[END] ดวงอาทิตย์ของคุณชายเล็ก

ตอนที่ 14 : ตอนที่ 14

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,537
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 222 ครั้ง
    16 ก.ย. 63

-14-

“คุณชายหลับไปแล้วเหรอครับ”

“ครับ เพิ่งหลับไปเมื่อครู่นี้เอง” รพีตอบตรีภพแล้วนั่งลงบริเวณขอบสระว่ายน้ำ ห่างจากจุดที่อีกฝ่ายนั่งไม่ไกลนัก “คุณตรีภพได้ยินสินะครับ”

“ขอโทษนะครับที่ต้องทำเหมือนแอบฟัง ผมเห็นประตูปิดไม่สนิทเลยคิดจะช่วยปิดให้ ทันได้ยินบางช่วงเข้าพอดี แล้วก็ทราบว่าคุณชายไม่ได้อยู่ในสถานะที่ปกติเท่าไร”

“ดูเหมือนว่าคุณชายเล็กกำลังรู้สึกผิดต่อเรื่องบางอย่างที่ผมไม่รู้ว่าคืออะไร... คุณชายเล็กดูเจ็บปวดมากเวลานึกถึงเรื่องพวกนั้น” คนพูดหลุบตาลงมองน้ำในสระ เริ่มครุ่นคิดถึงเรื่องราวมากมายที่ผ่านมา “ผมเองก็ไม่แน่ใจนัก แต่ดูเหมือนคุณชายเล็กจะแสดงอาการแบบนั้นเมื่อผมพูดถึงเรื่องอุบัติเหตุของตัวเอง และครั้งนี้ที่ร้องไห้ออกมาก็เป็นเพราะผมพูดเรื่องความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง”

“...”

“ผมไม่รู้ว่าคุณชายเล็กเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนั้นยังไง แต่ว่า...คุณตรีภพรู้ใช่ไหมครับ”

 ตรีภพไม่ได้แสดงท่าทีประหลาดใจใดๆ ออกมา เขาเพียงแค่ก้มหน้าลงมองมือตัวเองแล้วถอนหายใจออกมาเงียบๆ ตั้งแต่แรกก็รู้อยู่แล้วว่าคนคนนี้ไม่ใช่คนโง่ อยู่ที่อยากจะพูดหรือไม่อยากจะพูดออกมามากกว่า และการที่ครั้งนี้รพีถามเขาออกมาตรงๆ ก็แปลว่า...

“คุณตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่เคียงข้างคุณชายใช่ไหมครับ” เขาหันหน้าไปมองรพีแล้วอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “หากคุณไม่ได้คิดตรงกันกับคุณชาย นอกเหนือไปจากการทำตามคำสั่ง คุณคงไม่สงสัยหรืออยากรู้เรื่องที่เจ้านายไม่ได้บอกด้วยตัวเอง”

“ใช่ครับ” รพีตอบรับอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีแม้สักเสี้ยวที่หยุดลังเลในคำตอบ เพราะเขาคิดพิจารณาจนถี่ถ้วนมาตั้งแต่ต้นแล้ว “คุณตรีภพช่วยบอกผมได้ไหมครับว่าคุณชายเล็กเกี่ยวข้องอะไรกับอุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นกับผมเมื่อเจ็ดปีก่อน”

“…คุณรพีจำอะไรไม่ได้เลยเหรอครับ”

“ไม่ใช่ว่าจำไม่ได้หรอกครับ เพียงแต่ผมไม่เคยนึกถึงมากกว่า ช่วงเวลาเดียวที่ผมหลงลืมไปคือตอนที่เกิดอุบัติเหตุและหมดสติ” เพราะอย่างนั้นเขาจึงมั่นใจว่าเพียงมีคนมาสะกิดเล็กน้อยก็คงจดจำได้แน่ว่าคุณชายเล็กเกี่ยวข้องกับตัวเองในเวลานั้นอย่างไร

“ถ้าอย่างนั้นไปฟังจากคุณชายเองจะไม่ดีกว่าหรือครับ”

“ผม...รู้สึกเหมือนคุณชายเล็กกำลังหวาดกลัว” สำหรับรพี ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าความรู้สึกของคุณชาย “หากคุณชายเล็กลำบากใจที่จะบอก ผมก็ไม่อยากเอ่ยปากถาม แต่ว่า...การที่ผมไม่รู้อะไรเลยแบบนี้ก็มีแต่จะทำให้คุณชายเล็กต้องเจ็บปวดต่อไปเช่นกัน เพราะอย่างนั้นผมจึงอยากขอร้องคุณตรีภพให้ช่วยบอกความจริง”

ถ้ารู้แล้วก็จะเข้าใจคุณชายมากขึ้น ถ้ารู้แล้ว...บางทีอาจจะช่วยให้คนคนนั้นไม่ต้องเจ็บปวดได้โดยที่เจ้าตัวไม่ต้องพูดออกมาเอง

“คุณรพีเป็นคนดีมากจริงๆ” ตรีภพพูดออกมาเพียงประโยคเดียวก่อนจะเงียบไปครู่ใหญ่ “แล้วถ้า...ผมบอกว่าคุณชายกำลังเจ็บปวดเพราะตัวเองคือต้นเหตุที่ทำให้ชีวิตของคุณรพีเป็นเช่นนี้ รู้แล้วยังจะยืนยันคำพูดเดิมอยู่ไหมครับ”

 “แบบนั้นยิ่งต้องรู้ความจริงครับ”

ตรีภพจ้องมองคนที่ตั้งแต่ต้นจนจบไม่เผยแววตาหวั่นไหวออกมาเลยแม้แต่น้อยด้วยความชื่นชม ตัวเขาในฐานะลูกน้องคงไม่อาจยุ่มย่ามกับการตัดสินใจของเจ้านายได้ ตอนที่รู้ว่าคุณชายใหญ่ยอมเปิดทางให้รพีง่ายๆ ยังคิดอยู่ว่าเพราะเห็นคุณชายเล็กชอบคนคนนี้มาก แต่ดูท่าจะไม่ใช่แค่นั้น

...คนคนนี้เหมาะสมและคู่ควรกับคุณชายเล็กจริงๆ

‘หากวันหนึ่งพี่พีมาถามความจริงกับคุณตรีภพด้วยตัวเอง รบกวนช่วยบอกทุกอย่างกับเขาด้วยนะครับ’

แม้แต่คนอย่างคุณชายเล็กก็มีเรื่องที่หวาดกลัวจนทำให้ไม่กล้าพูดออกมาเองเช่นกัน ดีที่คนคนนั้นชาญฉลาดและมักจะมองการณ์ไกลอยู่เสมอจึงเข้ามาบอกเขาก่อนด้วยตัวเองตั้งแต่ต้น

คุณชายเผื่อใจเอาไว้แล้วว่ารพีอาจไม่ได้คิดตรงกัน หากเป็นเช่นนั้นก็ตั้งใจจะเก็บเรื่องนี้ไว้กับตัวเองไปตลอดกาล แต่ถ้าเผื่อว่ารพีเองก็มีความรู้สึกและออกปากถามเองในฐานะคนคนหนึ่ง ไม่ใช่ลูกน้องไร้ปากเสียง แล้วกลับกลายเป็นคุณชายที่ไม่กล้าบอก... ตรีภพจะกลายเป็นผู้บอกความจริงแก่รพี

เพราะเขาคือคนที่ได้รับหน้าที่ให้ไปสืบหาข้อมูลของอีกฝ่าย และรู้เรื่องราวทั้งหมดดีไม่แพ้คุณชายเล็กหรือคุณชายใหญ่

“คุณรพีจำได้ไหมครับว่าเมื่อเจ็ดปีก่อน คุณประสบอุบัติเหตุเพราะอะไร”

ประสบอุบัติเหตุเพราะอะไร...

รพีจมดิ่งลงสู่ภวังค์แทบจะทันทีที่ได้ยินคำถาม เพราะช่วงเวลานั้นไม่ใช่อะไรที่น่าจดจำ เขาจึงพยายาไม่นึกถึงมาโดยตลอด ทว่าเมื่อถูกถามเช่นนี้ภาพทุกอย่างกลับปรากฎชัดขึ้นมาอีกครั้ง

“ผม...ช่วยเด็กคนหนึ่งเอาไว้”

ตรีภพพยักหน้า สีหน้านิ่งสงบไม่เปลี่ยนแปลงแม้ตอนที่บอกความจริงแก่คนที่ควรรู้ที่สุด

“เด็กที่คุณช่วยเอาไว้คือคุณชายคีรินทร์ครับ”

“แบบนี้นี่เอง” รพีเบนสายตาไปมองท้องฟ้า ไม่มีระลอกคลื่นแห่งความหวั่นไหวใดๆ ปรากฏขึ้นในดวงตาคู่นั้น สิ่งที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนมีเพียงความเจ็บปวดที่เพียงไม่นานก็จางหายไปจนตรีภพไม่อาจสังเกตเห็นได้ทัน “คุณชายเล็กเสียใจเพราะคิดว่าตัวเองคือต้นเหตุที่ทำให้ผมต้องละทิ้งความฝันไป”

“ผมคิดว่าอย่างนั้นครับ”

“นั่นน่ะ... ไม่ได้สำคัญเลยครับ” 

ไม่มีทางที่การสูญเสียของเขาจะเทียบเคียงกับอีกฝ่ายได้

ก่อนที่พวกเขาทั้งคู่จะได้พูดคุยอะไรกันต่อ เสียงเปิดประตูพลันดังขึ้นจากเบื้องหลังพร้อมการปรากฎตัวของคนที่ควรจะนอนหลับไปแล้ว หม่อมราชวงศ์คีรินทร์ที่ยามนี้สองตาบวมแดงอยู่ไม่น้อย ทั้งยังมีสีหน้าซีดเซียวตามประสาคนที่เพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักยืนเกาะประตูมองมาทางรพีด้วยความเป็นกังวล

…ราวกับกลัวว่าเขาจะหายไป

“พี่พี...”

รพีผุดลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปหาเจ้านายโดยไม่เสียเวลาหยุดคิด สีหน้าและท่าทางของเขาล้วนเต็มไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใยที่แตกต่างจากท่าทีก่อนหน้าตอนพูดคุยกับตรีภพโดยสิ้นเชิง

“คุณชายเล็กออกมาทำไมครับ ปวดหัวอยู่ไม่ใช่เหรอ”

“เล็กเห็นพี่พีหายไป”

“ผมออกมาคุยกับคุณตรีภพ กำลังจะกลับเข้าไปแล้วครับ”​ เขาใช้หลังมือวางทาบลงบนหน้าผากของคุณชายแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อพบว่ามันไม่ได้ร้อนจัดเหมือนคนเป็นไข้ ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องใช้เครื่องตรวจอุณหภูมิวัดอีกรอบเพื่อความมั่นใจ “เข้าไปด้านในกันเถอะครับ” 

รพีประคองคุณชายเล็กเดินกลับเข้าไปด้านใน ก่อนจะปิดประตูไม่ลืมพยักหน้าขอบคุณตรีภพที่มองตามอยู่ด้านหลัง กระทั่งได้อยู่ด้วยกันตามลำพัง เขาจึงจ้องมองใบหน้าเศร้าสร้อยของคนที่กำลังเอนกายลงนอนบนเตียงเงียบๆ 

ภาพสีหน้าหมองเศร้าของคุณชายในเวลานี้ซ้อนทับกับภาพในอดีตแทบทุกประการ เมื่อรู้แล้วว่าเคยพบเจอกันครั้งแรกในตอนไหน รพีจึงจดจำเหตุการณ์ในตอนนั้นได้ทั้งหมดตามไปด้วย 

เด็กคนนั้นก็มีสีหน้าเช่นนี้... สีหน้าที่ดูราวกับกำลังแบกโลกเอาไว้ทั้งใบ สีหน้าของเด็กที่มีความหวังและถูกทำลายความหวังจนไม่เหลืออะไรทั้งสิ้น

“พี่พีรู้แล้วใช่ไหมครับ”

รพีหลุบตาลงมองคนที่จ้องหน้าเขาอยู่ไม่ยอมหลับตาลง จากนั้นจึงค่อยๆ พยักหน้าช้าๆ แล้วตอบรับตามตรง

“ครับ ผมถามคุณตรีภพแล้ว”

คีรินทร์เม้มปาก สีหน้าฉายชัดถึงความเป็นกังวลและความรู้สึกผิดที่สั่งสมมาโดยตลอดเป็นระยะเวลานานหลายปี

“ขอโทษนะครับ... เล็กหลอกตัวเองมาโดยตลอดว่าเรื่องในวันนั้นไม่ใช่ความผิดของเล็ก เล็กคิดว่าพี่พีไม่มีทางโกรธเคืองกัน แต่พอรู้ว่าความฝันของพี่พีถูกทำลายเพราะเข้ามาช่วยเล็กเอาไว้ เล็กถึงได้เข้าใจว่าตัวเองมีความผิดมากมายขนาดไหน”

“…”

“หลังจากเกิดเรื่องทั้งหมดเล็กถูกส่งไปต่างประเทศ เล็กยังเด็กเกินกว่าจะคิดทำอะไร และความสูญเสีย...มันก็มากเกินกว่าที่จะรับไหว แต่พอตั้งหลักได้เล็กก็ยังไม่กล้าตามหาพี่พีอยู่ดี ยิ่งรู้ว่ามีคนดูแลเรื่องการรักษาของพี่พีให้แล้วเล็กก็ยิ่งวางใจ สุดท้ายจึงบังคับให้ตัวเองลืมเรื่องนั้น กระทั่งได้กลับมาเจอพี่พีอีกครั้งโดยบังเอิญและรู้ความจริงว่าพี่พีคือคนคนเดียวกันกับคนที่เคยช่วยเล็กเอาไว้ เล็กเลยอยากจะชดเชยให้”

“…”

“แต่ถึงจะหาเหตุผลให้ตัวเองมากมายขนาดไหน... ลึกๆ ในใจเล็กก็ยังรู้ดีว่าแท้จริงเหตุผลทั้งหมดนั้นเรียบง่ายเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เมื่อก่อนเล็กไม่กล้าตามหา หรือเรื่องที่ตอนนี้เล็กไม่กล้าบอกความจริงด้วยตัวเองก็ตาม”

“…”

“เล็กไม่อยากถูกเกลียด” คุณชายเล็กเงยหน้ามองรพีด้วยแววตาสั่นไหว “พี่ชายที่ส่งยิ้มให้และจับมือเล็กเอาไว้อย่างอ่อนโยนในตอนนั้น รวมถึงพี่พีที่คอยดูแลเล็กในตอนนี้ เล็กไม่อยากถูกพวกเขาเกลียด”

รพีรับฟังคำสารภาพที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึกเงียบๆ โดยไม่ได้เอ่ยแทรกอะไร จวบจนเมื่อเวลาผ่านไปพักหนึ่งเขาถึงได้ถามคำถามที่ค้างคาใจออกมาในที่สุด

“คุณชายเล็กชอบผม...เพราะรู้ว่าผมคือคนที่ช่วยชีวิตคุณชายเล็กเอาไว้เหรอครับ"

“เล็กเคยบอกเอาไว้แล้วว่าเล็กไม่ได้ชอบพอพี่พีตั้งแต่ต้น” คุณชายเล็กรีบเอ่ยปากคล้ายกำลังกลัวว่าจะถูกเข้าใจผิด “ในตอนนั้นเมื่อเจ็ดปีก่อนมันเป็นเพียงความประทับใจ ก่อนหน้าที่เราจะได้คุยกันที่มหาวิทยาลัย เล็กยังไม่ได้รู้ความจริง แต่เผลอเมื่อไรสายตาก็มักจะมองเห็นพี่พีที่แสนอ่อนโยนอยู่เสมอ จวบจนเมื่อได้พูดคุยกันตรงๆ ได้เห็นรอยยิ้มของพี่พีชัดๆ เล็กถึงได้นึกถึงคนคนนั้นขึ้นมาและให้คุณตรีภพช่วยสืบให้”

“แล้วผลก็บอกว่าผมคือคนคนนั้นจริงๆ”

“ในช่วงเวลานั้นเล็กยังไม่แน่ใจในความรู้สึกของตัวเอง ถึงจะบอกว่าอยากชดเชยให้ มอบทุกอย่างที่ดีที่สุดให้พี่พีเพราะเป็นผู้มีพระคุณ แต่เล็กรู้ตัวว่ามันไม่ใช่แค่นั้น เล็กอยากอยู่ใกล้ๆ พี่พี ชอบรอยยิ้มของพี่พี อยากเห็นมันในทุกเช้าที่ลืมตาตื่นขึ้นมา”

“…”

“ สิ่งที่ทำให้เล็กชอบพี่พีก็คือตัวตนของพี่พีในเวลานี้ เล็กชอบความอ่อนโยนของพี่พี เล็กชอบที่พี่พีเข้าใจเล็ก เล็กชอบ...ทุกๆ อย่างที่เป็นพี่พี”

เพียงแค่ได้สบตา รพีก็เชื่อมั่นจนเต็มเปี่ยมว่าทุกสิ่งที่อีกฝ่ายพูดออกมาล้วนแล้วแต่เป็นความจริงและถูกส่งตรงออกมาจากหัวใจ เขาค่อยๆ แตะปลายนิ้วลงบนแก้มซีดขาว จ้องมองใครอีกคนกอบกุมมือตัวเองให้แนบแก้มมากกว่าเก่าด้วยดวงตาหวั่นไหวที่ไม่อาจฝืนทนได้อีกต่อไป

“ผมไม่มีทางเกลียดคุณชายเล็ก” 

“พี่พี...”

“นอนก่อนเถอะครับ ผมสัญญาว่าจะไม่ไปไหน จะอยู่ตรงนี้จนกว่าคุณชายเล็กจะตื่น” มือข้างที่ว่างแตะลงบนเปลือกตาบวมช้ำเบาๆ วอนขอผ่านทางสัมผัสอ่อนโยนให้หยุดฝืนตัวเองและหลับตาลง ซึ่งคีรินทร์ที่เชื่อฟังรพียิ่งกว่าใครก็ยอมทำตามนั้นจริงๆ โดยไม่มีคำถามหรือข้อแม้ใดๆ 

เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนที่หลับไปเพราะความเหนื่อยล้าเป็นเสียงเดียวที่ดังขึ้นในห้องเงียบสนิท ข้างกายของคนที่หลับใหลไปก่อนคือชายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งนั่งเหม่อมองขนตายาวที่แนบอยู่กับผิวเนื้อของเจ้านายเงียบๆ ใช้เวลาจับจ้องอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานานก็ยังไม่ยอมหันไปไหน 

ในวันนั้น...รพีจ้องมองใบหน้ายามหลับใหลของเจ้านายด้วยแววตาอ่อนโยนผสมปนเปไปกับความเจ็บปวดรวดร้าวตลอดทั้งคืน

หม่อมราชวงศ์คีรินทร์ตื่นขึ้นมาอีกครั้งในตอนเช้า เพราะถูกแสงแดดที่ทะลุผ่านม่านโปร่งบางเข้ามาในห้องทำให้รู้สึกตัว สิ่งแรกที่เขาทำหลังจากตั้งสติได้คือการผุดลุกขึ้นนั่งมองหาคนที่ควรจะอยู่ข้างกาย ความปวดหน่วงที่ศีรษะอันเกิดจากการร้องไห้อย่างหนักเมื่อคืนไม่อาจเรียกความสนใจได้ เนื่องจากความกังวลแพร่กระจายไปทั่วร่างกายแทบจะทันทีที่มองเห็นเพียงความว่างเปล่า

“พี่พี...”

“คุณชายเล็ก ตื่นแล้วเหรอครับ” เจ้าของเสียงทุ้มนุ่มนวลเปิดประตูเข้ามาด้านในพร้อมรอยยิ้มและถาดอาหารในมือ “ผมออกไปเอาอาหารเช้ามาให้เพราะเห็นว่าคุณชายเล็กยังไม่ตื่น”

“ขอบคุณครับ” คนที่มีสีหน้าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดลอบถอนหายใจโล่งอก รีบลุกขึ้นเดินไปนั่งเคียงข้างรพีที่กำลังจัดวางอาหารลงบนโต๊ะและจ้องหน้าอีกฝ่ายไม่ยอมละสายตาไปไหน แม้จะรู้ตัวว่าถูกจับได้แล้วก็ยังมองอยู่อย่างนั้นไม่หันหนี

“ทานอาหารก่อนเถอะครับ” รพีกล่าวเสียงนุ่ม ดวงตาฉายแววอ่อนโยนเมื่อเห็นการแสดงออกของเจ้านายที่ทำเหมือนอยากจะอ้อนเอามากๆ แต่ไม่กล้าพอเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน “คุณชายเล็กยังปวดหัวอยู่อีกไหมครับ"

“ไม่ปวดแล้วครับ เดี๋ยวอาบน้ำเสร็จก็คงจะสดชื่นเป็นปกติแล้ว” 

ได้ฟังดังนั้นคนที่ทำตัวเป็นปกติทุกประการจึงพยักหน้ารับ หยิบจานอาหารขึ้นมาจัดการเงียบๆ ขณะเดียวกันก็มองสำรวจคุณชายไปด้วย รอจนแน่ใจว่าใครอีกคนไม่ได้ไม่สบายตรงไหนจึงยอมคลายความกังวลลงแต่โดยดี

พวกเขาทานอาหารกันเงียบๆ ไม่ได้หาเรื่องมากมายมาใช้พูดคุยอะไร เพราะต่างฝ่ายต่างยังมีเรื่องให้คิดและอาจต้องใช้เวลาสักพักสำหรับการปรับตัว รพีใช้เวลานั่งรอเจ้านายอาบน้ำไปกับการก้มลงเหม่อมองมือตัวเองเงียบๆ ดวงตาว่างเปล่าระลึกถึงเรื่องราวในอดีตที่นึกขึ้นได้พร้อมกันกับเรื่องของเด็กที่เคยช่วยเอาไว้

“ให้ตายเถอะ...” ชายหนุ่มหลับตาลง สองมือกุมขมับอย่างคนคิดหนัก ความหดหู่และเจ็บปวดรวดร้าวจู่โจมเข้าอย่างจังจนไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไปดี

“พี่พีมีอะไรจะบอกเล็กไหมครับ” 

พลันเสียงถามจากคนที่ตัดสินใจได้ก่อนก็ดังขึ้นจากเบื้องหน้า รพีเปิดเปลือกตาขึ้นมองเจ้านายที่ยืนค้ำหัวมองมาทางเขาด้วยแววตายอมรับความจริง หัวใจของชายหนุ่มกระตุกวูบ แทบจะรู้ได้ในทันทีว่าคนตรงหน้ากำลังเข้าใจผิดเต็มๆ

“ผมไม่ได้โกรธเคืองหรือคิดโทษคุณชายเล็กเลยครับ” รพีดึงมือคนที่ไม่กล้าเดินเข้ามาหาให้ขยับมาอยู่ตรงหน้า จากนั้นจึงถือวิสาวะวางหน้าผากลงบนหน้าท้องของคุณชายแล้วปลดปล่อยลมหายใจออกมาจนสุด “ผมแค่...กำลังนึกถึงเรื่องที่ฝังใจมานาน”

“พี่พีไม่ได้โกรธเล็กจริงๆ หรือครับ” 

“ผมไม่มีทางโกหกคุณชายเล็ก”

คนฟังเม้มปากแน่น ก่อนจะค่อยๆ โอบประคองศีรษะที่วางอยู่บนหน้าท้องอย่างอ่อนโยน เขาทำใจเอาไว้แล้วว่าหากพี่พีจะโกรธเกลียดกันก็จะยอมรับความจริง ไม่ว่าจะถูกร้องขอให้ปล่อยมือหรือไม่ให้พบหน้าอีกก็จะพยายามทำให้ได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยสักนิด 

…ทว่าพี่พีกลับปฏิเสธเรื่องนั้น

คีรินทร์ไม่รู้ว่าสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจของอีกฝ่ายคือเรื่องอะไร แต่คงต้องยอมรับว่ามันทำให้เขาโล่งใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การที่พี่พียังคงมองเขาด้วยแววตาแบบเดิม ปฏิบัติต่อเขาเหมือนเช่นเคยบ่งบอกชัดเจนว่าคำพูดนั้นไม่ใช่เรื่องโกหก 

ความรู้สึกของคนที่ได้มารู้ว่าตัวเองคือต้นเหตุที่ทำให้เจ้าของหัวใจต้องละทิ้งความฝันและความภาคภูมิใจ คีรินทร์เพิ่งรู้ซึ้งว่ามันเจ็บปวดทรมานมากขนาดไหน หากไม่ใช่ว่าคนคนนั้นโอบกอดเขาเอาไว้ตลอดทั้งคืน กระซิบอยู่ข้างใบหูบอกว่าไม่เป็นไรซ้ำๆ ย้ำๆ ไม่ยอมหยุด ตัวเขาในตอนนี้คงไม่มีความกล้ามากพอจะโอบกอดคนคนนั้นเอาไว้ด้วยสองมือ

“เล็กไม่รู้ว่าต้องจัดการกับความรู้สึกของตัวเองในเวลานี้อย่างไร... ทั้งที่พี่พีไม่ได้ถือโทษ แต่เล็กกลับเจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหว มันทรมานมากๆ เลยครับ”

“มันไม่ใช่ความผิดของคุณชายเล็กครับ” รพีทำได้เพียงพูดประโยคเดิมที่เคยพูดไปแล้วเมื่อคืนซ้ำอีกครั้ง “ผมไม่เคยคิดว่ามันคือความผิดของคุณชายเล็กเลยสักครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นผมที่เลือกเอง”

รพีเต็มใจที่จะปกป้องเด็กคนนั้น เขายินดียอมรับความเจ็บปวดแทนเด็กน้อยที่มีแววตาเศร้าหมองเพราะความผิดหวัง และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดที่ทำเช่นนั้นเลยสักนิด

“พี่พี...”

“ไม่ว่าจะตอนนั้นหรือตอนนี้ ผมก็ยังไม่เคยเสียใจกับการตัดสินใจที่เกิดขึ้นเลยสักครั้ง” รพีผละกายออกแล้วเงยหน้ามองคุณชายด้วยสีหน้าจริงจัง “ยิ่งรู้ว่าเด็กคนนั้นคือคุณชายเล็ก ผมยิ่งดีใจที่ตัวเองปกป้องเขาเอาไว้ได้”

เพราะว่าตอนนี้เด็กคนนั้นกลายเป็นเจ้าของหัวใจของเขาไปแล้ว...

หม่อมราชวงศ์คีรินทร์เม้มปาก ทั้งที่ปกติเป็นคนเก็บอารมณ์เก่งแล้วยังใจเย็นยิ่งกว่าใคร แต่ในเวลานี้เขากลับรู้สึกร้อนผ่าวที่หัวตา อยากจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาด้วยการร้องไห้อีกครั้งอย่างไม่เป็นตัวเอง

“ขอบคุณนะครับ” 

คีรินทร์รู้ตัวดีว่าคำพูดของรพีไม่ใช่เพียงต้องการให้อภัย แต่ยังหมายความว่าตั้งแต่ต้น อีกฝ่ายไม่เคยคิดโทษเขาเลยแม้แต่น้อย 

...คงไม่มีใครเข้าใจว่าคำพูดของพี่พีมีค่ามากมายขนาดไหนนอกจากตัวเขาเอง

แม้ความหวาดหวั่นในใจจะยังไม่จางหายไป แต่หลังจากนั้นคีรินทร์ก็พยายามทำตัวให้เป็นปกติเหมือนเดิม เขากลับไปยิ้มได้อีกครั้ง ใส่ใจทุกอย่างที่พี่พีทำเหมือนเคย ต่อให้รับรู้ได้ตั้งแต่ต้นว่าในใจของคนข้างกายยังคงครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องราวบางอย่างอยู่ตลอดเวลาก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไร

ตัวเขารู้ดีว่าพี่พียังมีเรื่องราวค้างคาใจ แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ได้รับฟังมาทั้งหมดไม่ใช่เรื่องโกหก ดังนั้นเขาจึงเฝ้ารอเวลาให้พี่พีเอ่ยปากออกมาด้วยตัวเอง ไม่คิดเร่งรัดให้ต้องรู้สึกไม่ดีมากกว่าเก่า

“คุณชายเล็ก”

“ครับ” เจ้าของชื่อหยุดเท้าที่กำลังก้าวเดินแล้วหันไปมองคนด้านหลัง รอยยิ้มจางปรากฏขึ้นบนใบหน้า แววตาฉายชัดถึงความเข้าใจคล้ายจะบอกว่าตัวเองรับได้ทุกเรื่องไม่ว่ารพีจะร้องขอสิ่งใดก็ตาม

“...ขอเวลาให้ผมได้คิดเกี่ยวกับเรื่องราวบางอย่างด้วยตัวเองสักหน่อยได้ไหมครับ”

มีเพียงแค่เสี้ยววินาทีแรกเท่านั้นที่ดวงตาของคีรินทร์วูบไหวไปเล็กน้อย ทว่าเพียงไม่นานก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว เขาสูดหายใจเข้าจนสุด จ้องมองสีหน้าเป็นกังวลของคนขี้เป็นห่วงที่ดูราวกับพร้อมจะกลับคำขอได้ทุกเมื่ออย่างอ่อนโยน

“เล็กจะให้คนพาพี่พีกลับไปก่อน แล้วหลังจากนี้อีกสองวันเล็กถึงจะตามกลับไป หากพี่พียังไม่พร้อมก็ยังไม่ต้องกลับมาทำงาน เอาไว้พร้อมเมื่อไรค่อยมาหาเล็กอีกครั้ง แบบนี้ดีไหมครับ”

“คุณชายเล็ก ผม...”

“เล็กเข้าใจครับ” คนพูดขยับเข้าไปใกล้รพี จับสองมือนั้นเอาไว้แล้วยกยิ้มให้ ใบหน้าไร้ซึ่งความเศร้าหมองหรือความเป็นกังวลใดๆ “เล็กอาจจะไม่ทราบว่าพี่พีกำลังกังวลเกี่ยวกับเรื่องอะไร แต่ถ้าการได้อยู่คนเดียวจะช่วยให้พี่พีรู้สึกดีขึ้น เล็กก็จะเคารพการตัดสินใจของพี่พีครับ”

“…”

“ทุกคำพูดที่พี่พีกล่าวในวันนี้ช่วยรักษาใจของเล็กเอาไว้ ดังนั้นพี่พีไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเล็กเลย ทำทุกอย่างที่พี่พีอยากทำเถอะครับ เล็กจะรออยู่ตรงที่เดิมไม่ไปไหน และจะเคารพทุกการตัดสินใจของพี่พีเสมอ”

ยิ่งได้ฟังสีหน้าของรพีก็ยิ่งนุ่มนวลอ่อนโยนมากขึ้นทุกที เขาเผยรอยยิ้มออกมาช้าๆ ก่อนจะพยักหน้าแล้วพึมพำว่าขอบคุณเบาๆ ท้ายที่สุดบทสนทนาก็จบลงตรงนั้น 

ขณะที่รพีเข้าไปเก็บข้าวของภายในห้อง หม่อมราชวงศ์คีรินทร์รออยู่ด้านนอกและกำลังพูดคุยกับตรีภพ มีเพียงการ์ดสองคนเท่านั้นที่กำลังขนข้าวของส่วนตัวกลับไปขึ้นรถคันหนึ่งซึ่งถูกสั่งให้เดินทางกลับไปพร้อมกับรพี สองเจ้านายลูกน้องพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานได้เพียงไม่นาน เมื่อรพีเดินทางออกมาคนเป็นนายก็ไม่มีสมาธิจะพูดคุยอีกต่อไป แววตาที่ดูเย็นชาเมื่อรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมดไหววูบ เพียงครู่เดียวก็กลับไปหงอยเหมือนเดิมอย่างรวดเร็ว

“คุณชายเล็กอยู่ต่อได้จริงๆ ใช่ไหมครับ” คนที่ยังไม่หยุดเป็นห่วงขมวดคิ้วมุ่น ดวงตาเป็นกังวลบ่งบอกชัดเจนว่าตอนเข้าไปเก็บของเขาเอาแต่นึกถึงเรื่องความรู้สึกของคุณชายไม่ยอมหยุด

“เล็กอยู่ได้ครับ”

“ผม…”

“ถ้าพี่พียังลังเล คราวนี้เล็กจะเกาะเอาไว้ให้แน่น ไม่ยอมปล่อยไปไหนแล้วนะ” คุณชายเล็กอมยิ้ม รีบจับมือรพีพาให้เดินไปที่รถพร้อมกัน “ไปเถอะครับ อีกแค่สองวันเล็กก็กลับแล้ว พี่พีไม่ต้องเป็นห่วงเล็กนะ”

“ไม่ห่วงไม่ได้หรอกครับ” 

พอได้ยินคำพูดที่มาพร้อมกับความจริงจัง เสี้ยวหนึ่งของความรู้สึกหงอยๆ ที่ยังซ่อนอยู่ในใจก็ดูราวกับจะได้รับการปัดเป่าออกไปจนหมด คุณชายหยุดเท้าเพื่อให้หันไปมองรพีได้เต็มตา คราวนี้สีหน้าและแววตาของเขาล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยความสดใส และมันก็ไม่ได้เกิดจากความพยายามเพราะไม่ต้องการให้รพีเป็นห่วง แต่ออกมาจากใจจริงๆ

“ถ้าพี่พีเป็นห่วงเล็กคงยิ่งไม่สบายใจ เพราะอย่างนั้นไม่ต้องเป็นห่วง แค่พยายามหาคำตอบที่ชัดเจนให้กับตัวเองก็พอครับ หากเป็นเช่นนั้นเราจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันไวๆ” คุณชายเล็กชะงักไปเล็กน้อยเมื่อนึกถึงเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ “พี่พียังติดค้างเล็กอยู่หนึ่งเรื่อง อย่าลืมว่าต้องมาให้คำตอบด้วยนะครับ"

‘...ผมแค่มีเรื่องที่ต้องทำก่อนจะบอกให้คุณชายทราบ’

เรื่องที่พวกเขาพูดคุยกันในวันแรกและเขาติดค้างคำตอบต่อคุณชายเอาไว้เนื่องจากอยากพูดคุยกับน้องชายก่อน รพียังคงจดจำได้อย่างแม่นยำ ทว่าน่าเสียดายที่เขามีเรื่องให้ต้องคิดมากกว่าเก่าจนไม่อาจบอกคุณชายในตอนนี้ได้อีกแล้ว

“ขอบคุณนะครับที่เข้าใจ”

ขอบคุณที่เข้าใจและไม่เคยคิดจะเร่งรัด ทั้งที่ก็รู้ดีว่าขอเพียงพูดออกมาต้องได้คำตอบแน่นอน

เมื่อไรก็ตามที่คุณชายร้องขอหรืออยากรู้อะไร ขอเพียงเอ่ยปากออกมารพีก็พร้อมจะตอบทุกเรื่อง แม้แต่ตอนนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นเพราะคุณชายใจดีและใส่ใจเขามากเหลือเกิน ต่อให้อยากรู้ขนาดไหนจึงไม่เคยกดดันกันเลยสักครั้ง

ยิ่งรู้...ก็ยิ่งไม่อยากทำให้เสียใจ

พวกเขาหยุดยืนอยู่ตรงประตูรถโดยไม่ได้พูดคุยอะไรกันนานนับนาที ฝ่ายหนึ่งกำลังเสียใจที่ต้องพรากจาก แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ ก็ตาม ขณะที่อีกฝ่ายครุ่นคิดถึงเรื่องราวบางอย่างมากมายอยู่ในใจเพียงลำพัง และไม่รู้ว่าควรจัดการกับมันอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นว่าคนข้างกายจ้องมองตัวเองด้วยแววตาอ่อนโยนมากขนาดไหน

...กระทั่งถึงเวลาที่ต้องแยกจากกันจริงๆ หม่อมราชวงศ์คีรินทร์จึงเอ่ยคำพูดหนึ่งโดยไม่ลังเล

“เล็กรักพี่พี”

ทั้งที่เป็นคำพูดสั้นๆ แต่กลับอัดแน่นไปด้วยความหมายมากมาย สิ่งที่เกิดขึ้นกับหัวใจของคีรินทร์ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ แต่ได้รับการกลั่นกรองและทดสอบครั้งแล้วครั้งเล่าทั้งจากระยะเวลาและโชคชะตา ครั้งหนึ่งเคยห่างหายกันไปแล้ว หากก็ยังได้กลับมาพบเจออีกครั้ง ทำให้เขาสนใจและชื่นชอบในตัวคนคนหนึ่งโดยไม่ได้รับรู้ถึงความประทับใจในอดีตเลยด้วยซ้ำ 

ทั้งหมดนี่ล้วนแล้วแต่เป็นบททดสอบที่ทำให้รู้ว่า ‘ความรัก’ ในครั้งนี้คือของจริง

ช่างน่าเศร้าที่ในช่วงเวลาเช่นนี้รพีกลับทำได้เพียงส่งยิ้มกลับไปให้คนที่สารภาพรักออกมาด้วยสีหน้าจริงจังโดยไม่ได้ตอบอะไรออกไป ความรู้สึกบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ในใจยังคงถูกเก็บงำเอาไว้เช่นนั้น เขาในตอนนี้ทำได้เพียงบีบมือเรียวแน่นๆ หนึ่งครั้งแล้วผละออกไปขึ้นรถ ไม่หันกลับไปมองอีกแม้จะอยากทำมากเพียงใดก็ตาม

ภาพของคุณชายเล็กที่ซ้อนทับกับเด็กน้อยในความทรงจำปรากฏให้เห็นผ่านทางหางตา นอกเหนือจากประตูรถที่ขวางกั้นยังมีหมอกสีดำจางๆ ในใจที่ผลักพวกเขาออกห่างจากกัน ในช่วงเวลาเช่นนี้ต่อให้หัวใจตะโกนเสียงดังเพียงใดก็ยังไม่อาจทะลุผ่านมันไปได้ จวบจนเมื่อรถเคลื่อนผ่านไปแล้ว รพีจึงพึมพำความรู้สึกของตัวเองออกมาเบาๆ

“ผมเองก็เหมือนกันครับ”

…น่าเสียดายที่ไม่มีใครได้ยิน

เพราะชอบมากจึงต้องขอเวลาครุ่นคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเจ็ดปีก่อนอีกครั้ง ไม่ใช่เพื่อยืนยันความรู้สึกอะไร แต่เพื่อถามตัวเองให้มั่นใจว่าเขาดีพอและเหมาะสมจะอยู่เคียงข้างอีกฝ่ายหรือไม่

รพีหลับตาลงช้าๆ นึกถึงเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นเมื่อเจ็ดปีก่อน เริ่มตั้งแต่วันที่เขาออกไปซื้อของและได้พบเจอกับเด็กน้อยคนหนึ่งโดยบังเอิญ... สิ่งที่ปรากฏชัดเจนอยู่ในความทรงจำ นอกเหนือไปจากรอยยิ้มของเด็กน้อยหน้าเศร้าที่ผิดหวังเพราะต้องอยู่คนเดียวในวันเกิด ก็คือภาพของรถยนต์ที่พุ่งเข้าใส่พวกเขาทั้งคู่ และทำให้เกิดเสียงชนดังสนั่นติดต่อกันเป็นเวลานาน

รพีคือคนที่บาดเจ็บสาหัสที่สุดจนต้องผ่าตัดสมอง ส่วนคนอื่นๆ ล้วนแล้วแต่ปลอดภัย มีเพียงผู้โดยสารของรถหรูคันหนึ่งเท่านั้นที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

หากเลือกได้เขาคงขอย้อนเวลากลับไป... ไม่ให้พบเจอกับเด็กคนนั้น ไม่ให้ตัดสินใจเข้าไปทักเพราะนึกถึงน้องชาย และไม่ให้ตัวเองทนเห็นสีหน้าเศร้าหมองไม่ไหวจนตัดสินใจพาอีกฝ่ายไปซื้อเค้กที่นั่น จนทำให้ต้องประสบพบเจอกับเหตุการณ์พวกนั้นทั้งหมด

เหตุผลที่ทำให้รพีต้องถามใจตัวเองซ้ำๆ อีกหลายครั้งและยังคงคิดมากอยู่เช่นนี้ไม่ใช่เพราะคุณชายคือคนที่เขาช่วยเอาไว้จนต้องเสียความฝันไป

…แต่เป็นเพราะคนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในตอนนั้นคือพ่อแท้ๆ ของคุณชาย

ด้วยเหตุนั้นความเจ็บปวดของเขาจึงไม่อาจเทียบเคียงกับอีกฝ่ายได้เลยแม้เพียงเศษเสี้ยว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 222 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

301 ความคิดเห็น

  1. #280 rattanalak44 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 / 08:49
    เฮ้ย!!ยังงัยละเนี่ย
    #280
    0
  2. #250 CallistoJpt (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2563 / 11:37
    โห~~~ ปมพีคขึ้นไปอีก มันหน่วงในใจไปกับคนทั้งคู่ด้วยเลย
    #250
    0
  3. #207 baekbow (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 09:18
    วอททททท!!!!!!! พ่อคุณชายตั้งใจขับรถชนคุณชาย??? ลูกตัวเองเนี่ยนะ???? ทำไมอ่ะ??? เฮ้ยยยย อันนี้เกินไปอ่ะ ต่อให้คนทำจะตายไปแล้ว แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะปล่อยผ่านได้จริงๆอ่ะ ทำไมวะ// เราเดาผิด ลืมนึกไปเลยว่าคุณชายอาจไม่ใช่คนขับ แต่จะออกมาในรูปแบบนี้แทนได้เหมือนกัน แต่เราก็ไม่ได้รู้เรื่องราวในตอนนั้นเนอะ รู้แค่รพีถูกรถชนก็เลยเดาไปแบบนั้น
    #207
    0
  4. #194 Xinx2 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2563 / 14:06
    ไม่อยากเดาอะไรเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเลยค่ะ แงง แต่มีคนจงใจแน่ๆ เลย
    #194
    0
  5. #124 FDB88 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 กันยายน 2563 / 00:27

    โอ้โหห ร้องไห้เลยค่ะบีบหัวใจสุดๆ รักกันแต่ก็มีอะไรมาขวางกั้น ว่าแล้วมันต้องมีอะไรมากกว่าที่ว่าคุณชายคือสาเหตุให้รพีบาดเจ็บ แต่ว่ารพีกลับคิดว่าตัวเองคือสาเหตุทำให้พ่อคุณชายต้องตาย อะไรมันจะซับซ้อนขนาดนี้ อุตส่าห์ดีใจที่คุณชายบอกรักรพี แต่กลับต้องมาหน่วงตรงที่รพีไม่สามารถตอบรับคุณชายได้ทันที ฮืออ พี่พีรีบตัดสินใจเร็วๆนะ ไม่มีใครผิดคนที่ผิดคือคนที่คิดร้ายกับครอบครัวคุณชายต่างหาก (เดาว่าต้องมีคนบงการให้เกิดอุบัติเหตุในครั้งนั้น และคิดว่าคงเดาไม่ยาก มั้งนะ ฮืออออ)

    #124
    0
  6. #123 SleepyCat ^_ ꞈ _^ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 กันยายน 2563 / 22:27
    เจ็บบบปวดดด
    รถยนต์ตั้งใจพุ่งชนคุณชายเล็ก > คุณพ่อพุ่งชนรถคันนั้นเพื่อขวางแต่ไม่ทัน ... รึป่าวนะ ... เหมือนมันมีอะไรมากกว่าอุบัติเหตุธรรมดา ... เดาไปเรื่อยจริงจุดนี้ >.<
    #123
    0
  7. #122 DrSlump (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 กันยายน 2563 / 21:14

    กะแล้วเชียว พอเจอประโยคที่ว่า ในเหตุการณ์ครั้งนั้นมีคนเสียชีวิตหนึ่งคน


    สมองก็ขยายความทันทีว่า พ่อของคุณชายแหง ๆ

    #122
    0
  8. #121 jadefloral (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 กันยายน 2563 / 20:40

    มีใครตัดสายเบรครถพ่อคุณชายเล็กเปล่า สร้างสถานการณ์ให้เป็นอุบัติเหตุ


    เราคิดมากไปเปล่า 556

    #121
    0
  9. #120 ΩPRESTOΩ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 กันยายน 2563 / 20:26

    ชอบเรื่องราวของคุณชายเล็กกับพี่พีมากๆเลย

    ขอบคุณที่เขียนงานดีๆเรื่องนี้มาให้อ่าน


    เป็นกำลังใจให้นะคะ

    https://image.dek-d.com/24/1224693/107225409


    #120
    0
  10. #119 aammu (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 กันยายน 2563 / 19:17

    ฮือออออออ รอนะคะ

    #119
    0