[END] ดวงอาทิตย์ของคุณชายเล็ก

ตอนที่ 15 : ตอนที่ 15

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,634
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 185 ครั้ง
    22 ก.ย. 63

-15-

ตั้งแต่ยังเด็ก รพีก็ถูกชื่นชมว่าเป็นเด็กดีที่กตัญญูรู้คุณมาโดยตลอด ครูฝึกที่ช่วยสอนยูโดให้และรับรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ชีวิตของเขาและน้องชายพูดว่าเขาเป็นเด็กดีอยู่บ่อยครั้ง ครูบอกว่าเขาไม่เคยคิดแค้นญาติ ไม่เคยโกรธเคืองจนอยากเอาคืน ไม่เคยแสดงท่าทีโกรธเกรี้ยวเหมือนอย่างที่คนอื่นเป็น ทั้งหมดนั้นบ่งบอกให้รู้ว่าเขาเป็นเด็กที่มีจิตใจดีขนาดไหน

รพีไม่เข้าใจคำชื่นชมที่คนอื่นมีต่อตัวเอง เขาก็แค่จำไม่ได้ว่าตอนพ่อแม่ยังอยู่ตัวเองใช้ชีวิตอย่างไร มีความสุขมากขนาดไหน สิ่งที่เขาจดจำได้คือความโหดร้ายของญาติ เขาเคยชินกับความเจ็บปวดที่ได้รับทั้งทางวาจาและการกระทำจากคนอื่น เขารู้เพียงว่าดมิสไม่ควรต้องเจ็บปวดจึงรับเอาทุกอย่างไว้กับตัวเอง 

สำหรับรพีดมิสคือครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ เขารู้เพียงต้องปกป้องน้องชายให้ดีที่สุด ดมิสจึงกลายเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจเพียงหนึ่งเดียวของเขามาโดยตลอด 

“พี... มันไปแล้ว” 

รพีที่กำลังล้างจานหยุดมือแล้วหันกลับไปหาน้องชาย เขาไม่ได้เห็นสีหน้ายิ้มแย้มอย่างมีความสุขของดมิสมานานมากแล้ว ดังนั้นเมื่อรู้ว่าญาติคนที่ทำร้ายตัวเองกับน้องมาโดยตลอดหนีหนี้ไปไกล เขาจึงส่งยิ้มกลับไปให้น้องชาย แล้วลูบหัวของดมิสที่ตรงเข้ามากอดเอวกันเอาไว้เบาๆ

ไม่คาดคิดว่าหลังจากนั้นพวกเขาก็ยังต้องพบเจอกับเรื่องเลวร้ายต่อไป เจ้าหนี้ของญาติหรือก็คือเสี่ยอำนาจไม่ปล่อยรพีกับดมิสเอาไว้ ทั้งที่พวกเขาเป็นเพียงเด็ก สองพี่น้องต้องทำงานให้หนักกว่าเดิมเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ที่ตัวเองไม่ได้ก่อ ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหนก็พบเจอแต่ทางตัน คนเดียวที่ดีด้วยจากใจคือครูฝึกที่เห็นกันมาตั้งแต่เด็ก

กระทั่งเกิดเรื่องขึ้นตอนที่ครูฝึกถูกทำร้ายเพราะพยายามช่วยพวกเขาแจ้งความ แต่ถูกอิทธิพลของเสี่ยอำนาจขัดขวาง สองพี่น้องกับครอบครัวของครูจึงพากันขอร้องให้อีกฝ่ายย้ายออกไป หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย

รพีกับดมิสรู้จักความโหดร้ายของโลกใบนี้ดี นอกจากพ่อแม่ที่แทบไม่มีความทรงจำด้วยกันหลงเหลืออยู่ มีเพียงครูฝึกเท่านั้นที่หวังดีต่อพวกเขาจากใจ แม้จะย้ายจากไปแล้วก็ยังขอให้คนที่นั่นช่วยดูแลเขากับน้องต่อ รพีเติบโตขึ้นด้วยความโดดเด่นทางด้านยูโด และเพราะเห็นว่าเขามีความสามารถ คนในโรงฝึกจึงพาเขาไปเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้หลายอย่าง ทุกคนต่างบอกว่ารพีมีพรสวรรค์ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรเขาก็มักจะทำได้ดีเสมอ

เด็กคนหนึ่งที่ได้รับการชื่นชมจากคนอื่น หากเป็นเด็กมีชีวิตสมบูรณ์พร้อมคงจะยืดอกรับได้อย่างภาคภูมิ นอกจากภูมิใจที่ได้รับคำชมอาจไม่ได้คิดจริงจังไปไกลและหวังผลถึงอนาคตมากมาย แต่รพีไม่ใช่แบบนั้น เมื่อรู้ว่านี่คือสิ่งที่ถนัดเขาจึงพัฒนาตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ มองการณ์ไกลไปถึงอนาคตว่าจะใช้ความสามารถนี้เป็นอาชีพเพื่อให้น้องชายใช้ชีวิตได้อย่างคนทั่วไป ไม่ต้องเหนื่อยเหมือนตอนนี้อีก

“พี วันนี้เป็นวันเกิดดิมใช่ไหม” 

“ใช่ครับ” รพีในวัยสิบแปดปียกยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายอย่างมีความสุขเมื่อนึกถึงเงินเก็บที่สะสมเอาไว้และตั้งใจจะเอาไปใช้ซื้อเค้กวันเกิดให้ดมิส

“ท่าทางเจ้าตัวยังไม่รู้เลยนะว่าวันนี้วันอะไร”​

“ดิมก็เป็นแบบนี้แหละครับ” เด็กหนุ่มหัวเราะ หลังจากบอกลาเพื่อนในโรงฝึกเรียบร้อยแล้วก็รีบหลบออกไปด้านนอกก่อนที่ดมิสซึ่งยังซ้อมอยู่จะมองเห็น

หลายปีมานี้นอกจากซ้อมยูโดกับเรียนหนังสือ รพีแทบจะใช้เวลาทั้งหมดไปกับการทำงานหาเงิน ถึงอย่างนั้นเขากลับไม่เคยลืมวันเกิดของน้องชายเลยสักครั้ง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะทำได้เพียงใช้คำพูดอวยพร แต่ปีนี้ไม่เหมือนปีก่อนๆ เนื่องจากเด็กหนุ่มตั้งใจจะฉลองวันเกิดของดมิสให้ได้

สองพี่น้องเคยชินกับการออมเงินเป็นนิสัย แม้โตขึ้นจะทำงานมากมาย ได้เงินพอจะใช้ดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันได้ แต่ก็ยังไม่เคยฟุ่มเฟือยเลยสักครั้ง อาจเพราะพวกเขาต่างรู้ดีว่าจนถึงทุกวันนี้ หนี้ที่ไม่ได้ก่อก็ยังตามติดเป็นเงาตามตัว เมื่อไรก็ตามที่จะใช้เงินทำบางสิ่งจึงต้องคิดหนักกว่าคนทั่วไป

ทุกวันนี้รพีทำงานเกินสามอย่าง แต่กลับไม่เคยคิดว่าน้องชายเอาเปรียบ เพราะตัวเขาเป็นฝ่ายบอกให้เด็กคนนั้นตั้งใจเรียน และให้รับงานเพียงอย่างเดียวด้วยตัวเอง เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วดมิสจึงสบายกว่ารพีอยู่พอควร ถึงอย่างนั้นสองพี่น้องกลับไม่เคยทะเลาะกันเลยสักครั้ง พวกเขารักกันมาก ยิ่งได้เห็นว่ารพีที่เหนื่อยล้ากับงานสารพัดยังคงยิ้มได้ทุกครั้งที่กลับมาเจอกัน ดมิสยิ่งไม่อาจปฏิเสธสิ่งใดก็ตามที่พี่ชายร้องขอ

“ดิมชอบกินเค้กนมสด” รพีพึมพำกับตัวเองเบาๆ ขณะกวาดสายตามองไปรอบด้าน เขาเดินมาไกลจากโรงฝึกพอควรเพราะเคยได้ยินว่ามีร้านเค้กชื่อดังตั้งอยู่แถวนี้ เท่าที่ถามคนอื่นมา เห็นว่าร้านที่ว่าตั้งอยู่ตรงข้ามโรงเรียนนานาชาติ อยู่ตรงสี่แยกพอดี หากเดินผ่านสวนสาธารณะตรงนี้ไปก็จะ...

เท้าที่กำลังก้าวเดินหยุดชะงักกะทันหันเมื่อหางตามองเห็นเงาร่างของเด็กคนหนึ่งนั่งอยู่บนม้านั่งภายในสวนสาธารณะด้านข้าง หากเป็นคนอื่นคงคิดว่าเด็กหนุ่มที่น่าจะเด็กกว่ารพีสามสี่ปีอาจกำลังรอผู้ปกครองอยู่ แต่เขากลับสังเกตเห็นความเศร้าหมองและความผิดหวังที่แสดงออกมาผ่านทางสีหน้าของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน

เด็กหนุ่มตรงหน้าดูแล้วคงจะอายุสิบสี่หรือสิบห้าปี นอกจากจะใส่เสื้อผ้าของโรงเรียนนานาชาติสุดหรู ใบหน้าเกลี้ยงเกลายังดูน่ามองเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะดวงตาสีฟ้าน้ำทะลคู่นั้นที่หากเป็นประกายแวววาว ไม่ได้ดูหมองเศร้าอย่างตอนนี้คงจะงดงามมากทีเดียว

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” ก่อนจะทันรู้ตัวสองเท้าก็ก้าวเดินเข้าไปหาเสียแล้ว

หม่อมราชวงศ์คีรินทร์ในวัยเด็กกักเก็บอารมณ์เก่งมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อรู้ว่ามีบุคคลอื่นเข้ามาพูดคุย อารมณ์หมองๆ เมื่อครู่ก็ถูกปิดบังเอาไว้ภายในเสี้ยววินาที

“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณ” เด็กหนุ่มทำท่าจะผุดลุกขึ้นยืน ก่อนคิ้วจะมุ่นลงเล็กน้อยเมื่อเห็นชายแปลกหน้าขยับเข้ามาบังสายตาของเขา ทว่าก่อนจะได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเรียกผู้ติดตาม ชายขี้เมาถือขวดเหล้าอีกคนกลับเดินสวนผ่านหน้าไปเสียก่อน ในเวลานั้นเองที่เขาเข้าใจว่าเหตุใดคนคนนี้ถึงได้ขยับเข้ามาขวางเอาไว้

“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวนะครับ” 

“เดี๋ยว...” มือข้างหนึ่งยื่นออกไปคว้าแขนคนแปลกหน้าเอาไว้ตามสัญชาตญาณ ไม่ใช่แค่เพราะได้รู้ว่าอีกฝ่ายเพียงต้องการปกป้องเขา แต่เป็นเพราะรอยยิ้มอ่อนโยนนั้นส่งตรงมาถึงหัวใจโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

ท้ายที่สุดเด็กหนุ่มทั้งสองที่อายุต่างกันสามปีก็นั่งลงบนเก้าอี้ ใช้เวลาหลายสิบนาทีไปกับการพูดคุยกัน และไม่รู้เพราะเหตุใดทั้งที่เพิ่งเคยได้พบหน้า แต่พวกเขากลับไร้ซึ่งอคติหรือความระแวดระวังใดๆ โดยสิ้นเชิง

“น้องชายของพี่ก็เกิดวันนี้เหมือนกัน” รพีบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองพร้อมรอยยิ้ม หลังจากฟังเรื่องเล่าของเด็กน้อยที่ต้องผิดหวังเพราะคุณพ่อไม่อาจมาหาในวันเกิดได้ตามสัญญา “นี่เป็นปีแรกที่เราจะได้ฉลองวันเกิดด้วยกันอย่างครอบครัวอื่นๆ”

“แล้วปีก่อนล่ะครับ”

“ปีก่อนๆ พี่ทำได้แค่อวยพร เพราะครอบครัวของเราที่เหลือกันอยู่สองคนมีฐานะไม่ค่อยดี หากประหยัดได้ก็ต้องประหยัด นอกจากคำพูดเลยแทบไม่มีของขวัญใดๆ ให้กันเลย”

เด็กน้อยจิตใจดีได้ฟังคำพูดเหล่านั้นเข้าก็ต้องหลุบตาลงต่ำ รู้สึกเศร้าไปกับคำบอกเล่าของพี่ชายข้างกาย ทว่าน่าแปลกที่อีกฝ่ายยังคงมีรอยยิ้ม ไม่ได้ดูเศร้าเสียใจเลยแม้แต่น้อย

ตั้งแต่ที่มารดาเสียไป คีรินทร์ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับพี่ชาย เนื่องจากบิดาของเขาค่อนข้างจะบ้างาน นานๆ จึงจะได้กลับมาเจอกันสักครั้ง แต่ถึงแม้ปากจะบอกว่าไม่เป็นไรขนาดไหน เขาที่เป็นเด็กคนหนึ่งก็ยังคาดหวังมาโดยตลอดว่าอยากจะให้ครอบครัวได้อยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้า และวันนี้บิดาก็สัญญาเอาไว้แล้วว่าจะมาหาที่โรงเรียน จะมารับเขาไปซื้อเค้กก้อนใหญ่ จากนั้นจึงกลับไปฉลองวันเกิดด้วยกันที่บ้านพร้อมพี่ชายที่เลิกเรียนช้ากว่า

คีรินทร์ตื่นเต้นมาตั้งแต่เมื่อวาน เขาคาดหวังกับวันนี้มากจนนอนไม่หลับ กระทั่งตอนพักเที่ยงเพิ่งได้รู้ว่าบิดาไม่อาจมาหาได้ตามสัญญาจึงผิดหวังมากจนแทบทนไม่ไหว อาศัยจังหวะที่คนเข้าออกโรงเรียนเยอะแอบหนีออกมานั่งที่สวนสาธารณะเพียงลำพัง ไม่ให้ผู้ติดตามกับคนขับรถรู้... แล้วก็ได้มาพบเจอกับคนคนนี้โดยบังเอิญ

“คุณ...ทำอะไร” 

“กำลังคิดว่าเงินเท่านี้จะพอซื้อเค้กสองก้อนหรือเปล่า” รพีหัวเราะขบขัน หลังจากนับเงินจนครบหมดแล้วจึงผุดลุกขึ้นยืนแล้วหันกลับไปส่งยิ้มกว้างให้คนด้านหลังอีกรอบ “เราไปซื้อเค้กกันเถอะ”

มือข้างหนึ่งถูกยื่นมาตรงหน้า มองด้วยตาเปล่าก็เห็นได้ชัดเจนว่ามันค่อนข้างหยาบ ไม่เหมือนกับมือเขาที่เรียบเนียนไปหมดอย่างคนไม่เคยทำงานหนัก คีรินทร์เม้มปากเล็กน้อย ในใจเกิดความลังเลขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นรอยยิ้มกว้างที่ส่งตรงมาให้

เขาวางมือลงบนนั้น ให้คนที่โตกว่าเพียงไม่มากกอบกุมมือเอาไว้แล้วพาเดินออกจากสวนสาธารณะ ตรงไปตามทางโดยไม่ได้พูดปฏิเสธอะไรแม้แต่คำเดียว

“คุณจะไปซื้อเค้กที่ไหนหรือครับ”

“พี่จะไปร้านตรงข้ามโรงเรียน... นั่นไง” รพีใช้มือข้างที่ว่างชี้นิ้วไปยังร้านเค้กเป้าหมาย “ถ้าให้เดาเราคงหนีคนมารอรับมานั่งที่นี่สินะ สัญญาได้ไหมว่าถ้าพี่ซื้อเค้กให้จะยอมกลับบ้านดีๆ”

“…คุณมีเงินซื้อเค้กให้ผมด้วยหรือครับ”

“มีสิ” รพีพยักหน้า “ถ้าซื้อเค้กให้ดิมชิ้นเล็กลงหน่อย พี่ก็น่าจะซื้อได้อีกชิ้นพอดี เพราะงั้นถือว่าวันนี้พี่ฉลองวันเกิดให้แทนแล้วกันนะ”

ทั้งที่รู้ดีว่าการทำแบบนี้ไม่ใช่เรื่องดี แต่คีรินทร์กลับไม่ยอมปฏิเสธออกไป เขาเอาแต่จับจ้องเจ้าของใบหน้ายิ้มแย้มที่จูงมือตัวเองอยู่ ในใจอบอุ่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาดเมื่อได้ฟังคำพูดที่เต็มไปด้วยความใส่ใจของคนแปลกหน้า

“ขอบคุณครับ”

“ไม่เป็นไรหรอก... พอเห็นเราพี่เลยนึกถึงน้องชายขึ้นมา” คนพูดถอนหายใจ คิดว่าถ้าดมิสว่าง่ายเหมือนเด็กน้อยคนนี้ก็คงดี “ไม่ว่าจะเป็นวันอะไรก็ฉลองได้ทั้งนั้น สิ่งสำคัญคือใครที่อยู่เคียงข้างเราในตอนนั้นต่างหาก เพราะงั้นถ้าได้เจอคุณพ่อแล้วอย่าลืมชวนท่านฉลองย้อนหลังนะ”

คีรินทร์จ้องมองพี่ชายใจดีแล้วพยักหน้ารับเงียบๆ ท่าทางดูเรียบร้อยเชื่อฟังทั้งยังน่าเอ็นดูเป็นอย่างยิ่ง เห็นดังนั้นรอยยิ้มของรพีจึงกว้างขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งพาเด็กหนุ่มข้ามถนนไปถึงหน้าร้านเค้กเรียบร้อยแล้วถึงได้บอกให้อีกฝ่ายเลือกเค้กรสชาติที่ตัวเองชอบมาหนึ่งก้อน ขณะเดียวกันก็เลือกเค้กนมสดขนาดไม่ใหญ่นักให้ดมิสหนึ่งก้อน

“ผมอยากทานอันนี้” เด็กน้อยที่หลงลืมการวางตัวไปชั่วขณะกระตุกชายเสื้อรพีแล้วชี้ไปยังเค้กสีหวานก้อนหนึ่ง “ผมเลือกอันนี้ได้ไหมครับ”

“ได้สิ” รพียิ้มรับแล้วหันไปบอกพนักงานให้ช่วยจัดเค้กใส่กล่อง จากนั้นจึงหยิบเงินขึ้นมานับเงียบๆ 

พอลดขนาดเค้กลงเขาจึงซื้อเค้กได้สองก้อนจริงๆ ทั้งยังประหยัดไปหลายสิบบาทอีกต่างหาก ถึงอย่างนั้นรพีก็ยังตั้งใจว่าจะเล่าทุกอย่างและทุกการตัดสินใจให้ดมิสฟัง เขาเชื่อมั่นว่าน้องชายคนนั้นจะต้องสนับสนุนการตัดสินใจนี้แน่นอน เผลอๆ คงถามด้วยซ้ำว่าจะซื้อกลับมาให้ตัวเองทำไม ให้เด็กคนนั้นไปทั้งหมดเลยก็ได้

“เค้ก...” คีรินทร์ก้มลงมองกล่องเค้กในมือ รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าหมองเศร้า กระทั่งดวงตาก็เป็นประกายสดใสอย่างมีความสุข ทั้งที่มันเป็นเพียงเค้กก้อนละไม่กี่บาทเท่านั้น 

“พี่ชายรออยู่ที่บ้านใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นเอากลับไปทานกับพี่ชายนะ” 

“แล้วคุณ...”

“ไม่ต้องหรอก พี่แค่อวยพรก็พอ” รพีหันไปมองเด็กเรียบร้อยที่เขามั่นใจว่าต้องถูกสั่งสอนมาเป็นอย่างดี จากนั้นจึงวางมือลงบนบ่าของอีกฝ่ายเบาๆ “ขอให้วันเกิดปีนี้และปีต่อๆ ไปมีแต่ความสุข สุขภาพร่างกายแข็งแรงไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเยือน แล้วก็อย่าลืมดูแลตัวเองให้ดีด้วย”

ดวงตาคู่สวยเป็นประกายเมื่อได้รับคำอวยพรอย่างจริงใจเป็นครั้งแรกของวัน คีรินทร์ไม่เคยบอกใครว่าเขาเกิดวันไหน มีเพียงครอบครัวที่รู้ดี อีกทั้งเมื่อเช้าพี่ชายใหญ่ยังออกไปก่อนจึงไม่ได้พบหน้า คนคนนี้จึงเป็นเจ้าของคำอวยพรแรกในปีนี้ของเขา

“ขอบคุณครับ” 

รอยยิ้มกว้างบนใบหน้างดงามทำเอารพีตาพร่าไปชั่วขณะหนึ่ง ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยพบเจอคนที่ยิ้มสวยขนาดนี้มาก่อนเลยสักครั้ง ไม่นึกเลยว่าบนโลกใบนี้จะมีเด็กที่ดูสว่างไสวและสูงส่งขนาดนี้อยู่ด้วย ใจเขาในตอนนี้นึกเพียงอยากให้เด็กคนนี้ยังคงมีรอยยิ้มต่อไปเรื่อยๆ 

“พี่ต้องไปทางนี้ แล้วเราล่ะ” รพีชี้ไปยังทางตรงที่ไม่ต้องข้ามถนน ขณะที่คีรินทร์ชี้ไปทางฝั่งประตูโรงเรียนนานาชาติที่อยู่ตรงกันข้ามกับร้านเค้ก

“คนขับรถของผมรออยู่ตรงนั้น”

“ถ้าอย่างนั้นพี่จะเดินไปส่ง”

“ไม่เป็นไรครับ” เด็กหนุ่มส่ายหน้า “คุณทำให้ผมมามากพอแล้ว ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะครับ”

พวกเขาลาจากกันพร้อมรอยยิ้ม คีรินทร์เดินไปยืนรอสัญญาณไฟข้ามถนนเพียงลำพัง ส่วนรพีเดินตรงไปตามทาง ตั้งใจจะกลับไปยังโรงฝึกเพื่อฉลองวันเกิดให้แก่น้องชาย 

…ทว่าโดยไม่มีใครคาดคิด รถกระบะคันหนึ่งพุ่งแหกโค้งมาในจังหวะที่คีิรินทร์กำลังข้ามถนน เสียงสนั่นหวั่นไหวดังกึกก้องไปทั่วบริเวณเมื่อมีรถยนต์หลายคันถูกชนกระจัดกระจาย และทางที่รถกระบะคันนั้นพุ่งตรงมา... คือจุดที่เด็กหนุ่มกำลังยืนอยู่ 

เสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนจะรู้สึกตัว ร่างแข็งทื่อถูกผลักออกจากวงโคจรของการพุ่งชนโดยคนที่แอบติดตามมาด้านหลังด้วยความเป็นห่วงตั้งแต่ต้น ส่งผลให้รพีที่ผลักเด็กหนุ่มออกไปต้องรับแรงกระแทกเองทั้งหมด

โครม!

“กรี๊ด!!”

เสียงหวีดร้องของผู้เห็นเหตุการณ์จำนวนมากดังขึ้นเมื่อร่างของรพีถูกชนจนกลิ้งกระเด็นไปกลางสี่แยก และในช่วงเวลานั้นเองที่รถยนต์คันหรูจากอีกฝั่งกำลังพุ่งตรงมาพอดี ทว่าก่อนจะได้พุ่งชนเด็กหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายอีกรอบ รถคันนั้นกลับเบี่ยงออกกระทันหัน สุดท้ายจึงพลิกคว่ำแล้วชนเข้ากับเสาไฟฟ้า

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่วินาที คีรินทร์ที่ถูกประคองขึ้นโดยพลเมืองดีรู้สึกคล้ายสมองของตนอื้ออึง ไม่ได้ยินเสียงใดๆ ทั้งสิ้น สายตาของเขามองเพียงร่างที่หมดสติไปแล้วและถูกปกคลุมไปด้วยเลือดของพี่ชายใจดีที่เพิ่งอวยพรให้กันเมื่อครู่

“พะ...พี่...”

“หนู อย่าเข้าไปลูก” หญิงสูงวัยที่ประคองคีรินทร์อยู่โอบเด็กหนุ่มที่กำลังตกใจเอาไว้แน่น 

“คุณชาย!!”

คีรินทร์แทบไม่รับรู้ว่าตัวเองถูกดึงเข้าไปในอ้อมกอดของคนขับรถตั้งแต่เมื่อไร เขาได้ยินเพียงเสียงปลอบประโลมบอกว่าใครสักคนต้องไม่เป็นอะไรและบอกให้ใจเย็นๆ ตอนแรกเด็กหนุ่มไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ยังคิดว่าคนขับรถหมายถึงพี่ชายใจดีที่ช่วยเขาเอาไว้ ทว่าผ่านไปพักหนึ่งถึงได้เข้าใจ...

คนขับรถไม่ได้หมายถึงพี่ชายคนที่ช่วยเขา แต่หมายถึงบิดาบ้างานที่ตั้งใจจะมาเซอร์ไพรส์ลูกชายที่โรงเรียนต่างหาก

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมีผู้บาดเจ็บเล็กน้อยห้าราย บาดเจ็บสาหัสสองราย หนึ่งคือรพีที่ช่วยหม่อมราชวงศ์คีรินทร์เอาไว้ และสองคือผู้โดยสารของรถยนต์คันหรูที่พลิกคว่ำชนเสาไฟฟ้า เนื่องจากคนขับรถหักพวงมาลัยกะทันหันเพื่อหลบร่างของผู้เคราะห์ร้ายที่พุ่งมากลางถนน 

ผู้โดยสารคนที่ว่า...คือหม่อมเจ้าธราธร บิดาแท้ๆ ของหม่อมราชวงศ์คีรินทร์

ตำรวจบอกว่าผู้ที่ขับรถกระบะคือคนร้ายคดียาเสพติดที่หลบหนีการจับกุม กระทั่งตอนที่ขับรถก็ยังมีอาการเมายาอยู่ ทว่าที่น่าเศร้าก็คือนอกจากรพีจะบาดเจ็บสาหัส ต้องเข้ารับการผ่าตัดสมอง หม่อมเจ้าธราธรยังไม่อาจทนพิษบาดแผลได้ไหว ท้ายที่สุดก็เสียชีวิตโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะร่ำลาลูกชายทั้งสองคนที่ตามมาทีหลัง

คนสุดท้ายที่ได้เจอหม่อมเจ้าธราธรก่อนจะหมดลมหายใจคือเลขาฯ หนุ่มซึ่งหม่อมเจ้าธราธรอุปการะเอาไว้ตั้งแต่ยังเด็ก และเพิ่งจะเริ่มทำงานได้ไม่นานนัก... ชื่อของเลขาฯ​ คนนั้นคือตรีภพ

ขณะที่หม่อมราชวงศ์คีรินทร์ถูกส่งตัวไปอยู่ต่างประเทศเพื่อรักษาสภาพจิตใจที่บอบช้ำ หม่อมราชวงศ์ปฐวีจำเป็นต้องเรียนรู้งานแทนบิดาอย่างหนัก ส่วนรพียังคงอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัวหลังจากการผ่าตัดเลือดคั่งในสมอง ทุกคนล้วนแล้วแต่เดินไปตามหนทางของตัวเอง ทว่าผู้ที่บาดเจ็บทั้งกายและใจกลับไม่อาจใช้ชีวิตอย่างเคยได้อีกต่อไป

สองพี่น้องที่ไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาเข้าใจว่ามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลค่าใช้จ่ายให้พวกเขาทั้งหมด แม้จะมีความสงสัยว่าเหตุใดรพีจึงได้อยู่ห้องพิเศษที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี แต่พวกเขาก็ไม่ได้ถามไถ่ออกไป 

รพีต้องทรมานเพราะอาการชักที่เกิดขึ้นหลังการผ่าตัดไปแล้วเจ็ดวัน เมื่อรักษาก็ยังมีอาการจนเขาต้องกินยากันชักเพื่อรักษาโรคลมชักต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลานานถึงสองปี แม้จะหยุดยาไปแล้วก็ยังต้องระวัง การเล่นกีฬาที่อาจส่งผลกระทบต่อศีรษะล้วนแล้วแต่ต้องหลีกเลี่ยง

...และความฝันกับความภาคภูมิใจของเขาก็ดับลง ณ ตอนนั้นเอง

“มีเรื่องหนึ่งที่พีควรรู้”​

สองอาทิตย์หลังออกจากโรงพยาบาล ดมิสตัดสินใจพูดคุยกับพี่ชายด้วยสีหน้าจริงจัง แม้จะรู้ดีว่าการพูดเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ หากปิดเอาไว้ได้ก็ควรปิด แต่เขาคิดว่าพี่ชายคงอยากรู้ และพวกเขาสองพี่น้องก็ไม่เคยมีความลับต่อกันอยู่แล้วด้วย

“เรื่องอะไรเหรอ”

“เด็กที่พีช่วยไว้... ตอนนี้เขาถูกส่งไปอยู่ต่างประเทศ”

“จริงเหรอ” ดวงตาของคนที่ยังยิ้มได้แม้จะเพิ่งผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมาไม่นานเปล่งประกายอย่างมีความสุข “แบบนั้นก็ดีสิ”

“พี…”

“พูดมาเถอะ” รพีมองน้องชายด้วยแววตาอ่อนโยน “มันเป็นเรื่องที่พี่ควรรู้ไม่ใช่เหรอ ดิมไม่ต้องเป็นห่วงหรอก บอกมาเถอะ”

ดมิสเม้มปาก สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล เป็นเวลาเนิ่นนานกว่าเขาจะกล้าเอ่ยปากกระซิบบอกความจริงของผู้เสียชีวิตให้พี่ชายได้รู้ และมันก็ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของรพีจางหายไปจริงๆ 

ชีวิตของเขา...แลกมากับความตายของหม่อมเจ้าธราธร พ่อของเด็กคนนั้น

เรื่องนี้ติดค้างอยู่ในใจของรพีมานานถึงเจ็ดปีเต็ม ต่อให้พยายามลืมเพียงใด เขาก็ไม่อาจทำได้ดั่งใจหวังอยู่ดี จนถึงตอนนี้รพีก็ยังโทษว่าตัวเองคือต้นเหตุที่ทำให้พ่อของเด็กคนนั้นเสียชีวิตอยู่เหมือนเดิม

ในเวลานี้รพีมีชีวิตอยู่และบอกคุณชายได้ว่าเขาไม่เคยโทษอีกฝ่ายเลย ไม่ว่าจะต้องย้อนกลับไปยังเหตุการณ์นั้นอีกกี่ครั้งก็จะยังเลือกเข้าไปช่วยเอาไว้เหมือนเดิม แต่ความรู้สึกผิดของเขาไม่เหมือนกัน

...เพราะหม่อมเจ้าธราธรไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อให้อภัยเขาอีกแล้ว

จริงสิ... เด็กคนนั้นมีดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลเหมือนกันกับคุณชายไม่มีผิด ทำไมเขาถึงลืมไปได้นะ

รพีค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า สองมือลูบใบหน้าที่อ่อนล้าเนื่องจากไม่ได้นอนมาทั้งคืนอย่างหมดเรี่ยวแรง คงเพราะเอาแต่นึกถึงเรื่องราวในอดีตที่ถูกฝังอยู่ในใจมานาน สมองของเขาจึงไม่ได้หยุดพัก จู่ๆ ก็ปวดหัวขึ้นมาอย่างที่ไม่ได้เป็นมานาน 

“พี!” เสียงเรียกของคนที่เพิ่งกลับมาถึงห้องดังขึ้นพร้อมการปรากฏตัวของดมิสในสภาพเหงื่อโชกไปหมดทั้งตัว สีหน้าตื่นตระหนกที่แทบไม่มีใครเคยได้เห็นทวีความเป็นกังวลมากขึ้นเมื่อไม่เห็นร่างของพี่ชายในทันที 

จวบจนเมื่อหันไปเห็นว่ารพีกำลังนั่งกอดเข่าอยู่ข้างหน้าต่าง คนเป็นน้องก็โยนของทุกอย่างที่ถือเอาไว้ลงบนพื้นแล้วพุ่งตรงเข้าไปกอดพี่ชายเอาไว้แน่น

“ดิม มาได้ยังไง” รพีเอ่ยถามทั้งเสียงอ่อนล้า ถึงอย่างนั้นก็ยังยกมือโอบน้องชายกลับตามสัญชาตญาณ

“คุณชายบอกว่าพีกลับมาก่อน ดิมเพิ่งเห็นข้อความเมื่อเช้า”

“อา... พี่แค่มีเรื่องต้องคิดนิดหน่อย”

“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า พีอยากเล่าไหม” เพราะเคารพการตัดสินใจของพี่ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ดมิสจึงไม่คิดจะคาดคั้นเอาความใดๆ เขาผละกายออกแล้วถามความสมัครใจของรพี และก็เพราะการแสดงออกเช่นนั้นเองที่ทำให้คนเป็นพี่เริ่มยิ้มออก

“เมื่อเจ็ดปีก่อนพี่ช่วยเด็กคนหนึ่งเอาไว้จนตัวเองถูกรถชน ดิมจำได้หรือเปล่า”

“จำได้ ดิมเป็นคนบอกพีว่าเด็กคนนั้นถูกส่งไปอยู่ต่างประเทศ”

“เด็กคนนั้นคือคุณชายเล็ก”

คำพูดที่ไม่คาดคิดของพี่ชายทำเอาดมิสเบิกตากว้างด้วยความตกใจ หากที่ทำให้เขาเจ็บปวดไม่ใช่เพราะความจริงเรื่องที่คุณชายคือผู้ที่รพีช่วยชีวิตเอาไว้ แต่เป็นเพราะเขารู้ดีว่าทำไมพี่ชายถึงได้คิดมากอยู่อย่างนี้

“คนที่เสียชีวิตในตอนนั้น...คือพ่อของคุณชายสินะ”

ความรู้สึกผิดที่ฝังอยู่ในใจของรพี ดมิสไม่มีทางที่จะไม่รับรู้ เพราะเขาใช้เวลาเนิ่นนานเพื่อบอกพี่ชายว่ามันไม่ใช่ความผิดของอีกฝ่ายเลย ถึงกระนั้นมันก็ยังไม่ได้ผลอยู่ดี

คนคนเดียวที่มีความสามารถมากพอจะทำลายหมอกดำในใจของรพีได้ก็คือหม่อมเจ้าธราธรที่เสียชีวิตไปแล้ว เขาคิดเพียงว่าเมื่อเวลาผ่านไปเดี๋ยวพี่ชายก็คงลืมไปเอง หากไม่ได้นึกถึงก็คงละทิ้งความรู้สึกเช่นนั้นไปได้ในที่สุด แต่ดมิสดูถูกพรหมลิขิตมากเกินไป

เจ็ดปีผันผ่าน เด็กที่ถูกช่วยชีวิตเอาไว้แต่ต้องสูญเสียบิดาไปได้กลับมาพบเจอกับรพีอีกครั้ง

“พี่ลืมไม่ได้” รพีพึมพำอยู่กับตัวเอง ความรู้สึกผิดที่กดทับเอาไว้เป็นเวลานานดูคล้ายจะระเบิดออกมาในทีเดียวจนเขาทนรับเอาไว้ไม่ไหว

“ต่อให้ดิมบอกว่ามันไม่ใช่ความผิดของพีก็คงไม่ช่วยอะไร”​ ดมิสเอ่ยปากช้าๆ ขณะที่ดวงตาจับจ้องพี่ชายไม่ละไปไหน “แต่ที่ผ่านมา...พียังทรมานไม่พออีกเหรอ”

“…”

“จำได้หรือเปล่าว่านอกจากจะต้องผ่าตัดสมอง พียังมีอาการชักจนต้องกินยาต่อเนื่องนานสองปี ตลอดชีวิตนี้พีไม่อาจกลับไปเล่นยูโดที่เป็นความภาคภูมิใจของตัวเองได้อีก แล้วพียัง...ไม่อาจกลายเป็นนักกีฬาอย่างที่ฝันเอาไว้ได้ พีโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้พ่อของคุณชายเสียชีวิต แต่พีลืมไปหรือเปล่าว่าพีช่วยชีวิตของใครเอาไว้จนตัวเองต้องแบกรับความเจ็บปวดทั้งหมดเอาไว้แบบนี้”

“พี่…”

“แม้แต่คุณชายทั้งสองคนยังไม่เคยกล่าวโทษพีเลยสักครั้ง ทั้งที่พวกเขารู้มาโดยตลอดว่าพีคือใคร ดิมมั่นใจว่าพวกเขาไม่ได้จดจำพีในฐานะคนที่ทำให้พ่อของตัวเองเสียชีวิต แต่พวกเขาจดจำพีในฐานะคนที่เคยช่วยชีวิตคุณชายคีรินทร์เอาไว้”

ถ้าไม่ใช่เพราะรพี บางทีคุณชายเล็กอาจจะไม่มีโอกาสได้ยืนอยู่ตรงนี้ก็ได้ ดมิสเชื่อว่าสองพี่น้องไม่มีใครโกรธโทษรพีเลยแม้แต่คนเดียว มีเพียงคนที่รู้ว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่ว่าเท่านั้นที่ไม่อาจทำใจให้อภัยตัวเองได้เสียที

“…จะไม่เป็นไรจริงๆ เหรอ” รพีที่ในตอนนี้อ่อนแอจนต้องให้น้องชายปลอบประโลมเอ่ยถามเสียแผ่ว สีหน้าและแววตาเต็มไปด้วยความลังเล

เขามีสิทธิ์จะรักคนคนนั้นจริงๆ เหรอ...

“เรื่องนั้นพีต้องไปคุยกับคุณชายเอง เชื่อเถอะว่าตอนนั้นคนคนนั้นก็ยังรอคอยพีอยู่ทุกลมหายใจนั่นแหละ” ดมิสถอนหายใจ มือแตะบ่าพี่ชายให้หันมาสบตากันตรงๆ แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “คุณชายบอกดิมว่ามีธุระต้องจัดการ ตอนที่พีไปทะเลกับคุณชายมีเรื่องเกิดขึ้นไม่ใช่เหรอ”

“…”

“แบบนี้พีไม่ต้องรีบกลับไปอยู่เคียงข้างเขาหรือไง”

วินาทีที่น้องชายพูดจบประโยค ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากมายในระยะเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมาก็ปรากฏชัดขึ้นในความทรงจำของรพีอีกครั้ง ดวงตาที่หม่นหมองของเขาค่อยๆ มีประกายของชีวิตพาดผ่าน กระทั่งสีหน้าก็แฝงความตื่นตระหนกเอาไว้หลายส่วน

เขาปล่อยให้คุณชายจัดการปัญหาคนเดียวได้ยังไง... ทั้งที่คุณชายกำลังเผชิญหน้ากับเรื่องราวเลวร้าย มีคนจ้องจะทำร้าย แต่เขากลับปล่อยให้คุณชายอยู่ที่นั่นเพียงลำพัง

รพี... ไอ้โง่

“พี่...ต้องรีบไปหาคุณชาย”

ดมิสรับร่างที่แทบจะล้มลงไปกองอยู่กับพื้นในทันทีที่ลุกขึ้นยืนของพี่ชายเอาไว้ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนจ้องมองรพีเหมือนกำลังมองเด็กตัวเล็กๆ 

นานแล้วที่เขาไม่ได้เห็นพีอ่อนแอแบบนี้

“ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้นแหละ รออยู่ที่นี่นี่ละ” ชายหนุ่มพยุงพี่ชายไปนอนบนเตียง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ส่งให้โดยไม่รอให้ถูกปฏิเสธ “ถ้าเป็นห่วงมากนักก็โทรไป ขืนกลับไปหาอีกรอบในสภาพแบบนี้ นอกจากพีจะไม่ไหวแล้วคุณชายคงจะเป็นห่วงจนน้ำตาไหลพรากแน่ๆ”

พอได้ยินคำพูดเปรียบเทียบที่ไม่ได้เกินจริงเลยสักนิดของน้องชาย รพีก็ยอมนอนลงดีๆ แล้วหยิบโทรศัพท์มาถือไว้ เขาจ้องมองข้อความมากมายที่ถูกส่งมาจากใครบางคนด้วยแววตาอ่อนโยน

“คุณชายเล็กกำลังกลับมาแล้ว”

“หือ ตอนแรกบอกว่าสองวันไม่ใช่หรือไง” ดมิสขมวดคิ้วมุ่นแล้วหยิบโทรศัพท์ออกมากดดู ข้อความที่ถูกส่งมาเมื่อคืนแต่เขาเพิ่งเห็นเมื่อเช้า นอกจากบอกว่าพีกลับมาก่อนยังบอกอีกว่าตัวเองจะตามมาในอีกสองวัน แล้วทำไม...

“คุณชายเล็กบอกว่า...เป็นห่วงพี่”

“อ๋อ เข้าใจละ” คนเป็นน้องชายกลอกตา หลังจากโยนโทรศัพท์ของตัวเองทิ้งไว้ข้างๆ จึงลุกขึ้นหยิบผ้าขนหนูไปชุบน้ำแล้วเอากลับมาโปะหน้าผากให้พี่ชายที่เอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้โทรศัพท์ของตัวเอง “ถ้าคุณชายกลับมาแล้วก็ไปคุยกันให้รู้เรื่อง บอกไปให้หมดว่าพีเป็นอะไร คิดมากเรื่องไหนอยู่ เขาจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง เข้าใจหรือเปล่า”

“…พี่จะพยายาม”

“พี”

“หืม”

ดมิสมองหน้าพี่ชายที่หันมาหาเขาด้วยสายตาจริงจัง มือข้างหนึ่งยื่นออกไปขยี้กลุ่มผมนุ่มด้วยความหมั่นไส้เหมือนอย่างที่อีกฝ่ายชอบทำกับเขา หลังจากนั้นจึงยกยิ้มจาง ส่งผ่านความอบอุ่นจริงใจและเต็มไปด้วยความรักมากมายผ่านไปทางคำพูดที่อยากบอกมานาน

“จากนี้ไป...พีมีความสุขได้แล้ว”

 

-------------------

 

TALK : คุณชายเล็กกับพี่พีจะเปิดให้ซื้อกันแล้วน้า อันนี้เป็นซื้อได้เลยไม่ต้องพรีค่ะ สำหรับคนไปงานหนังสือวันที่ 30 กันยาไปซื้อที่งานได้เลย ส่วนใครไม่ได้ไปเริ่มสั่งซื้อได้ตั้งแต่วันที่ 27 กันยาค่า เดี๋ยวถึงเวลาเราจะมาแปะลิงก์ให้อีกทีน้า 

เราชอบปกมากๆ หวังว่าทุกคนจะชอบเหมือนกันนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 185 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

301 ความคิดเห็น

  1. #281 rattanalak44 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 / 09:16
    ตอนนี้ทำเอาเราเสียน้ำตาอีกแล้ว
    #281
    0
  2. #264 peraya_1314 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 / 08:32
    ชอบความสัมพันธ์ของพีกับดิมมากเลย เป็นพี่น้องที่รักกันมากๆ;-;
    #264
    0
  3. #251 CallistoJpt (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2563 / 14:01
    คนหนึ่งก็โทษตัวเอง อีกคนก็โทษตัวเองอีกเช่นกัน แง้ๆ เจ็บปวดกันไปทุกทางเลย คนอ่านก็ปวดใจไปด้วยเช่นกัน //ซับน้ำตา//
    #251
    0
  4. #231 15magnitude (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2563 / 15:51
    ต่างคนต่างมีจุดที่เป็นปมของกันและกัน แต่โชคชะตาที่โหดร้าย ก็ไม่มีพลังเท่าหัวใจที่อ่อนโยนและเปิดกว้างหรอก เก่งมากๆกันทุกคนเลย 😭 คนเขียนก็ด้วยค่ะ ฮือออ น้ำตาสึมมม
    #231
    0
  5. #208 baekbow (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 09:46
    แงงงงง เข้าใจผิดไปหมดเล้ยยยย นักเขียนสับขาหลอกเก่งหรือเราคิดน้อยไปล่ะเนี่ย เลือกเฉลยแบบจุดเล็กๆแล้วให้ตีความนำไปก่อน ค่อยเอาความจริงมาเฉลยทีหลัง 555 ที่แท้ไม่ใช่พ่อจะชนลูก แต่คนเมายาขับรถมาจะชนคุณชาย พีเลยไปช่วยแล้วถูกชนแทน ส่วนพ่อคุณชายขับรถตามมาเจอพีอยู่กลางถนนเลยหักหลบไปชนเสาไฟฟ้าตาย พีเลยโทษว่าเป็นความผิดตัวเอง แค่นี้เลย 5555 // เราว่าดิมพูดถูกคุณชายสองพี่น้องไม่ได้จำว่าพีเป็นคนทำให้พวกเขาสูญเสียพ่อไปหรอก เขาจำว่าพีเป็นคนช่วยชีวิตคุณชายมากกว่า ไปคุยกับคุณชายเถอะพี อย่าคิดเองเออเองแบบนี้เลย
    #208
    0
  6. #195 Xinx2 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2563 / 14:16
    พี่พีเข้มแข็งมากๆ แบบว่ามากๆๆๆๆ เลยนะคะ ตอนนี้ก็มีความสุขได้แล้วนะะ
    #195
    0
  7. #129 pp.pcyn (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 25 กันยายน 2563 / 00:36
    ไม่ต้องรู้สึกผิดนะคะ รพี โอ๋ๆค่ะ
    #129
    0
  8. #128 oกิวราโซ่o (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 กันยายน 2563 / 10:53
    โอบกอด... มีความาุขได้แล้วทุกคนเลย
    #128
    0
  9. #127 FDB88 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 กันยายน 2563 / 20:07

    ไม่ใช่ความผิดของรพีเลยมันคืออุบัติเหตุ ส่วนคุณชายเล็กคงบอบช้ำทางใจมามาก ต่อจากนี้ก็มีความสุขจริงๆกันสักทีนะ ชอบความสัมพันธ์ของดมิสและรพีเป็นพี่น้องทค่น่าอิจฉาจริงๆ

    #127
    0
  10. #126 star-240351 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 กันยายน 2563 / 18:40
    รักความสัมพันธ์ของพี่น้องคู่นี้จัง
    #126
    0
  11. #125 jadefloral (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 กันยายน 2563 / 18:35

    ความสุขกำลังจะมาแล้ว

    #125
    0