[END] ดวงอาทิตย์ของคุณชายเล็ก

ตอนที่ 6 : ตอนที่ 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,100
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 315 ครั้ง
    20 ก.ค. 63

-6-

รพีเริ่มรู้สึกว่าการทำงานยากลำบากขึ้นเล็กน้อยในช่วงไม่กี่วันมานี้ เขาไม่กล้าพูดว่าสาเหตุเกิดมาจากเจ้านาย เพราะคุณชายเล็กก็ยังเป็นคุณชายเล็กผู้สุภาพอ่อนโยนเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน เจอกันครั้งแรกดูสูงส่งขนาดไหน จนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้น เพียงแต่ว่า...

“พี่พีเข้ากับสูททรงนี้จริงๆ ด้วย”​

“คุณชายเล็ก...” รพีเม้มปากแน่น สายตาหลุบลงมองคนที่ตัวเล็กกว่าเพียงเล็กน้อยซึ่งกำลังตั้งหน้าตั้งตาผูกไทด์ให้เขาอย่างตั้งใจด้วยความรู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก

คำว่าอึดอัดคงไม่อาจเอามาใช้ได้ เมื่อเขามั่นใจว่าไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น ถึงรพีจะบรรยายความคิดหรือความรู้สึกที่มีได้ไม่ชัดเจน แต่ที่แน่ๆ ก็คือบางสิ่งบางอย่างในใจของเขาเริ่มจะนิ่งไม่ไหวอีกต่อไป ด้วยเหตุนั้นการทำงานที่ต้องอยู่ใกล้ชิดกับเจ้านายตลอดเวลาจึงดูจะยากลำบากมากขึ้นทุกที

คุณชายจะวางตัวอย่างไรไม่ใช่เรื่องสำคัญ​ เป็นตัวเขาเองต่างหากที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กทีละน้อย ทั้งยังไม่ได้รังเกียจหรือนึกอึดอัดกับความใกล้ชิดที่มากขึ้นนี่เลย

นี่ไม่ใช่เรื่องดี... ไม่ใช่สำหรับรพีที่เคารพเทิดทูนคุณชายมากขึ้นทุกวัน

“พี่พีเกร็งเพราะอยู่ใกล้เล็กมากเกินไปหรือครับ” คนที่มองท่าทีของรพีออกทุกอย่างแต่ไม่คิดแก้ไขการกระทำคลี่ยิ้มจาง ดวงตาฉายแววขบขันอย่างชัดเจน หากกลับเป็นการขบขันที่ต่อให้พยายามเท่าไรก็คงไม่มีใครขุ่นเคืองได้ลง “อยู่ด้วยกันมาพักใหญ่ น่าจะชินได้แล้วนะครับ”

...แล้วก็น่าจะยอมรับได้แล้วว่าการกระทำของเขาหมายถึงอะไรกันแน่ เพราะตัวคนพูดไม่เคยคิดจะปกปิดการแสดงออกของตัวเองเลยสักนิด อย่างน้อยก็ตั้งแต่มั่นใจว่าพี่พีไม่ได้รังเกียจความชื่นชอบในลักษณะนี้

คงต้องขอบคุณที่รพีเติบโตขึ้นมาเป็นอย่างดี เพราะไม่ว่าจะพบเจอเรื่องราวเลวร้ายมามากมายขนาดไหน เขาก็ยังเป็นคนที่ไม่เคยดูถูกหรือแบ่งแยกใครเลยสักครั้ง หากบอกว่ารพีไม่เคยมีความรักมาก่อนจึงไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ก็คงจะไม่ถูกต้องนัก ควรต้องบอกว่าเขาคือคนดีที่มองโลกด้วยความเข้าใจมากกว่า การแบ่งแยกคนมีความรักด้วยชื่อเรียกของเพศจึงไม่เคยอยู่ในหัวเลยแม้แต่น้อย

“จะชินได้ยังไงครับ...” เสียงพึมพำตอบกลับของรพีไม่อาจรอดพ้นไปจากการได้ยินของคีรินทร์ ชายหนุ่มลูบไล้ไทด์เส้นโปรดที่อยู่บนตัวรพีเบาๆ ก่อนจะยอมผละกายออกห่างโดยไม่ได้พยายามแกล้งอะไรต่ออีก

“เรื่องวันนี้พี่พีต้องโทษตัวเองที่ผูกไทด์ไม่เป็นครับ” คุณชายเล็กที่เรียกร้องจะมาช่วยแต่งตัวให้รพีก่อนโดยที่ตัวเองยังไม่ได้เปลี่ยนชุดเอ่ยแซวอย่างอารมณ์ดี 

“ผมไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้ผูกไทด์นี่ครับ ถ้ารู้คงจะศึกษาไว้ก่อน แล้วอีกอย่าง...” ตอนไปขอยืมไทด์คุณชายเพื่อเอามาลองฝึกก็ถูกปฏิเสธโดยไม่เสียเวลาคิด ราวกับคุณชายตั้งใจให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอยู่แล้ว แบบนี้เขาจะยังทำอะไรได้อีก

“เล็กทราบว่าพี่พีอยากพูดอะไรครับ แต่แบบนี้ดีที่สุดแล้ว” ดวงตาคู่สวยทอประกายวาววับ ขณะมองรพีที่แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วยความชื่นชม

นี่อาจนับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่รพีได้แต่งตัวด้วยชุดสูทราคาแพงเช่นนี้ เส้นผมสีดำสนิทที่ถูกจัดแต่งเป็นทรงโดยช่างทำผมส่วนตัวของหม่อมราชวงศ์คีรินทร์ช่วยเสริมให้ใบหน้าหล่อเหลาดูคมเด่นขึ้นกว่าปกติหลายเท่า ทั้งยังเผยให้เห็นดวงตาคู่คมได้อย่างชัดเจน เมื่อประกอบเข้ากับเสื้อเชิ้ตสีเดียวกันกับชุดสูทสีดำบนร่างสูงใหญ่เช่นคนออกกำลังกาย รพีจึงดูคล้ายจะเป็นเจ้านายอีกคนมากกว่าเป็นเพียงผู้ติดตาม

ผลลัพธ์เช่นนี้อาจสร้างความไม่พอใจให้แก่เจ้านายคนอื่นๆ ได้ไม่มากก็น้อย ทว่าไม่ใช่กับคุณชายคีรินทร์ซึ่งเป็นผู้จัดเตรียมทุกอย่างให้แก่รพีด้วยตัวเอง 

“คุณชายรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะครับ เดี๋ยวผมช่วย”

“เช่นนั้นก็ดีเลยครับ”​ คำตอบที่ไม่เสียเวลาหยุดคิดเลยแม้แต่น้อยของคุณชายเล็กทำให้รพีเป็นฝ่ายชะงักไปเอง กว่าจะรู้ตัวว่าพลาดส่งตัวเองไปให้คุณชายแกล้งต่อ เขาก็ตามอีกฝ่ายไปถึงห้องนอนเสียแล้ว

ขณะที่รพีแต่งกายด้วยสูทสีดำล้วน คุณชายเล็กเลือกที่จะสวมใส่สูทสีกรมตัวใหม่ที่พี่ชายมอบให้เป็นของขวัญสำหรับการที่เขายอมไปงานเลี้ยงแทน ร่างสูงโปร่งในชุดสูทเข้าทรงทำให้คนที่ปกติก็ดูสูงส่งอยู่แล้วทวีความโดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดวงตาสีน้ำทะเลคู่นั้นมองตรงกลับมายังผู้จับจ้อง

…ตราตรึงจนยากจะละสายตาเป็นเช่นไร รพีได้เข้าใจก็วันนี้

เนื่องจากการไปงานเลี้ยงไม่ใช่สถานการณ์ปกติ หม่อมราชวงศ์ปฐวีจึงส่งคนขับรถและผู้ติดตามมาดูแลน้องชายโดยเฉพาะ รพีซึ่งนั่งอยู่บนเบาะหลังคู่กับเจ้านายลอบถอนหายใจด้วยความเป็นกังวล ไม่ใช่เพราะกำลังตื่นเต้นกับสถานการณ์เหล่านี้ แต่เป็นเพราะเขากลัวว่าตัวเองจะทำให้คุณชายต้องอับอาย 

เรื่องของการวางตัวรพีมั่นใจว่าเขาน่าจะทำได้ดี ทว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย บางทีแค่เดินเข้าไปเขาอาจจะดูต้อยต่ำกว่าทุกคนที่นั่นแล้วก็ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นคุณชายเล็กคงจะต้องถูกหัวเราะเยาะเป็นแน่ 

หากยังไม่ทันที่รพีจะได้เอ่ยปากพูดสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้...

“วันนี้คุณชายดูอารมณ์ดีนะครับ” ตรีภพซึ่งมาดูแลน้องชายของเจ้านายตามคำสั่งทักด้วยน้ำเสียงสุภาพที่แฝงการหยอกล้อเอาไว้ไม่น้อย พวกเขาเห็นหน้ากันมาตั้งแต่เด็ก ทั้งยังเคยมาทำงานกับคุณชายคีรินทร์อยู่ช่วงหนึ่ง จึงไม่แปลกที่จะพูดคุยด้วยได้อย่างสนิทสนม

“ผมดูออกง่ายขนาดนั้นเลยหรือครับ” คนถูกทักยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยเบนมามองรพีอย่างมีความหมาย ทำเอาถ้อยคำที่ตระเตรียมไว้สลายหายไปในพริบตา “เห็นทีคงเป็นเพราะวันนี้มีพี่พีมาด้วย”

บางครั้งรพีก็อดคิดไม่ได้ว่าคุณชายเล็กมีความสามารถในการอ่านสีหน้าสูงส่งเป็นอย่างมาก ทุกคำตอบที่ดูราวกับจะดักทางความคิดของเขาเอาไว้อย่างครอบคลุมสร้างความตกใจให้แก่รพีครั้งแล้วครั้งเล่าจนเริ่มกลายเป็นความเคยชิน และสุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงโยนทิ้งเรื่องราวต่างๆ ไปทั้งอย่างนั้น

“คุณรพีไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ นอกจากคนกล้าหาญไม่กี่คน ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้ามายุ่มย่ามกับคุณชายอยู่แล้ว แค่วางตัวให้เหมือนบอดี้การ์ดหน้าโหดสักหน่อย ผมคิดว่าน่าจะช่วยคุณชายได้มากทีเดียว”

“ต้องช่วยได้มากกว่าคุณตรีภพอยู่แล้วครับ”​ คุณชายตอบกลับคำพูดของตรีภพอย่างเป็นกันเอง “เวลาผมมางานแทนพี่ชายใหญ่แล้วคุณตรีภพตามมาด้วย ไม่ว่าใครต่างก็อยากเข้ามาหา เพราะทราบดีว่าคุณตรีภพคือเลขาฯ​ ของพี่ชายใหญ่ ท่าทางเป็นการเป็นงานของคุณตรีภพมีแต่จะทำให้ผู้คนอยากเข้าหามากกว่าเก่า”

“นั่นเป็นเพราะคุณชายยังไม่ยอมเปิดเผยว่าตัวเองช่วยงานคุณชายปฐวีมาตั้งนานแล้วต่างหากครับ ลองถ้าคนพวกนั้นรู้ขึ้นมาสิ ต่อให้หวาดกลัวหรือเกรงใจบรรยากาศรอบกายขนาดไหนก็ต้องเข้ามาทักทายพูดคุยกับคุณชายแน่ จะมีผมอีกกี่คนก็ไม่สำคัญเลยสักนิด”

หม่อมราชวงศ์คีรินทร์เฉลียวฉลาดทั้งยังมีความสามารถไม่แพ้พี่ชาย มีหรือที่คนระดับนี้จะยังไม่เริ่มทำงาน คุณชายเล็กเริ่มช่วยงานพี่ชายตัวเองตั้งแต่กลับมาจากต่างประเทศ เพียงแต่ชื่นชอบความสงบและอยากจะใช้ชีวิตในวัยเรียนให้เต็มที่ จึงตัดสินใจขอร้องพี่ชายให้ปิดบังเรื่องนี้เอาไว้ เมื่อต้องไปงานการกุศลหรืองานใดๆ แทนพี่ชายใหญ่ เขาจึงถูกมองว่าเป็นเพียงน้องชายที่ถูกส่งมาแทนตามมารยาท ไม่ได้รับรู้เกี่ยวกับงานด้วย เมื่อตรีภพซึ่งเป็นเลขาฯ อีกคนของหม่อมราชวงศ์ปฐวีติดตามมาเลยกลายเป็นเป้าหมายหลักแทน

“พี่พีไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ”​ คุณชายคีรินทร์หันกลับมาพูดกับคนข้างกายราวกับรับรู้ได้ถึงความกังวลของอีกฝ่าย “เล็กเคยชินกับเรื่องพวกนี้แล้ว ดังนั้นไม่ว่าใครจะแสดงท่าทีอย่างไรหรือพูดอะไรก็ตาม พี่พีสนใจแค่เล็กก็พอ”

คำกล่าวที่ดูราวกับจะเป็นการเตือนล่วงหน้าสร้างความสงสัยและความกังวลให้แก่รพีไม่น้อย จนกระทั่งเดินทางไปถึงสถานที่จัดงานซึ่งเป็นโรงแรมแห่งหนึ่ง เขาถึงได้เริ่มเข้าใจความหมายของคำพูดที่ว่าอย่างชัดเจน

งานในครั้งนี้เป็นงานการกุศลที่จัดขึ้นเพื่อเลี้ยงฉลองการเปิดสาขาของบริษัทที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง จัดขึ้นโดยคู่ค้าที่มีความดีความชอบต่อหม่อมราชวงศ์ปฐวีพอควร ด้วยเหตุนั้นหม่อมราชวงศ์คีรินทร์ซึ่งเป็นน้องชายจึงถูกส่งมาแทนพี่ชายที่เดินทางไปคุยงานที่ต่างประเทศ คนภายนอกอาจมองว่าหม่อมราชวงศ์ปฐวีไม่ได้ให้ความสำคัญกับคู่ค้าคนนี้ แต่เจ้าตัวที่ดีใจยิ่งกว่าใครย่อมรู้ดีว่าการมาของหม่อมราชวงศ์คีรินทร์นั้นสำคัญเพียงใด

สองพี่น้องรักใคร่กลมเกลียวเป็นอย่างยิ่ง เรื่องนี้คนนอกอาจรู้หรือไม่รู้ แต่สำหรับธันวา เจ้าของงานผู้ที่พยายามทำความรู้จักกับหม่อมราชวงศ์ปฐพีมาโดยตลอดอย่างตั้งใจ ใช้ความสามารถและความอดทนจนทางนั้นใจอ่อน ย่อมรู้ดีที่สุดว่าหม่อมราชวงศ์คีรินทร์มีความสำคัญเพียงใด 

การที่คุณชายปฐวีขอให้น้องชายมางานนี้แทน สำหรับธันวานี่คือสิ่งที่เขาไม่กล้าคาดหวังเสียด้วยซ้ำ เพราะมันคือการบ่งบอกว่าทางนั้นไว้หน้าเขาเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนั้นเมื่อรู้ว่าคุณชายจะมา เขาจึงยืนรอต้อนรับแขกอยู่ด้านนอก ทันทีที่เห็นตรีภพลงจากรถมาเปิดประตูให้หม่อมราชวงศ์คีรินทร์ก็รีบตรงเข้าไปหาทางนั้นในทันที

“คุณชายคีรินทร์ สวัสดีครับ”

ธันวาเป็นชายหนุ่มวัยสามสิบปลายๆ ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเพราะความขยันและความอดทน ถ้อยคำและการพูดจาล้วนแล้วแต่จริงจังจริงใจ ไม่แปลกหากเขาจะได้รับความชื่นชมจากพี่ชายใหญ่ นั่นคือสิ่งที่คุณชายเล็กคิดหลังจากศึกษาเรื่องของคนคนนี้มาเมื่อไม่กี่วันก่อน

“สวัสดีครับ คุณธันวา” รอยยิ้มนุ่มนวลอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหม่อมราชวงศ์คีรินทร์ ทำให้บรรยากาศรอบกายของเขาดูอ่อนลงเล็กน้อย ทว่ากลับยังแฝงไว้ด้วยความถือตัวที่ไม่อนุญาตให้ใครเข้าใกล้เกินความจำเป็น แต่เพียงแค่นั้นก็พอจะบอกได้แล้วว่าเขาให้เกียรติเจ้าของงานผู้นี้พอควร

ความเบิกบานใจของธันวาแสดงออกผ่านทางสีหน้าอย่างเห็นได้ชัด เขาเดินนำคุณชายเข้าไปด้านในงานพร้อมผู้ติดตามของอีกฝ่ายที่ตอนเห็นครั้งแรกเผลอคิดว่าเป็นแขกอีกคนหนึ่ง แน่นอนว่าย่อมไม่เอ่ยถามอะไรให้มากความแม้จะสงสัยว่าเหตุใดตรีภพจึงไม่เข้ามาด้วยก็ตาม การวางตัวอย่างเหมาะสมเช่นนั้นเองที่ทำให้คุณชายเล็กพออกพอใจเป็นอย่างยิ่ง

น่าเสียดายที่คนอื่นๆ ไม่ได้คิดเช่นนั้น...

ผู้ที่มาร่วมงานของธันวา ส่วนมากเป็นคู่ค้าหรือคนที่รู้จักกัน แต่ก็มีหลายส่วนที่เป็นคนในวงการธุรกิจซึ่งได้รับบัตรเชิญตามมารยาทแต่เลือกที่จะมาเพื่อพูดคุยเรื่องในวงการ หรือหาช่องทางต่างๆ แน่นอนว่าชื่อเสียงของหม่อมราชวงศ์ปฐวีย่อมต้องกระจายไปทั่ววงการ และอาจจะหมายรวมไปถึงนอกวงการเสียด้วยซ้ำ ไม่แปลกเลยหากคุณชายคีรินทร์จะกลายเป็นจุดสนใจแทบจะทันที 

ถึงแม้ว่าสิ่งที่เรียกสายตาแขกได้ในระยะเริ่มต้นจะเกิดจากรูปร่างหน้าตาและบรรยากาศรอบกายภายนอกของคุณชาย แต่เมื่อรู้ว่าเขาคือใคร สายตาเหล่านั้นก็ยิ่งจับจ้องมากเข้าไปใหญ่ ทั้งยังแฝงการประเมินเอาไว้หลายส่วน

รพีอาจจะไม่ได้รู้สึกแปลกขนาดนี้ หากไม่ใช่ว่าสายตาเหล่านั้นเต็มไปด้วยอารมณ์ด้านลบมากมาย แม้คนเหล่านี้จะเป็นนักธุรกิจ มีความสามารถในการกักเก็บอารมณ์ในระดับสูงกว่าคนทั่วไป แต่เขาพบเจอผู้คนมามากหน้าหลายตา จึงสังเกตเห็นอารมณ์ที่ซ่อนเอาไว้ได้ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนเหล่านั้นจับจ้องมาทางเบื้องหลังของเจ้านาย สายตาที่คิดว่าทางนี้ไม่ได้มองอยู่จึงเปิดเผยอารมณ์ได้อย่างเต็มที่

“คุณชายเล็ก...” ท้ายที่สุดชายหนุ่มก็ไม่อาจทนเห็นคุณชายถูกมองในด้านลบได้อีก ลำพังความชื่นชมเพียงรูปร่างหน้าตาภายนอกของคุณชายนั้นไม่สำคัญสักนิด หากเทียบกับความรู้สึกแย่ๆ ที่คนข้างกายของเขาอาจได้รับทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลยแม้แต่น้อย

“พี่พียังจำคำพูดของเล็กก่อนลงจากรถได้ไหมครับ” เจ้าของเสียงนุ่มนวลเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ ไม่แม้แต่จะหันมามองเขาตรงๆ “สนใจเพียงเล็กก็พอ... สายตาคนอื่นนอกเหนือจากนั้นไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญ เล็กเองก็คิดแบบนั้นเช่นกัน”

...แต่ผมไม่อยากให้ใครมองคุณชายแบบนั้น

ความคิดที่ผุดขึ้นมาแทบจะทันทีถูกเก็บเอาไว้ในใจอย่างเงียบงัน รพีทำได้เพียงพยักหน้ารับตามที่ควรทำ ใบหน้าซึ่งปกติดูอ่อนโยนเข้าถึงง่ายดูคล้ายจะแข็งทื่อและเย็นชาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในสายตาของคุณชายคีรินทร์ ทว่าในสถานการณ์ที่มีผู้คนห้อมล้อมรอบกายรวมถึงคอยจับจ้องอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ทำให้เขาไม่อาจแสดงท่าทีอื่นใดได้ นอกจากลอบแตะฝ่ามือใหญ่ของคนข้างกายในช่วงจังหวะหนึ่ง

“อย่าโกรธเลยครับ คนที่ตัดสินใครอื่นด้วยอคติ หรือแค่เพราะความอิจฉาที่บดบังสายตา พวกเขาเหล่านั้นไม่มีค่าควรให้เรานึกถึงเลยด้วยซ้ำ”

รพีลอบมองใบหน้าด้านข้างของเจ้านาย ความอบอุ่นที่ส่งผ่านมาทางฝ่ามือซึ่งสัมผัสกันเพียงแผ่วเบาลบเลือนความรู้สึกแย่ๆ ที่เขามีไปได้จนหมด การต้องเข้ามาอยู่ท่ามกลางผู้คนในระดับที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนทำให้เขาเริ่มเข้าใจว่าแท้จริงแล้วคนทุกคนล้วนแล้วแต่พบเจอเรื่องราวแย่ๆ และประสบความลำบากแตกต่างกันไป

กระทั่งคุณชายที่เพรียบพร้อมทุกอย่างก็ยังถูกมองด้วยอคติและความอิจฉา ต้องอยู่ท่ามกลางสายตาด้านลบที่จับจ้องมายังตัวเองตลอดเวลา แม้จะน่าอึดอัดเพียงใดก็ยังต้องอดทนต่อไป

ชินเหรอ...

รพีรู้จักคำนี้ดียิ่งกว่าใคร ชินที่ถูกต่อว่า ชินที่ถูกมองว่าไร้ค่า ชินที่ต้องถูกบีบบังคับ ชินที่ต้องถูกทำร้าย สมองล้วนแล้วแต่สั่งให้เขาชินกับมัน เมื่อชินจะได้ไม่ต้องรู้สึกอะไรอีก แต่ใครกันที่จะอยากถูกทำร้ายซ้ำๆ ไม่มีคนคนไหนที่อยากเจอสถานการณ์ที่ตัวเองไม่ชื่นชอบหรอก คุณชายเล็กก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นเช่นกัน

เมื่อรู้ว่าภาพรอบกายไม่ใช่อะไรที่น่ามอง รพีจึงสนใจเพียงเรื่องของเจ้านายตามที่อีกฝ่ายบอก ถึงสายตาจะกวาดมองโดยรอบเพื่อสังเกตการณ์ แต่สมาธิล้วนแล้วแต่หยุดอยู่กับเรื่องความปลอดภัยและสิ่งที่คุณชายต้องการ ชั่ววินาทีที่สายตาเผลอสบประสาน เขาส่งยิ้มจางไปให้เพื่อบอกว่าตอนนี้คุณชายไม่ได้อยู่คนเดียว อย่างน้อยในห้องจัดเลี้ยงกว้างขวางที่มีผู้คนมากมายมองมาด้วยสายตาจับผิด คุณชายเล็กยังมีเขาที่อยู่เคียงข้าง คอยเผชิญเรื่องราวพวกนี้ไปด้วยกัน

ดีแล้วที่ตัดสินใจมาด้วย...

คนใจดีคิดเช่นนั้นอยู่ในใจ ไม่ได้รับรู้เลยว่าคุณชายเล็กที่แสนเป็นห่วง แท้จริงลอบยิ้มอยู่เพียงลำพัง ไม่ใช่ว่าเคยชินกับเรื่องราวพวกนี้หรืออะไร ควรต้องบอกว่าเจ้าตัวเอาสมาธิและความสนใจทั้งหมดทุ่มเทให้กับคนข้างกายไปแล้วมากกว่า ดังนั้นสายตาหรือความสนใจของคนอื่นจึงไม่ได้อยู่ในความคิดความสนใจเลยแม้แต่น้อย

“ชายวัยกลางคนใส่สูทสีครีมตรงมุมห้อง ผมเห็นเขาจ้องคุณชายเล็กมาสักพักแล้ว ไม่ทราบว่ารู้จักกันหรือเปล่าครับ” 

จริงอยู่ที่คนส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่จับจ้องมาทางนี้ ทว่าชายคนที่รพีบอกนั้นแตกต่าง... สายตาของเขาดูไม่พอใจยิ่งกว่าคนอื่น ทั้งยังแสดงออกชัดเจนถึงความชิงชังรังเกียจ ไม่ใช่สายตาที่คนไม่รู้จักควรจะใช้ ต่อให้อคติอย่างไรก็ไม่มีทางเป็นเช่นนี้ได้

“เป็นคนที่เล็กรู้จักครับ” หม่อมราชวงศ์คีรินทร์กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเป็นปกติ ทั้งสีหน้าและแววตาไม่แปรเปลี่ยนไปจากเดิม “หากนับดูแล้วก็คงต้องกล่าวว่าเป็นญาติ เพราะเขามีศักดิ์เป็นน้องเขยของแม่เล็ก”

แล้วทำไมถึงมองมาด้วยสีหน้าแบบนั้น...

รพีเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ ไม่อยากถามเพราะกลัวจะเป็นการละลาบละล้วงเรื่องของคุณชาย อีกทั้งพวกเขายังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะจะพูดคุยเรื่องส่วนตัวเท่าไรนัก ทันทีที่เดินตามหลังเจ้าของงานไปจนถึงจุดหนึ่งแล้ว บทสนทนาทั้งหมดจึงหยุดชะงักลงโดยอัตโนมัติ

“คุณชาย คุณรพี เชิญนั่งครับ” ธันวาผายมือให้แขกวีไอพีนั่งลงบนเก้าอี้ที่จัดเตรียมเอาไว้ตั้งแต่ต้นอย่างมีมารยาท การกระทำที่เต็มไปด้วยการให้เกีรยติต่อทั้งคีรินทร์และรพีสร้างความพอใจให้ผู้เฝ้ามองได้ไม่น้อย หากเป็นคนสนิทชิดเชื้อย่อมสัมผัสได้ว่าคุณชายเล็กพอใจเป็นอย่างมาก

ถือว่าฉลาดที่เอาใจเขาได้ถูกจุด...

“คุณธันวาเป็นเจ้าของงาน ไม่ต้องไปพูดคุยกับแขกท่านอื่นหรือครับ” 

“ผมเป็นนักธุรกิจ ย่อมต้องรู้จักจัดลำดับความสำคัญครับ” คำตอบตรงไปตรงมาคือทางที่ธันวาเลือกเสี่ยง เขามั่นใจว่าตัวเองมองไม่ผิดเกี่ยวกับคุณชายคนนี้ หม่อมราชวงศ์คีรินทร์ไม่มีทางชื่นชอบให้ใครพูดจาประจบเอาใจแน่นอน หากอยากให้พอใจมีแต่ต้องจับทางให้ถูก แล้วอาศัยความจริงใจเข้าสู้เหมือนตอนที่เขาทำให้หม่อมราชวงศ์ปฐวีใจอ่อนได้เท่านั้น

“คุณธันวาจัดลำดับความสำคัญได้ถูกต้องแล้วครับ”​

ธันวาคลี่ยิ้มโล่งอก รู้ได้ในทันทีว่าหากก่อนหน้านี้เขาทำพลาด เรื่องราวทุกอย่างจะต้องย่ำแย่อย่างไม่ต้องสงสัย

จัดลำดับความสำคัญได้ถูกต้อง... เห็นทีคำชมนี้จะหมายถึงการที่เขาวางรพีเอาไว้ในจุดที่คุณชายต้องการ ไม่ใช่เพียงเรื่องที่มาต้อนรับเป็นพิเศษ

“ขอบคุณครับคุณชาย”

“ทว่าถึงจะพอใจมากขนาดไหน ผมก็ไม่อาจช่วยเหลือคุณธันวาได้ทุกอย่าง คงทราบดีใช่ไหมครับ” หม่อมราชวงศ์คีรินทร์หันไปมองคู่สนใจพร้อมรอยยิ้มจาง ท่าทางไร้ซึ่งความกดดัน แต่เพราะเหตุใดไม่ทราบมันถึงได้ทำให้คนมองยิ่งเป็นกังวล

“ผมทราบดีครับคุณชาย เรื่องของการทำงาน ผมจะอาศัยความสามารถแสดงให้คุณชายปฐวีเห็นด้วยตัวเอง ในวงการนี้ความสัมพันธ์อันดีล้วนแล้วแต่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ผมยอมรับว่าต้องการทำให้คุณชายพอใจเพื่อให้การงานราบรื่น แต่จะไม่มีการทำตัวนอกลู่นอกทางหรือคิดใช้ทางลัดอะไรแน่นอน คุณชายมั่นใจได้เลยครับ”

“คำพูดใครๆ ก็พูดได้ครับ การจะสร้างความมั่นใจให้ผมหรือพี่ชายใหญ่ อย่างไรก็มีทางเดียวคือแสดงให้เห็น” คนพูดหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อเห็นสีหน้าเป็นกังวลของธันวา “แต่ก่อนหน้านั้นคุณคงต้องมีโอกาสพิสูจน์ตัวเองก่อน เรื่องที่คุณธันวากล่าวว่าในวงการนี้ความสัมพันธ์อันดีล้วนแล้วแต่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ผมเห็นด้วยครับ”

“ถ้าอย่างนั้น...”

หม่อมราชวงศ์คีรินทร์ลุกขึ้นยืนตัวตรง รอจนธันวายืนขึ้นตามจึงยื่นมือออกไปด้านหน้าแล้วเอ่ยคำพูดที่อีกฝ่ายไม่คาดคิดว่าจะได้ยิน

“ยินดีที่ได้ร่วมงานครับ”

รพีจ้องมองสีหน้าสงบนิ่งของคุณชายซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อยด้วยความชื่นชม ทั้งที่เจ้าของงานดูจะดีใจจนแทบสิ้นสติ แต่เจ้านายของเขากลับไม่แสดงอาการใดๆ เลยสักนิด เห็นได้ชัดว่าการตัดสินใจในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความดีความชอบในการปฏิบัติตัวของธันวาเพียงอย่างเดียว หากกลับหลอมรวมกับการตอบคำถามและความฉลาดของทางนั้นเข้าไปด้วย และหากให้เดา... เอกสารประวัติของใครบางคนที่รพีเห็นคุณชายอ่านในช่วงหลายวันมานี้ก็น่าจะเป็นของธันวาเช่นกัน

ความดีความชอบที่ธันวาทำไว้ทำให้คุณชายปฐวียอมส่งน้องชายมางานแทนเพื่อไว้หน้ารวมไปถึงให้ช่วยตัดสินใจ เมื่อคุณชายคีรินทร์ศึกษาข้อมูลจนครบ ทั้งเรื่องประวัติหรือโปรเจกต์งานที่ธันวาต้องการความช่วยเหลือ รวมถึงมาพบเพื่อพูดคุยดูการแสดงออกของธันวาด้วยตัวเอง เขาจึงตอบได้ในทันทีว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมงานกับอีกฝ่าย

ในความเป็นจริงหม่อมราชวงศ์คีรินทร์ไม่จำเป็นต้องอยู่ในงานนานๆ ก็ได้ ยิ่งจุดมุ่งหมายเรียบร้อยแล้ว ต่อให้เขาขอตัวกลับก็ไม่มีใครกล้าต่อว่าอะไร ทว่าคุณชายกลับเลือกที่จะอยู่ต่อ เพียงแยกตัวพารพีออกมาอยู่บริเวณด้านนอกห้องจัดเลี้ยงเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ใช่คนถือตัว เพราะตามมารยาทที่พึงมี อย่างน้อยก็ควรจะอยู่จนกว่าจะถึงเวลาที่สมควรไป และคุณชายเล็กก็เลือกที่จะทำตามมารยาทที่ว่านั้นเช่นเดียวกันกับคนอื่น

“พี่พีอยากกลับหรือยังครับ”

“ผมตามใจคุณชายเล็กครับ”

ทั้งที่เป็นคำตอบง่ายๆ แต่กลับทำให้คุณชายเล็กคลี่ยิ้มกว้างได้ยิ่งกว่าเวลาไหน ดวงตาสีน้ำทะเลคู่สวยเป็นประกายน่ามอง ดึงดูดรพีได้ดั่งเช่นทุกครั้งที่สบตา แม้จะตักเตือนตัวเองเอาไว้อีกกี่ครั้ง เขาก็ยังรู้สึกราวกับจะถูกดูดเข้าไปในดวงตาคู่นั้นอยู่เหมือนเดิม 

“อันที่จริงเล็กก็อยากกลับแล้ว แต่ยังมีธุระอีกเล็กน้อยที่ต้องจัดการ พี่พีอดทนอีกนิดนะครับ”

“ผมคิดว่าคนที่ต้องทนน่าจะเป็นคุณชายเล็กมากกว่า” เมื่อไม่มีใครมาคอยจับจ้อง รพีก็ส่งผ่านความเป็นห่วงออกไปทางแววตาได้โดยไม่ต้องปกปิด “ไม่เป็นอะไรจริงๆ ใช่ไหมครับ”

“ไม่เป็นอะไรจริงๆ ครับ ยิ่งมีพี่พีมาด้วยแบบนี้...” คำกล่าวที่คิดจะใช้หยอกเย้ารพีหยุดชะงักเมื่อผู้พูดมองเห็นเงาร่างของใครคนหนึ่งเดินตรงมาทางนี้ “ดูเหมือนธุระที่ว่าจะมาแล้ว พี่พีรอสักครู่นะครับ”

หม่อมราชวงศ์คีรินทร์ขยับกายไปยืนอยู่ด้านหน้ารพีอย่างเป็นธรรมชาติ นี่อาจนับเป็นครั้งแรกที่เขาทำเหมือนรพีเป็นลูกน้องจริงๆ ในทีแรกชายหนุ่มยังไม่เข้าใจ ทว่าทันทีที่เห็นว่าคนที่เข้ามาหาคือคนที่คุณชายบอกว่าเป็นน้าเขย เขาจึงยืนสงบเสงี่ยม ทำตัวราวกับเป็นก้อนหิน รออยู่นิ่งๆ ตามที่อีกคนบอก

“คุณชายเล...”

“สวัสดีครับ คุณภาคภูมิ” คำกล่าวตัดบทที่เห็นได้ชัดว่าหมายถึงอะไรทำเอาภาคภูมิกลืนน้ำลายลงคอแทบไม่ทัน 

เรื่องที่คุณชายใหญ่กับคุณชายเล็กไม่ให้คนเรียกขานอย่างสนิทสนม ใครบ้างที่ไม่รู้ แล้วน้าเขยที่ไม่นับว่าสนิทดีผู้ดีกล้าเอ่ยปากได้อย่างไร

“…คุณชายคีรินทร์” ท้ายที่สุดก็ได้แต่ปรับเปลี่ยนคำพูดให้เหมาะสมตามที่ทางนั้นต้องการ

“มีอะไรหรือเปล่าครับ ผมฟังอยู่”

“ผมกับภรรยาติดต่อไปทางคุณชายใหญ่...หมายถึงคุณชายปฐวีตั้งแต่เมื่อหลายเดือนก่อน ทำไมพวกคุณชายถึงไม่ติดต่อกลับมาเสียที”

“มีเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งรีบหรือครับ” คุณชายเล็กมุ่นคิ้วเล็กน้อย สีหน้าดูเป็นกังวล ทว่าแววตากลับไม่แปรเปลี่ยน “ต้องขออภัยด้วยนะครับ มีคู่ค้ามากมายติดต่อพี่ชายใหญ่ หากต้องการพูดคุยหรือพบหน้ามีแต่ต้องนัดเอาไว้ล่วงหน้าเท่านั้น ไม่ทราบคุณภาคภูมิกับภรรยาได้นัดไว้หรือยังครับ”

“ผมกับไลลาเป็นน้าของคุณชายนะ” ภาคภูมิกำมือแน่น พยายามควบคุมสีหน้าและแววตาไม่ให้แสดงออกถึงความโกรธเคืองมากจนเกินไป แต่คุณชายเล็กไม่คิดจะใส่ใจอาการของคนพูดเลยแม้แต่น้อย คิ้วที่มุ่นน้อยๆ คลายออกก่อนกลับมายกยิ้มจางเช่นเดิมราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“หากจะพูดคุยธุระก็ต้องนัดหมายล่วงหน้าครับ พี่ชายใหญ่รวมถึงผมไม่ได้มีเวลาว่างมากมาย... จะอย่างไรคุณภาคภูมิก็น่าจะพูดคุยเกี่ยวกับธุระไม่ใช่หรือครับ”

“คุณชายไม่คิดว่าพวกผมจะขอพูดคุยตามประสาน้าหลานบ้างหรือไง”

“ถ้าจะทำเช่นนั้น คุณภาคภูมิกับคุณไลลาน่าจะทำตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อนแล้วไม่ใช่หรือครับ”​ คุณชายเล็กเอียงศีรษะเล็กน้อยคล้ายกำลังสงสัย ทั้งที่ดวงตาคู่สวยฉายแววเย็นเยียบขึ้นมาวูบหนึ่ง “ปล่อยเวลามานานขนาดนี้ หากไม่ได้ต้องการอะไรบางอย่าง เห็นทีคงจะเชื่อได้ยาก”

เมื่อโดนตอกหน้ากลับมาตรงๆ ทั้งยังจี้ใจดำเป็นที่สุด มีหรือที่ภาคภูมิจะพูดอะไรต่อได้อีก เขาได้แต่ยืนนิ่งเป็นรูปปั้น แม้ยามหม่อมราชวงศ์คีรินทร์เดินผ่านไปแล้วก็ยังขยับไปไหนไม่ได้

“คุณชาย...ไปรู้อะไรมา”

คำถามนั้นไร้ซึ่งคำตอบเมื่อคู่สนทนาไม่คิดจะใส่ใจรับฟังสิ่งใดอีกต่อไป กระทั่งคุณชายคีรินทร์เดินกลับไปถึงรถ รพีถึงได้เห็นสีหน้าของคนที่อยู่ข้างกายชัดๆ 

ความเหนื่อยล้าที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าขัดกับบรรยากาศบนรถตอนขามาโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะตรีภพหรือคนขับรถล้วนแล้วแต่นิ่งเงียบไม่กล้าพูด เห็นได้ชัดว่าจับสังเกตอารมณ์ที่แตกต่างจากทุกทีของเจ้านายได้อย่างชัดเจน รพีเองก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไรนัก เพียงแต่ว่า...

“ถ้าเหนื่อยก็พักเถอะครับ” 

รพีได้สิทธิ์พิเศษมากกว่าคนอื่นมาตั้งแต่ต้น เขาจึงพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาได้หากมีความกล้ามากพอ

“เช่นนั้นเล็กจะพักสายตาสักหน่อย” คุณชายเล็กลืมตามองคนที่เอ่ยถ้อยคำเป็นห่วงออกมา สีหน้าดูคล้ายจะมีชีวิตชีวามากขึ้นเล็กน้อยในเวลาไม่กี่วินาที และในช่วงจังหวะที่หลับตาลงอีกครั้ง เขาวางมือทาบทับมือใหญ่ของรพีที่ขยับเข้ามาใกล้กันตั้งแต่เมื่อครู่ทว่ายั้งสัมผัสเอาไว้ในวินาทีสุดท้ายด้วยตัวเอง 

“คุณชายเล็ก...”

“ขอเล็กอยู่อย่างนี้สักพักนะครับ”

คนฟังทำได้เพียงจ้องมองคุณชายเล็กหลับตาไปโดยไม่ได้พูดอะไร รพีรู้ดีว่าคนข้างกายกำลังนึกถึงเรื่องอะไรบางอย่าง และมันก็คงไม่ใช่เรื่องที่น่านึกถึง คนที่มีรอยยิ้มบนใบหน้าตลอดเวลา ทั้งยังควบคุมการแสดงออกทั้งทางสีหน้าและการกระทำของตัวเองได้เป็นอย่างดีถึงได้กลายเป็นเช่นนี้

อภิสิทธิ์ที่นอกเหนือไปจากการได้รับอนุญาตให้พูดสิ่งที่อยากพูดหากมีความกล้าพอ ยังมีอีกเรื่องที่รพีไม่เคยกล้าทำเลยสักครั้ง... สิ่งนั้นก็คือการได้รับอนุญาตให้ทำทุกสิ่งที่อยากทำ

เขามั่นใจว่าเมื่อมีครั้งหนึ่ง ครั้งต่อๆ ไปก็จะตามมา ไม่ใช่เพราะมันเกิดขึ้นแล้วจึงต้องเกิดขึ้นอีกตามธรรมชาติ แต่มันหมายถึงการที่เขาปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจ ไม่มีการยับยั้งหรือมองหาเรื่องสมควรไม่สมควรอีกต่อไป เมื่อทุบกำแพงจนกลายเป็นรู ไม่ว่าจะเรื่องราวหรือความคิดใดๆ ก็ไม่อาจป้องกันเอาไว้ได้อีก

ทั้งที่สมองกำลังคิดถึงสิ่งที่ควรทำ หากหัวใจและความรู้สึกภายในกลับไม่อาจยับยั้งเอาไว้ด้วยความคิดได้อีกต่อไป ท้ายที่สุดรพีก็พลิกมือกลับ กลายเป็นฝ่ายกอบกุมมือของคุณชายเล็กเอาไว้ด้วยตัวเอง 

ในช่วงเวลาที่คุณชายลืมตาขึ้นมาคล้ายกำลังตกใจ พวกเขาสบตากันอย่างเงียบงันท่ามกลางบรรยากาศสงบนิ่งบนรถที่ไม่ได้กว้างขวางอะไรมากมายนัก ในตอนนั้นเองที่รอยยิ้มงดงามปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหม่อมราชวงศ์คีรินทร์อีกครั้ง ราวกับจะบอกว่าทุกความเจ็บปวดของเขาจางหายไปได้อย่างรวดเร็วเพียงเพราะการกระทำของใครคนหนึ่ง

ส่งไปถึงแล้ว...

แม้จะแค่นิดเดียว แต่ในที่สุดหัวใจดวงนั้นก็ยอมเปิดออกเสียที

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 315 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

301 ความคิดเห็น

  1. #270 rattanalak44 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2563 / 12:30
    ละมุนมากๆเลย
    #270
    0
  2. #240 CallistoJpt (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2563 / 18:31
    พี่พีอบอุ่นละมุนมากๆ
    #240
    0
  3. #225 15magnitude (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2563 / 10:53
    พี่พีน่ารักมากกกกก
    #225
    0
  4. #189 Xinx2 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2563 / 03:21
    มันต้องอย่างงี้ซิค่ะพี่พี !! มีครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สองก็ต้องมาแล้วค่ะ 5555
    #189
    0
  5. #174 baekbow (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2563 / 11:12
    แงงงงง ชีวิตของคุณชายก็คงไม่ง่ายเหมือนกันสินะเนี่ย แต่มีพี่พีอยู่ข้างๆแบบนี้ คงดีกว่าเมื่อก่อนนิดนึงแหละ
    #174
    0
  6. #150 favmme (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2563 / 17:33
    จิ้งจอกน้อยของแม่เก่งมากคับ !
    #150
    0
  7. #72 storyfly (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2563 / 00:49
    กำแพงทลายหมดแล้วมั้งพี่พี น้องมันแสบ ซน ฉลาดแถมน่ารักขนาดนี้ เกินต้านอะเนาะ ขยับเข้าหากันขึ้นเรื่อยๆเลย ละมุนไปหมด
    #72
    0
  8. #55 baggiopia (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 / 21:45
    ละมุนมากกกรอนะคะ
    #55
    0
  9. #54 pp.pcyn (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 / 19:48
    น้ำตาจะไหล ละมุนมากกก
    #54
    0
  10. #53 aammu (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 / 02:10

    งือออออละมุน รอนะค้าาาา

    #53
    0
  11. #52 FDB88 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 23:56

    เขินนนน และดีใจด้วยนะคะคุณชาย พี่พีเปิดใจให้แล้วนะ / คุณชายมีปัญหาอันใดน้อ / ชอบตอนที่คุณชายแกล้งรพีตอนผูกเนคไทด์ น่ารักกันมากๆเลย ที่สำคัญคุณชายฉลาดมากๆ ฉลาดทุกวันเลย

    #52
    0
  12. #51 Tualek_Orp (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 22:06
    อยากรู้เรื่องคุณชายเล็กเลยอ่า
    #51
    0
  13. #50 Mimlovebap (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 21:32
    งืออ. ละมุนมากเลยค่ะ
    #50
    0
  14. #49 earnnaruk (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 20:49
    พี่พี แงง ใจอ่อนกับตัวเองกับน้องแล้วนะคะ ฮือ
    #49
    0