3KINGS ตอน ฮ่องเต้

ตอนที่ 1 : HONGTAE-0-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,323
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 87 ครั้ง
    20 ธ.ค. 63


 

-0-


 

คนที่เกลียดการรอคอยจะเฝ้ารอใครคนหนึ่งได้นานขนาดไหน...คงขึ้นอยู่กับว่าเขาสำคัญมากเพียงใด


 

ฮ่องเต้เกลียดชังการรอคอยยิ่งกว่าใคร ครั้งแรกตอนที่ยังเป็นเด็กไม่รู้ความ เขาเคยตั้งหน้าตั้งตารอคอยแม่แท้ๆ อยู่ทุกวี่วัน หวังว่าวันหนึ่งคนคนนั้นจะกลับมาหา แล้วครอบครัวก็จะกลายเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์อีกครั้ง จนกระทั่งเมื่อโตขึ้นจนเข้าใจเรื่องราวได้มากกว่าเก่า ได้รับฟังความจริงจากปากพ่อที่บอกว่าผู้หญิงคนนั้นทิ้งกันไปตั้งแต่ตอนน้องชายของเขาเกิด การรอคอยนั้นจึงจบลงด้วยความไม่สมหวัง ความรู้สึกที่มีหลงเหลือเพียงความเฉยชา

แม้ไม่เกลียดแต่ก็ไม่ได้รัก... นั่นคือคำจำกัดความที่ประมุขมีต่อมารดาในช่วงเวลาแรกเริ่ม

ครอบครัวของพวกเขามีกันสามพี่น้อง นอกจากพ่อที่พยายามทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวอย่างสุดความสามารถ พี่ชายคนโตอย่างจักรพรรดิยังพยายามอย่างมากเพื่อที่จะเติบโตให้ไว จะได้ช่วยพ่อดูแลน้องๆ อย่างเขากับประมุข เมื่อละทิ้งความหวังเรื่องของมารดาไป ในที่สุดฮ่องเต้ก็เข้าใจว่าครอบครัวของเขาที่เป็นแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว

คำว่าครอบครัวที่สมบูรณ์ บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องประกอบด้วยพ่อแม่ลูกเสมอไป ถึงจะมีช่วงเวลาที่ยากลำบากอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็ยังผ่านมันไปได้ คิดเพียงขอแค่ได้อยู่ด้วยกันก็มีความสุขมากพอแล้ว น่าเสียดายที่ช่วงเวลาที่ว่าดำเนินไปได้เพียงไม่นาน ฝันร้ายก็กลับเข้ามาเยือนอีกครั้ง และคราวนี้...มันมาในรูปแบบของความทุข์ทรมานที่สร้างแผลใจให้กับทุกคนเป็นเวลานานเกินกว่าสิบปี

การรอคอยครั้งที่สองเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันหนึ่งเขาถูกมารดาที่หายหน้าไปนานพรากพี่ชายไปจากครอบครัว ฮ่องเต้ยังจดจำได้ดีถึงความเจ็บปวดในยามที่ร่างของเขาถูกผลักและกระชากแขนตอนที่พยายามปกป้องน้องชายซึ่งเป็นเป้าหมายของผู้หญิงคนนั้น ทว่าสุดท้ายแม้จะปกป้องน้องไว้ได้แต่ก็ต้องแลกกับการสูญเสียพี่ชายไปแทน

เขาเฝ้ารอวันแล้ววันเล่าให้พี่ชายกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ต่อให้มองไม่เห็นหนทางก็ยังอดทน จวบจนเมื่อไม่อาจรับความเจ็บปวดได้อีกจึงสร้างเกราะป้องกันตัวเองโดยพยายามลืมเลือนเรื่องทั้งหมดนั้นไป การรอคอยในครั้งนั้นจบลงด้วยความเจ็บปวดที่ทำให้รู้สึกผิดมาจนถึงทุกวันนี้

เมื่อต้องข้ามผ่านการเฝ้ารออย่างไร้จุดหมายที่จบลงด้วยความผิดหวังหลายครั้งเข้า ฮ่องเต้ก็เริ่มปกป้องตัวเองด้วยการไม่คาดหวัง อย่างช่วงเวลาที่ครอบครัวของเขาเริ่มเข้าสู่สภาวะย่ำแย่เนื่องจากปัญหาต่างๆ จนพ่อต้องทำงานหนักแทบไม่ได้กลับบ้าน เขาก็ไม่ได้เฝ้ารอเหมือนที่เคยทำอีกต่อไป เพียงดูแลน้องชายด้วยกำลังทั้งหมดที่มีเท่าที่พี่ชายคนหนึ่งจะทำได้เท่านั้น

เมื่อไม่คาดหวังก็ไม่ต้องผิดหวัง เมื่อไม่คิดจะเฝ้ารอก็ไม่ต้องเจ็บปวดหากคนคนนั้นไม่กลับมา ถ้าทำได้จริงก็จะไม่ต้องเศร้าเสียใจจนแทบทนไม่ไหวอีกต่อไป

ทว่าน่าเสียดาย...

เพราะแม้แต่คนเข้มแข็งอย่างฮ่องเต้ก็ยังทำตามสิ่งที่คิดไม่ได้เมื่อเป็นเรื่องของหัวใจ


 

 

 

“คิดอะไรอยู่”

เสียงทุ้มต่ำฟังดูเข้มงวดของคนที่เดินอยู่เคียงข้างกันทำให้ฮ่องเต้รู้สึกตัว ชายหนุ่มหันหน้ากลับไปมองผู้พูด สำรวจใบหน้าที่ดูโดดเด่นและถูกปั้นแต่งมาเป็นอย่างดีราวกับรวบรวมจุดเด่นของหนุ่มต่างชาติทั้งหลายเอาไว้ในคนคนเดียวแล้วยกยิ้มจาง มือยกขึ้นแตะกลุ่มผมสีน้ำตาลไหม้ที่ถูกจัดแต่งเป็นรองทรงสูงเปิดข้าง ก่อนจะไล่ลงมาแตะใบหูได้รูป และมองสบกับดวงตาสีเขียวดุดันที่มีเพียงภาพของเขาปรากฏอยู่ในนั้นนิ่งงัน

“คิดว่าเราต้องบอกลากันอีกแล้ว”

เพราะคนตรงหน้ามีร่างกายสูงใหญ่กว่าพอควรตามประสาของชาวต่างชาติที่ออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ เมื่อยืนแนบชิดติดกันเช่นนี้ แม้แต่ฮ่องเต้ที่แท้จริงไม่ใช่คนตัวเล็กอะไรก็ยังต้องเงยหน้าเพื่อพูดคุยด้วย

“ทนอีกหน่อยนะ” ภาษารัสเซียที่ดูดุอยู่ไม่น้อยเมื่อดังออกจากปากเจ้าของภาษาดูคล้ายจะอ่อนลงเรื่อยๆ เมื่อใช้พูดคุยกับคนรัก ท้ายที่สุดวลาดิเมียร์ที่ถูกเรียกว่าพายุจนกลายเป็นความเคยชินก็ทำได้เพียงปล่อยมือออกจากกระเป๋าเดินทางแล้วรวบตัวคนที่เอาแต่มองกันนิ่งเข้าสู่อ้อมกอด

“ผมรอเก่ง พี่ก็รู้”

“เต้ไม่ชอบการรอคอย”

“นั่นมันก็ใช่ แต่สำหรับพี่ผมจะยอมให้เป็นกรณีพิเศษ ขอแค่อย่างเดียว...” ฮ่องเต้ยกสองแขนขึ้นโอบกอดกลับแล้วซุกใบหน้าเข้าหาอกกว้างเพื่อซึมซับความอบอุ่นจากร่างกายของคนที่กำลังจะต้องแยกจากกันอีกครั้ง “อย่าทำให้ผมผิดหวัง ไม่ว่ายังไงก็ต้องกลับมา”

“เข้าใจแล้ว”

ถึงจะเคยบอกลากันมาแล้วหลายครั้ง ในหนึ่งปีได้เจอเพียงไม่กี่วันก่อนจะต้องจากกันอีกรอบ หมุนเวียนเป็นวงจรเช่นนี้มานานหลายปี แต่ฮ่องเต้ก็ยังไม่อาจเคยชินกับมันได้เสียที ต่อให้อยากยืดเวลาออกไปมากขนาดไหนก็ทำไม่ได้เมื่อถึงเวลาต้องปล่อยมือ

ความแตกต่างระหว่างเมื่อก่อนกับตอนนี้ก็คือการที่เขาเข้มแข็งและเชื่อมั่นในตัวของคนรักมากพอจนไม่จำเป็นต้องยืนส่งอีกฝ่ายพร้อมใบหน้าเศร้าสร้อยอีกแล้ว เมื่อก่อนฮ่องเต้ทำได้เพียงยืนส่งพายุพร้อมความหวาดกลัวว่าจะไม่ได้พบกันใหม่ กลัวว่าการรอคอยจะต้องสูญเปล่าอีกครั้ง แต่ในเวลานี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป...

เพราะคนตรงหน้าพิสูจน์ให้เห็นมาโดยตลอดว่าคนที่เฝ้ารอไม่ใช่เขาเพียงฝ่ายเดียว ต่อให้ฮ่องเต้ชอบพูดย้ำๆ ว่าจะต้องกลับมาหากัน ทว่าแท้จริงในใจรู้ดีอยู่แล้วว่าใครอีกคนต้องกลับมาแน่นอน

“อย่าลืมนะ... ห้ามบาดเจ็บกลับมาเด็ดขาด”

คนฟังพยักหน้าอย่างตั้งใจ หลังจากจ้องมองใบหน้าของผู้พูดอยู่นานนับนาทีจึงบีบมือที่กอบกุมเอาไว้เบาๆ แล้วหมุนกายเดินจากไปโดยไม่ได้พูดอะไรอีก

ฮ่องเต้มองตามแผ่นหลังกว้างตั้งตรงของคนรักไปจนสุดสายตา คงไม่มีใครรู้ดีไปกว่าตัวเขาเองว่าเหตุใดคนคนนั้นจึงไม่หันกลับมาหาเลยแม้แต่วินาทีเดียว

‘เต้ทำใจได้ แต่พี่ทำไม่ได้’

เพราะหน้าที่บีบบังคับจึงต้องฝืนใจทั้งที่แท้จริงไม่ได้อยากไปไหน หากหมุนกายเดินจากไปแล้วหันกลับมา ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องกลับมาหากันแน่นอน

“พี่ยุไม่เปลี่ยนไปเลย...”

ฮ่องเต้มองออกไปนอกผนังกระจกของสนามบิน ท้องฟ้าในตอนนี้ดูอึมครึมกว่าทุกวันไม่แตกต่างจากอารมณ์ความรู้สึกของเขาในเวลานี้ ถึงอย่างนั้นภาพของแสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างอยู่หลังก้อนเมฆและมองเห็นได้จากระยะไกลกลับประทับตราตรึงในจิตใจยิ่งกว่าสีเทาหมองเศร้าทั้งหมด

ไม่ว่าเวลานี้ท้องฟ้าจะมืดมิดขนาดไหน จะอย่างไรในวันหนึ่งก็ยังต้องส่องสว่างอยู่ดี

เขาก็แค่...ต้องอดทนอีกสักนิดเพื่อเฝ้ารอการพบกันใหม่ในครั้งหน้า และได้แต่มุ่งหวังว่าวันหนึ่งจะไม่ต้องบอกลากันอีกต่อไป

ครืด ครืด

ฮ่องเต้ก้มลงมองหน้าจอโทรศัพท์ที่มีสายเรียกเข้า ก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นชื่อของน้องชายที่ปรากฏขึ้นบนนั้น ประมุขก็ยังเป็นประมุขคนเดิม เป็นน้องชายที่ไม่ว่าเมื่อไรก็ทำให้เขายิ้มได้โดยไม่จำเป็นต้องพูดคุยกันสักคำ

“ว่าไง”

[เต้ มึงอยู่ไหนอะ พี่ยุไปยัง]

“ไปแล้ว” ฮ่องเต้ถอนหายใจเมื่อได้ยินเสียงน้องชายบ่นงึมงำเรื่องไปไม่รอ “มึงบอกจะไปซื้อของกินแล้วหายหัวไปเป็นชาติ ใครจะไปรอได้ รีบๆ เดินมาเลย กูอยู่แถวที่นั่งตอนแรกนั่นแหละ”

[ก็กูอยากกินหลายอย่างนี่หว่า รอแป๊บๆ จะถึงละ]

“เออ…”

“เต้!!”

ยังไม่ทันได้วางสายดีเสียงเรียกที่ไม่ได้เบาเท่าไรนักของไอ้ตัวแสบก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ฮ่องเต้หันไปมองประมุขด้วยสีหน้าเหม็นเบื่อ สาบานได้ว่าการ์ดของแฟนมันที่ตามติดมาด้วยล้วนแล้วแต่มีสีหน้าเอือมระอากับเด็กบ้าที่โตแต่ตัวส่วนหัวสมองเท่าเดิม

“มึงจะเสียงดังทำไม นี่กูเองไม่ใช่เกรย์ ไม่ต้องตื่นเต้น”

พอยกชื่อแฟนเจ้าตัวที่ไม่ได้บินกลับมาพักผ่อนด้วยกันเพราะต้องจัดการงานขึ้นมาอ้าง ใบหน้าที่ปกติก็ดูสว่างไสวอยู่แล้วก็ดูคล้ายจะยิ่งสดใสขึ้นหลายเท่า

“กูไม่ได้เจอมึงนานเลยคิดถึงไง”​ ประมุขหัวเราะพลางโอบแขนรอบบ่าพี่ชาย “ไปกันเถอะ ไปหาอะไรกิน ปล่อยมึงเหงาแบบนี้เดี๋ยวพี่ยุจะบอกว่ากูดูแลมึงไม่ดี อุตส่าห์ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าทั้งทีต้องใช้เวลาให้คุ้มค่า”

“พี่ยุเนี่ยนะจะว่ามึง”

“ต่อให้ไม่ว่าก็คงห่วงอยู่ดีนั่นแหละน่า ไม่งั้นจะส่งข้อความมาขอให้กูช่วยดูแลมึงเหรอ”

“พี่ยุส่งข้อความหามึงตอนไหน”

“เมื่อกี้” คนตอบยักไหล่พร้อมกับลากฮ่องเต้ให้เดินตามแรงไปด้วย “ไปๆ พี่จักรน่าจะถึงร้านอาหารแล้วมั้ง ปล่อยให้รอนานๆ มันเสียมารยาท”

ฮ่องเต้เหลือบตามองน้องชายคล้ายอยากถามว่าอย่างมึงเคยมีมารยาทด้วยเหรอ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป พวกเขานั่งรถตรงไปยังร้านอาหารที่นัดกับพี่ชายคนโตเอาไว้ บรรยากาศระหว่างทางเต็มไปด้วยความสดใสปะปนไปกับความน่ารำคาญ เพราะประมุขพูดไม่หยุดเลยแม้แต่วินาทีเดียว ถึงอย่างนั้นก็คงต้องยอมรับว่าการกระทำของน้องชายช่วยให้ฮ่องเต้รู้สึกดีขึ้นมากจริงๆ

“มากันแล้วเหรอ” เสียงทุ้มต่ำราบเรียบของพี่ชายคนโตดังขึ้นแทบจะทันทีที่สองพี่น้องพากันเดินเข้าไปในห้องส่วนตัวของร้านอาหารแห่งหนึ่ง เมื่อได้เห็นหน้าพี่ชายที่ไม่ได้เจอกันมานานนับเดือน สองพี่น้องที่เพิ่งมาถึงก็พากันยกยิ้มกว้างด้วยความดีใจ

“พี่จักร!” ประมุขรีบตรงเข้าไปจับจองพื้นที่ข้างซ้ายของพี่ชายแล้วเขย่าแขนอ้อนร้องบอกว่าคิดถึงอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ยอมหยุด ขณะเดียวกันฮ่องเต้ก็ตรงไปนั่งลงอีกด้านแล้วจ้องมองทั้งคู่พูดคุยกันเงียบๆ

บรรยากาศระหว่างสามพี่น้องที่ได้กลับมาเจอกันอย่างพร้อมหน้าในรอบหลายเดือนเต็มไปด้วยความสุข เมื่อได้อยู่ด้วยกันเช่นนี้จึงรู้สึกราวกับได้ย้อนคืนวันกลับไปในช่วงเวลาหนึ่งของอดีตอันแสนยาวนาน วันที่พวกเขายังเป็นเด็กน้อยที่วิ่งเล่นอยู่ด้วยกัน ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ที่ฝากรอยแผลเอาไว้ในใจของทุกคนขึ้น

ฮ่องเต้จ้องมองใบหน้าราบเรียบของพี่ชายอย่างเหม่อลอย กระทั่งได้เห็นประกายของความอ่อนโยนที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่นั้น เขาจึงเผยรอยยิ้มออกมาช้าๆ

ถึงจะใช้เวลานานนับสิบปี แต่ในที่สุด...การรอคอยที่เคยเลิกหวังไปแล้วก็ประสบผลสำเร็จ

เมื่อพี่จักรกลับมา ครอบครัวจึงกลับมาเป็นครอบครัวอีกครั้ง

แม้ว่าทุกคนจะเติบโตขึ้นมากจนแยกย้ายไปใช้ชีวิตของตัวเองกันหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพี่จักรที่ตัดสินใจอาศัยอยู่กับคนรักที่สวนดอกไม้ทางภาคเหนือ หรือประมุขที่ติดสอยห้อยตามคนรักไปทำงานอยู่ที่ต่างประเทศพร้อมกับบิดาที่ถูกบังคับให้ไปอาศัยอยู่ด้วยกัน แต่พวกเขาก็ยังกลับมาพบหน้าในทุกเวลาที่มีโอกาสอยู่เหมือนเดิม

“จะจบโทแล้วใช่ไหม”

“ครับ” ฮ่องเต้ตอบคำถามของพี่ชายพร้อมรอยยิ้ม “ถ้าไม่มีปัญหาอะไร อีกไม่เกินสองเดือนก็จบแล้ว”

“แล้วคิดหรือยังว่าจะเอายังไงต่อ”

“เรื่องนั้นเต้คิดเอาไว้แล้ว พี่จักรไม่ต้องเป็นห่วงนะ”

“ที่คิดเอาไว้คืออยากจะไปอยู่รัสเซียหรือเปล่า” จักรพรรดิเอ่ยถามตามตรงโดยไม่ได้ลังเล แน่นอนว่าย่อมต้องจ้องมองสีหน้าของน้องชายอย่างละเอียด เนื่องจากรู้ดีว่าฮ่องเต้ไม่เหมือนกับประมุขที่ไม่เคยคิดจะปิดบังความคิดความรู้สึกของตัวเอง

“เคยคิดเมื่อนานมาแล้ว แต่มาเปลี่ยนใจทีหลัง”

สถานการณ์ของฮ่องเต้ต่างจากประมุข เขาไม่อาจตามติดไปอยู่กับคนรักได้เพราะสถานะของพี่ยุไม่เหมือนกับเกรย์ซึ่งเป็นคนรักของน้องชาย พวกเขาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของอนาคตเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว และฮ่องเต้ก็ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนใจ เพราะอย่างนั้นเขาจึงยินดีที่จะรออยู่ตรงที่เดิมจนกว่าจะถึงเวลา

“งั้นเหรอ”

“ทำยังไงได้ล่ะ พี่ยุดันมีหน้าที่และความรับผิดชอบ จะเอาแต่ใจเหมือนเกรย์ก็ไม่ได้นี่นา” ประมุขยื่นหน้ามาจากอีกฝั่งแล้วบ่นงึมงำแทนพี่ชายคนรอง

“คนที่เอาแต่ใจคือมึงต่างหากไม่ใช่เกรย์” ฮ่องเต้จิ้มหน้าผากของน้องชายด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะเอนกายพิงพนักเก้าอี้แล้วอมยิ้มคล้ายไม่รู้สึกอะไร “พี่จักรไม่ต้องเป็นห่วง การรอคอยของเต้ต้องคุ้มค่าแน่นอน... เพราะมันเป็นการรอคอยที่มีจุดหมายมาตั้งแต่แรกแล้ว”

คนฟังทั้งสองที่สังเกตสีหน้าของฮ่องเต้อย่างจริงจังเงียบไปพักหนึ่ง จนเมื่อมั่นใจว่าสิ่งที่พูดออกมาล้วนแล้วแต่ส่งมาจากใจจึงยอมละสายตาออกแล้วชักชวนกันหันกลับไปสนใจเรื่องอื่นราวกับไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมาตั้งแต่ต้น

พวกเขาคือพี่น้องที่มีสายสัมพันธ์แน่นหนา แม้กาลเวลาจะพรากพี่ชายคนโตจากไปนานนับสิบปี แต่เมื่อได้กลับมาพบหน้าอีกครั้งก็เชื่อมต่อถึงกันได้อย่างรวดเร็ว ต่อให้ไม่ได้อาศัยอยู่ด้วยกันอีกต่อไปก็ยังเข้าใจกันและกันมากที่สุด โดยเฉพาะระหว่างฮ่องเต้กับประมุขที่ตัวติดมาหลายสิบปี

“ตอนแรกพ่อบอกว่าจะมาด้วยแล้วนะ แต่พอเห็นเกรย์ติดงานก็เลยอาสาช่วยจัดการต่อ สมกับตำแหน่งพ่อบ้างานจริงๆ เลย มุขบอกให้เลิกทำงานได้แล้วก็ไม่ยอม แอบทำนั่นทำนี่ตลอดจนเกรย์ต้องแอบหางานให้ทำลับหลังไม่ให้มุขรู้” ประมุขบ่นเรื่องของพ่อที่ไปอาศัยอยู่ด้วยกันพลางทำหน้ามุ่ย “นี่ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อบินกลับมาบ่อยอยู่แล้ว มุขคงเอาเหตุผลเรื่องที่พ่อไม่ยอมกลับมาหาพี่จักรกับเต้มาอ้างได้”

“พ่อทำงานแบบไม่ได้หยุดพักติดกันนานจนกลายเป็นความเคยชิน จะให้ปรับพฤติกรรมง่ายๆ ไม่ได้หรอก ดูแลอย่าให้มากเกินไปก็พอ” ฮ่องเต้พูดแทนคนเป็นพ่อด้วยความเข้าใจ ส่วนจักรพรรดิที่จนถึงตอนนี้ก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรกับบิดานักยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยเหมือนปกติ ท้ายที่สุดพวกเขาจึงเปลี่ยนไปพูดถึงเรื่องอื่นแทนเพื่อไม่ให้พี่ชายคนโตต้องลำบากใจ

สามพี่น้องใช้เวลาอยู่ที่ร้านอาหารนานหลายชั่วโมงก่อนจะพากันเดินทางกลับไปยังบ้านพักที่ซื้อเอาไว้เพื่อใช้พักผ่อนด้วยกัน แม้ในเวลานี้จะมีเพียงฮ่องเต้ที่อาศัยอยู่ที่นี่ทุกวันในระหว่างที่ยังเรียนปริญญาโท แต่ดูเหมือนว่าอีกไม่นานสถานที่แห่งนี้ก็จะต้องร้างผู้คนเสียแล้ว

…สถานที่ที่เคยสัญญากันเอาไว้ ครั้งนี้ฮ่องเต้จะไปรอคนรักที่นั่น

มือเรียวยกขึ้นลูบหน้าอกของตัวเองบริเวณตำแหน่งที่ตรงกับหัวใจ สายตามองตรงออกไปนอกหน้าต่างของห้องนอนส่วนตัวที่ต้องกลับมาอยู่คนเดียวอีกครั้ง เพราะพี่น้องต่างมีห้องเป็นของตัวเอง ส่วนคนที่เคยนอนอยู่เคียงข้างก็ต้องกลับไปทำหน้าที่อยู่ในสถานที่ที่ไกลแสนไกล แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นเวลานี้ก็ไม่มีเมฆหมอกมืดมัวครอบงำความรู้สึกภายในอีกต่อไปแล้ว ทั้งที่ในอดีตเคยคิดมากและเจ็บปวดที่ต้องพรากจากซ้ำไปซ้ำมาแท้ๆ

ทุกอย่างมันเริ่มต้นมาจากตอนไหนกันนะ

“อา…” ฮ่องเต้หัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเรื่องราวระหว่างเขากับพายุเริ่มขึ้นจากตรงไหน

ถ้าจะย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของเรื่องราว เห็นทีคงต้องเริ่มตั้งแต่เหตุการณ์ในวันนั้นเมื่อหลายปีก่อน

การพบกันที่ตราตรึงอยู่ในใจของคนทั้งคู่มาจนถึงตอนนี้


 

----------

 

TALK : ฝากติดตามเรื่องราวของน้องเต้กับพี่ยุด้วยนะคะ คู่นี้เป็นคู่สุดท้ายในเซต 3KINGS ค่ะ ใครที่ยังไม่เคยอ่านเรื่องของพี่น้องคนอื่นๆ ไปติดตามอ่านกันได้นะคะ หรือถ้าไม่อ่านก็ไม่เป็นไรค่ะ เนื้อหาแต่ละเรื่องแยกจากกัน อ่านเข้าใจแน่นอน
 


 


 


 


 


 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 87 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

88 ความคิดเห็น

  1. #46 baekbow (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:28
    ยุไปรัสเซียไปทำอะไร พอพูดถึงรัสเซียสิ่งที่นึกออกอย่างแรกคือสงครามไม่รู้ทำไมเหมือนกัน // ทำให้คนที่เกลียดการรอคอยสามารถรอคอยได้คงเป็นความสัมพันธ์ที่มีค่ามากจริงๆ ที่ถึงกับเปลี่ยนจิตใต้สำนึกนั้นได้ แล้วยุเองก็คงรักเต้มากเหมือนกัน ถึงขนาดที่หันหลังแล้วไม่กล้าหันกลับมาอีก คือพอรู้แบบนี้ยิ่งรู้สึกว่ามันมีค่ามากเลยอ่ะ กับการรอคอยที่ต้องบอกลากันซ้ำๆแต่ก็ยังยินดีรอเสมออ่ะ เราว่ามันไม่ง่ายเลยนะ เพราะมันดูน่าเหนื่อยอ่ะที่ต้องวนลูปอยู่แบบนี้
    #46
    0
  2. #45 Swagjerry (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 / 22:33
    ฮือออ รอมานานมากกก
    #45
    0
  3. #17 filmfilm12123 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 มกราคม 2564 / 17:33
    เย่ๆ รอติดตามนะค้าาาา
    #17
    0
  4. #9 punnup (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2563 / 22:28
    เย้ๆ คู่นี้มาแล้ววว
    #9
    0
  5. #6 นุ่มนิ่ม (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2563 / 14:27

    เย้ๆๆๆมาแล้ว

    #6
    0
  6. #5 Xinx2 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2563 / 17:46
    แงงง ฮ่องเต้มาแน้ววว ;-; มันต้องเป็นการรอคอยที่คุ้มค่าแน่นอนคับบ
    #5
    0
  7. #4 Inthukarnw (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2563 / 21:12
    น้ำตาซึมสามพี่น้องได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว
    #4
    0
  8. #3 chuenchuen (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2563 / 19:56
    คิดถึงๆๆๆๆๆๆ
    #3
    0
  9. #2 mutitamumu30 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2563 / 19:03

    รอตอนต่อไปอยู่ค่าา เราอ่านมาตั้งแต่เรื่องพี่จักรแล้วจนตอนนี้ไรท์อัพของฮ่องเต้แล้วว
    #2
    0