3KINGS ตอน ฮ่องเต้

ตอนที่ 3 : HONGTAE-2-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 787
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 74 ครั้ง
    25 ม.ค. 64

-2-

“เจ้านายของพี่คงมาพักผ่อนสินะ”

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้”

“แล้วพี่มาเดินเล่นกับผมแต่เช้าแบบนี้ไม่เป็นไรจริงๆ เหรอ”

เมื่อเช้าฮ่องเต้ออกไปเดินเล่นจนเจอกับคนกลุ่มหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นคนของชายชราที่เขาเห็นเมื่อวาน และน่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานของพี่ยุ เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านั้นกำลังเดินไปทั่วอย่างเป็นระบบเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยให้เจ้านาย คนคนเดียวที่ใช้คำว่าพักผ่อนได้น่าจะเป็นชายชราคนนั้น

…แล้วทำไมพี่ยุที่ผ่านมาเห็นเขาเข้าพอดีถึงได้มุ่งตรงเข้ามาหากันได้ ไม่ใช่ว่าคนอื่นทำงานตัวเองก็ต้องทำงานด้วยหรือไง ที่สำคัญคือคนพวกนั้นล้วนแล้วแต่เห็นการกระทำที่ว่าทั้งหมด แต่กลับไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ออกมาเลยแม้แต่อย่างเดียว เพียงปล่อยให้เพื่อนร่วมงานเปลี่ยนมาเดินเล่นกับเขาแทนง่ายๆ เท่านั้น

ฮ่องเต้ไม่คิดว่าตัวเองสำคัญพอจะถามเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของคนที่บอกไม่ได้แม้กระทั่งชื่อจริง แต่อย่างน้อยเขาก็อยากจะมั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ไม่ได้สร้างความลำบากให้กับคนด้านข้าง จะได้ทำทุกอย่างด้วยความสบายใจโดยไม่ต้องลังเลอะไรอีก

“ไม่เป็นไร ได้รับอนุญาตแล้ว”

“โอเค” 

เมื่อได้รับคำตอบ ฮ่องเต้ก็เลิกพูดถึงเรื่องนั้น แม้ความสงสัยมากมายจะยังไม่จางหายไปแต่เขาก็เลือกที่จะเก็บมันเอาไว้และไม่ได้แสดงออกว่าต้องการรู้คำตอบเลยสักนิด คิดเพียงว่าหากได้เดินหน้าต่อไปด้วยกันจริงๆ คงรู้เองในวันหนึ่ง

“จะอยู่ที่นี่อีกกี่วัน”

“หนึ่งอาทิตย์ครับ นี่ก็วันที่สองแล้ว” ฮ่องเต้หยุดเท้าลงที่ริมลำธารเล็กๆ สายหนึ่ง ดวงตาจ้องมองวิวทิวทัศน์โดยรอบด้วยความสบายใจ พร้อมกันนั้นก็หยิบกล้องออกมาถ่ายรูปพื้นที่รอบๆ ไปด้วย “พี่ล่ะ เจ้านายจะอยู่ที่นี่นานหรือเปล่า”

“สิบวันก่อนจะเข้ากรุงเทพฯ”

“งั้นถ้าโชคดีเราอาจจะมีโอกาสได้เจอกันที่กรุงเทพฯ อีกสินะ”

“พี่ไม่เชื่อเรื่องโชค” พายุหันไปมองคนที่กำลังทำสีหน้าประหลาดใจอยู่ด้านข้างก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคง “ถ้าเต้ต้องการพี่จะไปหาแล้วเราจะได้เจอกันอีก”

คำพูดที่จริงจังไม่แพ้สีหน้าของพายุเรียกเสียงหัวเราะจากผู้เฝ้ามองได้เป็นอย่างดี ฮ่องเต้มั่นใจว่าเขาไม่ใช่คนอารมณ์ดีแบบน้องชาย ถึงจะไม่เข้าขั้นเย็นชาหน้านิ่งอะไรขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้ยิ้มตลอดเวลาเหมือนตอนนี้แน่นอน

ในที่สุดเขาก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดประมุขจึงยิ้มหน้าบานเหมือนคนบ้าแทบจะตลอดเวลาเพียงแค่ได้เห็นข้อความจากคนสำคัญ

“ผมจะรอนะ” ฮ่องเต้พูดพร้อมรอยยิ้มกว้าง ดวงตาเปล่งประกายน่ามองจนคนที่ดูคล้ายจะเก็บซ่อนทุกความรู้สึกได้อย่างแนบเนียนมีสีหน้าอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว 

เห็นได้ชัดว่าการพูดคุยกันอย่างเป็นตัวเองทำให้พวกเขาค้นพบว่าความสัมพันธ์ในครั้งนี้ค่อนข้างเป็นไปในแง่บวกมากทีเดียว ยิ่งนานก็ยิ่งรู้สึกว่าใช่ ถูกใจไปหมดทุกอย่าง ที่เหลือคงเป็นหน้าที่ของเวลาที่จะพิสูจน์ว่าด้านอื่นๆ ที่อาจได้เห็นในอนาคตจะยังถูกใจตัวเองอยู่หรือไม่ 

ส่วนปัจจัยภายนอกอื่นๆ... เห็นทีคงต้องรอให้ถึงเวลาก่อน

ปกติฮ่องเต้ไม่ใช่คนพูดมาก เขาเป็นเพียงคนธรรมดาทั่วไปที่ชื่นชอบการอยู่กับตัวเอง ทำนั่นทำนี่ฆ่าเวลาไปเรื่อยเปื่อย แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดเมื่อมีคนที่เอาแต่เงียบและจ้องหน้ากันนิ่งๆ แทบจะตลอดเวลาอยู่เคียงข้าง เขาจึงขยันพูดขึ้นมาอย่างน่าประหลาด หรือบางครั้งเมื่อเหนื่อยแล้วเงียบกันไปทั้งคู่ บรรยากาศรอบกายก็ไม่ได้ดูอึดอัดเลยแม้แต่น้อย

ความรู้สึกเช่นนี้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องนานถึงห้าวัน ในทุกๆ เช้าเมื่อลืมตาตื่นและเดินออกไปนอกระเบียง ฮ่องเต้จะเห็นคนคนเดิมยืนรออยู่ด้านนอก ชายคนนั้นยังคงยืนยันไม่ยอมเข้ามาในเขตบ้านพักของเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่ว่าจะมารอรับออกไปเดินเที่ยวด้วยกันหรือตอนเดินกลับมาส่งก็ไม่เคยข้ามอาณาเขตที่ถูกแบ่งด้วยทางหินเข้ามาด้านในเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ความน่ารักของคนที่บอกว่าต้องการให้เกียรติเขาซึ่งเพิ่งเจอกันได้ไม่นานทำให้ความประทับใจที่ฮ่องเต้มีต่ออีกฝ่ายเพิ่มพูนสูงขึ้นทุกวัน เขาเข้าใจดีว่าพี่ยุต้องการบอกให้รู้ว่าตัวเองไม่ได้หวังจะทำอะไรฉาบฉวย แต่กำลังจริงจังในความสัมพันธ์นี้มากๆ แล้วก็ต้องการให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเรียบง่ายทว่ามั่นคง ไม่อยากให้เขาคิดแม้เพียงเสี้ยววินาทีว่าตัวเองเข้าหาเพราะหวังบางสิ่งบางอย่าง

“วันนี้ผมไม่อยากไปไหน ไปนั่งเล่นที่ระเบียงกันเถอะ” ท้ายที่สุดในวันที่หก ฮ่องเต้ก็เป็นฝ่ายดึงแขนของคนที่เขามอบความเชื่อใจให้เกินกว่าครึ่งเข้าไปในเขตบ้านพักด้วยตัวเอง “ถ้าพี่ยุลำบากใจ เราไม่ต้องเข้าไปข้างในก็ได้”

“พี่ไม่ได้ลำบากใจ”

“ผมรู้ว่าพี่ยุอยากพูดอะไร เอาเป็นว่าเรานั่งเล่นตรงนี้ก็พอ”

ฮ่องเต้ค่อนข้างมั่นใจในสายตาของตัวเอง เขาพบเจอผู้คนมาหลากหลายประเภท ไม่ได้ถูกเลี้ยงดูเหมือนไข่ในหิน ต้องทำหลายสิ่งหลายอย่างด้วยตัวเอง ที่สำคัญคือค่อนข้างจะรับวัฒนธรรมตะวันตกมาไม่น้อย ต่อให้อยู่ในพื้นที่ส่วนตัวสองต่อสองกับคนที่กำลังพูดคุยกันอยู่จริงๆ เขาก็คงไม่ได้คิดมากอะไรอยู่ดี

ถึงอย่างนั้นเพื่อความสบายใจของคนที่ให้เกียรติกันเอามากๆ เขาคิดว่าตัวเองก็ควรจะให้เกียรติอีกฝ่ายด้วยการเคารพความต้องการนั้นเช่นกัน

“พรุ่งนี้เต้กลับตอนไหน”

“ผมคิดว่าจะออกแต่เช้า ไปถึงจะได้มีเวลาพักผ่อนมากหน่อยก่อนจะต้องกลับไปเรียนในวันถัดไป”

“กลับคนเดียวใช่ไหม”

“ครับ”

“พี่จะไปส่งที่สนามบิน” พายุกล่าวโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “พรุ่งนี้จะมาหาที่นี่”

“ผมไปเองได้ครับ จริงๆ มีรถรับส่งจากที่นี่อยู่แล้ว ไม่ได้ลำบากอะไรเลย” 

คนฟังนิ่งไปเล็กน้อยคล้ายกำลังคิดหาคำตอบที่ดูมีเหตุผลมากพอและไม่ตรงไปตรงมาจนเกินไป แต่สุดท้ายเมื่อเห็นรอยยิ้มของฮ่องเต้ เขาก็ได้แต่หยุดความคิดทุกอย่างแล้วพูดออกไปตามตรง

“พี่อยากไปส่ง”

พายุไม่เคยพยายามทำความรู้จักกับคนอื่น เขาจึงไม่รู้ว่าการจะจีบใครสักคนควรทำอย่างไร มีครู่หนึ่งที่คิดขึ้นมาว่าบางครั้งคำพูดตรงไปตรงมาของตัวเองอาจจะไม่ใช่อะไรที่น่าฟังจึงพยายามปรับให้ดูดีขึ้น แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดพอสบตากับคนตรงหน้าจึงหลงลืมความคิดพวกนั้นไปจนหมดสิ้น

...เพราะดวงตาคู่นั้นกำลังบอกว่าชื่นชอบเขาที่เป็นแบบนี้มากเพียงใด

“น่าแปลก” ฮ่องเต้สบตาคนที่จ้องเขานิ่งกลับไปตรงๆ แล้วพูดพร้อมรอยยิ้มจาง “ผมไม่คิดเลยว่าคนเราจะชื่นชอบความเป็นตัวเองของใครคนหนึ่งได้มากขนาดนี้... มากจนคิดว่าเขาทำอะไรก็ดูน่ารักไปหมด”

พายุพยักหน้ารับโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า น้ำเสียงเรียบนิ่งที่ทิ้งความพยายามจะปรับเปลี่ยนการพูดจาไปจนหมดสิ้นเอ่ยคำตอบกลับโดยไม่เสียเวลาหยุดคิดเลยแม้แต่น้อย

“คิดเหมือนกัน”

พอเห็นคนที่ภายนอกดูเข้มงวดดุดัน ไม่ว่าท่าทางการแสดงออกใดๆ ล้วนเป็นระเบียบไปหมดมาพูดจาในรูปแบบที่มีความหมายเช่นนี้ แน่นอนว่าคนที่เคยรู้จักกันมาก่อนคงรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย แต่เพราะฮ่องเต้รู้จักพายุในรูปแบบนี้มาตั้งแต่ต้น นอกจากจะไม่ประหลาดใจเขายังชอบพายุที่เป็นเช่นนี้มากขึ้นเรื่อยๆ อีกต่างหาก

...ไม่รู้ว่าภายในเวลาเกือบหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาตัวเองเปลี่ยนคำว่าถูกใจเป็นคำว่าชอบไปตั้งแต่เมื่อไร เผลออีกทีก็ใช้คำนี้ไปแล้วจนบางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่าเร็วเกินไปหรือเปล่า

“ตอนแรกผมคิดว่าเจ้านายอนุญาตให้พี่ออกมาใช้เวลาส่วนตัวได้ในช่วงที่ไม่ต้องทำงาน แต่หลายวันมานี้เราตัวติดกันแทบจะตลอดเวลา ต่อให้ไม่อยากสงสัยก็คงต้องสงสัยแล้วว่ามันผิดปกติหรือเปล่า” ฮ่องเต้ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมกันนั้นก็ลอบสังเกตท่าทีของคนข้างกายไปด้วย “ผมตั้งใจจะไม่ถามเพราะเราเพิ่งรู้จักกัน คิดเอาไว้ว่าจะรอก่อน แต่หลายวันมานี้มีอะไรน่าสงสัยเต็มไปหมดจนผมเริ่มไม่มั่นใจว่าควรจะทำตัวยังไงต่อดี”

“พี่เข้าใจ”​ พายุพยักหน้า พอคิดในมุมกลับกัน เป็นเขาก็คงสงสัยและลังเลในความสัมพันธ์ครั้งนี้ เพราะไม่รู้เลยว่าคนที่เข้าหาตัวเองเป็นดีจริงๆ หรือเปล่า มองอย่างไรก็ดูน่าสงสัยไปหมดทุกทาง “พี่จะบอกเท่าที่บอกได้”

“ครับ”

“พี่เป็นทหาร...กำลังรับหน้าที่ดูแลเจ้านายที่เต้เห็นในวันแรก นี่คือทุกอย่างที่พี่บอกได้ในตอนนี้”

เป็นทหารที่รับงานบอดี้การ์ดให้กับคนคนหนึ่ง... ไม่ต้องคาดเดาฮ่องเต้ก็รับรู้ได้แทบจะทันทีว่าคนคนนั้นต้องเป็บบุคคลสำคัญแน่นอน ยิ่งนึกถึงเรื่องที่การ์ดรอบตัวอีกฝ่ายทุกคนมีท่าทางคล้ายคลึงกับพี่ยุทั้งหมด เขาก็ยิ่งมั่นใจว่าคนเหล่านั้นก็ต้องเป็นทหารเช่นกัน

“เข้าใจแล้ว ขอบคุณนะครับที่บอก อย่างน้อยผมจะได้มั่นใจว่าพี่ไม่ได้ทำงานไม่ดี” ฮ่องเต้พูดกลั้วหัวเราะเพื่อทำให้บรรยากาศดีขึ้น หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นและไม่วกกลับมาพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย ราวกับเขาได้รับคำตอบที่พอใจแล้วเลยไม่ต้องการสร้างความลำบากใจให้พายุอีก

แน่นอนว่าการกระทำนั้นสร้างความพอใจให้ผู้เฝ้ามองเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่ฮ่องเต้กำลังนึกขอบคุณและดีใจที่อย่างน้อยพี่ยุของตัวเองก็เปิดเผยเรื่องของตัวเองบางส่วน พายุก็กำลังดีใจเช่นกันที่เขาเลือกคนถูก

จนถึงตอนนี้ไม่มีความลังเลใดๆ อีกต่อไป แม้จะรู้ว่าอนาคตคงยากลำบากไม่น้อย แต่เขาก็จะไม่ปล่อยโอกาสนี้ไปเด็ดขาด จู่ๆ ก็ได้พบเจอคนที่ชื่นชอบตั้งแต่ได้พบหน้า ยิ่งพูดคุยยิ่งสัมผัสได้ถึงความแตกต่างที่ลงตัวไปหมด กระทั่งคนที่เคยคิดว่าตัวเองตายด้านไปแล้วก็ยังต้องยอมยกธงขาวให้กับสิ่งที่เรียกว่าความรู้สึก

“เล่าเรื่องเต้ให้พี่ฟังบ้างได้ไหม”

“ได้สิครับ” ฮ่องเต้พยักหน้ารับง่ายๆ ไร้ซึ่งท่าทีกดดัน “พี่ยุอยากรู้อะไรก็ถามได้เลย"

“พี่อยากรู้ทุกเรื่อง”

“ทุกเรื่องเลยเหรอ”

“ทุกเรื่อง...ที่เต้อยากเล่า” เมื่อพูดมาถึงตรงนี้พายุก็เงียบไปสักพัก จากนั้นจึงเอ่ยต่อให้จบตามความตั้งใจเดิม “ไม่ต้องรีบบอกทั้งหมด จะเล่าแค่วันละเรื่องจนกว่าจะไม่มีอะไรเล่าก็ได้”

“แบบนั้นน่าจะใช้เวลาทั้งชีวิตเลยนะ” 

“ได้ก็ดีเหมือนกัน”

เสียงหัวเราะของฮ่องเต้หยุดชะงักกะทันหันเมื่อได้ยินคำพูดของคนที่เอาแต่มองเขานิ่งไม่ยอมละสายตาไปไหน คำพูดเมื่อครู่หากเป็นคนอื่นคงถูกมองว่าพูดเพื่อเอาใจ แต่เมื่อคนที่พูดมันออกมาคือนายทหารชาวต่างชาติที่มีใบหน้าจริงจังยิ่งกว่าอะไร ความหมายของมันจึงแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง

...แล้วก็เป็นฮ่องเต้เองที่หลบสายตานั้นก่อนอย่างทำอะไรไม่ถูก

“ถ้าอย่างนั้นเริ่มจากเรื่องทั่วไปก็แล้วกัน” 

“เอาสิ”

ฮ่องเต้เล่าเรื่องราวส่วนตัวเกี่ยวกับตัวเองให้พายุฟังหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความชอบ กิจกรรมยามว่าง หรือสิ่งที่อยากทำในอนาคตก็ตาม มีเพียงเรื่องครอบครัวเท่านั้นที่เขายังไม่พร้อมจะเล่าให้ฟังทั้งหมดจึงบอกเพียงว่าตัวเองมีพี่ชายหนึ่งคนกับน้องชายอีกหนึ่งคน

“ผมคิดว่าหลังจากเรียนจบ หากเป็นไปได้คงจะหางานทำที่บ้าน เพราะแต่ไหนแต่ไหนมาก็ชอบชีวิตเรียบง่ายที่ไม่ต้องเร่งรีบแข่งกับใครอยู่แล้ว ถ้าตอนเช้ามีเวลาตื่นมาทำงานบ้าน รดน้ำต้นไม้ ใช้ชีวิตอยู่กับตัวเองให้มากหน่อยก็คงดี”

“ถ้าเป็นแบบนั้นได้คงจะดีจริงๆ นั่นแหละ”

“พี่ยุก็ชอบอยู่บ้านเหรอ”

“บ้าน...” พายุนิ่งคิดไปพักใหญ่ก่อนจะส่ายหน้า “พี่ไม่แน่ใจว่าตัวเองมีสิ่งที่เรียกว่าบ้านหรือเปล่า”

ในเวลานั้นฮ่องเต้ทำได้เพียงรับฟังคำพูดของใครอีกคนโดยไม่ได้ตอบอะไร การที่เพิ่งได้เจอกันไม่นานและถูกบีบบังคับด้วยคำว่ายังไม่รู้จักกันมากพอทำให้เขาได้แต่นิ่งไปทั้งอย่างนั้น 

...ไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิดว่าสมองและหัวใจของตัวเองจดจำเรื่องนี้เอาไว้เป็นเวลานานนับปีเพื่อรอคอยโอกาสที่จะพูดออกไป

‘ให้ผมเป็นบ้านสำหรับพี่ยุได้ไหม’

 

 

 

เช้าวันถัดมาพายุมารอรับฮ่องเต้ที่หน้าบ้านตั้งแต่เช้าตามที่เคยบอกเอาไว้ ชายหนุ่มรอจนฮ่องเต้อนุญาตจึงเดินเข้าไปด้านใน ช่วยถือกระเป๋าและข้าวของต่างๆ โดยไม่รั้งรอ เพราะรู้ดีว่าคนข้างกายไม่มีทางร้องขอแน่นอน 

“ขอบคุณครับ” ฮ่องเต้ที่เพิ่งเคยถูกเอาใจอมยิ้มแทบจะตลอดเวลา ไม่อาจปฏิเสธว่าเขารู้สึกดีเอามากๆ แม้นี่จะเป็นเพียงเรื่องที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรในสายตาของคนอื่นก็ตาม

พวกเขาเดินทางออกจากที่พักโดยใช้รถยนต์คันหรูที่ประมุขจำได้ว่าเป็นคันที่เจ้านายของพี่ยุเคยนั่ง ยิ่งเห็นก็ยิ่งสงสัยว่าอีกฝ่ายเอารถเจ้านายมาใช้อย่างนี้ได้ยังไง แต่เพราะตอนนี้มีเรื่องที่กังวลมากกว่าอยู่ในใจ เพียงไม่นานเขาจึงโยนความสงสัยนั้นทิ้งไปอย่างง่ายดาย

ในเวลานี้สิ่งที่ทำให้ฮ่องเต้นึกถึงได้มีเพียงเรื่องเดียว... ก็คือเรื่องที่พวกเขากำลังจะแยกกันไปคนละทาง

กับคนคนหนึ่งที่ไร้ประสบการณ์ในด้านความรักโดยสิ้นเชิง ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งเขาจะเข้าใจขึ้นมา ว่าเวลาเราเจอคนที่ชอบแล้วต้องแยกกันไปคนละทางโดยไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้พูดคุยกันอีกหรือไม่มันรู้สึกอย่างไร 

ทั้งหวาดหวั่นว่าตัวเองจะรู้สึกมากกว่าจนเผลอคาดหวังไปโดยไม่รู้ตัว แล้วก็กังวลว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่มีทางได้สานต่อและกลายเป็นเพียงความทรงจำสั้นๆ ที่วันหนึ่งอาจจะจางหายไปตามกาลเวลา

“เต้”

“ครับ”

“ถ้ากลับถึงบ้านแล้ว ช่วยส่งข้อความมาบอกพี่ได้ไหม”

ฮ่องเต้หันไปมองใบหน้าด้านข้างของคนที่กำลังขับรถด้วยความประหลาดใจ งุนงงว่าเพราะเหตุใดพี่ยุจึงทำราวกับรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ หรือถ้าไม่ได้รู้จริงๆ ก็คง...กำลังคิดแบบเดียวกันอยู่

“ได้” เขาพยักหน้ารับคำอย่างอารมณ์ดี “ลงจากเครื่องเมื่อไร ผมจะบอกพี่ยุทันที”

“เป็นแบบนั้นได้ก็ดีเหมือนกัน” 

คนสองคนที่ดูเหมือนจะเป็นกันเองมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ตั้งแต่แรกก็ไม่ได้มีความอึดอัดอะไรอยู่แล้วมองตรงไปนอกหน้าต่าง เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าบรรยากาศรอบกายแลดูน่าขัดเขินมากกว่าทุกที ซึ่งก็อาจนับได้ว่าเป็นโชคดี เพราะเพียงแค่นี้ความเป็นกังวลที่เคยมีก็จางหายไปจนหมดสิ้น

ฮ่องเต้เดินทางไปถึงสนามบินในเวลาไม่นานหลังจากนั้น ตลอดเวลาที่ต้องรอขึ้นเครื่อง พี่ยุคอยอยู่เคียงข้างเขาตลอดเวลา ยืนยันอย่างมั่นใจว่าจะรอจนกว่าเขาจะไปค่อยกลับ ท่าทางดื้อดึงมากจนฮ่องเต้เถียงอะไรไม่ออก ได้แต่ยินยอมให้ทำตามความต้องการทั้งอย่างนั้น 

อีกอย่าง...ยังไงก็ไม่ได้อยากรีบบอกลากันอยู่แล้วด้วย

“อีกสามวันพี่ยุจะเข้ากรุงเทพฯ ใช่ไหม” ฮ่องเต้หยุดเท้าแล้วหันกลับไปถามคนที่เดินมาส่งเขาถึงที่

“ใช่”

“พี่บอกว่าจะมาหาผมแน่ๆ”

“ใช่”

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรต้องร่ำลาแล้ว เอาไว้เจอกันนะครับ”

พายุไล่สายตาสำรวจองค์ประกอบบนใบหน้าของฮ่องเต้อย่างตั้งใจ จวบจนเมื่อแน่ใจว่าต่อให้ไม่ได้เจอก็จะยังจดจำทุกอย่างบนใบหน้านั้นได้ เขาจึงพยักหน้าน้อยๆ แล้วเอ่ยซ้ำอีกครั้ง

“ถ้าถึงแล้วอย่าลืมบอกพี่”

“ไม่ลืมแน่นอนครับ” ฮ่องเต้ส่งยิ้มให้คนพูดอีกครั้ง หลังจากโบกมือเป็นหนสุดท้ายก็หมุนกายเดินจากไปโดยไม่หันกลับไปมองคนที่ยืนส่งอยู่ด้านหลังอีก ทิ้งไว้เพียงพายุที่เฝ้ามองตามแผ่นหลังนั้นไปจนสุดสายตา และยังคงยืนอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานหลายนาทีกว่าจะเดินกลับไปยังทางที่จากมา

เส้นทางของพวกเขาในตอนแรกดูคล้ายไม่มีวันบรรจบกันได้ แต่แล้ววันหนึ่งกลับได้มาพบหน้าโดยบังเอิญ เมื่อแยกจากไปแล้วก็ไม่รู้เลยว่าจะได้กลับมาพบอีกครั้งหรือไม่ ราวกับมีเพียงเชือกเส้นบางเชื่อมต่อกันเอาไว้ เป็นเชือกที่หากกระตุกเพียงนิดเดียวก็พร้อมจะขาดออกได้ทุกเมื่อ ทว่าถ้ามั่นคงมากพอ แม้ระยะทางยาวไกลเพียงใดเชือกเส้นที่ว่าก็จะรัดพันแน่นหนาขึ้นเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดก็ไม่อาจแยกจากกันได้อีก

...ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับคนสองคนเท่านั้น

ฮ่องเต้ใช้เวลาเดินทางเพียงไม่นานก็ถึงจุดหมาย สิ่งแรกที่เขาทำเมื่อลงจากเครื่องคือการส่งข้อความไปบอกน้องชายว่ากำลังจะถึงบ้าน จากนั้นจึงทักไปหาคนที่เพิ่งแยกจากกันมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนตามสัญญา 

หน้าจอที่ปรากฏข้อความตอบกลับจากคนที่บอกเอาไว้ว่าอาจตอบช้าเพราะต้องทำงานเรียกรอยยิ้มจากเขาได้ไม่ยาก ทั้งที่อุตส่าห์พูดเผื่อเอาไว้แท้ๆ แต่กลายเป็นตอบกลับไวกว่าประมุขที่ปกติเฝ้าจอตลอดเวลาเสียอีก

“พี่ยุ?” ฮ่องเต้ยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูอย่างประหลาดใจเมื่อจู่ๆ คนที่อยู่อีกฝั่งก็โทรเข้ามาหลังจากตอบข้อความแทบจะทันที

[พี่ว่าง]

“หืม…”

[จะคุยเป็นเพื่อนจนกว่าจะถึงบ้าน]

ฮ่องเต้หลุดหัวเราะออกมาจนสุดเสียง ไม่รู้จะเชื่อดีหรือไม่ว่าพี่ยุว่างอย่างที่พูดจริงๆ แม้จะมั่นใจว่าคนทางนั้นไม่มีทางโกหก แล้วก็ไม่มีทางทิ้งงานการหรือทำอะไรหลบๆ ซ่อนๆ ก็ตาม

“ไม่ต้องทำงานจริงๆ เหรอ”

[ไม่ต้องทำ... จริงๆ พี่ได้รับอนุญาตมาตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ได้มีหน้าที่ต้องทำอะไร แต่เพราะคิดว่าว่างแล้วก็ไม่มีอะไรอยากทำเป็นพิเศษเลยทำงานเหมือนคนอื่น]

“พอมาเจอผมถึงได้ใช้สิทธิ์นั้นสินะ”

[ใช่]

“ผมเริ่มสงสัยแล้วว่าพี่ยุเป็นแค่ทหารคนหนึ่งที่ตอนนี้ทำหน้าที่ดูแลเจ้านายคนนั้นจริงๆ หรือเปล่า” ดูจากคำพูดที่ทางนั้นเอ่ยออกมา มองอย่างไรก็ไม่เหมือนสิทธิ์ที่ลูกน้องคนหนึ่งควรจะได้เลยสักนิด แต่เพราะมองออกว่าพี่ยุอาจจะยังไม่อยากพูดถึงเรื่องนั้น ฮ่องเต้จึงเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นในทันที “ถ้าพี่ยุมากรุงเทพฯ เราจะไปไหนกันดีนะ”

[พี่มีใบอนุญาตขับรถก็จริง แต่ไม่ได้รู้จักสถานที่ในไทยเป็นพิเศษ คนเป็นเจ้าบ้านคงต้องนำเที่ยวแล้วละ]

“ปกติผมก็อยู่แต่บ้านเหมือนกัน แถมเพิ่งกลับไทยมาไม่นานด้วย” ฮ่องเต้หัวเราะเสียงใสเพราะมั่นใจว่าตัวเองก็ไม่ได้รู้ดีไปกว่าอีกคนเลยสักนิด “ไม่เป็นไร ยังมีเวลาอีกสามวัน ระหว่างนี้ผมจะไปหาข้อมูลแล้วเอามานำเสนอพี่ยุนะ”

[ได้] ยิ่งพูดน้ำเสียงจากปลายสายก็ยิ่งอ่อนลงเรื่อยๆ ต่อให้มีความแข็งกระด้างปนอยู่บ้างตามนิสัย แต่เพียงแค่นี้ก็มากพอจะบอกได้แล้วว่าทางนั้นให้ความสำคัญกับฮ่องเต้มากเพียงใดจึงแสดงท่าทีที่แตกต่างจากเวลาอยู่กับคนอื่นออกมามากขนาดนี้

“ตอนที่เลือกรีสอร์ทของป้าแสงเดือน ผมก็ค้นหาข้อมูลแล้วเสี่ยงดวงเอาเหมือนกัน โชคดีที่พอไปแล้วถูกใจทุกอย่างตามที่คิดจริงๆ” 

[ดีแล้วที่เลือกที่นั่น ถ้าเต้เลือกที่อื่นเราคงไม่ได้พบกัน]

“…นี่พี่ยุพูดจาแบบนี้อย่างเป็นธรรมชาติได้ตั้งแต่เมื่อไรกันนะ” ฮ่องเต้เม้มปากกลั้นรอยยิ้มจนตาโค้งเป็นสระอิ เข้าใจความรู้สึกของคนที่เพิ่งได้รู้จักความรักอย่างชัดเจนก็ตอนนี้

[พี่ก็เพิ่งรู้ว่าตัวเองพูดแบบนี้ได้เหมือนกัน] 

คำพูดที่ไม่ได้เหมาะกับโทนเสียงของผู้พูดเลยแม้แต่น้อยทำให้คนฟังหัวเราะออกมาเป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่ทราบ ในเวลานี้ดวงตาของฮ่องเต้เป็นประกายระยิบระยับน่ามอง บอกให้รู้ว่าเขามีความสุขมากเพียงใด และมันก็ทำให้คนที่อยู่อีกฝั่งอดรู้สึกเสียดายขึ้นมาไม่ได้เพราะความห่างไกลทำให้เขาไม่ได้เห็นสีหน้ามีความสุขที่ว่านั่น

ฮ่องเต้เดินทางกลับถึงบ้านในเวลาไม่นานต่อจากนั้น แต่เพราะยังพูดคุยพัวพันอยู่กับพายุ และเขาก็ยังไม่อยากวางสาย หลังจากเห็นว่าน้องชายยังไม่กลับบ้านจึงยังคุยกันต่อ ไม่ได้วางในทันทีที่ถึงจุดหมายตามที่คิดกันไว้ในตอนแรก 

“เปิดวีดีโอคอลได้ไหม”

ท้ายที่สุดเมื่อฝืนกลั้นความรู้สึกและความนึกคิดเอาไว้ไม่ไหว ฮ่องเต้ก็เป็นฝ่ายร้องขอสิ่งที่ต้องการก่อนอย่างไม่อาจห้าม ซึ่งก็โชคดีเหลือเกินที่พายุเองก็คิดแบบเดียวกัน เขาจึงตอบคำถามด้วยการส่งคำขอเปิดกล้องมาโดยไม่เสียเวลาตอบคำถาม

[เห็นชัดหรือเปล่า]

ภาพที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอคือใบหน้านิ่งสงบของพายุ ฉากด้านหลังของเขาคือห้องพักห้องหนึ่งซึ่งฮ่องเต้คิดว่าน่าจะเป็นบ้านพักของป้าแสงเดือนที่ทางนั้นพักอาศัยอยู่ ทว่าเมื่อมองด้วยสายตาคร่าวๆ เขากลับพบว่ามันดูกว้างขวางกว่าบ้านพักของตัวเองไม่น้อย เห็นได้ชัดว่านั่นคือบ้านพักหลังใหญ่ที่ป้าแสงเดือนพูดถึง

“ชัดครับ พี่ยุล่ะ”

[ชัด... นั่นห้องเต้เหรอ]

“ใช่แล้ว” ฮ่องเต้หมุนกล้องหันไปรอบๆ ให้คนที่คุยด้วยเห็นสภาพห้องนอนอันแสนเรียบง่ายของตัวเอง “ดูสะอาดเรียบร้อยไหม”

[อืม เหมาะกับเต้มาก]

ฮ่องเต้ยิ้มรับ ไม่ได้บอกว่าแท้จริงเขาหวงพื้นที่ส่วนตัวมากขนาดไหน ไม่มีทางที่คนนอกจะได้เข้ามาเหยียบหรือมองเห็นแน่นอน กระทั่งประมุขก็เข้ามาแค่นานๆ ครั้งเพราะเข้าใจนิสัยของพี่ชาย แต่กับคนตรงหน้า...ความรู้สึกหวงของที่ว่ากลับไม่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย เชื่อว่าหากพี่ยุยืนอยู่ตรงนี้ เขาก็คงเปิดประตูให้อีกฝ่ายเข้ามาด้านในอย่างไม่คิดอะไร

“เมื่อวานผมบอกว่าที่ห้องมีภาพวาดที่เคยส่งประกวดอยู่ภาพหนึ่ง พี่ยุอยากเห็นไหม”

[อยาก]

เมื่อได้ยินคำตอบ ฮ่องเต้ก็ผุดลุกขึ้นเดินไปที่มุมหนึ่งของห้องซึ่งมีภาพวาดแขวนอยู่บนผนัง นี่คือหนึ่งในหัวข้อพูดคุยไม่รู้จบที่เขาใช้คุยกับพี่ยุเมื่อวานนี้

“ภาพนี้ผมวาดขึ้นมาตอนที่ว่างเมื่อหลายอาทิตย์ก่อน ไม่คิดเลยว่าจะได้รางวัลจากมหาวิทยาลัยจริงๆ ทั้งที่ส่งเข้าประกวดเล่นๆ แท้ๆ”

[เต้มีฝีมือ] พายุจ้องมองภาพอย่างตั้งใจ [ไม่คิดจะเอาดีทางนี้เหรอ]

“เคยคิดครับ แต่ตอนนี้ไม่แล้ว ผมคิดว่าตัวเองไม่เหมาะกับทางสายนั้นเลยมองเป็นแค่งานอดิเรก”

[ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีทางเลือก เต้เลือกได้ก็ดีแล้ว]

“จริงอย่างที่พี่ยุพูด” ฮ่องเต้พยักหน้าเห็นด้วย สายตาจับจ้องใบหน้าของคนที่อยู่ในจอนิ่งงัน “ไม่ใช่ทุกคนที่เลือกทางเดินของตัวเองได้ บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยากทำอะไร แต่ชีวิตก็เป็นแบบนี้แหละ”

[…]

“ผมเชื่อว่าถ้าเรายังไม่สูญเสียตัวตนและความตั้งใจไป ในอนาคตไม่วันใดก็วันหนึ่งจะต้องได้เลือกเส้นทางที่เป็นของตัวเองอย่างแท้จริงแน่นอน”

พายุเงียบไปพักใหญ่ ดวงตามีแวววูบไหววาบผ่านไปอย่างรวดเร็วก่อนจะจางหายจนไม่อาจจับสังเกต ในเวลานั้นเองที่มุมปากที่เรียบตรงมาโดยตรงยกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มเบาบางที่มองแทบไม่เห็น

[ถ้าไม่รู้อยู่แล้ว พี่คงคิดว่าเต้อายุมากกว่า]

“พี่ยุจะบอกว่าผมพูดเหมือนคนแก่สินะ” ฮ่องเต้ยักไหล่ ไม่ได้นึกโกรธอะไรเพราะได้ยินน้องชายบ่นจนชินแล้ว “ผมชอบอ่านหนังสือ... แล้วก็พบเจอเรื่องราวต่างๆ มามากพอควร ถ้ายังทำตัวเป็นเด็กตามอายุคงไม่ไหวหรอก”

ถ้ายังทำตัวเป็นเด็กแล้วจะดูแลน้องชายซื่อบื้อที่ใสสะอาดยิ่งกว่าใครได้ยังไงกัน... ตั้งแต่เหลือกันอยู่สองคน ฮ่องเต้ก็คิดมาโดยตลอดว่าจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องประมุข ทำให้อีกฝ่ายได้เติบโตขึ้นมาอย่างร่าเริงสดใสตามวัย ไม่ต้องเจ็บปวดเพราะอะไรทั้งนั้น

[ตอนนี้ไหว]

“…”

[เมื่อก่อนอาจจะปล่อยตัวตามสบายไม่ไหว แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้ว] พายุจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของฮ่องเต้ ราวกับต้องการส่งผ่านความจริงใจมาให้เขาผ่านหน้าจอโทรศัพท์ [ถ้าพี่อยู่ด้วย เต้จะทำตัวโตกว่านี้หรือเด็กกว่านี้ก็ไม่เป็นไร]

คำพูดพวกนั้น...

ช่างเป็นวิธีการจีบที่ขี้โกงจริงๆ

“ถ้าสุดท้ายเราเข้ากันไม่ได้ขึ้นมาจนต้องแยกย้ายไปคนละทาง ผมคงเสียใจแย่” เพราะไม่รู้เลยว่าจะมีโอกาสได้พบเจอกับคนที่พูดแบบนั้นออกมาอีกหรือเปล่า

ไม่ใช่แค่พูดจาตรงใจราวกับกำลังขี้โกง แต่ยังทำให้เขาเชื่อมั่นเพียงแค่ได้สบตาผ่านหน้าจอ

ฮ่องเต้เม้มปาก สรุปกับตัวเองเงียบๆ ในใจว่าหากพลาดไปคงไม่ได้พบเจออีกจริงๆ นั่นแหละ หากเป็นไปได้ก็ไม่อยากปล่อยมือไปเลย

[ไม่จำเป็นต้องนึกถึงเรื่องที่ไม่มีวันเกิดขึ้น]

“…พี่ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนเยอะแยะเนี่ย” ฮ่องเต้หัวเราะ ไม่คาดคิดเลยจริงๆ ว่าพี่ยุจะพูดเรื่องพวกนี้ออกมาได้หน้าตาเฉย “ผมคิดว่าพี่จะเป็นคนที่ไม่ชอบพูดหรือให้สัญญาในเรื่องที่ไม่มั่นใจเสียอีก”

[พี่เป็นแบบนั้น]

“แล้วทำไม...”

[เพราะมั่นใจถึงได้พูด] ดวงตาในจอโทรศัพท์ทอประกายเชื่อมั่นจนคนมองสังเกตเห็นได้ทั้งที่ไม่ได้อยู่ต่อหน้า [ถ้าเราต้องแยกย้ายกันไปคนละทาง นั่นหมายความว่าเต้ไม่ต้องการให้พี่อยู่ตรงนี้]

“…”

[อาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่พี่ไม่ใช่คนที่ชอบใครง่ายๆ ดังนั้นเมื่อพบคนคนนั้นถึงกล้าพูดได้อย่างมั่นใจว่าจะไม่ทำอะไรที่ตัวเองต้องมาเสียใจในภายหลังแน่นอน พี่มั่นใจว่าพี่มองคนไม่ผิด ต่อให้ไม่เคยกำหนดนิสัยแบบที่ชอบเป็นพิเศษ พี่ก็ยังคิดว่าเต้ตรงใจทุกอย่างอยู่ดี]

ประโยคยาวเหยียดที่เต็มไปด้วยความจริงใจทำให้ฮ่องเต้พูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ ดวงตาคู่สวยที่ดูเข้มแข็งมั่นคงมาโดยตลอดวูบไหวอย่างหาได้ยาก ไม่รู้ว่าควรพูดตอบอะไรออกไปกันแน่ เป็นครั้งแรกที่ฮ่องเต้รู้สึกขึ้นมาว่าตัวเองช่างไร้ประสบการณ์เสียเหลือเกิน

เพราะไร้ประสบการณ์... เพราะอายุยังไม่มากและเพิ่งได้พบเจอเรื่องราวเช่นนี้จึงไม่อาจเอ่ยปากอย่างมั่นใจได้ดั่งเช่นที่พายุทำ

“ผม…”

[อย่าคิดมากเลย ได้รู้ว่าเต้ไม่มั่นใจเกี่ยวกับเรื่องของอนาคตก็ดีเหมือนกัน มันเป็นหน้าที่ของพี่ที่ต้องทำให้เต้มั่นใจ]

“…”

[พี่จะพยายามให้เต็มที่ ถึงสุดท้ายไม่สมหวังก็ไม่เป็นไร]

สำหรับพายุ เมื่อให้ใจไปแล้วเขาไม่เคยคิดเอาคืน ไม่มีการเหลือเผื่อเอาไว้ให้คนต่อๆ ไปใดๆ ทั้งสิ้น... แต่คนที่ถูกจำกัดอิสรภาพเอาไว้ด้วยหน้าที่อย่างเขาไม่อาจเห็นแก่ตัว

หากทำเต็มที่แล้วแต่ฮ่องเต้ไม่อาจฝืนเดินไปด้วยกันบนเส้นทางที่แตกต่างจากคู่รักทั่วไปได้ 

...เขาก็ยินดีจะปล่อยมือ

 

------------

 

TALK : เราจะลงอย่างต่ำอาทิตย์ละตอนนะคะ หลังปิดต้นฉบับแล้วก็เปิดพรีแล้วคิดว่าจะถี่ขึ้นค่ะ 

เรื่องนี้มี 20 ตอนเหมือนเดิม จะเปิดพรีต้นเดือนกุมภานะคะ ปกเสร็จหมดแล้ว รอเขียนจบอย่างเดียวเลย เพราะงั้นไม่มีทิ้งนานแน่นอนค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 74 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

88 ความคิดเห็น

  1. #48 baekbow (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 / 22:12
    แงงงงงง เราซึ้งมากเลยอ่ะ กับประโยคที่บอกว่า "ไม่จำเป็นต้องกังวลกับสิ่งที่ไม่มีวันเกิดขึ้น" มันดูมั่นใจเกินไปจริงๆนะ แต่ถ้าเรารับรู้ถึงความจริงจังในความคิดนี้ของเขาเราจะรู้สึกดีมากเลยอ่ะ มันทำให้เราอบอุ่นใจมากเลย แงงงงงง ชอบความรู้สึกแบบนี้อ่ะ
    #48
    0
  2. #40 KeyTeen Labkop (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 / 00:05
    มันเรียบง่ายแต่อบอุ่นแถมหนักแน่นมากๆ เราชอบโทนของเรื่อง รวมถึงภาษาการเขียนมากๆเลย เป็นกำลังใจให้นะ ✌
    #40
    0
  3. #21 khunnunue (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 มกราคม 2564 / 13:16
    ชอบวิธีคิด และคำพูดของเต้มากเลย คู่นี้ เรียบๆเรื่อยๆ แต่ลึกซึ้งดีจังเลยค่ะ 😊
    #21
    0
  4. #16 punnup (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 มกราคม 2564 / 10:58

    อบอุ่นมากก อ่านแล้วมีความละมุน สู้ๆนะคะ
    #16
    0
  5. #15 pp.pcyn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 มกราคม 2564 / 00:19
    มันเป็นตาฮักแท้หนอออ
    #15
    0
  6. #14 Inthukarnw (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 มกราคม 2564 / 19:37
    อบอุ่นละมุนมากพ่อ
    #14
    0