรอีก เพราะรู้ดีว่าปกติประมุขจะว่าง่ายมากๆ แต่บทจะดื้อก็ดื้อจนถึงที่สุด แม้แต่ตัวเขาเองก็เอาไม่อยู่เหมือนกัน แล้วอีกสิ่งที่ทำให้พูดอะไรมากไม่ได้ก็เพราะเขารู้ดีว่าทำไมประมุขถึงได้ทำตัวประหลาดแบบนี้

เมื่อวานคือวันสุดท้ายที่ฮ่องเต้จะได้เจอหน้าพายุก่อนอีกฝ่ายต้องเดินทางกลับรัสเซีย เขาไม่ได้คะยั้นคะยอขอไปส่งที่สนามบินในตอนเช้าของวันนี้เพราะรู้ว่าพายุต้องเดินทางไปพร้อมเจ้านายที่เป็นพ่อบุญธรรมคนนั้น แล้วยังมีบรรดาการ์ดที่เป็นเพื่อนร่วมงานมากมาย ด้วยเหตุนั้นพวกเขาจึงบอกลากันตั้งแต่เมื่อวาน

จนถึงตอนนี้ฮ่องเต้ก็ยังจดจำสัมผัสอบอุ่นที่แนบแตะลงบนหน้าผากในยามที่กำลังจะเข้าสู่ห้วงนินทาได้อย่างชัดเจน เขามีความสุขมากที่คนรักอยู่รอจนกระทั่งหลับ ไม่ได้เอ่ยปากร่ำลาอะไรไปมากกว่าการบอกว่าจะรีบมาหา จากนั้นเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้าเงาร่างสูงใหญ่ที่อยู่ด้วยกันมาโดยตลอดก็หายไปแล้ว

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าประมุขคงคิดว่าเขาจะเศร้าที่ต้องอยู่คนเดียว เพราะเจ้าตัวรู้ดีว่าพี่ยุต้องเดินทางกลับในวันนี้ จึงฝืนตัวฝืนใจตื่นแต่เช้าเพื่อให้ออกมาใช้ชีวิตเป็นเพื่อนเขาได้ตั้งแต่ลืมตาตื่น ไม่คิดจะปล่อยให้รู้สึกแย่เลยแม้แต่วินาทีเดียว

“เมื่อคืนนอนกี่โมงตาถึงดำเป็นหมีขนาดนี้”

“มันสะสมมาหลายวันเถอะ ก่อนหน้านี้กูซ้อมละครจนถึงค่ำ กว่าจะกลับบ้านมาทำนั่นทำนี่ ไหนจะรอให้ง่วงอีกก็เข้าวันใหม่ไปแล้ว เมื่อคืนถือว่านอนไวละนะ” คนที่บอกว่านอนไวอ้าปากหาวหวอดแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นหญ้าโดยไม่สนใจว่าตัวจะสกปรก “เวลาผ่านไปไวเนอะ เผลอแป๊บเดียวพวกเราก็อยู่ปีหนึ่งแล้ว”

“อือ”

“แถมพี่ชายที่กูเคยคิดว่าตายด้านยังมีความรักซะด้วย... โลกนี้มันเปลี่ยนแปลงไปแล้วจริงๆ”

ฮ่องเต้ปาใบไม้ใส่น้องชายด้วยความรำคาญใจ ไม่รู้ว่าทำไมไอ้ตัวขี้อิจฉาถึงยังไม่เลิกแซวอีก ทั้งที่ตัวเองก็รู้เรื่องของเขากับพี่ยุมานานแล้วแท้ๆ

“พูดให้น้อยๆ หน่อย เดี๋ยวกูได้วกไปพูดเรื่องคนในจดหมายที่พัฒนามาเป็นคนในโทรศัพท์ของมึงบ้างหรอก”

“ไม่พูดแล้วก็ได้ แต่ไม่ใช่เพราะกลัวมึงแซวนะ กูแค่ไม่อยากให้มึงเศร้าเฉยๆ หรอก พูดถึงมากๆ เดี๋ยวมึงก็คิดถึงขึ้นมาแล้วเศร้าไปเองอีก”

“กูไม่ใช่มึง”

ประมุขที่พูดอะไรก็เข้าตัวไปหมดปัดใบไม้ออกจากหัวแล้วเริ่มบ่นพึมพำอยู่กับตัวเอง เห็นได้ชัดว่าพี่ชายของเขาไม่ได้มีความเศร้าสลดเสียใจอะไรเลยแม้แต่น้อย ไม่รู้ทำไมพี่ยุถึงแสดงความเป็นห่วงมากนักจนเขาต้องเป็นกังวลตามไปด้วย ลืมไปเสียสนิทว่าเต้มันแข็งแกร่งยิ่งกว่าใคร 

“มึงไม่เศร้าเลยเหรอวะที่ต้องแยกกับพี่ยุ”

“เศร้าสิ แต่กูรู้ว่าเดี๋ยวก็ได้เจอเขาอีก นี่ก็แค่ต้องแยกกันชั่วคราวไปทำหน้าที่ของตัวเอง จะถือว่าเป็นการพิสูจน์ว่ารักครั้งนี้จะไปรอดหรือไม่รอดด้วยก็ได้มั้ง”

เพราะใช้เวลาที่อยู่คนเดียวคิดถึงเรื่องนี้มาหลายวัน ฮ่องเต้จึงค่อนข้างจะทำใจได้ในระดับหนึ่ง จะอย่างไรพวกเขาก็คุยกันไว้แล้ว ถึงจะทำใจได้ยากบ้างหรือคิดถึงบ้างก็คงต้องปล่อยให้มันเป็นไป 

จะอย่างไรทั้งหมดนั่นก็เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นตามธรรมชาติ และใครก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อยู่แล้ว

“มึงโอเคก็ดีแล้วแหละ”

“เพราะมีตัวอย่างของคนอดทนเก่งแถวนี้ให้ดูมั้ง” 

“ไม่ต้องมาเข้าเรื่องกูเลย!” ประมุขปาหญ้าใส่พี่ชายเพื่อเอาคืน แต่เพราะฮ่องเต้ยืนอยู่และเขาก็ไม่ได้ใส่แรงมากมาย เศษดินที่ติดไปกับหญ้าจึงเลอะเพียงชายเสื้อสีขาวของฮ่องเต้เท่านั้น

แน่นอนว่าแค่นั้นก็มากพอจะทำให้คนรักสะอาดหรี่ตาอันตรายได้แล้ว...

“มึงอยากตื่นเต็มตามากใช่ไหม เดี๋ยวกูจัดให้!” ฮ่องเต้เปิดน้ำแล้วใช้สายยางฉีดใส่คนที่นั่งอยู่บนพื้นหญ้าโดยไร้ซึ่งความลังเล อุณหภูมิของน้ำที่เพิ่งผ่านช่วงเวลากลางคืนอันหนาวเหน็บมาไม่นานทำเอาประมุขที่ยังง่วงอยู่ไม่น้อยตื่นเต็มตา ถ้าไม่ใช่เพราะนึกได้ว่ายังเช้าอยู่และไม่อยากโดนเพื่อนบ้านด่า เขาคงร้องตะโกนด้วยความตกใจออกไปแล้ว

“ไอ้เต้!”

“สมน้ำหน้า”

สองพี่น้องที่ยังคงทำตัวเหมือนเดิมไม่ว่าจะผ่านมานานกี่ปีแล้วก็ตามแย่งชิงสายยางกันจนน้ำสาดกระจายไปทั่ว แน่นอนว่าย่อมเปียกโชกกันไปหมด แต่มันก็แลกมากับเสียงหัวเราะและรอยยิ้มบนใบหน้าของคนทั้งคู่

ภาพที่ปรากฏในสายตาทำให้ผู้เฝ้ามองที่จอดรถอยู่ไม่ไกลยกยิ้มจาง หลังจากมั่นใจว่าคนรักไม่เป็นไรแน่ๆ จึงถอยรถไปโดยไม่ได้เปิดประตูลงมาทำตามความตั้งใจในตอนแรกที่คิดจะมาบอกลาอีกครั้ง

เอาเถอะ... เดี๋ยวก็ได้เจอกันอีกอยู่แล้ว

ขณะเดียวกันกับที่พายุกลับรถเพื่อมุ่งหน้าไปยังสนามบินด้วยความสบายใจ จู่ๆ ฮ่องเต้ที่นั่งพักเหนื่อยอยู่บนเก้าอี้หลังเล่นน้ำกับฮ่องเต้จนหมดแรงก็ผุดลุกขึ้นยืน สายตามองตามท้ายรถคันหนึ่งที่ได้เห็นเพียงแวบเดียวไปอย่างประหลาดใจ 

“พี่ยุ?”

“เต้ เป็นอะไรหรือเปล่า” ประมุขที่นอนแปะอยู่กับพื้นหญ้าในตอนแรกลุกขึ้นแตะบ่าพี่ชายด้วยความเป็นห่วง แต่ไม่ว่าจะมองตามไปยังไงก็ไม่เห็นอะไรเลยสักอย่าง

“เปล่า” คนพูดเริ่มยกยิ้มขึ้นช้าๆ เมื่อมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด “เข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ากันเถอะ เดี๋ยวกูต้องทำกับข้าวอีก”

“วันนี้กูช่วยด้วยดีกว่า”

“ช่วยยุ่งน่ะสิ”

“พูดแบบนี้แสดงว่ามึงรู้จักกูไม่ดีพอ อะไรที่ตั้งใจทำกูทำได้ทั้งนั้นแหละ” คนเป็นน้องพูดด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจ ไม่รอให้พี่ชายเถียงต่อก็ลากอีกฝ่ายเข้าบ้านทันที ซ้ำยังคะยั้นคะยอบอกให้อาบน้ำไวๆ อีกต่างหาก

ฮ่องเต้มองตามแผ่นหลังของคนร่าเริงที่รีบร้อนเข้าห้องของตัวเองไปแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าหน่าย หลังจากแยกกลับไปที่ห้องก็จัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นจึงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งถึงได้โทรไปหาคนที่คิดถึงอีกครั้ง แล้วก็เหมือนทุกวันที่ผ่านมา... พี่ยุกดรับสายแทบจะทันทีที่เขาโทรไป

“พี่ยุขับรถอยู่หรือเปล่า”

[ตอนนี้พี่ไม่ได้ขับเองแล้ว คุยได้]

“ไม่ได้ขับเอง... แต่ผมเห็นแวบๆ ว่าตอนมาแอบมองกันเมื่อไม่นานมานี้พี่ขับเองไม่ใช่เหรอ” ฮ่องเต้พูดแซวทั้งรอยยิ้ม แม้ไม่ได้เห็นจริงๆ แต่เขาก็มั่นใจว่าพี่ยุต้องเป็นคนขับรถมาหากันเองแน่ๆ

[…พี่ให้คนขับรถรออยู่ที่ร้านกาแฟแล้วขับรถเข้าไปหาเต้เอง]

ไม่ต้องอธิบายต่อฮ่องเต้ก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายคงไม่อยากให้คนอื่นรู้ที่อยู่ของเขา ที่จำเป็นต้องพามาด้วยคงเป็นเพราะจริงๆ พี่ยุกำลังมุ่งหน้าไปสนามบินพร้อมคนอื่น แต่เกิดเปลี่ยนใจอยากมาหากันกะทันหันจึงต้องพามาด้วยแล้วให้รออยู่ที่ร้านกาแฟห่างๆ

“ฟังจากที่พี่ยุเคยเล่า ถ้าเจ้านายของพี่อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับผมจริงๆ คงไม่ใช่เรื่องยาก”

[นั่นก็จริง แต่อย่างน้อยก็สืบได้ยากขึ้นหน่อย หรือบางทีท่านอาจจะไม่ได้อยากรู้อะไรก็ได้]

ฮ่องเต้ไม่ได้พูดว่าจริงๆ เขาไม่ได้รู้สึกอะไรหากเจ้านายของพายุจะมาสืบเรื่องของตัวเอง หากมองในมุมของพ่อที่ต้องเห็นลูกทำตัวแปลกไปจากที่เคย จู่ๆ ก็ออกไปหาคนอื่นทุกวันทั้งที่ปกติเอาแต่ทำงานตามหน้าที่ เป็นเขาก็คงอดกังวลไม่ได้ เพราะงั้นถึงได้เข้าใจหากคนที่มีอำนาจจะทำเช่นนั้น 

...หรือบางทีท่านอาจจะให้คนมาสืบเรื่องของเขาไปแล้วก็ได้ เพียงแต่คนเป็นลูกไม่รู้ก็เท่านั้น

ตั้งแต่ที่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของคนรักมากขึ้น ฮ่องเต้ก็สังเกตมาโดยตลอดว่าคนของเขามักจะพูดว่าครอบครัวคนอื่นๆ ทางฝั่งพ่อบุญธรรมไม่ยอมรับ และตัวเองก็ไม่เคยคิดจะเข้าไปก้าวก่ายเรื่องของครอบครัวที่ว่า ทั้งที่มีสิทธิ์ไม่น้อยแต่กลับเลือกจะทำเหมือนเป็นเพียงลูกน้องของพ่อ ทั้งยังไม่เคยเรียกพ่อว่าพ่อเลยสักครั้ง 

...แต่ไม่ว่าสถานการณ์ภายในครอบครัวของพี่ยุจะเป็นอย่างไร ฮ่องเต้ก็ยังมั่นใจเกินกว่าครึ่งว่าเจ้านายคนนั้นต้องรักและเป็นห่วงพี่ยุแน่ๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่ยืนยันจะให้เอารถตัวเองมาใช้ แถมยังปล่อยให้มาหาและอยู่กับเขาทุกวันโดยไม่ห้ามปราม ตัวพี่ยุก็คงรู้ดีเช่นกันแม้จะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ ก็ตาม

“ทำไมพี่ยุมาหาผมถึงที่บ้านแล้วไม่เข้ามาทักล่ะ” ฮ่องเต้เปลี่ยนกลับไปคุยเรื่องของพวกเขาทั้งคู่แทน เนื่องจากไม่อยากทำให้คนรักต้องรู้สึกอึดอัดกับการพูดถึงเรื่องส่วนตัวที่ดูจะไม่อยากพูดถึงเท่าไรนัก

[พี่เป็นห่วงเลยไปดู พอเห็นเต้มีความสุข มีน้องชายคอยดูแล พี่เลยคิดว่าถอยออกมาดีกว่า... เราจะได้ไม่ต้องบอกลากันอีกครั้ง] ท้ายประโยคพายุพูดเสียงเบาลงเล็กน้อยราวกับกำลังนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวาน

ในช่วงเวลาที่ต้องบอกลา พวกเขาไม่ได้เศร้าเสียใจกันก็จริง การแสดงออกทั้งหมดล้วนแล้วแต่เหมือนกับวันก่อนหน้าที่มีความสุขด้วยกัน แต่ก่อนจะหลับไปฮ่องเต้ย่อมจดจำได้ดีว่าเขาจับเสื้อของคนที่นั่งมองอยู่ด้านข้างเอาไว้แน่น ขณะที่ใครอีกคนก็ไม่มีทีท่าว่าจะลุกออกไปง่ายๆ ถึงไม่พูดออกมาพวกเขาต่างก็เข้าใจกันดีว่าไม่มีใครอยากแยกจากกันทั้งนั้น

ต่อให้บอกว่าจะกลับมาพบกันใหม่... แต่ก็ไม่อาจบอกได้เลยว่าต้องรออีกนานแค่ไหน แล้วก็ไม่อาจบอกได้ด้วยว่าเมื่อได้กลับมาพบหน้าจะต้องบอกลากันอีกเมื่อไร

ทั้งที่คิดว่าทำใจไว้แล้วและจะประคับประคองกันไปอย่างสุดความสามารถ แต่ก็ไม่อาจห้ามความกังวลและความไม่มั่นใจที่เกิดขึ้นได้อยู่ดี

“พี่ยุ...”

[หืม]

“ถึงจะมาหาไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่พี่ห้ามขาดการติดต่อไปนะ เราสัญญากันไว้แล้ว” 

[เข้าใจแล้ว]

ฮ่องเต้แตะจี้รูปพายุที่คอ ริมฝีปากเม้มแน่นด้วยความรู้สึกมากมายที่ท่วมท้นอยู่ในใจ นี่ไม่ได้เกิดจากความหวาดกลัวว่าพี่ยุจะไม่ยอมกลับมาหาหรือทิ้งกันไป เพราะเขามั่นใจในตัวพี่ยุ แต่เกิดจากความเป็นห่วงที่มากกว่านั้น... 

ยิ่งรู้จักพี่ยุมากขึ้น เขาก็ยิ่งมั่นใจว่างานที่คนรักทำเป็นงานที่ต้องเสี่ยงอันตราย ไหนจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แทบไม่มีใครคอยปกป้องอีก ฮ่องเต้เป็นห่วงมากจนไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี สุดท้ายจึงได้แต่เอ่ยอ้อมๆ แล้วย้ำเตือนให้ทำตามสัญญา

จะอย่างไรก็ต้องติดต่อมา... ขอแค่ได้รู้ว่าปลอดภัยก็ยังดี

หากพี่ยุปลอดภัย อย่างไรก็ต้องกลับมาหากันแน่นอน

 

-------

 

TALK : เรื่องนี้จะเปิดพรีวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 นะคะ เราจะเร่งอัปให้ได้ครึ่งเรื่องก่อนจะเปิดจองค่ะ ฝากทุกคนติดตามและเก็บเงินเผื่อน้องเต้กับพี่ยุด้วยนะคะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 65 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

88 ความคิดเห็น

  1. #50 baekbow (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 / 23:09
    การบอกลาครั้งแรกมันคงเต็มไปด้วยความกังวลแน่ๆ เพราะไม่รู้เลยจริงๆว่ามันจะเป็นยังไงต่อ แต่มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ยังไงก็สู้ไปด้วยกันนะทั้งคู่ เอาใจช่วยมากจริงๆ เพราะเรารู้สึกดีกับความสัมพันธ์ของพวกเขามากจริงๆอ่ะ // เจ้ามุขเองก็น่ารัก เป็นห่วงพี่ด้วย ขนาดขอบตาดำเป็นหมีแพนด้าก็ยังฝืนตื่นมาเล่นด้วยเพราะกลัวพี่เศร้า 55555
    #50
    0
  2. #25 chuenchuen (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 มกราคม 2564 / 15:24
    ความซนของสองพี่น้อง
    #25
    0
  3. #24 pp.pcyn (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 มกราคม 2564 / 22:01
    ไฟว์ติงไปกับเต้ค่ะ
    #24
    0
  4. #22 filmfilm12123 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 มกราคม 2564 / 17:58
    สู้ๆนะเต้
    #22
    0