[END] SCENT : SILVER BULLET [OMEGAVERSE]

ตอนที่ 4 : SILVER BULLET [3]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,672
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 543 ครั้ง
    1 ก.ค. 62

-3-


“ยะ...อย่า...”

ปัง!

กระสุนปืนนัดสุดท้ายเจาะเข้ากลางศีรษะของผู้ร้องขอชีวิตที่ไม่ได้ตายคาที่เช่นคนอื่น มิคาเอลจ้องมองศพมนุษย์สี่ศพที่กองอยู่แทบเท้าโดยไม่แสดงอารมณ์ออกมาทางสีหน้า หลังสำรวจจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีส่วนใดของร่างกายเลอะเลือดสกปรก เขาจึงก้มลงหยิบโทรศัพท์ของหนึ่งในศพที่อยู่ใกล้มือที่สุดขึ้นมากดดู

ครืด ครืด

ดวงตาเย็นชาจ้องมองโทรศัพท์ที่มีสายเรียกเข้าไม่บอกตัวตนอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกดรับแล้วเปิดลำโพง พร้อมเข้าโหมดกล้องถ่ายรูป ถ่ายภาพศพที่กองอยู่แทบเท้าไปด้วย

[รายงาน]

“อืม” มิคาเอลรับคำในลำคอ จากนั้นจึงกดส่งภาพกลับไปให้เบอร์โทรปลายสายอย่างรวดเร็ว แล้วตอบกลับเป็นภาษารัสเซียเช่นเดียวกันกับผู้พูด “เรียบร้อยดี”

[…นั่นใคร]

“เล่นอยู่กับใคร...ก็น่าจะรู้ดีไม่ใช่เหรอ”

[คุณ...]

คนฟังกดตัดสายโดยไม่สนใจน้ำเสียงตื่นตระหนกที่ดังเล็ดลอดมาจากอีกฝั่ง มาถึงตอนนี้ไม่ต้องเดาเขาก็รู้คำตอบแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมคนทางนั้นถึงกล้ามาเล่นงานกัน ทั้งที่เขาเก็บตัวเงียบ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องน่ารำคาญพวกนั้นมาได้ตั้งหลายปี

“ตายจริงๆ สินะ” เสียงพึมพำเบาๆ กับตัวเองไม่มีเลยสักเสี้ยวที่สื่อให้รู้สึกเหมือนกำลังใจหายหรือเสียใจ แต่มิคาเอลรู้ดีว่าคนคนนั้นไม่มีทางโทษเขาได้

เพราะอีกฝ่าย...ทำให้เขาเป็นอย่างนี้เอง

“คุณมิคาเอล!!” 

ตอนที่ผู้จัดการร้านปรากฏตัวขึ้นพร้อมการ์ดร้านในสภาพเหงื่อโทรมกาย มิคาเอลไม่แม้แต่จะปรายตามองใบหน้าซีดขาวของทางนั้น เขาเพียงเดินกลับไปหาไคที่ยังนอนนิ่งอยู่ที่เดิมแล้วส่งยิ้มนิดๆ ไปให้เหมือนเช่นทุกครั้ง

“เราไปกันเถอะ” 

“…” คนเฉื่อยชาค่อยๆ เลื่อนสายตาออกจากหน้าประตู หันมามองมิคาเอล หลังจากนั้นก็ใช้เวลาห้าวินาทีจ้องเขานิ่งๆ ก่อนจะพยักหน้ารับเงียบๆ แล้วลุกขึ้นยืนโดยไม่ได้พูดอะไร

“บอกเจ้านายของนายให้ส่งรายละเอียดค่าใช้จ่ายมาให้ฉันทางเดิม” เมื่อพูดจบประโยค ลูกค้าวีไอพีของร้านก็เดินออกไปหน้าสนามอีกครั้ง แล้วกลับเข้ามาด้านในพร้อมกระเป๋าบรรจุแม็กกาซีนกระสุนปืนที่ทินกรเตรียมไว้ให้ ไม่รอให้ใครพูดอะไรก็จูงมือคนหน้าตาย พาเดินออกไปทางหลังร้านโดยไม่หันกลับมาอีกเลย

ยังไงก็ถือว่าได้ซ้อมมือแล้ว... แค่เปลี่ยนจากเป้าธรรมดาเป็นคนจริงๆ ก็เท่านั้น

ระหว่างทางกลับคอนโด มิคาเอลเหลือบมองหน้าไคอยู่หลายครั้ง เขารู้ดีว่าไคเป็นคนแบบไหน และรู้ว่าภายใต้ใบหน้าเฉื่อยชานั่น ไคของเขาฉลาดเพียงใด ต่อให้ไม่ต้องพูดออกไปก็คงคาดเดาอะไรๆ ได้ไม่ยาก ดังนั้นตอนเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่แบบต่อหน้าต่อตาจึงสงบนิ่งเช่นนั้น 

ส่วนหนึ่งอาจเพราะเป็นอัลฟ่าที่แข็งแกร่งและควบคุมตัวเองได้ดีอยู่แล้ว แต่อีกส่วน...มิคาเอลคิดว่าไคเดาได้ว่าเขาไม่ใช่อัลฟ่าธรรมดาๆ

หรือบางที...อาจจะรู้ตั้งแต่ตอนที่เราเจอกันครั้งแรกแล้ว

“ไค” สุดท้ายคนที่อดทนต่อความอึดอัดที่เกิดขึ้นระหว่างกันไม่ไหวก็เป็นเขาอยู่ดี

มิคาเอลจอดรถข้างทาง ห่างจากเขตคอนโดไม่เท่าไหร่ เขากำพวกมาลัยรถไว้แน่น ขณะหันหน้าไปหาคนข้างกายที่ค่อยๆ หันมามองกันด้วยสีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์

“ตกใจหรือเปล่า” 

“…” ห้าวินาทีผ่านไป คนฟังจึงส่ายหน้าครั้งหนึ่ง

“ขอโทษนะที่ทำให้มาเจออะไรแบบนี้” มิคาเอลหลุบตาลงต่ำอย่างรู้สึกผิด แม้สีหน้าจะดูเย็นชาเหมือนเดิมก็ตาม “ฉันจะรีบหาทางออก”

ในช่วงเวลาที่คนพูดยังตกอยู่ในภวังค์ ฝ่ามือเย็นเยียบของคนที่นั่งเงียบมาตลอดก็เริ่มขยับ แตะลงที่แก้มขาวบนใบหน้าสมบูรณ์แบบช้าๆ ไคไม่ได้พูดอะไรออกมาในตอนแรก เพียงมองสบกับดวงตาสีเขียวเจิดจ้าที่ฉายประกายตื่นตระหนกนั่นนิ่งๆ หลังผ่านไปเกือบนาที เขาจึงผละออกแล้วดึงมือของมิคาเอลมาวางลงบนหน้าท้องของตัวเองเบาๆ

“หิว” ถ้อยคำสั้นๆ ที่มาพร้อมการกระทำไม่ได้ทำให้มิคาเอลหุบยิ้มแต่อย่างใด กลับกัน...ดวงตางดงามทอประกายอ่อนโยนมากขึ้นทุกที แม้ยามดึงมือกลับไปจับพวงมาลัยเหมือนเดิมแล้ว รอยยิ้มและความอ่อนโยนก็ยังไม่จางหายไป

“งั้นรีบกลับห้องของเรากันเถอะ”

หากเป็นคนนอกอาจจะคิดว่าไคไม่ใส่ใจอะไรทั้งสิ้น ทว่ามิคาเอลรู้ดีว่าสิ่งที่ไคสื่อหมายความว่าอย่างไร

ที่ให้วางมือลงบนหน้าท้องที่นิ่งสงบ ไม่มีเสียงโอดครวญเพราะความหิว ก็เพื่อบอกให้รู้ว่าจริงๆ ไม่ได้หิว เพียงต้องการอยากรีบกลับห้องของเราเท่านั้น

หรือถ้าจะให้พูดในอีกความหมาย...

ไคต้องการบอกว่า ‘ไม่เป็นไร’

มิคาเอลขับรถกลับคอนโดอย่างอารมณ์ดี เรื่องที่เพิ่งฆ่าคนตายไปสี่ศพไม่ได้อยู่ในหัวสมองเลยแม้แต่นิด เพราะมันเป็นความเคยชินที่เขาสัมผัสมาโดยตลอดตั้งแต่จำความได้แล้ว ต่อให้สามปีที่ผ่านมาไม่ได้หยิบปืนขึ้นมายิงอย่างจริงจังเช่นในอดีต ทว่าก็ยังใช้งานได้คล่องมือเพราะฝึกซ้อมอยู่เสมอ

ประสบการณ์สอนให้เขารู้ว่าไม่มีอะไรจีรัง... แม้แต่คำสัญญาของคนแก่คนหนึ่งก็เช่นกัน

วินาทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในตัวคอนโด รอยยิ้มและอารมณ์ดีๆ ที่มีพลันเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว มิคาเอลกวาดตามองไปรอบด้าน ถึงไม่เห็นว่ามีอะไรผิดปกติ แต่สัญชาตญาณของเขาไม่เคยพลาด 

“ไค ถือนี่ทีนะ” 

กระเป๋าเดินทางที่พกติดไว้ในรถและเอามาใช้ใส่เงินของเบนจามินจนเต็มถูกหยิบยื่นไปให้คนด้านหลังพร้อมๆ กับกระเป๋าบรรจุแม็กกาซีนที่สั่งมาจากทินกร มิคาเอลรอจนอีกคนถอยหลังไปแล้วจึงก้าวเท้าเดินไปด้านหน้า เตรียมพร้อมชักอาวุธอันตรายออกมาได้ทุกเมื่อแม้จะรู้ดีว่าที่นี่มีกล้องวงจรปิด

ทว่า...

“คุณมิคาเอล” เสียงเรียกที่เคยได้ยินมาก่อนเมื่อหลายปีที่แล้วไม่ได้ทำให้มิคาเอลตื่นตกใจ เขาเพียงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ขยับหมวกที่ใช้ปิดบังตัวตนไม่ให้ใครรู้ว่านายแบบชื่อดังอย่างเขาอาศัยอยู่ที่นี่นิดหน่อย จากนั้นก็ละสายตาออกจากชายหนุ่มสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าแทบจะทันที

“ไค” มิคาเอลหันไปเรียกคนด้านหลัง รอจนอีกฝ่ายเดินเข้ามาหาแล้ว เขาจึงจูงมือพาเดินไปขึ้นลิฟต์โดยไม่สนใจคนที่เข้ามาทักทาย ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ปิดกั้นเมื่อคนทั้งคู่เดินตามเข้ามาด้วย

เพนท์เฮ้าส์สุดหรูที่ไม่เคยต้อนรับแขกเลยสักครั้งดูจะทำให้ชายตัวเล็กผู้มาใหม่ตื่นเต้นไม่น้อย ต่างจากเจ้าของร่างสูงโปร่งด้านข้างผู้เป็นคนทักมิคาเอลโดยสิ้นเชิง เห็นเพียงแค่นั้นเจ้าของห้องก็คาดเดาเรื่องราวได้อย่างรวดเร็ว ดวงตาเย็นชาพลันเปล่งประกายเย็นเยียบอย่างเงียบงันในช่วงเวลาที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

“อย่าเสียเวลา โรมัน” แล้วก็เป็นมิคาเอลที่นั่งลงบนโซฟาข้างกายไค พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่รับแขกก่อนเป็นคนแรก

“ท่านผู้นำเสียชีวิตแล้วครับ”

“อืม แล้วยังไง”

โรมันเผยสีหน้าตื่นตระหนกออกมาเป็นครั้งแรก หลังจากควบคุมอารมณ์ได้ดีมาโดยตลอด ทั้งที่คิดว่าเวลาที่ผ่านมาจะทำให้เขามีภูมิคุ้นกันต่อคนตรงหน้าขึ้นบ้างแล้ว แต่พอได้มาเจอจริงๆ หลังผ่านมาสามปีกลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย

“คุณมิคาเอล... นั่นท่านผู้นำนะครับ”

“ถ้าท่านผู้นำที่นายว่าหมายถึงผู้นำตระกูลชาลอฟ งั้นฉันก็พูดถูกแล้ว”

“แต่...แต่ท่านผู้นำเป็นพ่อของคุณนะครับ”

“พ่อของนายต่างหาก”

มิคาเอลเอียงศีรษะเล็กน้อย ขณะกวาดสายตามองสำรวจชายตรงหน้าอย่างพิจารณา จำได้ว่าเมื่อก่อน ‘โรมัน ชาลอฟ’ น้องชายคนนี้ไม่เคยอยู่ในสายตาเขาเลยสักครั้ง ไม่คาดคิดว่าผ่านไปสามปีจะโตขึ้นมาก กลายเป็นคนที่ดูมีสง่าราศีขึ้นเยอะ ติดอยู่นิดเดียวเท่านั้น...

โรมันเป็นพวกขี้ใจอ่อน ประสบการณ์เพียงสามปีคงไม่อาจทำให้อีกฝ่ายเปลี่ยนแปลงไปได้ ที่เห็นยืดอกได้นี่ก็คงแค่แสร้งทำเท่านั้น จะตอนนั้นหรือตอนนี้ก็ยังหวาดกลัวเขาไม่เคยเปลี่ยน แต่ก็เพราะแบบนั้นมิคาเอลจึงไม่ได้เกลียดชังคนตรงหน้าที่ไม่ค่อยเข้ามายุ่มย่ามกับเขามากนัก

“คุณมิคาเอล...”

“ถ้าคิดว่าจะมาที่นี่เพื่อบอกให้ฉันกลับไปยืนแทนที่พ่อของนาย บอกไว้เลยว่าไม่มีทาง”

“…” โรมันเม้มปากแน่นเมื่อถูกคนตรงหน้าอ่านออกจนหมดโดยที่ยังไม่ได้พูดอธิบายอะไรเลยแม้แต่คำเดียว ทว่าในช่วงจังหวะที่กำลังคิดอะไรอยู่ในใจนั่นเอง จู่ๆ ความรู้สึกเสียวสันหลังวาบก็เข้ามาแทนที่จนต้องรีบเงยหน้ามอง เพียงพริบตาที่สติจางหาย ร่างกายสูงสง่าของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามผลุบมาอยู่ตรงหน้าอย่างรวดเร็วจนเรียกได้ว่าน่าหวาดกลัว

ดวงตาสีเขียวเย็นชาเปล่งประกายสังหาร หากผู้ที่ถูกจับจ้องกลับไม่ใช่โรมัน... แต่เป็นหนุ่มน้อยตัวเล็กข้างกายเขาที่เอาแต่จับจ้องไคตั้งแต่เข้ามาถึง ในช่วงเวลาที่กำลังคิดหาคำพูด ลำคอขาวพลันถูกบีบด้วยฝ่ามือของมิคาเอล ก่อนร่างเล็กๆ จะโดนกระชากขึ้นจนตัวลอย ไม่มีเวลาให้โอดครวญ รวมถึงไม่มีแม้สักเสี้ยววินาทีที่ปล่อยให้เปล่งเสียงออกมาได้

มิคาเอลไม่ได้ยั้งแรงเลยแม้แต่น้อย...

“คุณมิคาเอล รอก่อนครับ!”

“แผนของแม่นายสินะ” เขากวาดตามองตามร่างที่ใกล้ขาดอากาศหายใจเต็มทีแล้วคลี่ยิ้มเย็น “ปล่อยให้โอเมก้าใกล้ฮีทตามลูกชายเข้ามาพบฉัน...หึ”

“แค่ก...อึก” 

โอเมก้าหนุ่มน้อยที่ถูกสะบัดทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดียกสองมือกุมลำคอของตัวเองแล้วหอบหายใจมองคนตรงหน้าด้วยความหวาดกลัว คราวนี้ไม่กล้าแม้แต่จะหันไปหาคนที่ถูกใจตั้งแต่แรกพบซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามและไม่เปลี่ยนสีหน้าไปเลยสักนิดแม้จะเห็นเขาเกือบถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตา

“เรื่องนี้...ผมไม่ได้เห็นดีเห็นงามด้วยจริงๆ ครับ” โรมันเอ่ยด้วยน้ำเสียงท้อแท้เล็กน้อย ขณะโน้มกายลงไปช่วยพยุงโอเมก้าที่นั่งตัวสั่นอยู่ข้างเท้าให้กลับมาอยู่บนโซฟาเหมือนเดิม

“แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ” มิคาเอลเดินกลับไปนั่งลงข้างกายไค สองแขนยกขึ้นกอดอกอย่างเป็นธรรมชาติ แม้จะจับจ้องไปยังคนที่มีศักดิ์เป็นน้องชายด้วยแววตาเรียบเฉย แต่ความกดดันเย็นชาก็ยังทำให้คนอื่นๆ อึดอัดได้อยู่ดี “ผ่านมาตั้งกี่ปีแล้ว ยังเชื่อฟังคำพูดของแม่นั่นอยู่อีกเหรอ”

“ผม…”

“เอาเถอะ นั่นมันเรื่องของนาย” คนพูดโคลงศีรษะไปมาคล้ายไม่ใส่ใจ “เล่าสถานการณ์มาให้หมด ทั้งเรื่องที่แม่นายต้องการและเรื่องทางนั้น”

“เรื่องนั้น...” 

พอเห็นโรมันมีสีหน้าลังเลใจ เหมือนไม่รู้ว่าจะพูดเรื่องแม่ตัวเองออกมาดีหรือไม่ มิคาเอลก็ถอนหายใจด้วยความหงุดหงิด ขณะตวัดสายตาไปหาโอเมก้าเพียงคนใดในห้องห้องนี้ที่ยังนั่งตัวสั่นไม่หยุด

“คะ...คุณผู้หญิงสั่งให้ผมทำครับ!”

“หุบปาก!” โรมันหันไปตะคอกใส่คนข้างกายอย่างตื่นตระหนก แต่ยังไม่ทันได้สั่งให้ไสหัวไป เสียงราบเรียบของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามก็ดังขึ้นก่อน

“พูดต่อ” 

แทบไม่ต้องเดาเลยว่าโอเมก้าตัวน้อยจะเลือกฟังใคร...

“คุณผู้หญิงสั่งให้ผมมากับคุณโรมัน ท่านบอกว่าให้ผมตีสนิทกับคุณ ยิ่งถ้าฮีทได้ยิ่งดี พอคุณโรมันออกไปผมจะได้จับคู่กับคุณ... แต่ท่านไม่ได้บอกว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียว”

“…แม่นายนี่ไม่รู้อะไรเลยนะ” มิคาเอลยกยิ้มเย็นชา จนถึงตอนนี้แทบจะจำหน้าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้แล้ว แต่ยังคงจำลักษณะนิสัยเธอได้ดี แม้จะได้เผชิญหน้าเพียงไม่กี่ครั้ง เธอคนนั้นจึงไม่รู้ว่าแท้จริงเขาเป็นคนอย่างไร ทว่าสำหรับเขาในตอนนั้นที่สังเกตการณ์ทุกอย่างอยู่ตลอด มีหรือจะไม่รู้ว่าแม่ของโรมันสร้างเรื่องอะไรเอาไว้บ้าง

คิดได้ยังไงว่าอัลฟ่าอย่างมิคาเอลจะควบคุมตัวเองไม่ได้แค่เพราะโอเมก้าธรรมดาๆ คนเดียว

“ผมบอกท่านแล้ว” โรมันถอนหายใจเหนื่อยหน่าย ตัวเขารู้ดียิ่งกว่าใครว่ามิคาเอลไม่มีทางหลุดการควบคุมเพียงเพราะอาการฮีทของโอเมก้าแน่ๆ 

สำหรับคนที่ถูกวางตัวให้เป็นผู้สืบทอดทุกอย่างของท่านผู้นำ ไม่มีทางเลยที่จะเป็นคนธรรมดาไปได้ ขนาดการ์ดทุกคนในชาลอฟยังถูกฝึกให้อดทนต่อกลิ่นฟีโรโมนของโอเมก้าได้ในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วมีหรือที่มิคาเอลจะทำไม่ได้ แต่ไม่รู้ทำไมเวลาพูดถึงความสามารถของมิคาเอลที่ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดนอกจากท่านผู้นำ แม่ของเขามักจะกดอีกฝ่ายให้ต่ำลงอยู่เสมอ ต่อให้พูดอย่างไรก็ไม่ยอมฟัง

“แผนตื้นๆ ของพวกชั้นต่ำ” 

มิคาเอลไม่สนใจสีหน้าของโรมันยามเขาต่อว่าตัวต้นเรื่องอย่างตรงไปตรงมา แต่ไหนแต่ไรผู้หญิงคนนั้นก็ชอบทำตัวต่ำๆ อยู่แล้ว พอตาแก่นั่นรับโรมันมาเป็นลูกบุญธรรมก็ติดสอยห้อยตามมาด้วย วางมาดเป็นคนใหญ่โตทั้งที่ไม่ได้มีสิทธิ์ใดๆ ในตระกูลเลยด้วยซ้ำ 

ที่ทำเหมือนจะให้โรมันมาสนับสนุนเขา จริงๆ ก็คงอยากควบคุม ถึงได้ส่งโอเมก้าที่เป็นฝ่ายตัวเองมาให้ คิดตื้นๆ ว่าเขาจะหลงโอเมก้าจนโงหัวขึ้น หรือไม่ก็คงอยากมั่นใจว่าลูกที่เกิดมาจะไม่ใช่สายเลือดบริสุทธิ์

โง่งม...

ในยุคสมัยนี้แม้โอเมก้าจะไม่ใช่พวกชั้นต่ำที่ทำได้แต่งานโง่ๆ เหมือนเมื่อก่อน และอัลฟ่าก็ไม่ใช่ชนชั้นปกครองเสมอไป แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าคนหลายพวกยังคงยึดติดกับอะไรดั้งเดิมเช่นนั้นอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตระกูลใหญ่ๆ ที่มีชื่อเสียงและอำนาจอยู่ในมือ 

การที่แม่ของโรมันคิดเอาโอเมก้ามาประเคนให้มิคาเอล พร้อมๆ กับผลักดันให้เขาขึ้นไปรับดาบรับกระสุนแทนลูกชายที่ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นของตัวเอง จึงเป็นเหมือนการยืมมือ ควบคุม และตัดสิทธิ์ของลูกชายสายเลือดไม่บริสุทธิ์ที่อาจจะเกิดจากเขากับโอเมก้านั่นไปพร้อมกัน หากสุดท้ายโรมันเลือกแทงข้างหลังเมื่อมิคาเอลกุมอำนาจไว้ได้หมดแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าใครจะได้เป็นผู้นำคนต่อไป

ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่โรมันซึ่ง ‘อยู่ในสถานะ’ ลูกแท้ๆ อีกคนก็คงไม่ถูกยอมรับแน่ แต่ไม่รู้ว่าทางนั้นโง่หรืออะไร เลยคิดว่าตอนนี้มีแค่ตัวเองที่รู้ว่าโรมันไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของอดีตผู้นำ ถึงตาแก่นั่นจะจงใจปิดบังและทำให้คนอื่นเข้าใจไปแบบนั้นก็เถอะ

“สมมติว่าฉันจับคู่กับโอเมก้านี่ไปแล้วจริงๆ... คิดเหรอว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามที่ต้องการ” มิคาเอลเอนกายพิงพนักโซฟาอย่างเหนื่อยใจ วูบหนึ่งที่ดวงตาฉายแววเย็นเยียบน่าหวาดหวั่นยามหันไปมองโอเมก้าตัวน้อยอีกครั้ง “สิ่งแรกที่ฉันจะทำหลังจากกัดคอโอเมก้าอย่างนาย...”

“…”

“คือฆ่าทิ้ง”

“ฮึก!” คราวนี้โอเมก้าตัวน้อยที่ถูกพูดถึงยกมือปิดปากกลั้นน้ำตาอย่างตื่นตระหนก ไม่อาจควบคุมความหวาดกลัวที่ก่อเกิดขึ้นในใจได้เลยสักนิด

คนตรงหน้าพูดความจริง... ไม่ได้ขู่

นั่นคือสิ่งที่สัญชาตญาณร้องบอกอยู่ในใจตั้งแต่ได้มองสบดวงตาเย็นชาคู่นั้น

“แต่ที่ฉันเกือบฆ่านายเมื่อกี้ไม่ใช่เพราะเหตุผลนั้นหรอก” พูดมาถึงตรงนี้แล้ว ร่างสูงสง่าของเทวทูตจำแลงก็เอนไปด้านข้าง พิงศีรษะลงที่ไหล่ของคนข้างกายซึ่งนั่งเงียบมาโดยตลอดอย่างเงียบงัน

“…"

“รอยที่คอนั่นเป็นคำเตือน... อย่าได้บังอาจจ้องไคด้วยแววตาแบบนั้นอีก”

มิคาเอลโบกมือเล็กน้อย เพียงเท่านั้นโอเมก้าน้อยก็พยักหน้ารับคำทั้งที่ร่างสั่นเทา รีบวิ่งแจ้นออกจากห้องไปในทันที และคงจะไม่กลับไปหาผู้ว่าจ้างอีกแน่นอน

ทางฝั่งโรมันที่รู้เรื่องมิคาเอลกับไคมาบ้าง แต่เพิ่งได้เห็นการแสดงออกของผู้มีศักดิ์เป็นพี่เป็นครั้งแรกนั้น ตอนนี้ทำหน้าตาเหมือนเห็นผีไปแล้วเรียบร้อย กว่าได้สติกลับมาอีกครั้งก็ตอนที่เห็นมิคาเอลเริ่มขมวดคิ้วน้อยๆ พอดี

“ตอนนี้คนทางนั้นแบ่งพรรคแบ่งพวกกันหมด...” โรมันเริ่มพูดเข้าหัวข้อจริงจัง โดยพยายามไม่ให้ความสนใจกับท่าทีน่าขนลุกของมิคาเอลที่เดี๋ยวพิงเดี๋ยวหยิบมือไคมาเล่น เพราะต่อให้จ้องอีกนานแค่ไหนเขาก็คงไม่มีทางคุ้นเคยกับมันได้แน่ “ผมอยู่กับท่านผู้นำเป็นคนสุดท้ายก่อนท่านจะจากไป”

“…อืม”

“ท่านบอกว่าต้องเป็นคุณเท่านั้น”

“นั่นคือเหตุผลที่ทำให้คนพวกนั้นตามล่าฉัน แล้วก็ทำให้นายเข้าข้างฉันสินะ”

“ท่านผู้นำมีพระคุณกับผมครับ”

“แต่เหมือนแม่นายจะไม่ได้คิดแบบนั้น” 

เรื่องความคิดของแม่โรมันที่มิคาเอลเดาไว้นั้นถูกต้องทุกประการ และตัวคนเป็นลูกเองก็รู้ดีอยู่แล้ว ถึงอย่างนั้นเมื่อได้ยินเขาก็ยังส่ายหน้าปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา

“ผมไม่เคยคิดอยากแย่งตำแหน่งของคุณ ถึงเวลานั้นเมื่อไหร่ผมจะพาแม่ถอยออกไปให้ได้”

“นั่นไม่ใช่ตำแหน่งของฉัน... ตราบเท่าที่ฉันไม่ยอมรับมัน”

“คุณมิคาเอล คำสั่งของท่านผู้นำเป็นคำสั่งเด็ดขาดที่เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ถ้าคุณไม่กลับไปแล้วยังมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่งก็ไม่มีใครรับตำแหน่งต่อได้ ยังไงพวกเขาก็ต้องตามล่าคุณแน่”

ถ้าผู้สืบทอดไม่รับตำแหน่งแล้วควบคุมทุกอย่างไว้ในมือ เช่นนั้นก็ต้องถูกตามล่าจนกว่าจะกลายเป็นศพ เพื่อให้ผู้มีอำนาจลดลงมาอีกระดับรับตำแหน่งแทน และนั่นก็คือความต้องการของคนทางนั้น

“ฉันไม่ต้องการตำแหน่งนั่น”

เขาออกจากที่นั่นมานานมากแล้ว และไม่เคยคิดอยากกลับไปอีก

“แล้วคุณจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ต่อไปเหรอครับ” เป็นครั้งแรกที่โรมันพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังไร้ซึ่งความหวาดกลัวกับคนที่เอาแต่นั่งนิ่งตรงหน้า

“…”

“คุณจะใช้ชีวิตโดยต้องคอยระวังหลังให้ตัวเองกับคนสำคัญไปตลอด แบบนั้นใช่ไหมครับ”

“…”

“แม้จะไม่เคยเห็นความสามารถที่แท้จริง แต่ผมรู้ดีว่าถ้าเป็นคุณยังไงก็ต้องเอาตัวรอดได้แน่ แต่กับคนข้างๆ คุณน่ะ เขาจะไหวเหรอครับ... ยิ่งในสถานการณ์ที่คนทางนั้นรู้ถึงการมีตัวตนของเขาแล้วด้วย อีกไม่นานต้องรู้ที่อยู่ของคุณแน่” โรมันเม้มปากเล็กน้อยเมื่อถูกจับจ้องด้วยแววตาน่ากลัวตั้งแต่เอ่ยถึงคนข้างกายอีกฝ่าย “ผมอยากให้คุณคิดให้ดีอีกสักครั้ง ว่าสิ่งที่ควรทำคือการใช้ชีวิตเสี่ยงอันตรายแบบนี้ต่อไป หรือจะกลับไปจัดการเรื่องราวทุกอย่างให้จบสิ้น ทั้งเพื่อตัวคุณเอง...แล้วก็เขาด้วย”

โรมันถูกมิคาเอลจ้องหน้าอยู่นานเป็นนาที เขาต้องกำมือตัวเองเอาไว้แน่นเพื่อควบคุมอารมณ์ไม่ให้เผลอแสดงท่าทีหวาดกลัวออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดวงตาทรงอำนาจคู่นั้นจ้องมองมายังลำคอของเขาที่มีเสื้อคอเต่าปิดทับอยู่ เพราะรู้ดีว่าหากแสดงความอ่อนแอน่ารำคาญให้เห็นแม้เพียงนิด ไม่ว่าอย่างไรมิคาเอลก็ต้องไล่ออกไปในทันทีแน่ เผลอๆ อาจจะได้แผลกลับไปด้วยข้อหากล้ายกเรื่องของไคขึ้นมาพูด

แต่แล้ว...

“ไม่เจอกันมาสามสี่ปี พูดเก่งขึ้นเยอะ ถูกสอนมาดีสินะ”

“เรื่องนั้น...” โรมันเงยหน้ามองมิคาเอลด้วยแววตาตื่นตกใจ แต่ก็ยังตอบคำถามตามสัญชาตญาณ “ท่านผู้นำบอกว่าผมไม่เหมาะกับการเป็นผู้นำ เลยให้ศึกษาเรื่องอื่นๆ หลายเรื่องรวมถึงใช้เวลาไปกับการฟังคำสั่งสอนของท่านเยอะกว่าปกติ ท่านบอกว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อการช่วยเหลือคุณในอนาคต”

การใช้เวลาไปกับการฟังคำสั่งสอนของท่านผู้นำ แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่การสั่งสอนธรรมดา แต่หมายถึงการศึกษาศาสตร์การพูดคุยโน้มน้าวและการมองคนให้เป็น แม้โรมันจะไม่ใช่คนเก่งไปทุกด้านอย่างมิคาเอล ทว่าเขาก็ยังตั้งใจและเชื่อฟังท่านผู้นำเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงยังพอจะมีอะไรดีให้พูดถึงอยู่บ้าง

และถ้าคำพูดเมื่อครู่ทำให้มิคาเอลเปลี่ยนใจได้จริงๆ... นั่นคงเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา

“ไม่ได้คิดจะรักษาสัญญาตั้งแต่แรกแล้วสินะ” มิคาเอลพึมพำกับตัวเองเบาๆ เหมือนไม่ได้ตั้งใจบอกใคร ทว่าคนที่นั่งแนบชิดจนตัวแทบจะเกยกันมีหรือจะไม่ได้ยิน คำพูดนั้นทำให้ไคที่นั่งเป็นหุ่นมานานขยับองศาหน้าเล็กน้อย ก้มลงมองคนที่พิงไหล่ตัวเองอยู่นิ่งๆ จนอีกคนเงยหน้ามองกลับ เพียงเท่านั้นความคิดมากมายในหัวของมิคาเอลก็จางหายไปในทันที

“คุณมิคาเอล...”

“เรื่องนั้นฉันจะตัดสินใจเอง”

แม้จะไม่ใช่คำตอบรับที่คาดหวัง แต่เพียงแค่นี้ก็ทำให้โรมันยิ้มกว้างออกมาได้แล้ว ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน ก้มศีรษะให้คนที่ท่านผู้นำเลือกไว้อย่างเคารพเหมือนเช่นที่เป็นมาโดยตลอด ไม่คิดจะอยู่รบกวนเวลาเจ้าของห้องอีกต่อไป

“ขอบคุณมากครับ!” 

มิคาเอลมองตามร่างโปร่งของน้องชายต่างสายเลือดไปจนสุดสายตา กระทั่งเมื่อเงาร่างนั้นหายออกไปจากพื้นที่ส่วนตัวของเขาแล้วจึงก้มลงมองนามบัตรที่ถูกทิ้งไว้บนโต๊ะแทน

อันที่จริงเรื่องในวันนี้ก็ไม่ได้เกินคาดอะไร ที่แปลกใจนิดหน่อยก็คงมีแค่นิสัยที่เปลี่ยนไปไม่น้อยของโรมัน...กับเรื่องที่ตาแก่นั่นตายง่ายเกินคาด 

ในช่วงเวลาที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ จู่ๆ เจ้าของมือที่มิคาเอลจับพลิกไปพลิกมาเล่นตั้งแต่เมื่อครู่ก็พลิกมือกลับพร้อมกำมือเขาไว้แน่น แม้จะยังยอมให้พิงอยู่ แต่ก็เริ่มสัมผัสได้ถึงอาการขืนกายเล็กน้อยที่ไม่ใช่เรื่องปกติเลยสักนิด

“ไค?” 

“…” เจ้าของชื่อไม่ตอบ แต่ดึงมือเขาไปวางนาบลงบนหน้าท้องแข็งๆ ของตัวเอง คราวนี้มิคาเอลหลุดยิ้มออกมาอย่างอดไม่อยู่ เพราะแรงสั่นสะเทือนที่บอกให้รู้ว่ากำลังหิวนั่นคือของจริงแบบไม่ต้องสงสัย

“ไปที่ครัวกันเถอะ ฉันจะทำอะไรง่ายๆ ให้กิน”

ไคเดินตามแรงจูงของมิคาเอลเหมือนเป็นหุ่นยนต์ที่ต้องป้อนคำสั่งให้ทำนั่นทำนี่จึงจะขยับได้ ไม่ว่าจะโดนจับให้นั่งตรงไหน ท่าอะไรก็จะนั่งลงทั้งอย่างนั้น ไม่ขยับไหวไปไหนเลยแม้แต่นิดเดียว จะมีท่าทีเหมือนมนุษย์ที่มีชีวิตขึ้นมาบ้างก็แค่ตอนได้กลิ่นอาหารใกล้เสร็จเท่านั้น

“ไข่เจียวหมูสับ... ฉันเพิ่งลองทำเป็นครั้งที่สอง” มิคาเอลวางจานข้าวลงตรงหน้าไคที่ทำจมูกฟุดฟิด ดูแล้วแสนจะน่ารักในสายตาของเขา “จริงๆ ไม่ค่อยอยากให้ไคกินเมนูธรรมดาแบบนี้ แต่เคยศึกษาไว้เผื่อมีเวลาน้อย ฉันรู้ว่าไคชอบกินอาหารไทย”

 อันที่จริงต้องบอกว่าไคชอบกินทุกอย่างมากกว่า แต่มิคาเอลสังเกตมาหลายรอบจนมั่นใจแล้วว่าอาหารไทยๆ หรืออาหารที่มีกลิ่นหอมๆ จะทำให้ไคแสดงอาการอยากกินออกมาได้มากเป็นพิเศษ ดังนั้นเขาจึงศึกษาเมนูพวกนี้อย่างขะมักเขม้น เพียงแต่ปกติไม่ค่อยได้ทำเมนูธรรมดา เพราะคิดว่ามันไม่เหมาะกับคนตรงหน้าที่คู่ควรกับอาหารที่ดีที่สุดเท่าไหร่

“อร่อย” 

ถ้อยคำสั้นๆ ดังออกจากปากของคนที่ถูกจ้องจนตัวแทบพรุน ยามเมื่อตักอาหารเข้าปากไปแล้วห้าคำ แต่เพียงแค่นั้นก็มากพอจะทำให้มิคาเอลยิ้มกริ่มอย่างภาคภูมิใจได้แล้ว 

เขานั่งเท้าคางจ้องหน้าไคอย่างมีความสุข ไม่ว่าจะท่าทางตอนเอาช้อนเข้าปาก เคี้ยวอาหารหงุบหงับ กลืนอาหารลงคอ หรือแม้แต่ตอนหยิบแก้วน้ำขึ้นดื่มก็ล้วนแล้วแต่มีเสน่ห์ดึงดูดไปหมด 

“ไค” มิคาเอลรอจนอีกคนกินข้าวจนหมดจานแล้วจึงลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปหา หยิบผ้าเช็ดหน้าสะอาดสะอ้านของตัวเองออกมา แล้วบรรจงเช็ดบริเวณมุมปากของคนกินเลอะอย่างอ่อนโยน “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นวันนี้ พอจะเข้าใจบ้างหรือเปล่า”

“…”

“รู้ไหมว่าฉันกับโรมันคุยอะไรกัน” 

ไคนิ่งค้างไปนายหลายวินาทีโดยที่ยังเงยหน้าให้มิคาเอลเช็ดปากให้ตามความเคยชิน จวบจนเมื่อย่อยข้อความเหล่านั้นเข้าสมองจนประมวลผลสำเร็จแล้วจึงส่ายหน้าไปมาช้าๆ

“…ง่วง”

“หึ” 

ไม่ได้ผิดไปจากที่คาดเลยสักนิด...

มิคาเอลอมยิ้มน้อยๆ โดยไม่ได้แสดงท่าทีหงุดหงิดใจใดๆ ออกมา กลับกลายเป็นว่าเขายิ่งมองดูคนพูดด้วยแววตาเอ็นดูมากขึ้นไปอีก ด้วยพอจะเดาได้อยู่แล้วว่าไคคงไม่ได้ฟังอะไรเลย ที่นั่งนิ่งเป็นหินก็เพราะง่วงนอนจนอยากจะหลับเท่านั้น 

แม้ปกติมิคาเอลจะพูดคุยกับไคด้วยภาษากลางอย่างภาษาอังกฤษ แต่เขาก็เข้าใจภาษาไทยได้ชัดเจนพอๆ กับที่ไคเข้าใจภาษารัสเซียอย่างแจ่มแจ้ง สำหรับมิคาเอลเขาตั้งใจเรียนรู้ภาษาไทยตั้งแต่คิดตามไคกลับมาที่นี่ ทว่าสำหรับไค รายนั้นเข้าใจภาษารัสเซียเพราะเคยอยู่ที่นั่นมาก่อน

และมันก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เราได้เจอกัน...

“รอให้อาหารย่อยแล้วไปนอนเถอะ พอไคหายง่วง ฉันจะอธิบายทุกอย่างให้ฟัง”

“…ข้างล่าง”

“วันนี้อยากนอนข้างล่างเหรอ” คนที่กำลังจะยกจานไปเก็บหันกลับไปถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจเล็กน้อย ทว่าเมื่อได้รับการพยักหน้าตอบกลับมาในเสี้ยววินาที เขาก็ฉีกยิ้มกว้างแล้วรีบเดินไปจูงมืออีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว “มาเถอะ”

โซฟาตัวใหญ่ซึ่งกำลังจะกลายเป็นที่นอนให้ไคไม่ใช่ชุดโซฟารับแขกที่ถูกใช้งานไปเมื่อครู่ มิคาเอลไม่ชื่นชอบให้ไคไปนั่งซ้ำที่ใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจุดที่เคยมีคนอื่นที่ไม่ใช่เขานั่งมาก่อน แล้วนี่ถึงขั้นจะนอน หากไม่ได้ทำความสะอาดหรือเปลี่ยนชุดโซฟานั่นเสียก่อน อย่าหวังเลยว่าเขาจะยอมให้ไคไปนอนตรงนั้น 

มิคาเอลเป็นคนเรื่องเยอะก็จริง แต่สิ่งที่มีมากยิ่งกว่าคือความเป็นระเบียบและความรอบคอบ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่มีวันไว้ใจคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ตัวเอง เพราะงั้นต่อให้จับจ้องการกระทำของโรมันกับโอเมก้านั่นอยู่ตลอดก็ยังไม่อาจวางใจได้อยู่ดี เดี๋ยวนี้จิตใจคนสกปรกมากขึ้นเรื่อยๆ เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าคนเหล่านั้นคิดทำอะไรบ้าง และแน่นอนว่าเขาจะไม่ยอมเสี่ยงเด็ดขาด 

ในตอนแรกมิคาเอลคิดว่าจะรอให้ไคขึ้นไปชั้นบนก่อนค่อยไปเช็กโซฟาพวกนั้นอีกที แต่พอได้ยินว่าอีกคนอยากนอนตรงนี้ สิ่งที่คิดไว้เลยต้องเลื่อนไปก่อน เปลี่ยนมาใช้โซฟาริมระเบียงแทนก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่

“หายจุกแล้วใช่ไหม” 

คนฟังพยักหน้าหนึ่งครั้งเป็นการตอบคำถาม จากนั้นจึงล้มตัวลงนอนบนโซฟาตัวโต ใช้ตักของมิคาเอลต่างหมอนเหมือนเช่นทุกครั้งที่เขาพูดว่าอยากนอนชั้นล่าง

และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้มิคาเอลอารมณ์ดี...

ตอนเกิดเหตุการณ์แบบนี้ครั้งแรก มิคาเอลเป็นคนบอกให้ไคนอนตักเขาเอง ในเวลานั้นเขาโฆษณาสารพัดว่าตักตัวเองสบายกว่าหมอนหลายเท่า คิดแค่ว่าจะหลอกเต๊าะไคเท่านั้น แต่ใครจะไปคิดว่าสิ่งที่พูดไปจะกลายเป็นความจริงในสายตาของไค หลังจากนั้นมาเมื่อไหร่ที่ไคบอกว่าจะนอนข้างล่าง เขาเลยได้ทำหน้าที่เป็นหมอนลองศีรษะให้อีกฝ่ายอย่างเต็มใจไปโดยปริยาย

ครั้งนี้ก็เช่นกัน...

“นอนเถอะ”

มิคาเอลค่อยๆ สางเส้นผมนุ่มลื่นของคนที่กำลังปรือตาลงช้าๆ อย่างนุ่มนวล ดวงตาที่ทอดมองใบหน้ายามหลับของไคเต็มไปด้วยอารมณ์มากมายที่ปนเปกันจนแทบแยกไม่ออก ทว่าที่ชัดเจนที่สุดคงจะเป็นความรักใคร่และหลงใหลที่ดูจะมากจนน่ากลัว

เรื่องที่โรมันพูดไว้ เห็นทีคงต้องคิดดูอีกสักครั้ง แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้...

ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนแก้มซีดเซียวของคนคนเดียวที่ครอบครองความใจดีของเขาเอาไว้อย่างอ่อนโยน

อย่าห่วงเลย...

“ไม่ว่าใคร...ก็พรากไคไปจากฉันไม่ได้ทั้งนั้น”



---------------------
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 543 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

565 ความคิดเห็น

  1. #513 chalillxx_ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 / 17:26
    ครสบอกว่าไคก็ไม่ใช่เล่นๆเหมือนกันนั้นแหละ ไม่งั้นมิคาเอลคงไม่หลงรักขนาดนี้หรอก แถมเจอกันที่รัสเซียด้วย ใครๆก็รู้ว่าไม่มีคนปกติอยู่ที่นั้นหรอก
    #513
    0
  2. #487 baekbow (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 20:56
    อ่าาาา อ่านมาถึงตรงนี้ก็ยังไม่ค่อยเกทเท่าไร เข้าใจว่าเรื่องน่าจะค่อยๆเฉลย ตอนนี้ก็รู้แค่มิคาเอลเป็นทายาทตระกูลใหญ่ตระกูลนึงที่ผู้นำเก่าเพิ่งเสีย แล้วได้วางตัวให้มิคาเอลไปสานต่อ แต่เหมือนก่อนหน้านั้นจะได้มีการตกลงกับมิคาเอลไว้ว่าจะไม่มายุ่งกันแบบนี้หรือป่าว ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง นอกนั้นยังไม่รู้อะไรเลย ไคเป็นใครก็ยังไม่รู้
    #487
    0
  3. #463 premmiii (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 23:02
    น่ารัก อุ๊แง
    #463
    0
  4. #372 LMLM (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 / 02:30
    โหดมากจ้าาา
    #372
    0
  5. #270 birsesy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 21:37
    จุดนี้เรยนะ หยักเปงน้องไคแงๆๆๆๆๆ หยักมีคนมาปกป้องงงงง
    #270
    0
  6. #151 FDB88 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 19:46

    เราว่าไคก็ไม่น่าจะธรรมดาหรอก ต้องมีอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ ส่วนพี่มิคือแค่สายตาก็ฆ่าคนได้จริงๆ โหดมากจ้า ดีกับแค่คนๆเดียวจ้า

    #151
    0
  7. #47 sunmarine (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 / 00:23
    อื้อหือ ความร้ายกาจที่โหดเ-้ยมมาก
    แบบแค่มองตา ก็สยบน่ะ สุดยอดแล้ว

    โหดกับคนทั้งโลก แต่ดีกับไคคนเดียว
    ตลอดไป

    ไคเป็นแบบนี้แต่แรก หรือเพราะอะไร
    คือรับรู้ แต่แสดงออกไม่เก่งหรอ
    #47
    0
  8. #46 No-3 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2562 / 23:35

    น้องไคคค หนูไปทำยังไงให้ลูกมิเขาหลงได้ขนาดนี้คะลู๊กกกกกกกกกก

    #46
    0
  9. #45 MY_NaTCh (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2562 / 18:44

    คุณมิคาเอลนี่อบอุ่นกับไคคนเดียวจริงๆ
    #45
    0
  10. #42 Minmin (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 20:29

    สลับโพมั้ยคะยังไง5555555ไคดูเป็นน้องน้อยมากในขณะที่มิคาเอลก็ยังคงความผัว

    #42
    0
  11. #41 MyOxygen (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 14:22
    พี่ไคเป็นหลัวจริงๆใชรึป่าว5555
    #41
    0
  12. #40 เมี๊ยว~ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 12:42
    ก็คืออยากรู้อดีตของไคกับมิแล้ววววว พี่มิออร่าหลัวแต่ใจพี่อยากเป็นเมีย55555
    #40
    0
  13. #39 ooy1565 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 11:55
    มิคาเอลน่ากลัวแต่คนเดียวที่จะได้เห็นความอ่อนโยนคือไคเท่านั้น
    #39
    0
  14. #38 Khwanruan Phukaeo (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 / 22:55
    ไคลูกกกกกกหนูจะพูด ค่นี้ม่ายด้ายยยยย
    #38
    0
  15. #37 Ex-SoulL (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 / 22:54

    กลัวมิคาเอลแล้วววว สงสารไคอ่าาาาา อยากอุ้มมาหอมหัว ไม่ให้อยู่ใกล้คนโหดแบบนั้น >< ปลื้มใจที่ตอนนี้ไคพูดด้วยยย

    รออ่านตอนต่อไปน้าาาาา

    #37
    0
  16. #36 zelef (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 / 22:47
    เอามือวางที่ท้อง+"หิว"= "ไม่เป็นไร"
    นี่ถ้าไม่เป็นมิคาเอลถอดความจากไคไม่ได้นะเนี่ย

    คิดว่าไคที่เห็นนิ่งๆอย่างนี้น่าจะซ่อนความไม่ธรรมดาไว้เหมือนกัน อาจจะเป็นคู่รักพินาศโลกกับมิคาเอลก็ได้ 5555
    #36
    0
  17. #35 Rujie Taew (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 / 22:05
    พ่อเจ้าประคุณรุนช่อง คุณไคพูดอยู่ 3 คำในตอนนี้ หิว อร่อย ง่วง ฮ่าๆๆๆๆๆ
    #35
    0
  18. #34 leel26092545 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 / 21:57
    น่ารักกกกกก
    มาบ่อยๆนะ
    #34
    0