3KINGS ตอน ฮ่องเต้

ตอนที่ 2 : HONGTAE-1-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 957
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 69 ครั้ง
    1 ม.ค. 64

-1-

ทุกความสัมพันธ์ล้วนมีจุดเริ่มต้น...

สำหรับฮ่องเต้กับคนรัก จุดเริ่มต้นที่ว่าเกิดขึ้นในตอนที่เขาอยู่ปีหนึ่ง

ในวันนั้นฮ่องเต้ตื่นนอนตั้งแต่เช้ามืด เขาใช้เวลานานเกือบสามชั่วโมงไปกับการรดน้ำต้นไม้ ทำความสะอาดบ้าน เตรียมอาหารสำหรับตัวเองกับน้องชายอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทำราวกับวันนี้เป็นวันหยุดที่ไม่ต้องออกไปไหน ทั้งที่จริงๆ อีกไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องออกเดินทางตามแผนที่วางเอาไว้แล้ว

“ทำไมตื่นไวจังอะ” เสียงพูดงัวเงียของคนที่เพิ่งเดินลงมาจากชั้นบนไม่ได้ทำให้คนเป็นพี่หยุดมือที่กำลังจัดโต๊ะกินข้าว ฮ่องเต้ที่ชอบโดนบ่นว่าโตเกินวัยเหลือบมองน้องชายที่อยู่ในชุดนอนเพียงแวบเดียวก็นั่งลงประจำที่แล้วตอบด้วยเสียงเหนื่อยหน่าย

“มึงเป็นบ้าอะไรถึงถามได้ทุกวัน​ กูก็ตื่นเช้ามาแต่ไหนแต่ไรแล้วไหม ไม่เหนื่อยที่จะถามบ้างหรือไง”

“ไม่เหนื่อย”

“แต่กูเหนื่อยที่จะตอบ” คนพูดผลักจานข้าวไปตรงหน้าน้องชายคล้ายจะบอกให้รีบกินจะได้หยุดเถียงเสียที “รีบๆ กินข้าวแล้วไปอาบน้ำ อีกเดี๋ยวเพื่อนมึงก็มารับแล้ว”

“มันรอได้”

“อย่าอ้าง ตอนนัดกับเพื่อนมึงก็ตกลงกันเอง พูดไว้แล้วก็ทำให้ได้อย่างที่พูด อย่าให้ใครมาว่าทีหลังได้” ฮ่องเต้สั่งสอนน้องชายที่ทำหน้ายู่แต่ก็รับฟังทุกอย่างตามประสาเด็กดี เมื่อเห็นอีกคนไม่เถียงอะไร ยินยอมก้มหน้าก้มตากินเงียบๆ ก็ลอบยิ้มขบขัน หันกลับมาจัดการอาหารในส่วนของตัวเองแทน

สองพี่น้องฮ่องเต้กับประมุขตัวติดกันมาตั้งแต่ยังเด็ก ไม่ว่าจะไปที่ไหนหรือทำอะไรพวกเขามักจะอยู่ด้วยกันตลอดเวลา กระทั่งไปอาศัยอยู่ที่ต่างประเทศและกลับมาไทยอีกครั้งก็ยังไม่แยกจากกันไปไหน ช่วงเวลาที่ดูเหมือนจะได้แยกห่างเป็นครั้งแรกคือตอนที่ทั้งคู่ตัดสินใจเข้ามหาวิทยาลัยคนละที่ ต่างฝ่ายต่างแยกกันไปมีสังคมเป็นของตัวเอง ถึงอย่างนั้นเมื่อได้กลับมาเจอกันในทุกวัน พวกเขาก็ยังเป็นพี่น้องที่สนิทสนมไม่เคยเปลี่ยน

“เต้ มึงไปกับกูปะ”

“เลิกพูดไร้สาระแล้วไปอาบน้ำไป” ฮ่องเต้ดันไหล่น้องชายที่ยังไม่หยุดงอแงเข้าไปในห้อง จากนั้นจึงรีบเดินแยกเข้าไปในห้องตัวเองก่อนจะโดนตามมาหาเรื่องไม่เลิก

กว่าประมุขจะอาบน้ำจัดกระเป๋าเสร็จเรียบร้อยก็กินเวลานานหลายนาที ฮ่องเต้ที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วถอนหายใจเมื่อไอ้ตัวดีนั่งลงบนโซฟาด้านข้างแล้วเอนกายมาพิงไหล่เขาเอาไว้อย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งหน้าตาทั้งน้ำเสียงดูราวกับพร้อมจะหลับได้ทุกเมื่อ

“รู้งี้ไม่นัดเช้าดีกว่า ยังง่วงอยู่เลยเนี่ย”

“มึงทำตัวเอง”

ประมุขทำหน้ามุ่ย แต่ยังไม่ทันได้เถียงอะไรต่อโทรศัพท์ก็มีข้อความเข้าเสียก่อน แน่นอนว่าคนที่ส่งมาคือเพื่อนสนิทที่รออยู่หน้าบ้านเรียบร้อยแล้ว ฮ่องเต้ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ได้ในทันทีว่าอะไรเป็นอะไร

“รีบไปได้แล้วไป” 

“เต้ มึงไม่ไปกับกูจริงอะ”

“หยุดงอแงแล้วรีบไปเถอะ เพื่อนรออยู่ไม่ใช่หรือไง”​ 

“กูเห็นนะว่าแอบเก็บกระเป๋า” ประมุขเหลือบมองกระเป๋าเป้ของพี่ชายที่วางกองอยู่บนพื้นโต้งๆ แล้วเบะปาก “ยอมปล่อยให้กูไปนอนกับเพื่อนแล้วอ้างว่าไม่อยากไปด้วยเพราะไม่สนิท ที่แท้ก็จะหนีไปเที่ยวคนเดียวใช่ไหม”

“ไม่ต้องมาทำหน้าตากวนตีน มึงติดเกมจนไม่สนใจฟังที่กูพูดเองไม่ใช่หรือไง อีกอย่างมึงจะไปอ่านหนังสือสอบ ไม่ใช่ไปเที่ยว จะให้กูไปด้วยได้ยังไง”

พอเห็นว่าประมุขยังไม่มีทีท่าว่าจะจากไปง่ายๆ ฮ่องเต้ก็ดันหัวที่พิงไหล่ตัวเองออกแล้วหันกลับไปคว้ากระเป๋าสัมภาระเดินไปหน้าประตู จากนั้นจึงนั่งลงผูกเชือกรองเท้า ตั้งใจว่าจะออกไปก่อนหากน้องชายยังดื้อดึงไม่เลิก

“มึงก็รู้ว่าเวลาเล่นเกมกูแยกสมาธิไปสนใจอย่างอื่นไม่ค่อยได้”

“เออ รู้แล้ว มีแค่ข้อความจากคนในโทรศัพท์นั่นแหละที่ทำให้มึงทิ้งทุกอย่างเพื่อหันไปตอบได้” ต่อให้ไม่ต้องมองเห็นหน้า น้ำเสียงของฮ่องเต้ก็แสดงออกชัดเจนว่าเหม็นเบื่อความรักของน้องชายขนาดไหน พอจัดการตัวเองเสร็จก็สะพายกระเป๋าแล้วลุกขึ้นยืนทันที “ดูแลตัวเองดีๆ มีอะไรรีบโทรหากู”

“รู้แล้ว” เมื่อเห็นท่าทีจริงจังของพี่ชาย ประมุขก็เลิกล้อเล่นแล้วพยักหน้ารับ “คนที่น่าเป็นห่วงคือมึงต่างหาก กูอยู่กับเพื่อนหลายคน แต่มึงไปเที่ยวคนเดียวนะเผื่อลืม”

“กูไม่เป็นไรหรอก”​

“รอกูก่อนไม่ได้เหรอ เอาไว้ไปด้วยกันสองคนตอนวันหยุดครั้งหน้า”

“กูจองที่พักเอาไว้หลายเดือนแล้ว เขาไม่สะดวกเลื่อนวันให้ อีกอย่างที่ไปด้วยกันไม่ได้เป็นเพราะมึงถูกอาจารย์นัดสอบกะทันหัน ไม่ใช่เพราะกูไม่ได้รวมมึงอยู่ในทริปด้วยตั้งแต่แรกเสียหน่อย อย่าพูดเหมือนกูทิ้งมึงอย่างนั้นสิ”

“เออว่ะ” ประมุขทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “เกือบลืมไปเลยว่าทริปนี้กูเคยตกลงจะไปกับมึงด้วย”

ถึงแม้ในช่วงเวลานี้จะไม่ใช่ช่วงปิดเทอม แต่สองพี่น้องที่เพิ่งกลับมาเรียนที่ไทยได้ไม่นานก็เคยตกลงกันเอาไว้แล้วว่าจะไปเที่ยวในช่วงที่หยุดตรงกันหลายวัน พวกเขาช่วยกันวางแผนจนพบว่าหากลาหยุดในช่วงนี้แค่หนึ่งวันจะได้เที่ยวต่อเนื่องนานเกือบอาทิตย์ จึงไม่ลังเลที่จะเลือกสถานที่และจับจองที่พัก ทว่าจู่ๆ ประมุขก็ถูกนัดสอบกะทันหัน เมื่อไม่อาจเลื่อนวันได้ฮ่องเต้เลยต้องไปเพียงลำพัง

“กูเตือนมึงตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้ว คงจะเอาแต่ตอบข้อความน่ะสิถึงได้รับปากผ่านๆ แบบฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา” 

สองพี่น้องถกเถียงกันอย่างจริงจังจนกระทั่งออกไปถึงด้านนอก หากไม่ใช่ว่าฝ่ายประมุขมีเพื่อนมารออยู่ก่อนแล้ว เห็นทีคงได้คุยกันยาวจนไม่เป็นอันทำอะไร กว่าคนเป็นน้องจะหยุดพูดได้ ฮ่องเต้ถึงขั้นต้องหันไปกวักมือเรียกให้เพื่อนอีกฝ่ายที่ยืนรออยู่มาลากเข้าไปขังไว้ในรถ 

หลังจากฝากฝังอย่างจริงจังให้คนที่คุ้นหน้ากันดีช่วยดูแลเด็กที่โตแต่ตัวอย่างประมุขเรียบร้อยแล้ว เขายังคงยืนรอจนเห็นท้ายรถเก๋งหายไปจากสายตาจึงค่อยๆ ก้าวเดินไปตามทางอย่างไม่เร่งรีบ คงต้องบอกว่าเป็นโชคดีที่เพื่อนสนิทของน้องชายซึ่งรู้จักกันตั้งแต่เรียนอยู่เมืองนอกเองก็กลับมาเรียนไทยเช่นกัน เมื่อต้องแยกกันเรียนคนละที่และรู้ว่าน้องมีคนคอยดูแล ฮ่องเต้จึงสบายใจขึ้นมาก แม้จะไม่อาจขจัดความกังวลออกไปได้ทั้งหมดก็ตาม

ครอบครัวของฮ่องเต้ผ่านช่วงเวลายากลำบากมามาก ทั้งช่วงเวลาที่สบายที่สุดหรือย่ำแย่จนต้องประหยัดแม้แต่การเลือกอาหารแต่ละมื้อก็ผ่านมาหมดแล้ว พวกเขาสองพี่น้องจึงสนิทสนมจนแทบไม่เคยแยกจากกันไปไหนเลย ช่วงเวลาที่ได้ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนก็น้อยกว่าเด็กทั่วไปพอควร ถึงอย่างนั้นน้องชายที่สุดแสนจะร่าเริงของฮ่องเต้ก็ช่วยฉุดดึงเขาเอาไว้ตลอดเวลา ทำให้พวกเขาข้ามผ่านเวลาเหล่านั้นมาได้โดยไม่เสียความเป็นตัวเองไปเสียทั้งหมด

ก่อนที่สถานการณ์ของครอบครัวจะดีขึ้นจนได้พบเจอกับบิดาที่ต้องทำงานจนตัวเป็นเกลียวบ่อยกว่าเดิมและได้ย้ายกลับมาอยู่ไทย พวกเขาสองพี่น้องแทบไม่เคยได้ไปเที่ยวที่ไหน เมื่อกลับมาจึงมีสถานที่ที่ต้องการไปมากมาย ทั้งไปเพื่อรื้อฟื้นความหลังรวมถึงความรู้สึกที่เคยมีต่อที่นี่ และเพื่อชดเชยช่วงเวลาที่หายไปในอดีต

“ไปเที่ยวเหรอน้อง”

“ครับ” ฮ่องเต้ตอบคำถามของคนขับรถแท็กซี่ด้วยน้ำเสียงสุภาพ

“ดีแล้วละ หาความสุขให้ตัวเองบ้าง ขอให้เจอแต่เรื่องดีๆ นะ”

บทสนทนาปกติธรรมดาของคนที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อนอาจจะฝังอยู่ในความทรงจำเพียงไม่นานก็จางหาย ทว่าน่าแปลกที่การได้ยินคำพูดเหล่านั้นกลับเรียกรอยยิ้มจางจากฮ่องเต้ได้ กระทั่งดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง น้ำเสียงที่บอกขอบคุณคนขับรถที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนคล้ายจะจริงใจขึ้นหลายส่วน

“ผมก็หวังแบบนั้นเหมือนกัน ขอบคุณนะครับ”

หาความสุขให้ตัวเองบ้าง...

นั่นสินะ ถ้าไม่ดูแลตัวเองและรักษาใจให้ดีจะไปดูแลคนอื่นได้ยังไง

ดวงตาที่ปรือปรอยอยู่ไม่น้อยเพราะเพิ่งได้พักวันเดียว หลังจากโหมอ่านหนังสือติดต่อกันมาหลายวัน ทั้งยังต้องทำอาหารกับงานบ้านสารพัดจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย เขาเพิ่งรู้ตัวเมื่อไม่นานมานี้เองว่าตัวเองพยายามทำหน้าที่ในฐานะพี่ชายที่ดีมานานขนาดไหน พอได้หยุดบ้างถึงรู้ว่าร่างกายกับจิตใจโหยหาการพักผ่อนมากเพียงใด

ฮ่องเต้ก็เหมือนคนทั่วไปที่อยากมีความสุข

...ก็ได้แต่หวังว่าการพักผ่อนในครั้งนี้จะทำให้เขาได้พบเจอกับเรื่องดีๆ อย่างที่ได้รับคำอวยพร

 

 

 

รีสอร์ทซึ่งมีลักษณะเหมือนบ้านพักกลางป่าบนเขาที่ดูคล้ายจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอกคือจุดหมายปลายทางที่ฮ่องเต้เลือกเอาไว้ เมื่ออยู่บนตัวบ้านที่ถูกยกลอยจนสูงเทียบเท่าต้นไม้ เขาจะสามารถมองเห็นทิวทัศน์อันสวยงามของธรรมชาติได้ทั่วจนไม่จำเป็นต้องออกไปเดินเที่ยวชมด้วยตัวเองเลยแม้แต่น้อย

ฮ่องเต้จองบ้านพักหลังนี้เอาไว้หลายวัน นั่นเป็นเหตุผลที่เขาไม่อาจเลื่อนการเข้าพักได้ เพราะจะเลื่อนห่างหรือเลื่อนเข้าล้วนแล้วแต่ติดขัดไปหมดเนื่องจากระยะเวลาที่ยาวนานและจำนวนแขกที่ค่อนข้างมาก แม้สถานที่แห่งนี้จะไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่คนที่เคยมาแล้วครั้งหนึ่งมักจะอยากกลับมาซ้ำๆ บ้านพักในช่วงครึ่งปีหลังจึงเต็มแทบจะตลอด ยังไม่นับเรื่องที่มีบ้านพักไม่ถึงสิบหลัง ทั้งยังค่อนข้างจะอยู่ห่างไกลกันอีกต่างหาก

สิ่งแรกที่ฮ่องเต้ทำหลังจากล็อกประตูบ้านพักเรียบร้อยแล้วคือการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความบอกประมุขพร้อมแนบรูปภาพไปสองสามรูป ระหว่างที่อ่านข้อความบ่นงึมงำยาวหลายสิบบรรทัดของน้องชายที่ตอบไวเหมือนเฝ้าจออยู่ตลอดก็ลงมือจัดข้าวของส่วนตัวให้เป็นระเบียบไปด้วย 

ข้อดีของการเดินทางโดยเครื่องบินคือการที่เขาออกจากบ้านในตอนเช้าและมาถึงจุดหมายในเวลาไม่นาน ยังเป็นช่วงบ่ายเสียด้วยซ้ำ เมื่อมีวีดีโอคอลจากประมุขจึงเดินออกไปยังระเบียงห้องนอนแล้วรับสายได้โดยง่าย ไม่ต้องควานหาแสงมากมายและยังทำให้น้องชายได้เห็นวิวของที่นี่ไปด้วย

“ไม่อ่านหนังสือหรือไง”

[เดี๋ยวค่อยอ่าน] ประมุขหาวหวอดพลางเอนกายลงบนเตียงนอนของเพื่อน [มึงถึงไวมากอะ กูเพิ่งกินข้าวกลางวันเมื่อไม่นานมานี้เอง]

“กูก็แปลกใจเหมือนกันที่มาถึงไวขนาดนี้ แถมที่นี่ยังมีสัญญาณชัดมากด้วย” เขาเปลี่ยนไปใช้กล้องด้านหลังแล้วส่องไปรอบด้านเพื่อให้ประมุขได้มองบรรยากาศรอบๆ ไปพร้อมกัน

[อย่างสวยเลย... เอาไว้กลับมารีวิวด้วยนะ ถ้าดีรอบหน้ากูจะไปด้วย]

“เอาแค่วิวอย่างเดียวก็คะแนนเต็มแล้ว”

[อยากไปอยู่ตรงนั้นด้วยว่ะ] ประมุขงึมงำด้วยน้ำเสียงงอแงไม่ยอมหยุด [ไม่มีกูอยู่ด้วยมึงเหงาอะดิ]

“พูดมากจริงๆ เลยมึงนี่ ไปอ่านหนังสือได้แล้วไป นอนอยู่อย่างนี้เดี๋ยวก็หลับยาว” เพราะรู้จักนิสัยของน้องชายเป็นอย่างดี พี่ชายที่มีหน้าที่ผลักดันอีกฝ่ายมาโดยตลอดจึงกล่าวอย่างรู้ทัน หลังจากตักเตือนอีกสองสามประโยคก็ตั้งท่าจะตัดสายก่อน แต่ว่า...

[เต้!]

“อะไร” ฮ่องเต้หันโทรศัพท์กลับมาหาหน้าตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะต้องเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจเมื่อประมุขกดปิดภาพทางฝั่งของตัวเองไปแล้ว หลงเหลือเพียงเสียงพูดเท่านั้น

[เที่ยวให้สนุกนะมึง พักผ่อนให้เต็มที่ อย่างน้อยแค่ในช่วงนี้มึงไม่ต้องเป็นห่วงกูก็ได้]

ประมุขวางสายไปก่อนโดยไม่ได้รอคำตอบ แต่เพียงแค่นั้นก็มากพอจะเรียกรอยยิ้มจากคนเป็นพี่ชายได้แล้ว ดวงตาที่ทอประกายอ่อนโยนซึ่งประมุขไม่เคยได้เห็นมาก่อนจับจ้องหน้าจอโทรศัพท์นิ่งงันอยู่นานนับนาที จวบจนเมื่่อผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแล้วหลับตาลง ปล่อยกายและใจให้ผ่อนคลายไปกับบรรยากาศโดยรอบ ไม่คิดถึงสิ่งอื่นใดอีกตามที่ประมุขบอกเอาไว้

ฮ่องเต้เป็นคนที่ชื่นชอบความสงบเงียบมาแต่ไหนแต่ไร คนคนเดียวที่เข้ายินดีให้อยู่ใกล้ตัวคือน้องชายที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เกิด ส่วนพี่ชายที่รู้ดีว่าสำคัญขนาดไหนนั้น...นับจากจดจำเรื่องของอีกฝ่ายได้ก็ยังคงนึกถึงอยู่ตลอด และคาดหวังว่าสักวันจะได้พบหน้าหรือกลับมาอยู่ด้วยกันดังเดิม แม้จะเข้าใจดีว่ามันยากขนาดไหนก็ตาม

เมื่อไม่ต้องเร่งรีบทำอะไร ฮ่องเต้จึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่งนิ่งๆ มองวิวทิวทัศน์ตากอากาศอย่างสบายอารมณ์ รอจนถึงเวลาเย็นเขาถึงได้ออกจากบ้านพักอีกครั้ง ตรงไปยังส่วนกลางเพื่อทานอาหารเย็นด้วยตัวเองเพราะต้องการอาศัยโอกาสนี้เดินเที่ยวให้ทั่ว เผื่อว่าวันต่อไปจะไม่อยากขยับกายออกไปไหนอีกแล้ว

“มาแล้วเหรอคะคุณ” หญิงวัยกลางคนที่คอยดูแลฮ่องเต้ตั้งแต่เขาเดินทางมาถึงกล่าวทักทายพร้อมรอยยิ้มกว้าง “ป้าบอกว่าจะเดินเอาอาหารไปให้เองก็ไม่เชื่อ”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมอยากเดินเที่ยวด้วย แต่พรุ่งนี้อาจจะรบกวนฝากคุณป้าช่วยซื้อของสดเข้ามาให้หน่อย” 

“ได้เลยค่ะ ป้าเต็มใจให้บริการอยู่แล้ว”

นี่คืออีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ฮ่องเต้ชื่นชอบที่นี่ ตั้งแต่มาถึงเขาก็สัมผัสถึงความอบอุ่นทั้งจากบรรยากาศและจากผู้ให้บริการที่ทำเหมือนกำลังต้อนรับคนในครอบครัวกลับบ้านได้แทบจะทันที หากจะพูดว่าความประทับใจแรกเจอแทบจะเต็มสิบก็คงไม่ผิดนัก

“ผมต้องอยู่ที่นี่อีกหลายวัน คงต้องรบกวนอีกมาก ฝากตัวด้วยนะครับ”

“ด้วยความยินดีเลยค่ะ” 

เนื่องจากในเวลานี้มีแขกเพียงไม่กี่กลุ่มเพราะจำนวนบ้านพักมีไม่มากอยู่แล้ว อีกทั้งส่วนใหญ่ผู้ที่มาพักยังเลือกให้เอาอาหารไปส่งหรือขนวัตถุดิบมาทำกินกันเองตั้งแต่แรกมากกว่า ฮ่องเต้จึงแทบจะเป็นแขกคนเดียวที่มารับประทานอาหารบริเวณพื้นที่ส่วนกลางของแผนกต้อนรับซึ่งเปรียบเสมือนบ้านพักอีกหลัง

“ตอนนี้บ้านทุกหลังมีแขกเข้าพักหมดแล้วเหรอครับคุณป้า” ฮ่องเต้ชวนป้าแสงเดือนซึ่งเขาเพิ่งรู้ว่าเป็นเจ้าของที่นี่คุยอย่างเป็นกันเอง

“ยังเหลือบ้านหลังใหญ่อยู่อีกสามหลังค่ะ ดูเหมือนเขาจะเป็นชาวต่างชาติแล้วมากันเยอะ ตอนแรกจะขอเหมาที่พักทั้งหมด แต่ป้าให้ไม่ได้ก็เลยตกลงกันที่สามหลัง”

“เขาคงจะต้องการความเป็นส่วนตัว”

“อีกไม่นานก็คงเข้ามากันแล้วค่ะ”

ฮ่องเต้พยักหน้าโดยไม่ได้ถามอะไรต่อ เพราะกลัวว่าการพูดถึงแขกมากๆ จะเป็นเรื่องไม่เหมาะสม ความมีมารยาทและรู้จักคิดของเขาถูกส่งผ่านออกมาทางการกระทำอย่างชัดเจนจนคนเป็นผู้ใหญ่ได้แต่อมยิ้ม ไม่ได้ยกเรื่องแขกที่กำลังจะเดินทางมาถึงขึ้นมาพูดให้ต้องลำบากใจทั้งสองฝ่ายอีก

หลังจากทานอาหารเรียบร้อยแล้ว ฮ่องเต้ยังคงนั่งพูดคุยกับเจ้าของสถานที่แห่งนี้อยู่อีกพักหนึ่ง ไม่รู้ว่ายิ่งพูดคุยป้าแสงเดือนยิ่งเอ็นดูเขาหรืออย่างไร สุดท้ายถึงขั้นบอกว่าถ้าวันหนึ่งอยากมาซื้อที่ปลูกบ้านใกล้ๆ กันนี้จะขายให้ในราคาพิเศษ ฟังแล้วฮ่องเต้ก็ได้แต่หัวเราะออกมาก่อนจะแสร้งทำสีหน้าจริงจัง

“คุณป้าพูดแล้วนะครับ”

ยังไม่ทันได้รับคำตอบ ความวุ่นวายจากด้านนอกก็บังเกิดขึ้นเมื่อแขกผู้จองบ้านพักเอาไว้สามหลังเดินทางมาถึงโดยใช้รถยนต์มากถึงห้าคัน และที่น่าตกใจก็คือการที่กลุ่มคนที่ลงมาจากรถล้วนแล้วแต่เป็นชาวต่างชาติที่มีรูปลักษณ์แข็งแรงกำยำ ใบหน้าเข้มงวดดุดัน ไม่ว่ามองอย่างไรก็ไม่เหมือนบุคคลธรรมดาทั่วไปเลยแม้แต่น้อย มีเพียงชายชราที่ลงมาจากรถเป็นคนสุดท้ายเท่านั้นที่มีใบหน้ายิ้มแย้ม แม้จะไม่อาจบดบังรัศมีของอำนาจที่แผ่ออกมาจากร่างได้ก็ตาม

ฮ่องเต้ส่งยิ้มให้ป้าแสงเดือนด้วยความเข้าใจ รอจนท่านเดินจากไปต้อนรับแขกผู้มาใหม่เรียบร้อยแล้วเขาจึงผุดลุกขึ้นยืน เตรียมตัวจะออกไปจากสถานที่แห่งนี้ ทว่าในจังหวะที่กำลังคิดในใจว่าจะกลับบ้านพักเลยดีหรือไม่เพราะฟ้าเริ่มมืดแล้วนั่นเอง...

สองขาที่ก้าวเดินผ่านกลุ่มชาวต่างชาติทั้งหมดไปอย่างเฉยชาหยุดชะงักลงกะทันหันเมื่อสวนกับคนผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังสุด ฮ่องเต้หันกลับไปมองคนคนนั้นอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว แล้วก็ไม่รู้เพราะเหตุใดอีกฝ่ายจึงเหลียวกลับมามองเขาเช่นเดียวกัน ในบรรดาชาวต่างชาติร่างสูงใหญ่ที่เดินสวนกันไปทั้งหมด เจ้าของดวงตาคมกริบสีเขียวงดงามที่ดูจะเข้ากันได้ดีกับใบหน้าได้รูปที่ดูเข้มงวดจริงจังเป็นเพียงคนคนเดียวที่ฮ่องเต้ให้ความสนใจ

แม้จะเป็นเวลาเพียงเสี้ยววินาทีที่ได้สบตาก่อนจะพากันหันหลังกลับคล้ายเพิ่งรู้สึกตัว ทว่าช่วงเวลาที่ว่ากลับประทับอยู่ในใจของคนทั้งคู่ ไม่ว่าจะอยากหรือไม่ก็คงไม่อาจลืมเลือนได้อย่างง่ายดาย

ฮ่องเต้กลับไปถึงบ้านพักพร้อมความรู้สึกประหลาดใจ จริงอยู่ที่ผู้ชายคนนั้นหน้าตาดีเป็นอย่างมาก และตัวเขาก็ไม่ได้มีปัญหากับการชื่นชอบเพศเดียวกัน เพราะแต่ไหนแต่ไรมาก็มองผู้ชายหรือผู้หญิงในสถานะที่ไม่ได้แตกต่างอะไร ยิ่งเมื่อได้เข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมทั้งตะวันออกและตะวันตกมาหมดแล้วยิ่งกลายเป็นคนเปิดกว้าง 

...แต่ถึงจะชอบได้ทั้งหมด ทั้งยังไม่เคยมีความรักมาก่อน ฮ่องเต้ก็ไม่เคยคิดเลยจริงๆ ว่าตัวเองจะสนใจใครคนหนึ่งได้เพียงเพราะการสบตาในเสี้ยววินาที

คนที่ถูกน้องชายกล่าวหาว่าโตเกินวัยมาตั้งแต่เด็กๆ ยกมือนวดขมับแล้วเอนกายลงบนเก้าอี้ด้านนอกระเบียงอย่างหมดแรง

“เอายังไงดีละทีนี้”

ฮ่องเต้ก็เหมือนคนธรรมดาทั่วไป เขาอาจจะไม่เคยนึกอยากมีความรัก แต่ก็ไม่เคยปฏิเสธตัวเอง เรื่องของรักแรกพบอะไรพวกนั้นต่อให้ไม่ได้สนใจอย่างจริงจังก็ยังเคยได้ยินมาบ้าง แม้จะมั่นใจว่านี่ไม่ใช่เรื่องของรักแรกพบอะไร เพราะเขายังไม่ได้ถึงขั้นรัก หากก็ยังต้องยอมรับตามตรงว่า ‘สนใจ’ และอยากทำความรู้จักเข้าอย่างจัง

...ไม่รู้ว่าถ้าพลาดโอกาสไปครั้งหนึ่งแล้วจะมีโอกาสอีกหรือเปล่า

ถึงปกติจะไม่ใช่คนที่เคร่งเครียดกับทุกอย่างในชีวิต เพราะซึมซับความบ้าบอของน้องชายที่ตัวติดกันมาไม่น้อย แต่หากเทียบกับประมุขที่มองโลกในแง่บวกไปหมด ฮ่องเต้ค่อนข้างจะเป็นผู้ใหญ่มากกว่า ทั้งรู้จักยอมรับความจริงและจริงจังกับสิ่งที่คิดหรือสิ่งที่ทำอยู่เสมอ ในทันทีที่เข้าใจว่าอาการของตัวเองคืออะไรจึงทำความเข้าใจกับมันได้อย่างรวดเร็ว

ปัญหาคือจะทำอย่างไรต่อไปต่างหาก

เมื่อปัญหาที่คิดไม่ตกยังวนเวียนอยู่ในหัว เขาจึงเผลอคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่นานนับชั่วโมง กว่าจะรู้ตัวว่าท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทไปแล้วก็ตอนที่นึกขึ้นได้ว่าควรจะกลับเข้าไปด้านในเสียที ทว่าในจังหวะที่กำลังผุดลุกขึ้นยืน สายตากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างของใครบางคนเดินตรงมาจากเส้นทางด้านหนึ่ง

ฮ่องเต้ก้าวเท้าไปชิดระเบียง สองมือจับขอบรั้ว ขณะจ้องมองเจ้าของดวงตาสีเขียวคู่สวยที่เดินมาหยุดยืนอยู่ด้านล่างและกำลังเงยหน้ามองกันด้วยความรู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก

ให้ตายเถอะ

ผู้ที่ถูกบุกรุกพื้นที่ส่วนตัวหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ มุมปากกระตุกเล็กน้อยก่อนจะยกขึ้นกลายเป็นรอยยิ้มที่ไม่อาจหยุดยั้งเอาไว้ได้อีก

...ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีแค่เขาที่ไม่อยากปล่อยช่วงเวลานี้ไป

ชายแปลกหน้าไม่ได้เอ่ยคำพูดใดๆ ออกมาแม้แต่คำเดียว เพียงยืนนิ่งตัวตรงเป็นหุ่นเหมือนอยู่ในค่ายฝึกทหารและกำลังรอคอยคำสั่งอย่างตั้งใจ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดฮ่องเต้จึงคิดว่าทางนั้นต้องการบอกว่าขอเพียงแค่เขาเอ่ยปากไล่ก็พร้อมจะจากไปได้ทุกเมื่อ

ที่กล้ามาหาแบบนี้ เห็นทีคงเพราะดูออกว่าคิดตรงกันทั้งคู่ พอลองมองย้อนกลับไปดูแล้ว หากทางนั้นไม่ได้เป็นฝ่ายมาหากันก่อน เขาก็คงไม่คิดจะอยู่เฉยปล่อยทุกอย่างให้ผ่านไปเช่นกัน

ในวินาทีที่ฮ่องเต้เดินลงจากตัวบ้านพักไปหยุดยืนตรงหน้าผู้มาใหม่ เขาค้นพบว่าอีกฝ่ายตัวสูงใหญ่มากจนต้องเงยหน้ามอง ทั้งที่จริงๆ ตัวเองก็ไม่ได้ตัวเล็กอะไรแท้ๆ

“สวัสดีครับ” เพราะไม่เห็นคนแปลกหน้าแสดงท่าทีว่าจะพูดทักทาย ทั้งยังไม่แสดงอาการใดๆ บนสีหน้าเลยแม้แต่น้อย ฮ่องเต้จึงเป็นฝ่ายทักขึ้นก่อนเป็นภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง

“สวัสดี” 

“สำเนียงแบบนี้... คนรัสเซียเหรอ”

ชายหนุ่มที่ไม่แสดงสีหน้ามาโดยตลอดเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินภาษารัสเซียชัดถ้อยชัดคำดังออกจากปากของคนที่ดูอย่างไรก็น่าจะเป็นคนเอเชียตรงหน้า

“พูดได้?”

“ผมชอบภาษารัสเซียก็เลยเลือกเรียนภาษานี้อย่างจริงจังมาโดยตลอด จนถึงตอนนี้ก็หลายปีแล้ว” ฮ่องเต้ก้มลงมองก้อนหินที่วางเรียงเป็นทางอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขา ก่อนจะหลุดยิ้มจางออกมาเมื่อเข้าใจว่าเหตุใดคนตรงหน้าจึงหยุดยืนอยู่แค่ตรงนี้

แม้บ้านพักของป้าแสงเดือนทุกหลังจะตั้งอยู่กลางป่าเขา ทั้งยังค่อนข้างห่างกันพอควร ทว่าบ้านทุกหลังรวมถึงส่วนต้อนรับล้วนแล้วแต่มีทางเดินเชื่อมต่อถึงกันและมีไฟส่องสว่างตลอดคืน ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยสักนิดหากคนที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังไกลๆ จะเดินตามทางผ่านมาเจอบ้านพักของแขกคนอื่นๆ

ก้อนหินที่วางเรียงอยู่ระหว่างพวกเขาคือสิ่งที่ใช้กั้นอาณาเขตพื้นที่บ้านพักของฮ่องเต้

ตั้งแต่ที่เดินมาถึง...คนตรงหน้าไม่ได้ก้าวเข้ามาในอาณาเขตบ้านของเขาเลยแม้แต่ก้าวเดียว

“เข้าบ้านเถอะ ฟ้ามืดแล้ว” เจ้าของดวงตาคู่สวยที่ฮ่องเต้ประทับใจเอามากๆ เอ่ยขึ้นคล้ายต้องการตัดบท หากคนที่พอจะมองนิสัยของอีกฝ่ายออกกลับหัวเราะ ไม่รู้เพราะเหตุใดจึงเข้าใจว่าคนตรงหน้าก็แค่คนตรงไปตรงมาคนหนึ่งที่แสดงความเป็นห่วงออกมาทื่อๆ เท่านั้น

“คุณไม่ได้ตั้งใจมาหาผมเหรอ” 

“ไม่ได้จงใจเดินมา แค่เดินเล่นแล้วได้เจอจริงๆ ก็เท่านั้น” 

“แสดงว่าอยากเจอสินะ”

“…”

พวกเขาสบตากันเงียบๆ โดยที่ฝ่ายหนึ่งมีสีหน้านิ่งสงบ ส่วนอีกฝ่ายอมยิ้มขบขัน ยิ่งเห็นใครอีกคนไม่เถียงอะไรออกมาฮ่องเต้ก็ยิ่งอยากหัวเราะ 

จะว่าไปแล้วก็จริง... ถ้าจงใจตามหาแล้วบุกรุกเข้ามาโต้งๆ น่ากลัวว่าจะดูเหมือนการคุกคาม แม้เขาจะมั่นใจว่าตัวเองคงไม่คิดแบบนั้นกับคนที่อยากทำความรู้จักก็ตาม

“ผมชื่อฮ่องเต้ คุณเรียกว่าเต้ก็ได้” ฮ่องเต้เริ่มต้นแนะนำตัวอย่างจริงจัง ทั้งยังจงใจเมินเรื่องที่คนตรงหน้าบอกให้เข้าบ้านไปโดยสิ้นเชิง “แล้วคุณชื่ออะไรเหรอ”

ชายที่ดูแล้วน่าจะอายุมากกว่าฮ่องเต้หลายปียังคงจ้องมองเขานิ่งไม่หันหนีไปไหน ทว่าครู่หนึ่งแววตากลับฉายชัดถึงความลำบากใจ ใช้เวลาพอควรกว่าจะกล่าวคำตอบสั้นๆ ออกมาได้

“บอกไม่ได้”

ฮ่องเต้เลิกคิ้วประหลาดใจ แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะคนตรงหน้าบอกชื่อไม่ได้ แต่เป็นเพราะอีกฝ่ายเลือกจะพูดออกมาตรงๆ ต่างหาก

“แค่โกหกมาสักชื่อก็ได้นี่”

“ไม่อยากโกหก”

ยิ่งได้ฟังคำตอบ ความพอใจของคนที่ดูเหมือนกำลังถูกจีบแบบทื่อๆ ก็เพิ่มพูนมากขึ้นทุกที

ความประทับใจแรกพบสูงลิ่วขนาดไหน มาถึงตอนนี้ไม่ต้องสงสัยเลยสักนิด

“งั้นผมตั้งชื่อภาษาไทยให้คุณแล้วกัน ทีนี้ก็ไม่มีปัญหาแล้วทั้งกับผมแล้วก็คุณ” ฮ่องเต้พูดด้วยความเข้าใจ แม้จะไม่รู้เรื่องของคนที่เพิ่งเคยพบหน้ามากนัก แต่ก็พอจะคาดเดาได้จากบุคลิกภาพและสถานการณ์ที่เขาได้เห็นตอนคนตรงหน้ามาถึงที่นี่พร้อมคนกลุ่มใหญ่ 

นอกจากจะเป็นทหารหรือเคยเป็นมาก่อน ท่าทางคงจะมีหน้าที่เป็นการ์ดให้บุคคลสำคัญอย่างชายชราที่ดูมีอำนาจคนนั้นด้วย ที่น่าแปลกใจก็คือเหตุใดอีกฝ่ายถึงได้ออกมาเดินเล่นคนเดียวแบบนี้ได้ ทั้งที่หากเป็นการ์ดจริงๆ ควรจะต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา 

...แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรถามในเวลานี้

“เอาสิ” คนฟังพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย “ตั้งมาเถอะ”

“พายุ” ฮ่องเต้จ้องมองไปยังจี้รูปพายุที่ถูกห้อยอยู่กับสร้อยคอของคนที่ไม่ยอมบอกชื่อเพื่อบอกว่าความหมายของมันคืออะไร “ผมเรียกคุณว่าพี่ยุแล้วกัน”

“พี่…” 

“เป็นคำที่คนไทยเอาไว้เรียกคนที่อายุมากกว่าไม่มาก คุณน่าจะอายุมากกว่าผมอยู่แล้วถูกไหม”

“เข้าใจแล้ว” พายุจ้องมองใบหน้ายิ้มแย้มของคนที่ยิ่งพูดคุยด้วยก็ยิ่งอยากทำความรู้จัก ใช้เวลาตัดสินใจเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะหยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมา “ขอช่องทางการติดต่อได้ไหม”

“ได้สิครับ” ฮ่องเต้รับโทรศัพท์เครื่องนั้นมากดเบอร์โทรรวมถึงพิมพ์ช่องทางต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวเองทั้งหมดเอาไว้ให้พร้อมสรรพ “ทักมาทางไหนก็ได้ ผมจะรอนะ”

“เข้าใจแล้ว”

“พรุ่งนี้ว่างหรือเปล่า ต้องทำงานไหม”

“อาจจะว่างเป็นพักๆ” พายุเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะพูดต่อช้าๆ “ถ้าว่างทั้งคู่...เราไปเดินเล่นกันไหม”

“โอเค” 

บทสนทนาที่รื่นไหลจากคนสองคนที่เก็บความรู้สึกเก่งทั้งคู่ทำให้พวกเขาดูราวกับเคยรู้จักกันมาก่อน แม้กระทั่งตอนที่พายุพูดถึงเรื่องที่ท้องฟ้ามืดแล้วและฮ่องเต้ควรเข้าบ้านเสียที เขาก็ยังไม่ก้าวเข้าไปในอาณาเขตส่วนตัวของอีกฝ่ายแม้แต่ก้าวเดียว 

ฮ่องเต้ทำได้เพียงพยักหน้าแล้วบอกลาอย่างว่าง่าย จากนั้นจึงเดินนำกลับเข้าไป จนกระทั่งถึงระเบียงด้านบนและหันกลับไปมองอีกครั้ง คนที่เพิ่งได้รู้จักกันก็ยังยืนมองอยู่ที่เดิม สายตาที่บ่งบอกว่าจะยืนอยู่ตรงนี้จนกว่าเขาจะเข้าไปด้านในทำให้ฮ่องเต้หลุดยิ้มออกมาเป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่อาจทราบได้

การพบเจอกันในวันแรกของพวกเขาไร้ซึ่งความอึดอัดหรือเขินอายโดยสิ้นเชิง หรือถ้ามีก็คงเก็บซ่อนเอาไว้ในใจได้อย่างแนบเนียน แม้ฮ่องเต้จะอายุยังน้อยและไม่มีประสบการณ์ แต่เขาเป็นคนฉลาด เปิดกว้าง ทั้งยังใช้ชีวิตในฐานะของคนที่ต้องโตกว่าวัยมาโดยตลอด ต่อให้ถูกใจหรืออยากรู้จักขนาดไหนก็ไม่มีทางปล่อยตัวปล่อยใจให้คนที่ไม่รู้จักมาก่อนอย่างง่ายดายแน่นอน

…หมายถึงตอนนี้น่ะนะ

-----------

 

TALK : Happy New Year 2021 ค่ะทุกคน ขอต้อนรับปีใหม่ด้วยน้องเต้กับพี่ยุเลยแล้วกันนน

ช่วงครึ่งหลังของปี 2020 เราค่อนข้างจะใช้เวลาไปกับการพักผ่อนมากพอควร แทบไม่ได้เขียนนิยายเลย พอกลับมาเขียนก็จะมีความติดขัดอยู่เหมือนกัน แต่เราจะพยายามทำให้ดีที่สุดนะคะ หลังจากจบฮ่องเต้เราคิดว่าจะพักแนวนี้พักใหญ่ เพราะรู้สึกว่าอิ่มตัวกับการเขียนแนวนี้ ประมาณว่าคิดอะไรใหม่ๆ ไม่ค่อยออก เลยอยากจะไปสนุกกับวายแฟนตาซีที่ชอบมากๆ แล้วค่อยสลับกลับไปมาตามความต้องการของตัวเอง​​ ณ ช่วงเวลานั้นๆ หวังว่าทุกคนจะยังติดตามกันต่อไปนะคะ

เรามาปิดท้ายพี่น้องสามคิงคู่สุดท้ายด้วยกันค่ะ ^^

ปล. สำหรับเรื่องนี้เราเขียนไปเกินครึ่งแล้ว จะเปิดพรีช่วงปลายมกราหรือต้นกุมภา64นี้ค่ะ ฝากเก็บเงินกันด้วยน้า

 

ช่องทางการติดตาม

FB : Chesshire.

Twitter : @Chesshire04

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 69 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

87 ความคิดเห็น

  1. #47 baekbow (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:50
    กรี๊ดดดดดดดดด ยังไงปรากฏการณ์นี้เราก็เรียกรักแรกพบอ่ะ ต่อให้มันยังไม่ใช่รัก แต่การได้เจอและอยากเข้าไปทำความรู้จักมันก็คงไม่ใช่แค่ชอบแน่ๆ // เข้าใจฟิลที่เต้มีความโตเกินวัยเลยเก็บอาการ และวางตัวเก่งอ่ะ เพราะเราก็เป็น ชอบยุด้วย ทื่อมากกก แต่ก็ดูน่ารักดีอ่ะ คือเขาอยากทำความรู้จักแหละ ยืนมองขนาดนี้ 5555
    #47
    0
  2. #18 filmfilm12123 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 มกราคม 2564 / 17:48
    น่ารักกกก
    #18
    0
  3. #13 pichamai4161 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 มกราคม 2564 / 13:30
    บ้าจริง ฉันหยุดยิ้มไม่ได้ กริ๊ดดดดด
    #13
    0
  4. #12 punnup (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 มกราคม 2564 / 11:00
    สวัสดีปีใหม่ค่าา ขอให้เป็นปีที่ดีนะคะ จะติดตามผลงานไปเรื่อยๆเลยค่ะไม่ว่าจะเขียนแนวไหนสู้ๆนะคะเป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #12
    0
  5. #11 Inthukarnw (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 มกราคม 2564 / 07:19
    น่ารักอ่ะ มองตากัน แล้วเดินมาหาเลย ยิ้มตาม อิอิ
    #11
    0
  6. #10 pp.pcyn (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 มกราคม 2564 / 19:38
    หุบยิ้มไม่ได้แล้ววว บ้าที่สุดด
    #10
    0