3KINGS ตอน ฮ่องเต้

ตอนที่ 4 : HONGTAE-3-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 787
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 84 ครั้ง
    15 ม.ค. 64

-3-

เช้าวันจันทร์คือเช้าที่ใครหลายคนเกลียดชัง ไม่เว้นแม้แต่ประมุขผู้ร่าเริงซึ่งจำเป็นต้องขุดตัวเองขึ้นจากที่นอน หรือฮ่องเต้ในอดีตที่มักขมวดคิ้วเมื่อพบว่าการต้องไปเรียนทำให้เขาจัดการงานบ้านได้ไม่ครบถ้วน แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดในวันนี้พี่ชายของประมุขจึงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตั้งแต่เช้า เดินลงมาก็เห็นใบหน้ายิ้มแป้นที่ไม่คุ้นชินนั่นเข้าแล้ว

“เป็นบ้าไปแล้วเหรอ” ประมุขสะกิดแขนฮ่องเต้ที่กำลังจัดอาหารใส่กล่องแบบหวาดๆ “ทำไมวันนี้ทำข้าวใส่กล่องอะ กินที่บ้านก็ยังทันนี่”

“วันนี้อาจารย์นัดเช้าเพราะต้องปล่อยไว กูเลยจะเอาไปกินที่ห้อง”

“แล้วกูอะ”

ฮ่องเต้ปรายตามองน้องชายที่กำลังแสร้งเบะปากแล้วยกกระเป๋าขึ้นสะพายบ่า ตอบคำถามจบก็เดินออกไปโดยไม่รั้งรอ

“ปากเสียหากินเอง”

“ไอ้เต้!”

ประมุขที่มีพี่ชายทำอาหารเช้าให้กินแบบไม่เคยขาดมาหลายปีใจสลาย ได้แต่บ่นงึมงำงอแงอยู่กับตัวเอง จะตามออกไปก็ไม่ได้เพราะเขายังไม่ได้อาบน้ำแต่งตัว แล้วมหาวิทยาลัยก็ไปคนละทางกัน ท้ายที่สุดจึงทำได้เพียงเดินคอตกกลับไปจัดการตัวเอง แต่ในขณะที่กำลังจะเดินผ่านโต๊ะกินข้าวนั่นเองที่สายตามองเห็นกล่องข้าวสีชมพูที่พี่ชายสุดกวนซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อปีก่อนวางทิ้งไว้อย่างหงอยเหงา

“มึงห่วงกูมากเกินไปแล้ว” ถึงปากจะว่าอย่างนั้น แต่รอยยิ้มบางกลับปรากฎขึ้นบนใบหน้าเมื่อพบว่าในนั้นบรรจุกับข้าวหน้าตาน่ากินเอาไว้พร้อมสรรพ 

ต่อให้ปากพูดจากวนตีนขนาดไหน ฮ่องเต้ก็ไม่เคยลืมเขาเลยสักครั้ง

ขณะเดียวกันกับที่ประมุขบอกรักพี่ชายอยู่ในใจนับร้อยรอบ คุณพี่ชายที่ออกเดินทางไปมหาวิทยาลัยก่อนกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านข้อความของใครคนหนึ่งในช่วงเวลาที่นั่งอยู่บนรถอย่างตั้งใจ กระทั่งเดินทางไปถึงห้องเรียนแล้วก็ยังกดโทรศัพท์แล้วยิ้มไม่ยอมหุบ ทำเอาบรรดาเพื่อนร่วมคลาสที่มาถึงทีหลังแปลกใจไปตามๆ กัน

จริงอยู่ที่ฮ่องเต้ไม่ใช่คนเย็นชาเข้าถึงยากอะไร มองจากภายนอกเขาก็ดูไม่ต่างจากคนธรรมดาทั่วไป ยิ่งเข้าไปพูดคุยด้วยยิ่งสัมผัสได้ถึงความเป็นกันเอง ถึงอย่างนั้นกลับดูคล้ายอีกฝ่ายแบ่งเส้นเขตแดนของตัวเองกับคนอื่นๆ เอาไว้อย่างชัดเจน เพื่อนร่วมคลาสก็คือเพื่อนร่วมคลาส ไม่มีทางเป็นได้มากกว่านั้น และไม่มีทางได้รู้เรื่องอะไรที่เกินกว่าที่เพื่อนธรรมดาคนหนึ่งควรจะรู้

ฮ่องเต้มีความโดดเด่นทั้งจากภายนอกและภายใน วันแรกที่เจ้าตัวก้าวเท้าเข้ามหาวิทยาลัยก็ตกเป็นเป้าสายตาของรุ่นพี่และเพื่อนรุ่นเดียวกันมากมาย ผ่านไปไม่นานก็แสดงศักยภาพจากภายในออกมา สร้างความตื่นตาตื่นใจไปทั่ว เมื่อทุกคนพบว่าเขามีทั้งความสามารถในด้านงานศิลปะ ทั้งยังมีมันสมองที่ไม่อาจมองข้าม ต้องยอมรับว่ามีคนสนใจเขาเยอะและอยากเข้ามาทำความรู้จักอย่างหลากหลาย แต่กลับไม่มีใครก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตที่ว่าได้เลยสักคน

ทั้งหมดนั่นไม่ใช่เพราะฮ่องเต้ปิดใจ แต่เป็นเพราะไม่มีใครทำให้เขาสนใจได้อย่างจริงๆ จังๆ เสียที

แน่นอนว่านั่นเป็นแค่เรื่องราวในอดีต

ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว

“วันนี้มึงดูอารมณ์ดีแปลกๆ นะ” เสียงทักทายจากคนที่อาจนับได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทเพียงหนึ่งเดียวทำให้ฮ่องเต้หลุดออกจากภวังค์ สายตาที่มองเจาเต็มไปด้วยความเฉยชา

“เหรอ”

“อี๋ ไม่ต้องมาเนียนทำหน้านิ่ง ยิ่งดูผิดปกติเข้าไปใหญ่” เจาหรือจั่นเจาคนบื้อที่เดินทะลุกำแพงมาเป็นเพื่อนสนิทกับฮ่องเต้ได้อย่างงงๆ นั่งลงบนเก้าอี้ด้านข้างแล้วเริ่มบ่นงึมงำ​ “รู้ไหมตอนมึงหยุดไปกูไม่มีคู่ทำงาน ต้องบากหน้าไปขอคู่กับกลุ่มผู้หญิงที่มีคนเกิน โคตรของความลำบากเลยเถอะ”

“ลำบากอะไร ได้เกาะเขาทำงานก็ดีแล้วนี่”

“อย่าพูดเหมือนมึงไม่รู้สิวะว่ากูชอบอีฟอยู่!” เจากระซิบกระซาบพลางมองไปรอบด้านด้วยความระแวดระวัง “พวกผู้หญิงต้องรู้แน่ๆ ว่ากูชอบอีฟ ถึงได้ผลักดันให้กูไปทำงานคู่กับอีฟ มึงรู้ไหมว่ากูตื่นเต้นจนแทบฉี่ราด”

“อะไรจะขนาดนั้น”

“มึงไม่เคยชอบใครไม่เข้าใจกูหรอก”

ฮ่องเต้เหลือบมองเพื่อนแล้วเชิดคางขึ้นเล็กน้อย แสดงสีหน้าเหมือนคนเหนือกว่า ปากเอ่ยถ้อยคำที่ไม่เคยคิดว่าจะได้พูดออกมาตรงๆ อย่างมีความสุข

“มึงรู้ได้ไงว่ากูไม่เคย”

ราวกับโลกใบนี้ถูกกดหยุดเวลา จั่นเจาผู้โวยวายเก่งเบิกตากว้าง สองมือทุบโต๊ะดังปังแล้วผุดลุกขึ้นตะโกนเหมือนกลัวคนอื่นไม่ได้ยิน

“อะไรนะ! มึงไปชอบใครตอนไหน ทำไมกูไม่รู้!!”

สองเพื่อนซี้จ้องหน้ากันด้วยสีหน้าที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง ฝั่งหนึ่งตกใจจนแทบสิ้นสติเมื่อพบว่าตัวเองเผลอตะโกนดังก้อง ส่วนอีกฝั่งมีสีหน้าคล้ายฆาตกรที่พร้อมจะเข้าไปเชือดคอใครบางคนได้ทุกเมื่อ แม้เวลานี้จะยังไม่ถึงเวลาเข้าเรียน แต่บรรดานักศึกษาก็พากันมาเตรียมพร้อมเกินกว่าครึ่ง และประเด็นก็คือมันเป็นคลาสเรียนรวมที่มีคนจากหลายสาขามารวมตัวกันด้วยกันนี่สิ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าข่าวจะแพร่กระจายไปไวขนาดไหน

“ไอ้เจา...” ฮ่องเต้กลอกตา ถึงเขาจะไม่ได้คิดปิดบังอะไร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะอยากเปิดเผยเรื่องของตัวเองให้คนอื่นรู้ ไอ้บ้าบางตัวจึงถูกลงโทษด้วยการเอาหนังสือฟาดหัวเสียงดังผัวะ ทำเอาเพื่อนร่วมห้องทั้งหลายที่มองมาตั้งแต่ต้นเบิกตาโตอย่างตกใจ เนื่องจากไม่เคยเห็นฮ่องเต้ลงมือทำร้ายร่างกายใครด้วยสีหน้าเรียบนิ่งเช่นนี้มาก่อน

ใช้เวลาเนิ่นนานกว่าเสียงหัวเราะก๊ากจะดังออกปากของเพื่อนที่นั่งอยู่ไม่ไกลคนหนึ่ง และกระจายไปเป็นวงกว้างจนถึงกลุ่มของสาวสวยที่จั่นเจาแอบชอบ ทำเอาคนเสียงดังหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย รีบนั่งลงฝังหัวไว้ในกระเป๋า ไม่อยากโผล่หน้าออกมารับแสงตะวันอีกต่อไป

“หมดกันหน้าหล่อๆ ของกู”

“ยังจะกล้าพูดอีก” คนที่ตอนนี้ตกเป็นเป้าซุบซิบอยากจะฟาดหัวไอ้เจาอีกสักที แต่กลัวคราวนี้จะยั้งมือไม่อยู่เลยเลิกสนใจโลกภายนอกแล้วก้มหน้าก้มตากดโทรศัพท์เหมือนเดิม

เอาเถอะ... ยังไงพี่ยุก็ไม่มีทางมาปรากฏตัวที่นี่อยู่แล้ว ข่าวเรื่องที่เขามีคนที่ชอบนั่นอีกไม่นานก็คงถูกลืมไปเอง

ฮ่องเต้มั่นใจว่าตราบเท่าที่คนคนนั้นไม่มาปรากฏตัวที่นี่ จะอย่างไรเขาก็ไม่มีทางแสดงพิรุธอะไรให้คนอื่นเห็นหรือรู้ว่าตัวเองชอบใครอยู่แน่นอน

อืม... ตราบเท่าที่พี่ยุไม่มาน่ะนะ

เนื่องจากวันนี้พวกเขามีนัดเรียนเช้ากว่าปกติจึงได้เลิกเรียนไวตามไปด้วย เพียงสิบโมงนักศึกษาก็เดินทยอยออกจากห้องกันแล้ว ฮ่องเต้ที่ไม่ได้เร่งรีบอะไรเป็นพิเศษเก็บข้าวของอย่างเชื่องช้า คิดเอาไว้ว่าวันนี้ไม่มีเรียนต่อ หากพี่ยุมาถึงไวหน่อยอาจจะได้ใช้เวลาช่วงบ่ายด้วยกัน แต่ถ้ามาถึงช้านัดพรุ่งนี้ก็ไม่เป็นไร 

หากยังไม่ทันได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถามว่าจะมาตอนไหน ข้อความที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอก็ทำเอาเขาเบิกตากว้าง รีบร้อนคว้าข้าวของแล้ววิ่งออกไปทันทีโดยไม่หยุดรอเพื่อนสนิทที่ตะโกนไล่หลังมา

“เต้!”

ฮ่องเต้วิ่งลงจากชั้นเจ็ดโดยไม่สนใจจะรอลิฟต์ที่มีคนเข้าแถวอยู่มากมาย แม้ตอนลงจากบันไดมาถึงชั้นล่างจะต้องหอบหายใจเล็กน้อยเพราะความเร่งรีบ แต่เพียงแค่ได้สบตากับคนที่ยืนมองอยู่ไม่ไกลก็ดูคล้ายจะลืมเลือนความเหนื่อยล้าไปจนหมดสิ้น

ชายชาวต่างชาติร่างกายสูงใหญ่ที่ยืนอยู่หน้าคณะสวมเสื้อผ้าธรรมดาๆ ที่ไม่ได้ดูหรูหราอะไร แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดเมื่ออยู่บนร่างของอีกฝ่ายถึงได้ดูน่าดึงดูดเป็นอย่างมาก ยิ่งได้มองสบกับดวงตาสีเขียวดุดันคู่นั้นก็ยิ่งไม่อาจละสายตา แม้จะมีผ้าปิดปากบดบังใบหน้าหล่อเหลาไปเกินกว่าครึ่งก็ยังเก็บงำออร่าของอีกฝ่ายได้ไม่หมด กลับกลายเป็นเพิ่มเสน่ห์น่าค้นหาให้โดยไม่ได้ตั้งใจ

“พี่ยุ...” ฮ่องเต้เผลอเรียกชื่อของคนที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาสามวัน ก่อนจะก้าวเท้าเดินตรงเข้าไปหาอย่างว่องไว ทิ้งให้จั่นเจาที่วิ่งตามมายืนมองอยู่ด้านหลังโดยไม่รู้ว่าจะพูดอะไร

มองอย่างไรคนคนนั้นก็ไม่มีทางเป็นญาติของฮ่องเต้ และมองอย่างไรก็เห็นได้ชัดว่าเพื่อนของเขาคนนั้นดูไม่เป็นตัวของตัวเองแบบสุดๆ จั่นเจาผู้กำลังมีความรักย่อมมองพวกเดียวกันออกได้อย่างง่ายดาย

คนที่ฮ่องเต้ชอบ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใคร

จั่นเจาผู้หวังดีต่อเพื่อนหรืออยากไถ่โทษก็ไม่รู้รีบกวาดสายตามองไปรอบด้าน เมื่อเห็นว่าตอนนี้มีคนอยู่ไม่มากเท่าไรก็รีบหันไปมองด้านหลัง พอเห็นว่าลิฟต์ที่มีเพื่อนร่วมคณะกำลังจะมาถึงจึงวิ่งตรงเข้าไปสะกิดฮ่องเต้ทันที

“เต้ มึงรีบไปเหอะ”

ฮ่องเต้ที่กำลังจะทักทายพี่ยุด้วยความยินดีเหมือนถูกฉุดกระชากกลับมายังโลกแห่งความเป็นจริง เขารีบกวาดสายตามองไปรอบด้าน พอเห็นคนที่อยู่แถวนี้กำลังมองมาทางพี่ยุแทบจะทั้งหมดก็รีบคว้าแขนอีกฝ่าย พาเดินตรงออกไปด้านนอกโดยไม่ลืมหันไปพยักหน้าขอบคุณจั่นเจา

จริงอยู่ที่ฮ่องเต้ไม่ได้รู้สึกอะไรกับการรู้ตัวว่าชอบผู้ชาย และก็ไม่คิดว่าจะมีปัญหาหากคนอื่นรู้เข้า แต่เนื่องจากตัวเขาไม่ชื่นชอบเรื่องยุ่งยาก อีกทั้งพี่ยุยังโดดเด่นเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นเขาจึงเลือกพาพี่ยุออกมา โชคดีที่ใต้ตึกยังมีคนไม่มากเท่าไร อย่างดีถ้ามีคนเอาไปเล่าคนอื่นๆ ก็คงทำได้แค่อยากเห็นเท่านั้น ไม่น่าจะทำให้ชีวิตของเขายุ่งยากอะไร เพราะแค่คิดว่าถ้ามีคนเห็นพี่ยุมากเข้าแล้วต้องถูกถามทุกวันว่าพี่ยุคือใคร ฮ่องเต้ก็สัมผัสได้ถึงความวุ่นวายแล้ว

ด้วยเหตุนั้นเมื่อขึ้นมานั่งบนรถที่ติดฟิล์มดำมืดของคนที่มาหากันถึงมหาวิทยาลัย เขาจึงลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

“เกือบไปแล้ว...”

“พี่ทำให้เต้ลำบากหรือเปล่า”

ฮ่องเต้หันไปมองคนที่จู่ๆ ก็พูดขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ พอเห็นสีหน้าจริงจังที่ไม่ได้เห็นตรงๆ มาสามวันก็หลุดยิ้มจางแล้วส่ายหัวโดยไม่เสียเวลาหยุดคิด

“ไม่ได้ลำบากเลยครับ ผมแค่ไม่อยากให้คนเห็นพี่ยุมากเกินไป พี่ยุคงไม่รู้ว่าตัวเองโดดเด่นขนาดไหน”

“พี่เหรอ” พายุเลิกคิ้ว สีหน้าแสดงออกชัดเจนว่าไม่รู้จริงๆ “คนที่เด่นน่าจะเป็นเต้มากกว่า”

สิ่งที่พูดไม่ใช่เรื่องโกหก เพราะพายุคิดแบบนั้นจริงๆ เขาไม่ได้บอกฮ่องเต้ว่าตัวเองมารออยู่ที่นี่ตั้งแต่เช้าแล้ว คิดเอาไว้ว่าจะทักทายอีกฝ่ายก่อนเข้าเรียน แต่เมื่อเห็นฮ่องเต้เดินเข้าไปด้านใน เห็นสายตาของผู้คนรอบด้านที่มองตามไป เขาก็เผลอเหม่อมองตามไปด้วยจนหลงลืมสิ่งที่คิดจะทำ สุดท้ายต้องนั่งรออยู่ในรถนานเกือบสามชั่วโมง แล้วแกล้งทำเป็นเพิ่งมาถึงเมื่อครู่นี้แทน

“ผมไม่คิดเลยว่าพี่ยุจะมาหากันถึงที่นี่”

“เต้อยากให้พี่มาหาไม่ใช่เหรอ”

“ผมเหรอ”

“เมื่อวานเต้บอกพี่ว่าเรียนที่ไหน พี่คิดว่าเต้อยากให้มารับ” พายุพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ บอกสิ่งที่คิดอย่างซื่อตรง และมันก็เรียกเสียงหัวเราะจากฮ่องเต้ได้แทบจะทันที

“เรื่องแบบนี้แกล้งทำเป็นไม่รู้ก็ได้” ฮ่องเต้ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะชั่วขณะหนึ่งเขาคิดแบบนั้นจริงๆ ถึงได้พูดชื่อมหาวิทยาลัยกับคณะออกไป แถมยังอธิบายเส้นทางอย่างละเอียดเหมือนกลัวว่าคนฟังจะมาไม่ถูกอีกต่างหาก

“ถ้าอย่างนั้นถือว่าพี่ไม่ได้พูดอะไรออกไปก็แล้วกัน”

คำพูดของคนที่ไม่รู้จะใช้คำว่าซื่อตรงหรือแข็งทื่อดีทำให้ฮ่องเต้ยิ้มไม่หุบ เขามัั่นใจมากว่าตัวเองเป็นคนคนเดียวที่มีโอกาสได้เห็นมุมน่ารักๆ ของพี่ยุ ยิ่งคิดก็ยิ่งอารมณ์ดีจนดวงตาเป็นประกายวิบวับ ส่งต่อความสุขให้คนที่จ้องมองกันไม่ละสายตาจนพายุมีสีหน้าอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

...รู้ตัวอีกทีก็เผลอแตะปลายนิ้วลงบนผิวแก้มเนียนโดยไม่รู้ตัว

ไม่ใช่แค่ฮ่องเต้ที่สะดุ้งด้วยความตกใจกับสัมผัสที่ไม่คาดคิด เพราะแม้แต่เจ้าของมือข้างนั้นก็หยุดชะงักไปคล้ายเพิ่งรู้สึกตัว พายุรีบดึงมือกลับมา สีหน้าดูคล้ายจะเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ราวกับกำลังกลัวว่าทุกอย่างที่สร้างมาจะพังลงในพริบตา เป็นครั้งแรกที่เขาก่นด่าตัวเองในใจ ด่าที่ฉวยโอกาสใช้มือหยาบกระด้างแตะแก้มเนียนของคนที่ชอบด้วยความเผลอไผลทั้งที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน

ฮ่องเต้ที่มองออกว่าคนข้างกายกำลังคิดอะไรวางมือทาบทับมือที่กำแน่นของพายุอย่างแผ่วเบา ใช้สายตาสื่อความหมายว่าเขาไม่ถือสาเรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งยังดูคล้ายว่าจะชื่นชอบสัมผัสสากๆ อันแสนอบอุ่นนั่นอีกต่างหาก

ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที ความอบอุ่นสายหนึ่งพลันแพร่กระจายจากจุดที่ถูกสัมผัสไปทั่วใบหน้า ฮ่องเต้เผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมาตรงๆ ดวงตาเป็นประกายคล้ายเรียกร้องบางสิ่งบางอย่างโดยไม่รู้ตัว และมันก็เกือบจะทำให้คนเฝ้ามองทนไม่ไหว จู่ๆ ก็อยากโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้

โชคดีเหลือเกินที่พายุเรียกสติกลับมาได้ทัน แทนที่จะทำตามสัญชาตญาตเขาจึงเลือกที่จะเบนหน้าหนีแล้วพลิกมือขึ้นกอบกุมมือของฮ่องเต้เอาไว้แน่น

แค่นี้ก็มากเกินพอสำหรับตอนนี้แล้ว...

“ขอโทษนะ”

“ครับ” ฮ่องเต้รับคำขอโทษของคนที่ให้เกียรติกันเป็นอย่างมากด้วยความจริงใจ ยิ่งนานวันยิ่งสัมผัสถึงตัวตนของพี่ยุได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และมันก็ทำให้เขามั่นใจมากขึ้นทุกทีว่าตัวเองเลือกไม่ผิดจริงๆ

พายุพาฮ่องเต้ตรงไปยังร้านอาหารริมน้ำแห่งหนึ่งที่พวกเขาช่วยกันเลือกเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวาน ใช้เวลาพูดคุยและทานอาหารกลางวันอยู่ที่นั่นนานสองชั่วโมงจึงเดินทางไปยังห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่ประมุขโฆษณาเอาไว้มากมาย บอกว่าร้านขนมที่อยู่ที่นี่อร่อยนักอร่อยหนา

พวกเขาใช้เวลาในครึ่งบ่ายทำกิจกรรมร่วมกันอย่างไม่รู้เบื่อ ไม่ว่าจะพายุหรือฮ่องเต้ล้วนแล้วแต่รู้สึกได้ว่าตัวเองยิ้มเยอะที่สุดในรอบปี กระทั่งเวลาผ่านพ้นเข้าสู่ช่วงเย็น รถยนต์คันหรูจึงเคลื่อนตัวเข้าสู่เขตบ้านของฮ่องเต้ หลังจากเขาชักชวนให้อีกฝ่ายกลับมาทานอาหารเย็นด้วยกัน

“น้องชายเต้จะไม่ว่าอะไรเหรอ”

“วันนี้มุขน่าจะกลับดึกครับ” ฮ่องเต้ตอบกลับขณะเดินนำไปเปิดประตู “หรือต่อให้กลับมาไวก็ไม่เป็นไร ผมอยากแนะนำพี่ยุให้มุขรู้จักอยู่แล้ว”

ฮ่องเต้กับประมุขไม่เคยมีความลับต่อกัน ไม่ว่าจะคิดหรือทำอะไร ต่างฝ่ายต่างก็ใส่ใจความรู้สึกของกันและกันอยู่เสมอตามประสาพี่น้องที่สนิทสนมกันมากเป็นพิเศษ 

“พี่ไม่อยากให้เขาอึดอัด”

“พี่ยุไม่ต้องห่วงเด็กนั่นเลย” ฮ่องเต้หัวเราะเมื่อนึกถึงน้องชาย ขณะเดียวกันก็ดันคนข้างกายให้นั่งลงบนโซฟารับแขกไปด้วย “มุขมันเคยเข้ากับใครไม่ได้ที่ไหน พี่ยุได้เจอเมื่อไรจะเข้าใจเอง”

“ไม่ใช่ว่าเต้กับน้องชายเกิดปีเดียวกันเหรอ ทำไมพูดเหมือนน้องอายุสองสามขวบ”

“อายุสมองก็ไม่แน่” 

“เต้” พายุปรามคนที่กำลังนินทาน้องชายเสียงอ่อน แต่พอเห็นใบหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดีของผู้พูดก็ได้แต่ส่ายศีรษะไปมาโดยไม่ได้พูดเรื่องนี้อีก เพราะดูท่าสองพี่น้องน่าจะเป็นแบบนี้มานานแล้ว

เนื่องจากฮ่องเต้เป็นฝ่ายชักชวนพายุเข้าบ้านด้วยตัวเอง และอาจเพราะมีความบริสุทธิ์ใจต่อกันตั้งแต่แรก หัวข้อเรื่องการอยู่ด้วยกันในพื้นที่ส่วนตัวสองต่อสองจึงไม่ได้ถูกพูดถึง มีเพียงช่วงเวลาที่ฮ่องเต้เดินไปปิดผ้าม่านของหน้าต่างด้านข้างเท่านั้นที่เจ้าตัวบ่นออกมาเล็กน้อยเรื่องที่คนข้างบ้านชอบอยากรู้อยากเห็นเรื่องของเขากับน้องแล้วแอบมองมาอยู่บ่อยๆ

“ตอนเข้ามาผมเห็นป้าแกมองมาทางนี้ คงกำลังคิดอะไรไม่ดีเรื่องของผมกับพี่ยุอยู่แน่ๆ”

“อาจจะมองเฉยๆ หรือเปล่า”

“มองเฉยๆ คงไม่จ้องถึงขนาดนั้น แล้วเรื่องนี้ก็ไม่ได้เพิ่งเกิดเป็นครั้งแรกด้วย มุขบอกว่าตอนเพื่อนมาหาคราวก่อนก็จ้องไม่ละสายตาเหมือนกัน”

“แล้วเต้รู้เหตุผลไหม”

ฮ่องเต้ถอนหายใจแล้วตอบออกไปตามตรง

“ดูเหมือนว่าป้าแกคิดจะจับคู่ให้ผมกับหลานตัวเอง... แค่เคยเอาของไปให้ตามมารยาทตอนย้ายมาอยู่ใหม่ๆ ครั้งเดียว ไม่รู้ทำไมถึงฝังใจขนาดนั้น ยิ่งรู้ว่าผมเพิ่งกลับมาจากเมืองนอกก็ยิ่งพยายาม เห็นว่าอยากให้สอนหลานพูดภาษาอังกฤษ ทั้งที่จริงๆ หลานตัวเองก็พูดได้อยู่แล้วเพราะเคยไปเรียนแลกเปลี่ยนมา” 

“ไม่ได้ถึงขั้นคุกคามใช่ไหม” พายุเอ่ยถามพลางเบนสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง เสียดายที่ฮ่องเต้ปิดม่านไปแล้วเขาจึงไม่อาจส่งผ่านคำเตือนไปให้ฝ่ายนั้นได้ 

“ก็ไม่ได้ถึงขั้นคุกคามอะไรหรอก แต่ก็อดรู้สึกอึดอัดใจไม่ได้ พอเป็นเพื่อนบ้านมันเลยพูดยากน่ะ ผมปรึกษากับมุขอยู่ว่าจะจ้างคนมาทำรั้วระแนงบังสายตาเป็นการตัดปัญหา”

จริงอยู่ที่ฮ่องเต้กับประมุขค่อนข้างเคยชินกับการพูดจาตรงๆ ทำอะไรตรงๆ โดยเฉพาะกับฮ่องเต้ที่ไม่ได้ถนอมน้ำใจใครเก่งนัก แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดเขาจึงไม่อยากเข้าไปพูดคุยกับป้าข้างบ้านมากนัก ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเคยเห็นนิสัยป้าแกเวลาพูดคุยกับคนอื่นๆ จึงคิดว่าทางนั้นน่าจะไม่ใช่คนที่ชอบรับฟังใครหรือเปล่า แทนที่จะไปเสี่ยงทะเลาะกันเขากับน้องเลยคิดว่าตัดปัญหาทิ้งน่าจะดีกว่า

“ทำก็ดี แต่จะตัดปัญหาได้จริงๆ หรือเปล่า” พายุขมวดคิ้วพลางออกความเห็นอย่างจริงจัง “ฟังจากที่เต้พูดมา มีความเป็นไปได้มากว่าเขาจะไม่หยุดง่ายๆ หากไม่พูดตรงๆ แต่บางทีการไปพูดตรงๆ ก็อาจจะสร้างปัญหาระยะยาวได้เหมือนกัน”

จะอย่างไรก็เป็นเพื่อนบ้านที่มีกำแพงรั้วติดกัน หากมีปัญหาคงจะสร้างความลำบากใจให้ทั้งสองฝ่ายไม่น้อย ฮ่องเต้ก็คิดแบบนั้นเช่นกันจึงยังอดทนอยู่แบบนี้ ปกติหากไม่มีอะไรเขาก็อาศัยปิดผ้าม่านเอาไว้ตลอดเวลาและทำเหมือนไม่มีใครอยู่แทน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะปิดบังได้อีกนานขนาดไหน เพราะเหมือนว่าหลานของเจ้าตัวจะจงใจเดินผ่านไปผ่านมาหน้าบ้านเขาบ่อยเหลือเกิน

“ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน” 

เมื่อเห็นสีหน้าหนักใจของฮ่องเต้ พายุที่นั่งนิ่งมาโดยตลอดพลันลุกขึ้นยืน เขาบอกให้เจ้าของบ้านรออยู่ที่นี่ จากนั้นเดินออกไปด้านนอกและตรงไปหยิบของจากหลังรถโดยมีสายตาของฮ่องเต้มองตามด้วยความประหลาดใจ ยิ่งพบว่าฝ่ายนั้นหยิบกระเช้าผลไม้เดินไปกดกริ่งบ้านข้างๆ ก็ยิ่งงุนงง 

ป้าข้างบ้านเดินออกมาพูดคุยกับพายุพร้อมหลานสาวของตัวเองด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ดวงตาเป็นประกายเหมือนเจอคนถูกใจจนฮ่องเต้ที่แอบมองอยู่เริ่มกังวลว่าเป้าหมายของป้าอาจจะเปลี่ยนไปเป็นคนที่เขาชอบแทน แต่ในเวลาไม่นานหลังจากนั้นใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มของสองป้าหลานกลับแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือด ตรงกันข้ามกับพายุที่ไม่ได้เปลี่ยนสีหน้าเลยแม้แต่น้อย หลังจากนั้นไม่นานคนตัวสูงที่ยัดกระเช้าผลไม้ใส่มือป้าข้างบ้านก็หมุนกายเดินกลับมาโดยไม่หันไปมองอีก

“พี่ยุ...” คนที่เฝ้ามองเหตุการณ์ทุกอย่างจากในบ้านวิ่งไปหาพายุที่เดินเข้ามาด้านในแล้วจับมือใหญ่จูงให้กลับไปนั่งลงบนโซฟาด้วยกัน “พี่ยุไปคุยอะไรกับป้าหลานคู่นั้นมา แล้วกระเช้าผลไม้นั่นมาจากไหนครับ”

“พี่ค้นหาข้อมูลเมื่อคืน เห็นว่าคนไทยชอบให้ของขวัญกับผู้ใหญ่ พี่คิดว่าอาจจะได้เจอผู้ใหญ่ที่บ้านเต้เลยเตรียมเผื่อเอาไว้”

“พี่ยุมั่นใจได้ยังไงว่าผมจะพามาที่บ้าน”

“พี่ชอบเตรียมการล่วงหน้า ต่อให้ไม่ได้มาหรือไม่เจอก็ยังดีกว่ามาเจอแล้วไม่มีของติดมือมาด้วย” พายุตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งมั่นคงเหมือนกำลังพูดเรื่องทั่วไป ทำเอาคนฟังพูดอะไรไม่ออก สุดท้ายได้แต่หัวเราะออกมาเต็มเสียง

“โอเค เรื่องนี้ข้ามไป เอาเรื่องที่พี่ยุไปคุยกับป้าข้างบ้านก่อน สรุปว่าไปคุยอะไรกันแน่ ทำไมสองป้าหลานคู่นั้นถึงได้ดูหวาดกลัวพี่ยุแบบนั้น”

“ตอนแรกพี่ถามว่าเข้าใจภาษาอังกฤษหรือเปล่า คนเป็นหลานบอกว่าเข้าใจ พี่เลยบอกให้เขาช่วยแปลให้ป้าตัวเองฟัง” เมื่อถูกถามพายุก็ตอบตามตรงโดยไม่คิดปิดบัง ทั้งยังเล่าให้ฟังรวดเดียวจบไม่ขาดตอนแม้แต่นิดเดียว “พี่บอกว่าพี่กับเต้กำลังดูใจกันอยู่ แต่เพราะพี่ต้องตามสืบเรื่องของคู่อริที่เป็นนักโทษหลบหนีคดีค้ายาที่ฆ่าคนตายไปเป็นสิบ พี่เลยค่อนข้างเป็นห่วงความปลอดภัยของเต้ เพราะคนพวกนั้นอาจจะติดตามมาสร้างความเดือดร้อนให้ใครก็ตามที่รู้จักกับพี่ได้ ก็เลยอยากฝากฝังให้พวกเขาช่วยดูแลเต้ในช่วงเวลาที่พี่ไม่อยู่”

“…ที่พูดนั่นเรื่องจริงเหรอครับ”

“ไม่จริง” พายุตอบหน้าตาย “เป็นเรื่องโกหกทั้งหมด ที่มาไทยครั้งนี้พี่มีหน้าที่ดูแลเจ้านายแค่อย่างเดียว”

ฮ่องเต้พูดอะไรไม่ออก ได้แต่มองคนที่เฉลยความจริงออกมาตรงๆ อย่างคาดไม่ถึง เขาแทบจะมองเห็นภาพเลยว่าป้าข้างบ้านกับหลานจะตกใจขนาดไหน แล้วก็มั่นใจไปพร้อมๆ กันด้วยว่าทางนั้นต้องเลิกอยากจับคู่กับเขาแล้วก็ต้องหมดความสนใจต่อกันโดยสิ้นเชิงแน่นอน

ใครมันจะอยากเอาชีวิตตัวเองเข้ามาเสี่ยงกับเรื่องแบบนี้กัน...

“พี่ยุคิดได้ยังไงเนี่ย” ท้ายที่สุดเขาก็หัวเราะออกมาอีกครั้ง ดวงตาที่จ้องมองพายุทวีความชื่นชมและชื่นชอบขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ถ้าไม่ได้มองดูอยู่ตั้งแต่แรก ผมคงไม่เชื่อแน่ๆ ว่าพี่ยุจะทำอะไรแบบนั้นลงไปจริงๆ”

“พี่คิดว่ามันคือทางที่ได้ผลที่สุดเลยจำเป็นต้องโกหก”

“ขนาดโกหกเรื่องแบบนี้คนอื่นยังเชื่อ ถ้าวันไหนพี่ยุโกหกกันขึ้นมาผมคงไม่รู้แน่ๆ”

พายุหันไปมองฮ่องเต้ที่ยังคงยิ้มเหมือนไม่ได้คิดอะไรมากด้วยสายตาเรียบนิ่ง รอจนเห็นว่าอีกฝ่ายจ้องกลับมาแล้วเอียงศีรษะเล็กน้อยคล้ายจะถามว่าเป็นอะไร เขาจึงพูดตอบกลับไปอย่างหนักแน่น

“พี่ไม่มีทางโกหกเต้”

ก็เหมือนกับที่เขาไม่โกหกเรื่องชื่อ... หากเป็นเรื่องที่ตอบไม่ได้จริงๆ ก็จะบอกออกไปตามตรงแทนที่จะโกหก 

กับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน บางครั้งการโกหกเล็กๆ น้อยๆ อาจไม่ส่งผลกระทบอะไรมากมาย แต่ถ้าเป็นคนสำคัญ ไม่ว่าจะเรื่องเล็กน้อยขนาดไหนก็ไม่ควรทำ เพราะมันส่งผลกระทบในด้านลบได้มากมายหลายทาง อย่างน้อยก็ในความคิดของพายุที่ตั้งมั่นว่าจะไม่โกหกคนสำคัญโดยเด็ดขาด

“ถ้าพี่ยุพูดอย่างนั้น ผมก็จะทำแบบเดียวกันครับ” ฮ่องเต้คลี่ยิ้มบาง ให้สัญญาที่ไม่มีคำว่าสัญญาอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องหยุดคิดเลยแม้แต่น้อย 

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น... พวกเขาจะไม่มีวันโกหกกันเด็ดขาด

หากคนอื่นมาได้ยินคงคิดว่านี่เป็นเพียงการรับปากเอาใจตามประสาคนที่เพิ่งจีบกันใหม่ๆ คงมีแค่พวกเขาเท่านั้นที่รู้ว่านับจากวินาทีนี้ไปสัญญาที่ว่าจะคงอยู่ไปตลอดกาล แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด พวกเขาก็ยังไม่เคยผิดสัญญาข้อนี้เลยสักครั้ง

การได้กลับมาเจอกันอีกครั้งหลังจากไม่ได้เห็นหน้ามาสามวันทำให้ฮ่องเต้ค้นพบว่าตัวเองอยากเจอพี่ยุมากขนาดไหน เขาใช้เวลาพูดคุยกับอีกฝ่ายได้อย่างไม่รู้เบื่อ จนล่วงเลยไปถึงช่วงเวลาค่ำมืดก็ยังไม่ได้แยกจากกัน แล้วก็กลายเป็นฮ่องเต้เสียเองที่รั้งอีกฝ่ายเอาไว้หลังจากมั่นใจว่าทางนั้นไม่จำเป็นต้องไปทำธุระอะไร

ไม่รู้จะใช้คำว่าโชคดีได้หรือไม่ เพราะวันนี้ประมุขบอกว่าตัวเองจะกลับค่อนข้างดึก เนื่องจากถูกเพื่อนร่วมคณะลากไปเลี้ยงฉลองในโอกาสอะไรสักอย่าง ฮ่องเต้จึงหลีกเลี่ยงไม่ต้องตอบคำถามน่ารำคาญของน้องชายไปได้อีกวัน แม้จะรู้ตัวดีว่าอีกไม่นานทางนั้นต้องรู้เรื่องทุกอย่างก็ตาม

“พี่ยุพักอยู่แถวไหนครับ ผมรั้งพี่เอาไว้นานแล้ว ลืมนึกไปเลยว่าพี่อาจจะอยู่ไกล”​ คนที่ปกติรอบคอบยิ่งกว่าใครขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อนึกขึ้นได้กะทันหัน แต่ยังไม่ทันได้ตำหนิตัวเองพายุก็ตอบคำตอบนั้นเสียก่อน

“พี่อยู่ที่โรงแรมไม่ไกลจากบ้านเต้เท่าไร ไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว”

“บังเอิญจัง”

“อืม บังเอิญจริงๆ”​ 

ตอนที่ขับรถมาถึงบ้านของฮ่องเต้ พายุยังนึกขอบคุณเพื่อนร่วมงานที่เลือกโรงแรมแห่งนั้นให้เจ้านายอยู่ในใจเลยด้วยซ้ำ เพราะแค่นี้ก็ตัดปัญหาเรื่องการเดินทางมาหากันระหว่างพวกเขาได้แล้ว ดังนั้นแม้จะอยากให้เจ้าของบ้านพักผ่อนเพียงใด เมื่อถูกรั้งเพียงนิดเดียวพายุจึงพร้อมจะอยู่ต่อตามที่ถูกร้องขอทางสายตาและคำพูดทุกเมื่อ

“ถึงจะไม่ไกลอะไรแต่นี่ก็มืดแล้ว พี่ยุเพิ่งจะมาถึงวันนี้ ควรจะกลับไปพักผ่อนให้มากหน่อย” ฮ่องเต้มองนาฬิกาที่กำลังจะชี้ไปยังเลขเก้าแล้วคลี่ยิ้มจาง “เอาไว้เราค่อยเจอกันวันหลัง...”

“พรุ่งนี้”

“ครับ?”

“พรุ่งนี้พี่จะมารับ เต้บอกว่ามีเรียนบ่ายใช่ไหม”

“นั่นก็ใช่อยู่หรอก แต่ว่า...”

“ไม่รบกวน” พายุพูดโดยไม่ต้องรอให้ฮ่องเต้ทักท้วง “พี่อยากเจอก็ต้องมาหา นี่ควรจะบอกว่าเป็นความเห็นแก่ตัวของพี่มากกว่า”

พอได้ยินคำพูดตรงไปตรงมานั่นเข้า ฮ่องเต้ก็พูดอะไรต่อไม่ออก ได้แต่กะพริบตาปริบๆ ก่อนจะหัวเราะออกมา

“ถ้าอย่างนั้นผมขออนุญาตเห็นแก่ตัวบ้างแล้วกัน”

ในเมื่ออยากเจอทั้งคู่ก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องมารยาทอะไรอีกต่อไป ต่อให้มีเวลาอยู่ด้วยกันไม่มากเหมือนตอนไปเที่ยว แต่อย่างน้อยได้พูดคุยต่อหน้า ได้ใช้เวลาเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างทางสองคนก็ดีมากแล้ว อย่างน้อยพวกเขาก็ยังได้เจอหน้ากันทุกวัน

และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ... 

เพราะหลังจากนั้นพวกเขาทั้งคู่ก็ได้เจอหน้ากันทุกวันจนแทบกลายเป็นความเคยชิน 

ฮ่องเต้มีความสุขอยู่กับการได้ใช้เวลากับพายุทุกวันจนเขาหลงลืมไปเสียสนิทว่าความสุขที่มีไม่ใช่สิ่งยั่งยืน เขามีความสุขมากถึงขนาดหลงลืมไปจนหมดสิ้นว่าคนที่ตัวเองชอบไม่อาจอยู่ที่นี่ได้ตลอดไป

ไม่ว่าจะอยากหรือไม่ ท้ายที่สุดวันเวลาที่ต้องตื่นจากฝันก็ยังดำเนินมาถึงอยู่ดี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 84 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

88 ความคิดเห็น

  1. #49 baekbow (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 / 22:36
    เขาเหมือนคนที่เคยรักกันมาในชาติก่อน แล้วได้กลับมาเจอกันอีกครั้งเลยอ่ะ ทุกอย่างมันดูลงล็อกไปหมดจนน่าแปลกใจ ไหนจะความหนักแน่นและจริงจังนี้อีก คือมันรู้สึกได้เลยอ่ะ เหมือนเขาถูกสร้างมาเพื่อกันและกันเลยจริงๆ // ต่างคนต่างรู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร แบบเหมือนอ่านใจกันออกอ่ะ มันดูพิเศษดีจัง ชอบความจริงจังของพี่ยุด้วย ขอแค่เกี่ยวกับเต้เขาดูจริงจังตลอดเลย
    #49
    0
  2. #20 chuenchuen (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 มกราคม 2564 / 11:16
    โอ๊ย.อยากจะเหม็นความร๊ากกกก
    #20
    0
  3. #19 onlyyounger (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 มกราคม 2564 / 19:03
    พี่ยุเป็นผู้ชายเย็นชาที่โคตรอบอุ่นเลย น่ารัก ~
    #19
    0