[END] ดวงอาทิตย์ของคุณชายเล็ก

ตอนที่ 13 : ตอนที่ 13

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,593
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 255 ครั้ง
    7 ก.ย. 63

-13-

ช่วงเวลาพักผ่อนห้าวัน บางคนอาจคิดว่ามากมายเพียงพอที่จะใช้ทำอะไรได้หลายอย่าง แต่คีรินทร์กลับรู้สึกว่ามันสั้นจนน่าใจหาย ตอนนี้ผ่านมาแล้วสองวัน เขายังมีเวลาส่วนตัวให้ใช้ร่วมกับพี่พีอีกสามวัน โดยทั่วไปหลายคนคงคิดว่าเหลือเวลาอีกเยอะ หากเขากลับมองว่ามันน้อยเกินไป ผ่านมาเพียงสองวันก็เริ่มรู้สึกกังวลที่จะต้องกลับเข้าเมืองเสียแล้ว

“คุณชายเล็ก ไปกันเถอะครับ” 

เจ้าของชื่อเรียกที่กำลังเหม่อลอยรีบดึงสติกลับคืนมาแล้วหันไปส่งยิ้มให้รพีที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำ ทำราวกับเมื่อครู่ไม่ได้กำลังคิดมากอยู่ในใจเรื่องเวลาที่ผ่านไปเร็วกว่าที่คิดไว้ 

“ครับ ไปกันเถอะ”

“คุณชายเล็กเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่อาจหลบเลี่ยงสายตาของคนขี้สังเกตที่เริ่มขมวดคิ้วมุ่นและมองมาด้วยความเป็นห่วงได้เลยแม้แต่น้อย เผลอครู่เดียวก็ถูกจับได้เสียแล้ว

“นับวันพี่พียิ่งรู้ทันเล็กมากขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้เห็นทีในอนาคตคงปิดบังอะไรไม่ได้แน่”

“แล้วไม่ดีเหรอครับ”​ คนที่สองวันมานี้เริ่มรู้จักหยอกล้อโดยไม่มีทีท่าอึดอัดใจเหมือนในช่วงแรกหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะนั่งลงด้านข้าง “ก่อนหน้านี้มีเพียงคุณชายเล็กที่รู้เท่าทันผมไปหมด ถ้าผมรู้เท่าทันคุณชายเล็กบ้างเราจะได้เสมอภาคกัน”

“ดีก็ได้ครับ”

“ถ้าอย่างนั้นคุณชายเล็กบอกผมได้ไหมครับว่ากำลังคิดมากเรื่องอะไรอยู่” 

หม่อมราชวงศ์คีรินทร์รับฟังคำพูดถามไถ่ที่แสนอ่อนโยนของคนข้างกายพร้อมรอยยิ้มจาง มีความสุขยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดเมื่อรับรู้ได้ถึงความห่วงใยจากคนที่ชื่นชอบ

“เล็กเพียงคิดว่าช่วงเวลาที่พวกเราได้ใช้ร่วมกันที่นี่ผ่านไปไวมาก แม้จะเหลืออีกสามวันแต่เล็กก็ยังคิดว่ามันเร็วเกินไป”

ในทันทีที่เข้าใจว่าความกังวลของคุณชายผู้ไม่เคยแสดงท่าทีเช่นนี้ให้เห็นเลยสักครั้งคืออะไร รพีก็หลุดยิ้มออกมาโดยไม่อาจห้าม แววตาดูคล้ายจะทวีความอ่อนโยนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว

“อย่ามองแค่ช่วงเวลานี้สิครับ หลังจากนี้ไปผมก็ยังอยู่กับคุณชายเล็กอยู่ดี”

ไม่ใช่แค่เพราะเคยสัญญาไปแล้วว่าจะอยู่ด้วยกันไปตลอดหากอีกฝ่ายต้องการ แต่ในเวลานี้ตัวเขาเองก็รู้สึกแบบนั้นเช่นกัน หากกล่าวว่าการสัญญาในเวลานั้นยังมีความไม่ชัดเจน เช่นนั้นในตอนนี้รพีคงเอ่ยได้อย่างเต็มปาก...

เขาเองก็อยากอยู่กับคุณชายเล็ก และจะอยู่ตรงนี้ตลอดไปด้วยความเต็มใจอย่างแท้จริง

“พี่พี...” ทั้งที่เป็นประโยคปลอบโยนสั้นๆ แต่ความหมายที่ซ่อนอยู่ในนั้นกลับทำให้ความคิดกังวลมากมายของคีรินทร์สลายหายไปในอากาศ เขาเผยรอยยิ้มงดงามออกมาอีกครั้ง คราวนี้แม้แต่ดวงตาคู่สวยก็โค้งลงกลายเป็นรอยยิ้มตามไปด้วย

รพีที่ถูกโจมตีด้วยรอยยิ้มทั้งปากและตาของคุณชายนิ่งไปพักใหญ่เหมือนสติลอยตามไปด้วย กระทั่งถูกเจ้านายจูงมือพาเดินออกไปด้านนอกถึงได้รู้สึกตัว 

ขณะนี้เป็นช่วงเวลาเย็น คุณชายเล็กตกลงกับรพีว่าจะพากันไปเดินเล่นริมหาด ตรงไปทางเขาที่อยู่ฟากซ้ายของรีสอร์ท หากเป็นไปได้ก็อยากจะไปให้ถึงจุดนั้นด้วยกัน แม้จะไม่รู้ว่าจะทำได้หรือไม่เพราะระยะทางค่อนข้างไกลพอควรก็ตาม

“พวกผมจะตามไปห่างๆ คุณชายกับคุณรพีใช้เวลาส่วนตัวได้เต็มที่เลยนะครับ” ตรีภพที่เตรียมการรออยู่แล้วบอกคนที่เพิ่งเดินออกมาด้วยน้ำเสียงมั่นคง ตั้งใจว่าจะไม่เข้าไปรบกวนช่วงเวลาแห่งความสุขของอีกฝ่ายเด็ดขาด หลังจากได้รับคำสั่งจากคุณชายปฐวีโดยตรงว่าอย่ารบกวนคุณชายคีรินทร์มากเกินไป

แน่นอนว่าคำสั่งนั้นเกิดขึ้นเพราะเขารายงานให้เจ้านายรู้ว่าน้องชายของเจ้าตัวมีความสุขและยิ้มกว้างมากขนาดไหนเวลาได้อยู่กับรพี รู้แบบนี้ต่อให้เป็นพี่ชายที่หวงน้องขนาดไหน หม่อมราชวงศ์ปฐวีก็ยังต้องเห็นความสุขของคุณชายคีรินทร์สำคัญกว่าแน่นอน

“ขอบคุณนะครับคุณตรีภพ”

“ด้วยความยินดีครับคุณชาย” ตรีภพก้มศีรษะให้คนพูด รอจนอีกฝ่ายเดินลงบันไดไปยังหาดพร้อมรพีเรียบร้อยแล้วจึงหันไปสั่งงานคนอื่นๆ และแยกย้ายกันไปทำหน้าที่อย่างเป็นระเบียบ

ในขณะเดียวกันหม่อมราชวงศ์คีรินทร์กับรพีก็เริ่มเดินไปตามหาดอย่างที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้นโดยไม่เสียเวลา พวกเขาไม่ได้เร่งรีบเพราะต่างคนต่างรู้ดีว่าการมาเดินเล่นเช่นนี้เปรียบเสมือนการมาเที่ยวเล่นและพูดคุยกันมากกว่า ไม่ใช่เพียงต้องการเดินไปให้ถึงจุดหมายอย่างเดียว

“คุณตรีภพบอกว่าหาดทางด้านนี้เป็นเขตหาดส่วนตัวของรีสอร์ททั้งหมด มีเพียงแขกที่เดินเล่นกันอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยเดินไปไกลถึงเขาฟากนั้นอยู่แล้ว ดังนั้นจึงค่อนข้างปลอดภัยพอควร คุณชายไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ”

“เข้าใจแล้วครับ” คุณชายเล็กพยักหน้ารับคำพูดของรพีโดยไม่ได้บอกว่าเขาไม่ได้กังวลเรื่องความปลอดภัยอะไรเลยสักนิด ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะรู้ดีว่าคนของพี่ชายใหญ่คอยดูแลอยู่ หรือเพราะมีใครอีกคนเดินอยู่เคียงข้างเช่นนี้กันแน่

...บางทีอาจจะทั้งสองอย่าง

หม่อมราชวงศ์คีรินทร์เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแล้วหลับตาลง สูดอากาศบริสุทธิ์ที่หาได้ยากยิ่งในเมืองใหญ่เข้าปอดอย่างเต็มที่ พร้อมกันนั้นก็นึกขอบคุณนาวาผู้ที่แนะนำสถานที่แห่งนี้ให้เขารู้จักไปด้วย 

“คุณชายชอบทะเลมากใช่ไหมครับ” รพีที่มองสังเกตสีหน้าสดใสของเจ้านายอยู่นานเอ่ยถามขณะเท้าก้าวเดินไปด้านหน้าช้าๆ พร้อมกันกับคนข้างกาย

“ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นทะเลหรอกครับ แต่เล็กชอบธรรมชาติ เมื่อไรก็ตามที่มาเที่ยวในสถานที่แบบนี้ เล็กมักจะรู้สึกราวกับได้รับการปลอบประโลม ทำให้ความเหนื่อยล้าในใจจางหายไป” กล่าวจบคุณชายเล็กก็หันหน้าไปหารพีแล้วถามกลับ “แล้วพี่พีล่ะครับ ในตอนนี้ยังชอบทะเลอยู่ไหม”

“ชอบครับ” 

คนพูดไม่ได้อธิบายอะไรไปมากกว่านั้น แต่กลับจับจ้องดวงตาคู่สวยบนใบหน้าของคุณชายด้วยความอ่อนโยน ส่งผ่านคำพูดบางประการไปให้โดยไร้เสียง

ที่ชอบ...ก็เพราะท้องทะเลให้ความรู้สึกเหมือนกำลังจ้องมองดวงตาของคุณชาย

หม่อมราชวงศ์คีรินทร์เม้มปากแน่นแล้วเบนหน้ากลับไปมองทางด้านหน้า แก้มใสกลายเป็นสีชมพูอ่อนจางที่สังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า ไม่มีถ้อยคำใดๆ หลุดออกมาจากปากเป็นเวลานาน

“…พี่พีอยากฆ่าเล็กหรือครับ” 

ประโยคแรกที่หลุดออกมาจึงเป็นเช่นนี้เอง...

รพีหัวเราะออกมาโดยไม่อาจห้าม อยากจะยั้งตัวเองเอาไว้ก็ทำไม่ได้เสียแล้ว และเหมือนว่าคุณชายเองก็ไม่ได้อยากต่อบทสนทนาในเรื่องนี้เท่าไรนัก เขาจึงหัวเราะอยู่ในลำคอเช่นนั้นและไม่ได้เอ่ยตอบอะไรกลับไป

แม้จะค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ แบบไม่ได้เร่งรีบอะไร แต่เพราะตั้งแต่ต้นจนจบไม่ได้หยุดพักเลยแม้แต่วินาทีเดียว พวกเขาจึงเดินไปจนสุดหาดโดยใช้เวลาไม่มากเท่าที่คิด รพีเงยหน้ามองเขาสูงที่มีต้นไม้เขียวปกคลุมด้วยความสนใจ ในช่วงแรกๆ ยังมีแขกของรีสอร์ทเดินเล่นอยู่บ้าง หากพอมาถึงจุดนี้กลับเหลือเพียงพวกเขาแค่สองคน 

นอกเหนือจากเก้าอี้นั่งพักกับชิงช้าที่ใต้ร่มไม้ บริเวณนี้ก็มีเพียงวิวทิวทัศน์อันแสนงดงามเท่านั้น แต่ถึงจะไม่มีอะไรน่าสนใจ ลำพังเพียงบรรยากาศและความสวยงามของท้องทะเลก็มากพอจะเรียกความสนใจจากเขาได้แล้วอยู่ดี

ถึงอย่างนั้นกลับมีสิ่งหนึ่งที่น่ามองยิ่งกว่า...

“พี่พีลองนั่งชิงช้าไหมครับ” ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลอันแสนงดงาม ในเวลานี้เปล่งประกายด้วยความสนใจราวกับเป็นเด็กตัวเล็กๆ เมื่อได้เห็นชิงช้าที่แขวนอยู่กับต้นไม้ใหญ่ 

ทั้งที่ปากบอกให้รพีไปนั่ง แต่ตัวเองกลับแสดงท่าทีเช่นนั้นออกมา แล้วเขาจะกล้าทำตามที่พูดได้อย่างไร

“คุณชายเล็กนั่งเถอะครับ” ชายหนุ่มเดินไปด้านหลัง รอจนคุณชายนั่งลงตรงหน้าจึงค่อยๆ ผลักชิงช้าเบาๆ แม้มองไม่เห็นหน้าตรงๆ แต่เขากลับสัมผัสได้ว่าใครอีกคนกำลังมีความสุขเป็นอย่างมาก

“เล็กไม่ได้นั่งชิงช้าแบบนี้มาเป็นสิบปี เกือบจะลืมไปแล้วว่าการทำแบบนี้ช่วยให้เพลิดเพลินขนาดไหน” คุณชายเล็กหัวเราะออกมาแล้วแหงนหน้ามองรพีพร้อมรอยยิ้มขี้เล่น “ตอนนั้นเล็กหน้าทิ่มพื้นเพราะพี่ชายใหญ่ผลักแรงเกินไป จำได้ว่าพี่ชายใหญ่โกรธตัวเองมากจนไม่ยอมออกจากห้องเป็นวัน ต้องให้เล็กเข้าไปออดอ้อนถึงจะหายเป็นปกติ”

“แล้วคุณชายเล็กเป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ”

“ไม่เป็นอะไรเลยครับ เห็นแบบนี้เล็กแข็งแกร่งมากเลยนะ ไม่ค่อยจะเจ็บป่วยอะไรกับใครเขาหรอก”

“ดีแล้วครับ”

“แต่เล็กมองเห็นภาพตัวเองเจ็บปวดอยู่นะครับ...” คนพูดใช้เท้าหยุดชิงช้าแล้วขยับกายหันหน้าไปหารพีซึ่งยืนอยู่เบื้องหลัง “หากต้องชอบพี่พีอยู่ฝ่ายเดียว จะช้าจะเร็วอย่างไรเล็กก็คงต้องเจ็บปวดมากแน่ๆ”

ถึงจะบอกว่าไม่อยากเร่งรีบ แต่ใครกันจะไม่หาโอกาสให้ตัวเอง คุณชายเล็กก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่อยากสมหวังในความรัก เมื่อสัมผัสได้ถึงโอกาสเขาจึงไม่ลังเลที่จะไขว่คว้าเอาไว้ คาดหวังว่าจะได้รับคำตอบดังใจปรารถนา

“คุณชายเล็กไม่คิดว่าผมไม่เหมาะสมเหรอครับ” รพีถามคนที่มองหน้าเขานิ่งด้วยความอ่อนโยน “ผมไม่มีอะไรสักอย่าง จนก็จน เรียนก็ไม่สูง ไม่ได้มีอะไรที่จะช่วยเหลือคุณชายเล็กได้เลย”

“คนบางคนอาจคิดว่าการรักใครสักคนไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลอะไร หากบอกว่านี่คือการมองโลกในแง่ดีหรือพูดจาสวยหรูไปเรื่อยก็คงไม่ผิด เพราะในความเป็นจริงคนส่วนมากล้วนมองหาเหตุผลมากมาย ถ้าเป็นไปได้ก็คงอยากได้คนที่เหมาะสมกับความต้องการ บางคนต้องการคนที่จะไม่ทำให้ตัวเองลำบาก บางคนต้องการคนมีฐานะที่จะเกื้อกูลกันได้”

“แล้วคุณชายเล็กมองหาคนแบบไหนครับ”

“เล็กไม่เหมือนคนส่วนมากที่ว่าครับ” คนพูดคลี่ยิ้มจาง ดวงตาจับจ้องรพีคล้ายกำลังจ้องมองสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าอะไรทั้งหมด “เล็กเลือกคนที่เล็กสนใจจากความรู้สึก คิดจะรักจากสมองและหัวใจ ทั้งหมดนั้นไม่จำเป็นต้องมองหาเหตุผลอะไรมากมาย เพียงแค่ชอบก็พอ เพราะเล็กเชื่อว่าทุกอย่างที่คนคนนั้นต้องการเล็กให้ได้หมด ส่วนของนอกกายทั้งหลาย...”

“…”

“เล็กมีพร้อมหมดแล้ว”

...ดังนั้นสิ่งที่สำคัญสำหรับเล็กจึงมีเพียงความรู้สึกของพี่พี

สายตาจริงจังที่มองตรงมาทำให้หัวใจที่แข็งแกร่งดุจหินผาสั่นไหวอย่างรุนแรง รพีหันกลับไปมองทางที่เดินผ่านมา พบรอยเท้าสองคู่ที่มองไม่เห็นจุดเริ่มต้นเรียงรายเป็นทางยาวอยู่บนทรายไล่มาจนถึงจุดที่พวกเขายืนอยู่ ในวินาทีนั้นเองที่เขาได้เข้าใจว่าการเดินทางโดยมีใครบางคนเดินอยู่เคียงข้างมันมีความสุขมากถึงขนาดไหน

ทั้งที่เดินมาเนิ่นนาน... แต่กลับไม่มีแม้แต่วินาทีเดียวที่รู้สึกเหนื่อยล้าหรือเบื่อหน่าย 

“ผมเพิ่งรู้ตัว...” รพีหลุบตาลงมองคนที่นั่งอยู่บนชิงช้า “ผมเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังมองหาคนแบบไหนในตอนที่ได้พบเจอกับคุณชายเล็ก”

เพราะไม่เคยคิดว่าต้องมีจึงไม่เคยรู้เลยว่าต้องการคนแบบไหน รพีไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะเลือกใครก็ได้เหมือนคุณชาย แต่เขาเพิ่งเข้าใจในเวลานี้ว่าทั้งหมดที่ต้องการ ที่แท้ก็คือคนตรงหน้า

คนที่ต้องการให้เขาดูแล คนที่ต้องการดูแลเขา คนที่พร้อมจะช่วยเหลือ คนที่ให้เกียรติกัน คนที่ไม่เคยดูถูก คนที่มองว่ารพีคือคนคนหนึ่งที่มีค่ามากพอที่จะรัก และไม่ได้ต้องการอะไรจากเขาที่มีแต่ตัว

สิ่งเดียวที่คุณชายต้องการคือหัวใจของเขา... และมันก็เป็นสิ่งที่รพียินดีจะยกให้เช่นกัน

“พี่พี...” หม่อมราชวงศ์คีรินทร์ผุดลุกขึ้นยืนแล้วจ้องมองรพีด้วยแววตาที่แฝงไว้ด้วยความคาดหวัง 

“คุณชายเล็ก ผม...”

ก่อนที่คำพูดใดๆ จะหลุดออกจากปากของรพี เสียงพูดคุยของคนกลุ่มหนึ่งพลันดังขึ้นจากเบื้องหลัง ชายหนุ่มรีบหันกลับไปมอง ขณะที่คุณชายขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจเพราะถูกรบกวน 

กลุ่มคนที่เดินเข้ามาเป็นวัยรุ่นที่มีราวเก้าถึงสิบคน นอกจากจะพูดคุยกันอย่างหยาบคาย ท่าทางยังดูเอาเรื่องอย่างเห็นได้ชัด ไม่รู้เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ถืออยู่ในมือหรือไม่ ถึงอย่างนั้นเมื่อเห็นว่ามีคนนอกตรงเข้ามาในเขตนี้ ทั้งยังเดินมาในทิศทางที่ผู้ติดตามของคุณชายไม่ได้เฝ้ามองอยู่ รพีก็รีบตรงเข้าไปขวางหน้าเจ้านายเอาไว้และพูดกับอีกฝ่ายเสียงค่อย

“ผมเห็นคุณตรีภพหยุดรออยู่ห่างออกไปไกลพอควร แล้วบริเวณนี้ก็เป็นจุดบอดที่มองไม่เห็นสถานการณ์ พวกเขาไม่ได้เข้ามาใกล้เพราะอยากให้เวลาเราอยู่ด้วยกัน อาจจะยังไม่ทราบว่ามีคนเดินข้ามเขตมาที่หาด คุณชายเล็กรีบติดต่อพวกเขาเอาไว้ก่อนเถอะครับ”

“เข้าใจแล้วครับ” คีรินทร์รับคำอย่างว่าง่าย ขณะที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดก็ค่อยๆ เดินตามแรงโอบของรพีไปด้วย ทว่ายังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ก้าวเท้าไปไหน เสียงของหนึ่งในกลุ่มวัยรุ่นก็ดังขึ้นขัดอย่างรวดเร็วราวกับตั้งใจ

“เฮ้ๆ พวกพี่ชายจะรีบไปไหนกันเหรอ”

“อย่าเพิ่งไปดิ มาดื่มกับพวกเราหน่อย คนเยอะๆ จะได้สนุกไง”

เสียงหัวเราะของคนเมาดังขึ้นพร้อมกันกับที่สองสามคนในกลุ่มนั้นหยิบท่อโลหะออกมาจากด้านหลัง เห็นได้ชัดว่าจุดมุ่งหมายคือการมาหาเรื่องโดยเฉพาะ ยิ่งเมื่อเห็นว่าคนพวกนั้นก้าวเท้าเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งชัดเจนว่าพวกมันทั้งหมดตั้งใจมาเจอพวกเขา

“คุณชาย รีบวิ่งไปหาพวกคุณตรีภพกันเถอะครับ” รพีกระซิบบอกเจ้านายเสียงค่อย ไม่ได้คิดทำตัวเป็นพระเอกที่จะถ่วงเวลาเอาไว้ให้ เพราะเขามั่นใจว่ากลุ่มวัยรุ่นที่ทำราวกับวางแผนมาแล้วแบบนี้ไม่ได้มีเป้าหมายอยู่ที่ตัวเอง 

ในทันทีที่เจ้านายพยักหน้าตอบกลับมาอย่างสงบนิ่ง รพีก็คว้าข้อมืออีกคนแล้วพาออกวิ่งทันทีโดยไม่ถามไถ่สิ่งใดให้มากความ ในเมื่อเจตนาของคนพวกนั้นชัดเจนอยู่แล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องพูดอะไรอีก

“พวกมึงหยุดเดี๋ยวนี้!!” 

เสียงเรียกของวัยรุ่นด้านหลังไม่ได้สร้างความรู้สึกใดๆ ให้พวกเขาทั้งคู่ที่ออกวิ่งด้วยแรงทั้งหมดที่มี ถึงกระนั้นกลุ่มคนที่ถือขวดเหล้าและทำเหมือนตัวเองเมานักหนากลับทิ้งของในมือแล้ววิ่งตามหลังมาอย่างรวดเร็ว หมดสิ้นท่าทีเมามายที่แสร้งทำมาตั้งแต่ต้นในพริบตา 

รพีเคยเป็นนักกีฬาและออกกำลังกายทุกวัน ร่างกายของเขาจึงแข็งแรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้สำหรับคนที่เคยประสบอุบัติเหตุมาก่อน ขณะเดียวกันคุณชายเล็กเองก็ไม่ใช่คนอ่อนแออะไร ต่อให้ไม่แข็งแรงเท่าใครก็ยังวิ่งเป็นระยะทางไกลๆ ได้ตามประสาคนดูแลตัวเอง หากเป็นเช่นนี้ต่อไปพวกเขาย่อมไปถึงจุดที่ตรีภพอยู่ได้โดยง่าย ปัญหาก็คือ...

ทั้งที่ติดต่อไปหาแต่ตรีภพและคนอื่นๆ กลับยังไม่ปรากฏตัวอย่างรวดเร็วตามที่ควรเป็น ขนาดพวกเขาวิ่งมาได้สักระยะแล้วก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา ไม่ต้องคาดเดาก็รู้ว่าทางนั้นคงกำลังมีปัญหาอยู่เช่นกัน 

“คุณชายเล็ก...” รพีหันไปมองใบหน้าเรียบนิ่งที่ดูเหนื่อยล้าขึ้นอย่างเห็นได้ชัดของเจ้านายแล้วขมวดคิ้วมุ่น 

ต้นไม้ด้านหน้าคือจุดที่ตรีภพแอบส่งสัญญาณบอกเขาว่าจะรออยู่ตรงนี้ หากทางนั้นกำลังเจอปัญหามีคนมาหาเรื่องเช่นกัน ด้วยความสามารถคงหลุดออกมาได้ในอีกไม่นาน ดังนั้นหากวิ่งต่อไปก็อาจจะยิ่งคลาดกันได้ ยังไม่นับเรื่องที่คุณชายดูจะเริ่มเหน็ดเหนื่อยแล้วอีก

“คุณชาย!” พลันเสียงตะโกนเรียกด้วยความดุดันของตรีภพก็ดังขึ้นพร้อมการปรากฏตัวของอีกฝ่ายและผู้ติดตามที่เพิ่มจากเดิม เห็นได้ชัดว่าคนที่รอสนับสนุนอยู่ที่อื่นต่างมารวมกันหมดแล้ว

แทบจะทันทีที่รพีพาคุณชายวิ่งไปถึงจุดนั้น พวกเขาก็ถูกกันไปอยู่เบื้องหลังอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากฝั่งนั้นมีจำนวนมากกว่า พวกเขาจึงถูกล้อมเอาไว้โดยมีคุณชายถูกปกป้องเอาไว้ตรงกลางวง 

ระหว่างนั้นไม่มีการพูดคุยใดๆ เกิดขึ้นเพราะฝั่งหนึ่งมีเป้าหมายชัดเจน ส่วนอีกฝั่งก็ไม่คิดถามไถ่ในช่วงเวลาเช่นนี้ รพีที่ใช้ร่างกายสูงใหญ่ของตัวเองบดบังคุณชายเอาไว้ทั้งตัวจ้องมองสถานการณ์ด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ภาพความทรงจำในอดีตตอนที่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้ระหว่างฝึกซ้อมผุดขึ้นมาโดยไม่อาจห้าม 

เขายังคงจดจำได้อย่างชัดเจนว่าตัวเองถูกห้ามอะไรบ้าง และยังจำได้อย่างชัดเจนเช่นกันว่าเคยปฏิญาณเอาไว้ว่าอย่างไร

…ในเมื่อกลับไปทำสิ่งที่ชอบไม่ได้ เขาก็จะไม่แตะมันอีกตลอดชีวิต

เพราะคิดแบบนั้นจึงหลบเลี่ยงเวลาถูกหาเรื่อง ไม่เคยสวนกลับเมื่อเกิดปัญหา ปกป้องสุขภาพและความรู้สึกของตนเรื่อยมาจนถูกกล่าวหาว่าขี้ขลาด แต่ในตอนนี้มันต่างออกไป...

คุณชายเล็กมีค่ายิ่งกว่าความคิดพวกนั้น

รพีใช้แขนรับแรงปะทะจากท่อนโลหะที่ฟาดมาทางด้านขวาอย่างหวังผลให้ถูกคุณชาย ใช้ช่วงเวลาเสี้ยววินาทีที่อีกฝ่ายชะงักจับแขน คว้าไหล่แล้วเตะขาเหวี่ยงคู่ต่อสู้ลงกระแทกพื้นอย่างไม่ออมแรง ทำให้การกระทำของทุกคนโดยรอบหยุดนิ่งไปจังหวะหนึ่ง กระทั่งหม่อมราชวงศ์คีรินทร์ยังเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างประหลาดใจ 

ถึงอย่างนั้นความเป็นห่วงกลับมีมากกว่า

“พี่พี แขน...”

“ไม่เป็นไรครับ” รพีเอาแขนข้างที่บาดเจ็บโอบคุณชายเล็กเข้ามากอดไว้ ใช้ร่างของตัวเองปกป้องอีกคนโดยไร้ซึ่งความลังเล 

ศิลปะการต่อสู้ทุกอย่างที่เรียนมายังคงฝังอยู่ในสัญชาตญาณ แต่เพราะต้องระมัดระวังศีรษะมากเป็นพิเศษ หากไม่จำเป็นจริงๆ รพีจึงเลือกที่จะให้พวกตรีภพจัดการมากกว่า ท้ายที่สุดฝ่ายมืออาชีพที่มีจำนวนคนน้อยกว่าก็จัดการได้ทั้งหมด พร้อมกันกับที่ตำรวจและพนักงานรีสอร์ทเดินทางมาถึงพอดี

“คุณชาย!” ผู้จัดการรีสอร์ทที่รีบวิ่งมาหาจนผมเผ้ายุ่งเหยิงยืนหอบอยู่ตรงหน้าคีรินทร์ ถึงกระนั้นกลับไม่อาจเรียกความสนใจจากแขกวีไอพีได้ เนื่องจากสายตาของฝั่งนั้นเอาแต่จับจ้องท่อนแขนของรพีที่ยืนสงบนิ่งด้วยสีหน้าไร้ซึ่งความเจ็บปวด

ยิ่งมอง... สีหน้าที่ปกติมักนุ่มนวลก็ยิ่งดูเย็นชามากขึ้นทุกที 

“คุณตรีภพ”

“ครับคุณชาย” ตรีภพก้มศีรษะให้เจ้านายด้วยสีหน้าจริงจัง จับสัมผัสได้แทบจะทันทีว่าคุณชายกำลังอารมณ์ไม่ดีเป็นอย่างมาก

“ให้คนของเราตามไปจัดการเรื่องคนพวกนี้กับตำรวจ แล้วช่วยเอามารายงานให้ผมฟังอย่างละเอียดด้วยครับ” 

“ได้ครับคุณชาย”

“ส่วนคุณ...” หม่อมราชวงศ์คีรินทร์หันไปมองผู้จัดการรีสอร์ทด้วยสีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ “ช่วยเตรียมคำอธิบายดีๆ ที่ทำให้ข้อมูลการเข้าพักของผมหลุดออกไปเอาไว้ด้วยครับ หลังกลับจากโรงพยาบาลผมจะมาฟัง”

“คุณชายครับ เรื่องนั้น...”

“อย่าเพิ่งตอบครับ” คำพูดขัดที่ไม่ได้แฝงอารมณ์รุนแรงอะไรเอาไว้ทำให้คนฟังหนาวสั่นไปถึงจิตใจ “ไปปรึกษาเจ้านายของคุณ คุยกันให้ดีก่อน เพราะคำพูดที่เอ่ยไปแล้วไม่อาจเอากลับคืนมาได้”

รพีถูกเจ้านายจูงมือข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บให้เดินตามหลังไปเงียบๆ พวกเขาเดินทะลุออกจากตัวหาด ขึ้นรถไปโดยไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาเลยแม้แต่คำเดียว โชคดีที่โรงพยาบาลไม่ได้อยู่ห่างไกลอะไรนัก บรรยากาศอึดอัดบนรถจึงไม่ได้คงอยู่นาน รพีถูกจับเข้าไปตรวจร่างกายอย่างละเอียด รอจนได้คำตอบว่าเป็นเพียงแผลบวมช้ำ หม่อมราชวงศ์คีรินทร์ที่ยิ้มไม่ออกมาตั้งแต่ต้นจึงคลายสีหน้าเย็นชาลงเล็กน้อย

“เล็กอยากให้พี่พีตรวจศีรษะด้วย” 

“ผมไม่เป็นอะไรจริงๆ ครับ เมื่อครู่ก็ไม่ได้โดนทำร้ายที่ศีรษะเลย”​ 

เพราะเข้าใจดีว่าเจ้านายเป็นห่วงเรื่องอะไร รพีจึงเผยรอยยิ้มบางเบาแล้วถือโอกาสจับมือคุณชายเอาไว้เพื่อปลอบประโลม ต่อให้ใครไม่ได้สังเกต แต่เขามองเห็นความเป็นห่วงที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่นั้นมาตั้งแต่ต้นได้อย่างชัดเจน

“พี่พี...”

“เรากลับกันเถอะครับ ไปคุยที่ห้องนะ”

รพีพูดด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนร้องขอเช่นนี้ มีหรือที่คุณชายจะปฏิเสธอะไรได้ ถูกเขาจูงไปขึ้นรถหรือพาเดินไปไหนก็ทำตามนั้นไม่ต่อว่าสักคำ หมดสิ้นท่าทางเย็นชาที่แสดงออกมานานโดยสิ้นเชิง

ถึงจะบอกว่าต้องการคำตอบจากผู้จัดการรีสอร์ทในตอนที่กลับมา แต่พอถึงเวลาจริงๆ คีรินทร์ก็ไม่ได้สนใจมันเท่าที่ควร เพียงหันไปพยักหน้าให้ตรีภพเงียบๆ แล้วแยกตัวเดินกลับเข้าไปในห้องส่วนตัวพร้อมรพีแค่สองคน 

พวกเขาไม่ได้เร่งรีบที่จะพูดคุยกัน เมื่อรพีบอกให้ไปอาบน้ำก่อน คีรินทร์ก็ยอมทำตามนั้นอย่างง่ายดาย เพราะเขาเข้าใจว่าคนที่มีแต่จะหวังดีกับตัวเองต้องการอะไร

พี่พีอยากให้เขาใจเย็นและใช้เวลากับตัวเองให้มากขึ้น เพราะรู้ดีว่าเขาต้องการความเป็นส่วนตัว อย่างน้อยก็ช่วงจังหวะหนึ่งเพื่อให้อารมณ์รุนแรงในใจจางหายไป

“พี่พีช่วยมาเช็ดผมให้เล็กหน่อยได้ไหมครับ” 

รพีที่เพิ่งแต่งตัวเสร็จขยับยิ้มอ่อนโยน ไม่ได้ตอบคำถามด้วยคำพูด แต่ตอบการกระทำโดยการเดินไปยืนอยู่เบื้องหลังคุณชายที่นั่งรออยู่หน้ากระจกแล้วใช้ผ้าแห้งเช็ดผมให้อีกฝ่ายอย่างนุ่มนวล 

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ทำให้คุณชายเล็กหวาดกลัวหรือเปล่าครับ”

“ใช้คำว่าอารมณ์เสียน่าจะถูกต้องกว่าครับ”​ คนพูดหัวเราะออกมาเบาๆ ขณะที่สายตายังจับจ้องใบหน้าของรพีที่สะท้อนอยู่ในกระจกไม่ไปไหน “ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนกล้าจ้างวานนักเลงพวกนั้นให้มาทำร้ายเล็ก ถึงขั้นลงทุนสืบเสาะว่าเล็กจะมาพักที่ไหน เห็นทีคงจะเสียไปไม่น้อย”

“คุณชายเล็กทราบแล้วเหรอครับว่าเป็นฝีมือของใคร”

“พอจะคาดเดาได้ แต่เล็กยังไม่อยากปรักปรำคนอื่นครับ รอให้ถึงพรุ่งนี้ทุกอย่างคงจะกระจ่างเอง” เมื่อพูดมาถึงตรงนี้คุณชายเล็กก็อดนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ “พี่พีดูคล่องแคล่วในการต่อสู้มาก ในอดีตพี่พีเคยเรียนรู้เรื่องพวกนั้นมาก่อนหรือครับ”

เพราะไม่อยากรบกวนความเป็นส่วนตัวของรพี คุณชายจึงสั่งให้คนสืบหาเพียงเรื่องที่ต้องการรู้ซึ่งก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเจ็ดปีก่อน ดังนั้นนอกจากการยืนยันว่ารพีคือคนคนนั้น และอีกฝ่ายเคยผ่าตัดมาก่อน เขาจึงไม่ได้รู้เรื่องอื่นใดจากการสืบหาอีก คิดเพียงว่าเรื่องราวในอดีตหากอยากรู้ก็สมควรจะสอบถามเอาเองมากกว่า

“ไม่ใช่แค่เคยเรียนรู้หรอกครับ”​ รพียิ้มจาง อดแปลกใจไม่ได้ที่การหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตไม่ได้สร้างความเจ็บปวดให้อีกต่อไป “ผมชื่นชอบการเรียนศิลปะการต่อสู้มาตั้งแต่ยังเด็ก ถึงพ่อแม่จะเสียไปแล้วก็ยังพยายามหาวิธีไปเรียนอยู่ตลอด โชคดีที่มีครูฝึกคอยให้ความช่วยเหลือทุกอย่างจึงยังดำเนินต่อไปได้”

“เล็กทราบมาว่าดมิสเองก็เข้าแข่งขันกีฬายูโด”

“ในอดีตคนที่ชื่นชอบยูโดมากกว่าใครก็คือผมครับ... คนอื่นๆ อาจจะบอกว่ามันคือพรสวรรค์ ขณะที่ชื่นชมก็มีความอิจฉาริษยาอยู่ในใจ แต่ผมรู้ตัวดีว่ามันไม่ใช่ การที่ผมได้รับคำชื่นชมล้วนเกิดจากความขยันและความตั้งใจที่มีมาโดยตลอด ยิ่งความฝันชัดเจนก็ยิ่งพยายาม จนสุดท้ายก็กลายเป็นความภาคภูมิใจเพียงหนึ่งเดียวที่มี”

“ความฝันของพี่พี...”

“หากความภาคภูมิใจของผมคือการได้เล่นยูโด ความฝันของผมก็คือการได้เป็นนักกีฬาทีมชาติ”

รอยยิ้มบนใบหน้าของรพีกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อหวนนึกถึงความฝันที่เคยมี ทว่าเพราะนึกถึงมันมากเกินไปจึงละเลยสีหน้าที่ดูซีดเซียวมากขึ้นเรื่อยๆ ของคนที่เริ่มยิ้มไม่ออกไปเสียสนิท

“แล้ว...แล้วทำไมพี่พีถึงไม่ได้เล่นยูโดแล้วล่ะครับ”

“เพราะอุบัติเหตุเมื่อเจ็ดปีก่อนครับ คุณชายเล็กคงทราบดีว่าผมเคยผ่าตัดสมองมาก่อน ตอนนั้นผมผ่านความทรมานมามาก ถึงคุณหมอจะอนุญาตให้เล่นกีฬาเบาๆ ได้ แต่อะไรที่อาจกระทบกระเทือนศีรษะจำเป็นต้องหลีกเลี่ยง หลังจากนั้นมาผมจึงเล่นยูโดไม่ได้อีก”

ถึงแม้การฝึกฝนบางอย่างหรือการไปดูน้องชายแข่งขันจะเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ยิ่งทำแบบนั้นก็มีแต่จะยิ่งเจ็บปวด นอกเหนือจากจะหลีกเลี่ยงการใช้กำลังเพราะต้องการหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนศีรษะ ก็เป็นเพราะเขาไม่ต้องการนึกถึงสิ่งที่ไม่อาจหวนคืนมาได้ ด้วยเหตุนั้นรพีจึงยินยอมเป็นฝ่ายโดนต่อว่าหรือโดนทำร้ายมาโดยตลอด ไม่คิดจะตอบโต้เลยสักครั้งทั้งที่มีกำลังมากพอ

การช่วยเหลือคุณชายในวันนี้คือครั้งแรกในรอบเจ็ดปีที่เขาใช้ความสามารถของตัวเอง... และน่าแปลกที่มันไม่ได้ทำให้รู้สึกแย่อย่างที่คิด

แต่ว่า...

“พี่พีสูญเสีย...ความฝันและความภาคภูมิใจไปเพราะเหตุการณ์ในตอนนั้น”

หยาดน้ำใสๆ หยดลงบนหลังมือที่วางอยู่บนหน้าตัก หลังจากเจ้าของคำพูดก้มหน้าลงเพราะไม่อาจทนได้ไหวอีกต่อไป หัวใจที่ใครต่อใครคิดว่าแข็งแกร่ง บัดนี้ถูกบีบรัดด้วยมือที่มองไม่เห็นจนเจ็บช้ำแทบแหลกเหลว

“คุณชายเล็ก!” รพีเบิกตากว้าง รีบขยับกายคุกเข่าแล้วหมุนตัวเจ้านายให้หันหน้ามาหา 

เพราะมองจากมุมที่อยู่ต่ำกว่าเขาจึงเห็นภาพใบหน้าอ่อนล้าของคนที่น้ำตาไหลไม่หยุดได้อย่างชัดเจน

“พี่พี...”

“คุณชายเล็กเป็นอะไรไปครับ”​ ชายหนุ่มใช้ปลายนิ้วเช็ดน้ำตาบนแก้มใสอย่างนุ่มนวลแล้วจ้องมองใบหน้าเศร้าหมองด้วยความเจ็บปวดใจ ท้ายที่สุดก็ไม่อาจทนได้ไหว ต้องขยับกายเข้าไปโอบกอดใครอีกคนเอาไว้ทั้งตัว “อย่าร้อง... อย่าร้องเลยนะ”

แม้จะเป็นน้ำตาเพียงหยดเดียวหรือมากมายขนาดไหนก็อย่าร้องอีกเลย... 

“พี่พี...เล็กขอโทษ เล็กขอโทษครับ เล็กขอโทษ” สองมือของคุณชายเล็กกำอกเสื้อของรพีเอาไว้แน่น เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังขึ้นไม่ยอมหยุดเป็นเวลานานหลายนาที 

เมื่อได้รู้ว่าตัวเองคือต้นเหตุที่ทำให้คนที่รักต้องละทิ้งความฝันและความภาคภูมิใจ เป็นใครจะยังทนนิ่งเฉยต่อไปได้ 

ความเจ็บปวดที่เขามี ไม่ว่าใครก็ไม่มีทางเข้าใจ

…และมันก็ไม่อาจเทียบได้เลยกับความเจ็บปวดของพี่พี

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 255 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

301 ความคิดเห็น

  1. #279 rattanalak44 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 / 06:27
    แงงงงง ทำไมเราร้องไห้อ่ะ😢😢😢
    #279
    0
  2. #249 CallistoJpt (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2563 / 11:07
    อยากรู้เรื่องราวในอดีตเลย ที่เป็นต้นเหตุของความเจ็บปวดของทั้งสองคน //กอดๆ//
    #249
    0
  3. #205 baekbow (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 01:53
    เอาล่ะ ใช้คำว่าสาเหตุแบบนี้ถ้าคุณชายไม่ใช่คนขับชนก็น่าจะเป็นคนที่อยู่บนรถคันนั้น แต่เดาว่าน่าจะเป็นคนขับเองนะ ถึงร้องไห้ขนาดนี้
    #205
    0
  4. #193 Xinx2 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2563 / 13:55
    คุณชายไม่ร้องไห้นะคะ โอ๋ๆ น้าคนเก่ง 🥺 อยากรู้เรื่องเมื่อ 7 ปีที่แล้วแล้วค่ะ แงง
    #193
    0
  5. #155 favmme (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2563 / 19:59

    ร้องเป็นเพื่อนคุณชายแล้ว ;-;
    #155
    0
  6. #118 jadefloral (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 กันยายน 2563 / 20:42

    คุณชายอย่าร้อง เดี๋ยวพี่พีจะไม่เข้าใจ 555

    ยังไม่อยากเดาเรื่องเมื่อ 7ปีก่อน

    #118
    0
  7. #117 RainyPula (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 กันยายน 2563 / 12:05
    พี่พีเป็นคนช่วยคุณชายเล็กเมื่อ 7 ปีก่อนจนต้องผ่าตัดสมองสินะ
    #117
    0
  8. #116 FDB88 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 กันยายน 2563 / 02:16

    โอ๊ยฮือออ คุณชายทำให้พี่พี่เกิดอุบัติเหตุเหรอ คุณชายไม่ร้องพี่พีไม่โทษคุณชายแน่นอน อยากรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

    #116
    0
  9. #115 Mimlovebap (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 กันยายน 2563 / 21:30
    กอด ๆ ทุกคนเลยนะ
    #115
    0
  10. #114 aammu (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 กันยายน 2563 / 20:06

    แงงงงงงง้ รอนะค้าบบบบ

    #114
    0
  11. #113 SleepyCat ^_ ꞈ _^ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 กันยายน 2563 / 19:32
    ... กอดทั้งคู่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะกอดทั้งคู่แน่นๆนะคะ ฮือออออ
    //ตอนนี้ก็คือเปลี่ยนอารมณ์กันไม่ทันเลยทีเดียว 555
    #113
    0