[END] SCENT : SILVER BULLET [OMEGAVERSE]

ตอนที่ 15 : SILVER BULLET [14]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,403
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 472 ครั้ง
    5 พ.ย. 62

-14-


ไคจำไม่ได้แล้วว่านานแค่ไหนที่เขาไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้...

ต้องมานั่งขัดสมาธิอยู่บนรถมืดๆ เก่าๆ ที่ให้ความรู้สึกวังเวงไม่ต่างจากสถานที่ในความทรงจำ สองมือถูกมัดไพล่หลังแน่นจนรู้สึกได้และคิดว่าหากเป็นคนอื่นคงต้องเจ็บปวดอย่างไม่ต้องสงสัย

ต่างกันนิดเดียวตรงที่เขาลืมไปแล้วว่าเจ็บเป็นยังไง ไม่ใช่เพราะไม่เคยรู้สึก ไม่ใช่เพราะรู้สึกไม่เป็น แต่เพราะ ‘เจ็บจนชินชา’ ไปหมดแล้วจึงไม่คิดว่าจะแสดงอาการใดๆ ออกมาได้อีก

“นายจะติดต่อหาทางนั้นเอง ที่เราต้องทำก็แค่จอดรถรอจนกว่าจะนัดหมายกันได้” 

“นายจะเอาชีวิตคุณมิคาเอลจริงๆ หรือวะ”

“มาถึงขนาดนี้คิดว่านายจะทำเพื่ออะไรล่ะ... ถึงขั้นยอมลงทุนชิงตัวคนคนนี้มา ถ้าคุณมิคาเอลไม่ตายก็เป็นเราเองที่ต้องตาย!”

“นี่เรา...เลือกข้างถูกจริงๆ ใช่ไหม”

“…ไม่รู้”

เสียงกระซิบกระซาบของคนที่มีหน้าที่นั่งเฝ้าตัวประกันทำให้ไคเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว โชคดีที่เขาเป็นคนเฉยชาโดยธรรมชาติ แม้ยามเฝ้าฟังคำพูดของผู้อื่นอยู่จึงยังคงดูเหมือนเหม่อลอยอยู่ตลอดเวลาไม่ต่างไปจากในยามปกติ

อา...ตอนโดนจับตัวมาก็เหมือนกัน นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้นอกจากรอยแดงที่ข้อมืออันเกิดจากการถูกเชือกรัดแน่นเกินไป ไคก็แทบไม่มีบาดแผลหรือรอยช้ำใดๆ อีกเลย

จะว่าไปแล้วบรรยากาศแบบนี้...

ดวงตาคู่คมกวาดมองไปรอบรถคันเก่าคับแคบที่ดูน่าอึดอัดไม่น้อย ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วหลับตาลงช้าๆ เพื่อฆ่าเวลาในการรอคอยอะไรบางอย่าง อดคิดไม่ได้ว่าโลกอาจกำลังเล่นตลกกับเขาอยู่ บางทีอาจเป็นเพราะได้มาเจอบรรยากาศที่คุ้นเคย หรืออยู่ห่างจากคนที่ช่วยสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้มากเกินไป สมองจึงวนกลับไปนึกถึงเรื่องเดิมๆ อีกครั้ง

ทั้งที่หลุดพ้นออกมาจากวังวนนั้นแล้วแท้ๆ แต่กลับยังจดจำได้ไม่ลืมเลือน 

น่าเศร้าจริงๆ



‘ทำไมแกถึงเกิดมาโง่แบบนี้!’

‘ไอ้ตัวไร้ประโยชน​์!’

ไคเกิดมาจากครอบครัวชนชั้นล่าง แม่ของเขาเป็นโอเมก้าธรรมดาๆ ที่ได้ผูกพันธะกับพ่อซึ่งเป็นอัลฟ่าชั้นสูงโดยไม่ได้ตั้งใจ แม้จะไม่ได้มีเชื้อสายรัสเซีย แต่เพราะแม่ย้ายกับพ่อต่างย้ายมาอยู่ที่นี่ เขาจึงเข้าใจภาษานี้ตั้งแต่เกิด พอๆ กับที่เข้าใจภาษาไทยซึ่งแม่มักจะใช้ด่าพ่อ และเข้าใจภาษาญี่ปุ่นที่พ่อใช้ด่าแม่

ตอนที่จำความได้เขาก็รู้แล้วว่าพ่อกับแม่เกลียดชังกันแทบตาย เพราะแม่โทษพ่อที่ทำให้ตัวเองไม่มีลูกค้า ไปหลอกคนอื่นว่าบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่ได้เนื่องจากมีรอยกัดที่คอแล้ว ขณะที่พ่อโทษแม่ว่าทำให้ตัวเองถูกถอนหมั้นจนตระกูลล่มสลาย ต้องมาติดแหงกอยู่ในห้องเช่าเก่าๆ ด้วยกันอย่างไร้ที่ไป

เพล้ง!

“จะเขวี้ยงแก้วมาทำบ้าอะไร!”

“สมควรแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะนาย ฉันจะย่ำแย่ขนาดนี้หรือไง!”

“เพราะเธอต่างหากฉันถึงแย่ขนาดนี้...”

ชายหญิงที่ครั้งหนึ่งเคยสวยหล่องดงาม ยามนี้กลายเป็นเพียงผู้ติดเหล้าติดยาที่เอาแต่ตะโกนด่าทอกันไปมาต่อหน้าเด็กชายอายุไม่เกินห้าขวบซึ่งนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ตรงมุมห้อง

“ฮึก…” 

ไคในยามนั้นยังมีความรู้สึก เขารู้เห็นทุกอย่างตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะเรื่องที่พ่อแม่ทะเลาะกัน เรื่องที่แม่ชอบพาผู้ชายคนอื่นๆ มานอนค้าง หรือที่พ่อชอบพาคุณน้าคุณอาที่มีกลิ่นหอมฉุนมากอดก่าย เขาก็รู้และอยู่ในเหตุการณ์แทบทั้งหมด ทุกครั้งเวลามีคนแปลกหน้ามาที่ห้อง พ่อกับแม่จะสั่งให้หุบปากเงียบแล้วซ่อนตัวอยู่ในตู้ บอกว่าถ้าส่งเสียงให้คนอื่นรู้จะต้องถูกทำโทษ ไคจึงไม่เคยกล้าส่งเสียงอะไรออกมาเลยสักครั้ง

ถึงอย่างนั้น...

“จะร้องอะไรนักหนา!”

“แม่...แม่ครับ ผมเจ็บ” เด็กชายตัวเล็กจับกุมมือแม่แท้ๆ เอาไว้แน่นพลางส่ายหน้าทั้งน้ำตา ร้องขอให้หยุดทำร้ายเขา ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยห้าม เข็มขัดเส้นยาวก็ถูกหวดฟาดลงบนร่างกายจนเด็กที่ยังควบคุมอารมณ์ไม่เป็นกรีดร้องเสียงดัง 

“หุบปากเดี๋ยวนี้!”

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่โดนทำร้าย แผ่นหลังขาวสะอาดที่ควรเรียบเนียนของเด็กชายมีเพียงรอยแผลซ้ำซ้อนทั้งที่เพิ่งได้มาและยังไม่หายดี ชีวิตของเขาผ่านไปอย่างทรมานวันแล้ววันเล่า จากที่ยกมือร้องขอเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นนิ่งเงียบเพราะรู้ว่ายิ่งพูดก็ยิ่งเจ็บ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ไคกลายเป็นเด็กไร้ปากเสียงที่เอาแต่ซุกตัวอยู่ตรงมุมห้อง ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการวาดรูปที่ทำให้รู้สึกสบายใจเหมือนได้ปลดปล่อยอารมณ์อึมครึมออกไป

คำถามแรกที่ไคเคยนึกอยากถามพ่อกับแม่คือเขาผิดอะไร แต่ไม่ช้ามันก็เปลี่ยนเป็นอีกคำถามที่เขาคิดซ้ำไปซ้ำมาอยู่บ่อยครั้ง

ทำไมต้องทำให้เขาเกิดมา...

สี่ถึงห้าปีหลังจากนั้นเขาเริ่มเคยชินกับความเจ็บปวดที่ได้รับ จากที่รู้สึกกลายเป็นไม่รู้สึก จากที่เจ็บปวดกลายเป็นเฉยชา เมื่อรู้ว่าไม่พูดก็เจ็บ พูดเจ็บยิ่งกว่า ไคจึงเลือกสงบปากสงบคำ ไม่พูดคุยกับใครนานหลายปี แม้กระทั่งยามไปเรียนหนังสือในโรงเรียนทรุดโทรมใกล้บ้าน เขาก็ไม่พูดคุยหรือเล่นกับใครแม้แต่คนเดียว

“อ๊ะ...มีเด็กด้วยเหรอคะ” 

“ไม่ต้องสนใจ”

ไคมองตามร่างชายหญิงสองคนที่พากันเดินเข้าไปในห้องอย่างเฉยชา กระทั่งเงาร่างของคนทั้งคู่หายไปแล้วเขาจึงเผยสีหน้ารังเกียจออกมา มือผอมที่เกิดจากการขาดสารอาหารยกขึ้นบีบจมูกตัวเอง ก่อนจะคว้าเอากระดาษกับกล่องสีเก่าๆ เดินออกไปนอกห้อง

กลิ่นฟีโรโมนของโอเมก้าที่รับรู้ได้ในช่วงชีวิตหลายปีจนกลายเป็นความชินชาทำให้เขาเกลียดชังมันยิ่งกว่าใคร แม้เวลาจะผ่านมาเรื่อยๆ จนเขาอายุสิบสอง ได้รู้อีกเพศของตัวเองว่าเป็นอัลฟ่าแล้ว เขาก็ไม่เคยหลงระเริงไปกับกลิ่นของมันจนขาดสติ มีแต่จะขยะแขยงและรังเกียจมากขึ้นเรื่อยๆ จนอยากหนีไปให้พ้น

โชคดีที่ช่วงหลังๆ พ่อกับแม่ออกไปข้างนอกแทบทุกวัน นอกจากถูกตบตีสองสามวันครั้ง เขาก็ไม่ได้รับความสนใจอีก ไม่ว่าจะไปไหน หายไปนานหลายชั่วโมงก็ไม่มีใครรู้ ไคเรียนรู้ที่จะทำตัวเป็นอากาศ หลังๆ เริ่มเอาเหล้าออกมาวางเตรียมพร้อมให้พ่อแม่ดื่มเมื่อกลับมาถึงห้อง รอให้ผ่านไปสามสี่ชั่วโมงค่อยกลับ แล้วก็จะพบว่าคนทั้งคู่เมาจนหลับไป เหลือเพียงสภาพห้องสกปรกให้เขาคอยเก็บกวาด แต่ก็ยังดีกว่าต้องมารองรับอารมณ์โมโหอันไร้ที่มานั่นอยู่ดี

จุดเปลี่ยนแรกเริ่มขึ้นเมื่อพ่อของเขาป่วยหนัก หลังทรุดจนลุกไม่ขึ้นได้ไม่ถึงอาทิตย์ก็เสียชีวิต ไคจำได้ว่าเขายืนอยู่ข้างเตียง มองร่างไร้ลมหายใจของพ่อด้วยแววตาว่างเปล่า ไร้ซึ่งความรู้สึกนึกคิดใดๆ หลังจากนั้นไม่นานนักแม่ก็เริ่มเที่ยวหนักขึ้น จากที่กลับบ้านวันสองวันทีกลายเป็นอาทิตย์ละที ท้ายที่สุดก็จากไปไม่กลับมาอีก

ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต...

วันนั้นไคยืนรับโทรศัพท์โดยไม่ได้ตอบอะไรกลับไปแม้แต่คำเดียว เขาวางโทรศัพท์เก่าๆ ลงอย่างเฉยชา จ้องมองรอบห้องเก่าๆ แล้วเริ่มเก็บกวาดข้าวของอย่างไร้ความรู้สึก กระทั่งเดินผ่านไปหน้ากระจกและเห็นภาพสะท้อนของตัวเอง เด็กหนุ่มจึงหยุดชะงักทุกการกระทำแล้วยืดตัวตรง 

เขามองดวงตาว่างเปล่าของตัวเองในกระจกแล้วเอียงศีรษะไปมา ก่อนจะค่อยๆ ไล่สายตาไปตามรอยแผลที่ยังไม่หายดีเงียบๆ แล้วค่อยๆ ถอดเสื้อออก ตามเนื้อตัวผอมแห้งขาวซีดด้านหน้าไม่ได้มีอะไรผิดปกติไปจากเด็กทั่วไปนอกจากมองเห็นซี่โครงได้ชัดเจนมากไปหน่อย ทว่าเมื่อหันหลัง...

ร่องรอยบาดแผลเป็นจำนวนมากปรากฏให้เห็นเด่นชัดแม้ไม่ต้องเพ่งมอง ไม่ต้องคาดเดาเลยว่าช่วงเวลาที่ถูกทำร้าย ร่างเล็กๆ ของเด็กคนหนึ่งจะทรมานขนาดไหน

แต่ทุกอย่างจบลงแล้ว... คนพวกนั้นหายไป ไม่มีวันกลับมาอีก ใต้พรมกับในตู้ยังมีเงินจำนวนหนึ่งที่พ่อแม่ซุกซ่อนไว้เหลือทิ้งให้เขาใช้เลี้ยงชีพตัวเองต่อไปได้อีกสักพัก

ไคค่อยๆ นั่งขัดสมาธิกับพื้นแล้วถามตัวเองในใจว่าเขารู้สึกอย่างไร

คำตอบคือ...ไม่รู้สึกอะไรเลย

จุดเปลี่ยนครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่งเขาแบกอุปกรณ์วาดภาพเก่าๆ ที่ใกล้หมดเต็มทีไปนั่งวาดภาพอยู่ที่ริมทะเลสาบไม่ไกลจากโรงเรียนเท่าไหร่นัก ไคได้เจอคุโจ อิชิดะ จิตรกรชาวญี่ปุ่น และได้แสดงพรสวรรค์ในการวาดภาพของตัวเองให้อีกฝ่ายเห็นโดยไม่รู้ตัว

แววตาว่างเปล่าและบาดแผลบนร่างของเขาทำให้คุโจสนใจจนไปไถ่ถามเรื่องของเด็กที่ไม่ยอมพูดกับชาวบ้านแถวนั้น ในสลัมเล็กๆ ที่ผู้คนรู้จักกันกว้างขวาง ประวัติของครอบครัวอัลฟ่าโอเมก้าตกอับไม่มีใครไม่รู้ เพียงจ่ายเงินให้เล็กน้อยพวกเขาก็เล่าเรื่องราวชีวิตอันแสนน่าสงสารของไคให้คุโจฟังอย่างหมดเปลือก

จิตรกรผู้เดินทางมาพักผ่อนแถบชาญเมืองตัดสินใจให้ความช่วยเหลือเด็กชายแทบจะทันที เขาสอนไควาดภาพ สอนวิธีทำมาหากิน ช่วยส่งเสียให้เด็กชายเรียนต่อ รวมไปถึงช่วยสอนภาษาอังกฤษให้แม้ไคจะไม่เคยพูดอะไรออกมาเลยก็ตาม เรียกได้ว่าเป็นผู้มีพระคุณเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตของเด็กอายุสิบกว่าขวบที่หลงลืมแม้กระทั่งการแสดงความรู้สึกไปแล้ว 

คุโจค้นพบว่าเด็กที่เขาช่วยเหลือมีพรสวรรค์ด้านศิลปะและภาษาเป็นอย่างมาก ไม่ใช่เพียงเข้าใจภาษาญี่ปุ่นที่เขาพูด แต่ยังเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้อย่างรวดเร็ว แม้ไม่เคยพูดให้ได้ยินแต่กลับทำแบบทดสอบได้คะแนนเต็ม ไม่มีผิดเลยสักข้อ

“ไค... อีกสองวันอาจารย์ต้องเดินทางต่อแล้ว” คุโจจ้องมองลูกศิษย์ที่ยังคงวาดภาพต่อราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพูดพลางยกยิ้มอ่อนใจ ท้ายที่สุดก็ทำได้เพียงลูบหัวทุยๆ ของอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน “ไม่เปลี่ยนใจไปด้วยกันจริงๆ เหรอ”

“…”

“เอาเถอะ ดูแลตัวเองให้ดีก็แล้วกัน ส่วนเรื่องเรียนไม่ต้องเป็นห่วง อาจารย์คุยไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ไปสอบให้ตรงเวลาก็พอ”

เมื่อหลายวันก่อนคุโจตัดสินใจชักชวนไคให้เดินทางไปกับเขาในฐานะลูกบุญธรรม แต่เด็กคนนี้กลับส่ายศีรษะปฏิเสธแทบจะทันที เขารู้ดีว่าไคยังไม่ไว้ใจตัวเองเต็มร้อยแม้จะอยู่ในสถานะอาจารย์ของอีกฝ่ายก็ตาม ตอนแรกเขายังเป็นห่วงว่าเด็กนี่จะอยู่เพียงลำพังได้ยังไง หากพอได้ตามดูชีวิตอันแสนเรียบง่ายที่ไม่มีอะไรซับซ้อน คุโจรู้ได้ในทันทีว่ามันคือ ‘ความเคยชิน’

ความเคยชินเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันฝังรากลึกอยู่ในใจของเราไปแล้ว ไคเป็นเด็กน่าสงสาร เขาเคยชินกับความเจ็บปวดจนไม่รู้สึกเจ็บ เคยชินกับการดูแลตัวเองจนไม่รู้สึกต้องการใคร และเคยชินกับการอยู่ในสถานที่แบบนี้โดยไม่คิดแสวงหาอะไรใหม่ๆ

ไคเข้าใจว่าขอแค่พ่อแม่ไม่อยู่แล้วเขาก็ไม่ต้องทนกลิ่นฟีโรโมนของโอเมก้าไม่ซ้ำหน้าที่แสนชิงชังอีก เพราะงั้นต่อให้อยู่ที่เดิมก็ไม่เห็นเป็นอะไร เขาไม่รู้และไม่เคยเข้าใจว่าในโลกใบนี้ยังมีอะไรที่สวยงามอีกมากมาย

น่าเสียดายที่คุโจไม่ใช่คนที่ถูกเลือกให้ฉุดรั้งเด็กคนนี้ออกไปจากโลกอันแสนมืดมิด

และนั่นก็เป็นที่มาของจุดเปลี่ยนครั้งที่สาม... จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุด

ไคเติบโตขึ้นอย่างโดดเดี่ยว ไม่มีใครหรืออะไรให้พูดคุยด้วย นับวันเขายิ่งกลายเป็นคนมืดมนมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจู่ๆ ก็มีเจ้าหนี้เก่าของพ่อแม่มาทวงเงินคืนจากเขาแทน และพูดคล้ายจะสงสารว่าเจ้านายอนุญาตให้ผ่อนคืนได้เป็นงวดๆ นับจากนั้นมาชีวิตไคก็วนเวียนอยู่กับกิจวัตรไม่กี่อย่าง นอกจากช่วงเวลาที่ต้องออกไปส่งภาพวาดให้ร้านค้าแห่งหนึ่งเพื่อหาเงินกับออกไปซื้ออาหารและข้าวของจำเป็น เขาก็แทบไม่ได้ออกไปไหนให้ใครเห็นหน้าเลย 

วันหนึ่งไคได้รับอีเมลจากอาจารย์เหมือนที่ได้รับเป็นประจำทุกปี ภาพที่ส่งมาคือภาพวิวทิวทัศน์ของประเทศประเทศหนึ่ง แต่แตกต่างจากทุกครั้งตรงที่คราวนี้มันดึงดูดความสนใจของเขาได้ ไม่รู้เป็นเพราะมันคือวิวบนภูเขาที่อาจารย์เคยบอกว่าไม่ชอบเลยไม่ค่อยได้ถ่ายมาหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ การได้เห็นภาพท้องฟ้าตัดกับแนวต้นไม้บนที่สูง มีพระอาทิตย์ดวงโตที่ใกล้ลาลับขอบฟ้าเป็นองค์ประกอบสำคัญทำให้ไครู้สึกสนใจได้นิดหน่อย

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาจัดเก็บอุปกรณ์วาดภาพใส่กระเป๋าแล้วแบกขึ้นบ่า เดินเท้าออกจากห้องตัดผ่านโรงเรียนเก่าทรุดโทรมที่เคยเรียนเข้าไปในป่าข้างทาง จุดนั่งวาดภาพที่ไคเลือกไม่ใช่สถานที่ที่เป็นความลับอะไร แต่เป็นทางอ้อมออกจากหมู่บ้านไปยังถนนใหญ่ ผู้คนเลยไม่ค่อยนิยมใช้ อีกทั้งยังมีเพียงต้นไม้ใหญ่ไม่ได้สวยงามอะไรมากมาย เลยไม่ได้กลายเป็นสถานที่ประจำของใครต่อใคร

แต่จัดที่นั่งเตรียมวาดภาพอะไรเรียบร้อยแล้วก็ยังได้แต่นั่งนิ่ง ในหัวสมองว่างเปล่าไม่รู้ว่าจะวาดอะไรลงไป เพราะแม้จะมีภาพวิวให้เห็นตรงหน้าชัดเจน หากใจกลับไม่นึกอยากลากเส้นลงบนแผ่นกระดาษเลยสักนิด

เอาเถอะ...ก็แค่ทำไป

เมื่อสมาธิถูกดึงไปกับการลากเส้นวาดภาพ สิ่งอื่นใดภายนอกล้วนถูกลืมเลือน กระทั่งมีชายคนหนึ่งเดินตรงออกมาจากชายป่าแล้วหยุดเท้ามองมายังแทบไม่รู้สึกตัว

ไม่ได้เรื่อง...

ไคหยุดมือที่ลากเส้นไปได้เพียงไม่กี่เส้นลงเมื่อจิตใจไม่ได้รู้สึกอยากทำมัน ในตอนนั้นเองที่เขาสัมผัสได้ถึงสายตาของใครบางคนที่จ้องมองมาตาเขม็ง ชายหนุ่มค่อยๆ หันไปมอง แล้วก็พบชายคนหนึ่งยืนนิ่งอยู่ไม่ไกลนัก

แม้จะมีเลือดไหลอาบหน้าไปซีกหนึ่งก็ไม่อาจปิดบังความงดงามสมบูรณ์แบบขององค์ประกอบบนใบหน้านั้นได้ ชั่ววินาทีหนึ่งไคมองเห็นภาพซ้อนทับของอะไรบางอย่างบนร่างของชายผู้นั้น 

บางทีอาจเป็นภาพซ้อนทับของตัวเขาเอง... 

แตกต่างกันก็ตรงที่ตัวเขาไม่ได้ดูงดงามจับต้องไม่ได้เหมือนเช่นคนคนนั้น ยิ่งยามอีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้ก็ยิ่งพบว่าเรือนผมสีขาวเงินประหลาดตานั่นช่างเข้ากันได้ดีกับดวงตาสีเขียวเย็นชาราวกับไม่ใช่มนุษย์

เทวทูต...

อืม...เทวทูตที่ถือมีด

ในวินาทีที่คนตรงหน้าทิ้งมีดลงกับพื้น เขาพลันเบนสายตาไปมองใบหน้างดงามนั่นอีกครั้ง หากคราวนี้ไม่ได้จ้องค้างเหมือนเช่นคราแรก แต่เลือกหันกลับไปสนใจงานศิลปะของตัวเองเพื่อลงมือวาดภาพของอะไรบางอย่างซึ่งแทรกเข้ามาในหัว ปรับเปลี่ยนความคิดที่จะวาดวิวทิวทัศน์ธรรมดาไปอย่างรวดเร็ว

ไคก็ยังเป็นไคที่ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นเวลาต้องใช้สมาธิ เขาลงมือวาดภาพของสิ่งที่คิดจินตนาการช้าๆ อย่างตั้งใจ คำถามเกี่ยวกับคนที่ดูเหมือนเพิ่งถูกทำร้าย...ไม่สิ เหมือนเพิ่งทำร้ายใครมาไม่มีอยู่ในหัว ต่อให้เจ้าตัวเดินมานั่งลงด้านข้าง จ้องมองเขาเขม็งก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกอะไร

“ไม่ใช่วิวเหรอ...” คำถามนั้นไร้ซึ่งคำตอบ แต่ผู้พูดก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร ราวกับแค่เอ่ยออกมาเฉยๆ 

แค่วันเดียวไม่ได้ทำให้รู้สึกอะไรหรอก พอฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีเขาก็แค่ต้องเก็บข้าวของกลับห้อง เอาไว้ค่อยมาวาดต่อพรุ่งนี้ แล้วที่ต้องกลับมาที่เดิมก็ไม่ใช่เพราะคาดหวังจะได้เจอคนคนเดิมอะไร แต่เป็นเพราะมันคือนิสัย ที่เวลาเริ่มวาดภาพภาพหนึ่งที่ไหนต้องกลับไปวาดที่เดิมจนกว่าจะเสร็จ

หากกลับผิดคาดเมื่อวันต่อมาก็ยังได้เจอคนคนเดิม...

วันต่อมาก็ด้วย

สามสี่วันต่อมาก็เหมือนกัน

อืม...ตอนนี้จำไม่ได้ว่ากี่วันแล้ว

จู่ๆ ก็ได้พามาที่ห้องแบบงงๆ แต่ก็ดีเหมือนกันเพราะยามมีกลิ่นฟีโรโมนจากโอเมก้าด้านนอกพุ่งเข้ามา คนคนนั้นกดหน้าเขาให้ซุกเข้าหาซอกคอตัวเอง ทำให้ได้กลิ่นหอมประหลาดที่เหมือนกับกลิ่นอาหารอันแสนน่ากินฟุ้งเข้ามาแทนที่ น่าแปลกเหมือนกันที่มันช่วยลบล้างความน่ารังเกียจของกลิ่นฟีโรโมนนั่นได้

มันไม่ใช่เพียงระยะเวลาหนึ่งอาทิตย์หรือหนึ่งเดือนที่ชายชื่อมิคาเอลเข้ามาทำตัวใกล้ชิด ไคเองก็จำไม่ได้แล้วว่าตอนไหนที่มันกลายเป็นเรื่องปกติกับการได้เจออีกฝ่ายทุกวัน เดี๋ยวก็เอานั่นมาให้ เอานี่มาให้ ชวนไปนั่งวาดรูปที่อื่นโดยให้ขึ้นรถยนต์คันหรูที่ดูมีราคาแพงระยับไปด้วยกัน จากนั้นก็ขนเอาเรื่องเล่ามากมายมาพูดให้ฟังไม่รู้เบื่อ

“ครั้งหนึ่งฉันเคยถูกส่งไปทำงานแถวท่าเรือ G นั่นก็หลายปีมาแล้ว จำได้ว่าตอนนั้นฉันพาลูกน้องไปสิบคน ฆ่า...หมายถึงจัดการงานจนสำเร็จเรียบร้อย ทำให้ท่าเรือกลายเป็นของเราได้ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง แต่สุดท้ายท่าเรือนั่นกลับถูกยกให้ญาติคนอื่นไป เอาจริงๆ ฉันก็ไม่ได้รู้สึกอะไรหรอก เพียงแต่นึกสงสัยขึ้นมาว่าในโลกใบนี้...”

“…”

“มันมีอะไรที่เป็นของฉันจริงๆ บ้างนะ”

ในดวงตาเย็นชาของคนพูดไม่ปรากฏวี่แววของความเสียใจใดๆ หากกลับจ้องมองเขาเขม็งแล้วยกยิ้มน่าสยดสยองเหมือนจะบอกอะไรบางอย่าง ไคไม่อยากคาดเดาความหมายที่ซ่อนอยู่ เลยแค่พยักหน้าทีหนึ่งแล้วหันกลับไปสนใจภาพวาดต่อ

ไม่คิดเลยว่าไม่นานหลังจากนั้นตึกเก่าๆ ที่มีห้องของเขาเป็นหนึ่งในนั้นจะถูกเผาทำร้ายเพราะเหตุก่อการร้ายบางประการ ความอบอุ่นจากอ้อมกอดทางด้านหลังช่วยพยุงหัวใจวูบโหวงที่ลืมไปแล้วว่ามีได้ชะงัก แล้วก็อาจเป็นเพราะความอบอุ่นนั่นเองที่ทำให้เขายอมเดินตามแรงลากจูงไปยังสถานที่ที่อีกฝ่ายเรียกว่า ‘บ้าน’ ง่ายๆ

“ไคอยากไปประเทศไทยใช่ไหม”

วันหนึ่งคนคนนั้นกลับมาหาเขาในสภาพที่ใบหน้ามีบาดแผล 

“…”

“หลายวันก่อนฉันเห็นไคเปิดเน็ตดูรูปของประเทศนั้น” 

“...”

“ถ้างั้น...รอให้ฉันเก็บเงินจนเราไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นได้แบบสบายๆ แล้วค่อยไปกันดีไหม”

ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงพยักหน้า แต่ไคหันไปมองมิคาเอลเต็มตา ต่อให้โง่หรือคิดช้าอย่างไรก็ไม่มีทางไม่เข้าใจว่าคนตรงหน้ากำลังคิดอะไรอยู่

แม้ระยะเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมามิคาเอลจะไม่เคยบอกให้รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ทว่าก็ไม่เคยปกปิดเลยสักครั้ง ต่อให้ไคไม่รู้ว่าชาลอฟคือใครก็ยังเข้าใจว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นคนที่ฆ่าคนได้หน้าตาเฉยโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าเลยสักนิด หากเป็นคนทั่วไปคงมีหวาดกลัวบ้าง โชคดีที่เขาคือไค...ไคที่เคยชินกับเรื่องพวกนี้มานานมากแล้ว

สิ่งที่ทำให้คาดไม่ถึง...คือการที่คนตรงหน้าคิดจะหยุดทุกอย่างเพื่อคนอย่างเขาต่างหาก

...แล้วอีกฝ่ายก็ทำตามที่พูดสำเร็จจริงๆ

ครั้งหนึ่งตอนพวกเขาย้ายไปอยู่ประเทศไทยด้วยกันเรียบร้อยแล้วหลังจากมิคาเอลเก็บเงินจากงานนายแบบที่รัสเซียได้สองสามปี ไคเคยนึกสงสัยและถามตัวเองว่าคนคนนี้เห็นอะไรในตัวเขา ทำไมถึงยอมทิ้งชีวิตที่ดูสมบูรณ์แบบ มีทั้งพลังและอำนาจพร้อมสรรพมาอยู่กับคนธรรมดาๆ ที่แม้แต่คำว่า ‘รัก’ ยังไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร

“ช่วงนี้ไคเริ่มพูดกับฉันมากขึ้นแล้ว...ดีจัง”

“…”

พูดมากขึ้นเหรอ...

เขาชะงักไปเล็กน้อย ขณะมองตามแผ่นหลังของคนที่กำลังทำอาหารอยู่หน้าเตาแล้วนิ่งค้างไปนาน เพิ่งรู้ตัวในตอนนี้เองว่าแม้แต่ตัวเขาก็เปลี่ยนแปลงไปเพราะคนคนนี้เช่นกัน

 อา...อย่างนี้เองเหรอ

เพราะแม้แต่คนที่ลืมไปแล้วว่า ‘ความรู้สึก’ เป็นยังไง ก็ไม่อาจต้านทานสิ่งที่เกิดขึ้นในใจได้เช่นกัน แล้วมันจะแปลกอะไรหากคนคนหนึ่งจะมาเกาะติดใครอีกคนเพียงเพราะแค่สบตาก็รู้แล้วว่า ‘ใช่’

“ไค เป็นอะไรหรือเปล่า” 

ไคค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ เมื่อได้ยินเสียงถามไถ่พร้อมกันกับที่ฝ่ามืออบอุ่นวางทาบลงบนแก้มด้วยความเป็นห่วง กระแสของสิ่งที่เรียกว่าความรู้สึกบางอย่างส่งผ่านจากผิวสัมผัสเข้าไปถึงกลางใจ และท่ามกลางความมืดมนว่างเปล่าที่มองหาอะไรไม่เจอ กลับปรากฏแสงสว่างเล็กๆ ขึ้นอย่างเงียบงัน

เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าแม้แต่คนอย่างเขา...ก็ ‘เริ่มรู้สึก’ แล้วเหมือนกัน



“เฮ้ย!” 

ไคกะพริบตาช้าๆ ขณะจ้องมองไปยังชายที่เข้ามาเขย่าตัวเขาด้วยแววตาว่างเปล่า เมื่อนึกไปถึงเรื่องราวในอดีตที่มีมิคาเอลเคียงข้างในทุกช่วงเวลา พอกลับมาสู่ปัจจุบันแล้วพบว่าถูกแยกห่างโดยไม่เต็มใจ เขาก็อดขมวดคิ้วน้อยๆ ไม่ได้

ความเคยชินช่างน่ากลัวจริงๆ...

เพราะมีอยู่ข้างกายตลอด ไม่เคยต้องห่างไปไหนไกล เขาจึงไม่เคยคิดหาคำตอบของความรู้สึกให้ลึกลงไป คิดเพียงได้อยู่ด้วยกันก็มีความสุขมากแล้ว พอต้องมาถูกจับแยกแบบที่ไม่รู้ว่าจะได้เจอเมื่อไหร่ก็นึกขึ้นได้ว่าการต้องห่างจากคนคนนั้นไม่ใช่เรื่องที่เขาชอบใจเลยสักนิด ทั้งยังไม่อาจทำเป็นเฉยได้ด้วย

แต่ไม่เป็นไร...

“มองอะไร!”

ไคจ้องตาคนที่บีบไหล่เขาแรงขึ้นนิ่งๆ ก่อนจะไล่มองรายละเอียดบนใบหน้านั้นอย่างใส่ใจผิดวิสัย ถ้าจะโทษก็คงต้องโทษที่เขาไม่เคยสนใจจดจำใบหน้าหรือชื่อใครเลยนอกจากมิคาเอล หากต้องการจำขึ้นมา แม้จะเห็นใกล้ๆ ในระยะประชิดก็ยังต้องใช้เวลาเล็กน้อย

ส่วนคำถามที่ว่าจำไปทำไม...

“หยุดมองฉันด้วยสายตาแบบนั้นเดี๋ยวนี้!”

ผัวะ!

แรงกระทบของหมัดหนักๆ ที่ข้างแก้มไม่ได้ทำให้ไคเปลี่ยนสีหน้า เขาแค่จดจำใบหน้าของคนที่โกรธจนหัวร้อนไปหมดต่อไป อดคิดในใจไม่ได้ว่านานแล้วเหมือนกันที่ไม่ได้โดนทำร้ายแบบนี้

ต้องจำเอาไว้... ตอนมิคาเอลถามจะได้ตอบถูกว่าใครเป็นคนทำ

ตึง!

“เปิดประตูเร็วเข้า!” เสียงทุบกระจกรถพร้อมตะโกนบอกอย่างตื่นตระหนกของคนที่อยู่ด้านนอกทำให้ทุกคนบนรถสะดุ้งจนหน้าซีด ชายคนที่นั่งอยู่ใกล้ประตูที่สุดรีบเปิดประตูให้เพื่อนซึ่งควรจะเฝ้าต้นทางอยู่ด้านหลังขึ้นมาแล้วถามอย่างตื่นตระหนก

“เกิดอะไรขึ้น ทำไมมาตรงนี้ได้”

“มันตามมาแล้ว!” 

“ว่าไงนะ มันเจอได้ยังไง เราปิดร่องรอยหมดแล้ว!”

“ไม่รู้เหมือนกัน แต่ตอนนี้พวกเราโดนเก็บไปหมดแล้ว เหลือฉันคนเดียวที่วิ่งหนีมาได้ รีบออกรถก่อนเถอะ”

กลุ่มคนที่ถูกว่าจ้างมาปะปนกับคนของอังเดรย์ที่มีอยู่แล้วมีสีหน้าซีดเผือดเมื่อก้มลงมองนาฬิกาแล้วพบว่านี่ยังผ่านมาไม่ถึงสองชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่มีเวลาคิดอะไรให้มากความ คนที่ทำหน้าที่ขับรถรีบปีนไปยังเบาะหน้าเพื่อสตาร์ทรถแทบจะทันที จะอย่างไรตอนนี้ชีวิตก็สำคัญที่สุด

น่าเสียดายที่ไคไม่ได้คิดเช่นนั้น...

ดวงตาว่างเปล่าหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะเบนขึ้นมองคนบนรถแล้วนับจำนวนทีละคน หากชายผู้นั้นวิ่งมาจากจุดที่เจอมิคาเอลก็หมายความว่าทางนั้นเข้ามาใกล้มากแล้ว หากถ่วงเวลาได้สักสองสามนาทีก็น่าจะตามมาทัน

มีดสั้นคมกริบซึ่งดึงออกมาจากเอวการ์ดของมิคาเอลตอนที่ทางนั้นดึงตัวเขาเข้าไปหาเพื่อหลบการโจมตีจากฝั่งตรงข้ามตอนอยู่หลังเวทีถูกหยิบออกมาจากหลังเอวอย่างเงียบงัน ใช้เวลาไม่นานเชือกธรรมดาๆ ก็ฉีกขาดออกอย่างง่ายดาย 

ไคจับมีดด้วยมือซ้าย ตามองจนแน่ใจว่าคนทั้งสี่บนรถกำลังตกใจกลัวหน้าซีดและไม่หันมาสนใจตัวเองแล้ว เขาจึงกระชากไหล่คนใกล้ตัวที่สุดมาหา จับศีรษะของฝ่ายนั้นกระแทกกระจกด้านข้างอย่างแรงจนสลบคาที่

“เฮ้ย!”

ร่างกายของคนหมดสติถูกใช้เป็นเกราะกำบังเพื่อป้องกันอาวุธจากอีกสามคนที่เหลือ โชคดีที่แม้เขาจะไม่ได้ต่อสู้เก่งกาจอะไร แต่กลับมีพละกำลังอย่างน่าเหลือเชื่อ ยามเหวี่ยงร่างคนหมดสติเข้าไปหาคนร้ายอีกคน ทางนั้นจึงโดนแรงอัดเข้ากระแทกกับประตูด้านหลังจนจุกไปทั่วร่าง

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”

ไคไม่ได้สนใจคนร้ายอีกสองคนเพราะพวกมันนั่งอยู่เบาะหน้า เขาอาศัยจังหวะที่รถชะลอตัวเพราะคนขับไม่มีสมาธิเปิดประตูออกไปด้านนอก คิดจะกระโดดหนีออกไปโดยไม่รั้งรอทำใจอะไรทั้งสิ้น ทว่าคนร้ายที่ปีนข้ามมากลับดึงเสื้อทางด้านหลังเอาไว้ได้ก่อน ร่างที่สูงใหญ่พอๆ กันจึงกลิ้งไปอยู่ด้านหลังรถด้วยกันทั้งคู่

“ไม่ต้องสนใจ ขับรถไป!” คนร้ายที่ชกหน้าไคไปครั้งหนึ่งหันไปตะโกนบอกเพื่อนร่วมงานทางด้านหน้า อาวุธอันตรายล่วงหล่นลงพื้นตั้งแต่เขาปีนมาจึงไม่มีอะไรเอามาใช้เล่นงานใครอีกคน เช่นเดียวกันกับไคที่ปล่อยมีดในมือทิ้งไปตั้งแต่ถูกกระชากตัว

น่าแปลกที่การต่อสู้ดูจะสูสีทั้งที่ฝ่ายหนึ่งเป็นมืออาชีพ ขณะที่อีกฝ่ายเป็นเพียงคนธรรมดา ไคใช้สองแขนปกป้องใบหน้าของตัวเองอย่างสุดความสามารถ เพราะเขารู้ดีว่ามิคาเอลขี้เป็นห่วงขนาดไหน หากหน้าเขาเป็นแผล คนคนนั้นต้องไม่กล้าเข้ามาลูบแก้มหรือแอบจูบจนกว่าแผลจะหายแน่นอน

“หยุดดิ้นรน...อึก!” ชายร่างใหญ่ถูกถีบเข้ากลางตัวจนกระเด็นไปกระแทกกำแพงอีกด้าน แรงที่ส่งมาไม่ใช่แรงน้อยๆ แบบที่คนธรรมดาควรจะมีเลยสักนิด 

คนคนนี้สู้เป็น...

เมื่อรู้ว่าการที่เพื่อนร่วมงานสองคนสลบไปไม่ใช่เพียงเพราะความประมาท แต่เป็นเพราะคนตรงหน้ามีความสามารถในระดับหนึ่ง ชายร่างใหญ่ก็เริ่มจริงจังมากขึ้น ทันทีที่หางตามองไปเห็นมีดด้ามหนึ่งหล่นอยู่ไม่ไกล เขาก็อาศัยจังหวะนั้นพุ่งตัวเข้าไปหามันแล้วเอามาชูขู่อีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว

น่าเสียดายที่ในมือทางนั้นก็มีอาวุธเช่นกัน...

แกร๊ก

ไคสไลด์ลำปืนอย่างเงียบงัน ใบหน้าที่มีรอยช้ำบางจุดหากก็ไม่ได้มากมายอะไรดูเฉยชาไม่ต่างจากทุกที ทำราวกับความเจ็บปวดที่ได้รับเป็นเพียงเรื่องธรรมดาที่เขาไม่ได้ให้ความสำคัญอย่างไรอย่างนั้น

“…หัวหน้า”

ในตอนนั้นเองที่เสียงสั่นๆ ของคนขับรถดังขึ้นตัดบรรยากาศตึงเครียด ชายร่างใหญ่ที่เหงื่อไหลท่วมตัวเพราะถูกต้อนจนมุมตวาดเสียงกร้าว

“อะไร!” 

“…ทันแล้ว”

“…”

“มันตามเราทันแล้ว”

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่รถตู้คันเก่าหยุดเคลื่อนไหว ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มีรถยนต์สีดำจำนวนมากขับมาขนาบข้าง ล้อมหน้าล้อมหลังทุกทิศทาง เพราะรู้ตัวอีกที...ก็หนีไปไหนไม่รอดเสียแล้ว

ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะกระจกเบาๆ อย่างมีมารยาทดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัด ในวินาทีนั้นคนร้ายที่ได้สติอยู่เพียงสองคนเผลอสูดหายใจเข้าโดยไม่รู้ตัว และไม่นานหลังจากนั้น ประตูรถคันเก่าก็ถูกเปิดออกโดยเจ้าของมือขาวผ่องผู้หนึ่ง

“ไค…”

แสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์ที่อยู่เบื้องหลังทำให้คนบนรถมองเห็นใบหน้าของชายผู้นั้นไม่ชัดเจนเท่าไหร่นัก ถึงอย่างนั้นเรือนผมสีขาวเงินโดดเด่นและดวงตาสีเขียวงดงามก็บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเขาคือใคร

มิคาเอลยกยิ้มอ่อนโยนราวกับเทวทูตผู้งดงามลงมาโปรดโลกมนุษย์ หากดวงตาคู่นั้นกลับทวีความเย็นชามากขึ้นเรื่อยๆ จนผู้ที่ถูกจับจ้องหนาวเหน็บไปถึงใจ

ปัง!

กระสุนนัดแรกพุ่งทะลวงเข้ากลางศีรษะของชายร่างใหญ่ที่บังอาจยกมีดจ่อหน้าไค ทำให้ร่างที่ยังเบิกตาค้างไหลลงไปกองกับพื้น กลายเป็นศพไปในเสี้ยววินาที ถึงอย่างนั้นปากกระบอกปืนสีเงินที่ไม่รู้ว่าถูกยกขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ยังไม่ถูกเก็บเข้าที่ หากกลับเลื่อนเปลี่ยนเป้าหมายไปยังชายสองคนที่หมดสติอยู่แทน

ปัง! ปัง!

เมื่อไม่มีใครเหลือให้เกะกะสายตานอกจากคนขับรถที่หน้าซีดน้ำตาไหลพรากและกำลังถูกลูก้าลากออกไปด้านนอก เทวทูตผู้แสนงดงามก็ลดมือลงอย่างเงียบงันแล้วหันไปมองไคอีกครั้ง คราวนี้แม้แต่ดวงตาสีเขียวคู่นั้นก็ทอประกายอ่อนโยนไม่ต่างจากน้ำเสียงเลยแม้แต่น้อย

“กลับบ้านกันเถอะ”

 มิคาเอลยื่นมือข้างที่ไม่ได้จับปืนไปด้านหน้า ยังคงยืนอยู่ในท่านั้นแม้จะถูกไคจ้องมองโดยไม่ได้ขยับไปไหนนานหลายวินาที ผ่านไปครู่หนึ่งเจ้าของใบหน้าเฉยชาจึงกะพริบตาช้าๆ คล้ายเพิ่งรู้สึกตัว สองเท้าเดินตรงไปหาคนเรียก...แล้วจับมือข้างนั้นเอาไว้แน่น ไม่ต่างจากที่เคยทำมาโดยตลอด

“อืม”


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 472 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

565 ความคิดเห็น

  1. #552 เจ้าหมีขาว (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 04:07
    จะจำหน้าคนร้ายไว้ จะได้ฟ้องมิคาเอลถูก เอ็นดู555555555555 ร้านกาจนักน่าาาาา
    #552
    0
  2. #536 NACHI1743 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 25 มีนาคม 2563 / 10:18
    แง้ น่ารักๆๆๆๆยังมีการจำหน้าคนร้ายไว้ด้วย

    ตอนนี้ก็ทำให้รู้ว่าพวกเขาผ่านอะไรๆ
    มาด้วยกันมากจริงๆ
    #536
    0
  3. #498 baekbow (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 21 มกราคม 2563 / 20:57
    ตอนนี้ทำให้รู้แล้วว่าเขารักกันอ่ะ ฮือออออออ แถมทำให้รู้ด้วยว่าไคเจอกับอะไรมาก่อนที่จะมาเจอกับมิคาเอล ไม่แปลกใจเลยที่ไคจะเป็นแบบนี้ มันเป็นเกราะป้องกันตัวอย่างนึงที่จะทำให้เขาปลอดภัยจากสถานการณ์ในตอนนั้นได้ หรือไม่ก็ลดความรุนแรงลง
    #498
    0
  4. #483 F I E N (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 มกราคม 2563 / 14:01
    ไคยังไม่ทันได้ฟ้องเลยอ่ะมิ ไคอุตสาห์ไปจ้องหน้าคนร้ายเชียวนะ 55555555555
    #483
    0
  5. #474 premmiii (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 09:23
    ฮื่อ 555
    #474
    1
    • #474-1 premmiii(จากตอนที่ 15)
      12 มกราคม 2563 / 09:24
      น้องๆน่ารักกันมากเลยยย รักไคมากเลยซีนะ ♡♡
      #474-1
  6. #444 orawan0061 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 / 10:38
    ฆ่าคนทั้งเรื่องเพื่อเธอคนเดียว555
    #444
    0
  7. #432 mmamaexx (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 / 22:53
    ต้องบอกว่าเหมาะสมกันจริงๆ
    #432
    0
  8. #207 MYild22 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 23:11
    คนบาดเจ็บสองคนโคจรมาเจอกันได้นี่ดีจริงๆเลยค่ะ มาช่วยเติมเต็มกันละกัน พวกคุณมีค่าสำหรับใครบางคนจริงๆนะคะ อย่าให้มีใครมาแยกเค้าออกจากกันอีกเลย;-;
    #207
    0
  9. #206 mew7367 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 19:01
    ดุเดือด

    เลือดสาดด้ายเเป้ปเดียว
    พอจบตอนท้ายปุ้ป

    อืมมมมม

    เหม็นนนนความรักกกกกกกกกกกกก

    อ่
    #206
    0
  10. #205 Nun (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 11:46

    คือดีมากกกกชอบมากกกจนไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว

    ไคที่นาสงสาร

    #205
    0
  11. #204 iamdevils (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 07:56
    ดีที่เขาเจอกันTT
    #204
    0
  12. #203 ooy1565 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 23:50
    พอทราบอดีตของไคแล้วน้ำตาไหลเลยโดนพ่อแม่ทารุณตั้งแต่เล็กๆน่าสงสารจริงๆดีใจที่มิคาเอลตามมาช่วยไคทันพวกเขาเหมาะสมกันจริงๆ
    #203
    0
  13. #202 TTRRAA (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 23:15
    แง คุณมิคาเอลดือมาก;-; ดีใจที่ไคได้เจอพี่
    #202
    0
  14. #201 Cnpt (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 22:39
    ไม่รู้จะเม้นส่วนไหนก่อน แต่ดีใจที่ไคเจอกับพี่มิจริงๆนะ
    #201
    0
  15. #200 punch98line (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 22:21
    ฮืออออออ ไคอ่าาา ชีวิตช่างน่าเศร้า เเต่ต่อจากนี้มันจะไม่อีกเเล้วนะ เจอบ้านจริงๆซักทีนะ ละเชื่อว่าพี่มิไม่ใช่เเค่มาตามไคกลับเเน่ๆ มันต้องเอาคืนให้สาสม!!!
    #200
    0
  16. #199 Rujie Taew (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 21:59
    ไคเจอบ้านแล้วนะ พี่มิก็เจอที่ที่เป็นของตัวเองแล้ว เชื่อสุดใจจริงๆว่าทั้งสองคนคือคนเจ็บที่มาเจอกันจริงๆ ฮืออออออออ
    #199
    0
  17. #198 Hathaikan Hongkrajok (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 21:54
    โอ้ยยยยย ได้รู้มุมของไคบ้าง ดีจังเลย ผ่านอะไรมาเยอะจริงๆ
    #198
    0
  18. #197 G__. (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 21:50
    ก็คือชอบอันนี้มาก เอ็นดูไคมาก ‘ต้องจำเอาไว้... ตอนมิคาเอลถามจะได้ตอบถูกว่าใครเป็นคนทำ’ แต่อยากจะบอกคนดีเหลือ ไคไม่ต้องบอกมิคาเอลหรอกลูก ยังไงสุดท้ายก็ตายหมดอยู่ดีค่า5555
    #197
    0
  19. #196 penniie (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 21:49
    ความโหดร้ายของพ่อแม่ที่ทำร้ายลูกคนหนึ่งให้เป็นแบบนี้ แย่เนอะ เพราะความผิดพลาดของตัวเอง แต่เอามาลงที่เด็ก ฮือออ กอดนะ ให้พี่มิกอดปลอบบ
    #196
    0
  20. #195 Martin Bamnis (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 21:30

    ไคคคค อุ้มไคกลับเลยค่ะพี่มิ

    ปลอบใจกันน

    ได้อ่านอดีตของไคแล้วเรารู้สึกว่าเด็กคนนึงไม่ควรจะเจออะไรแบบนี้

    แต่ตอนนี้เราไม่ห่วงแล้วล่ะเพราะพี่มิจะเป็นแสงสว่างให้ไคเอง

    ทั้งคู่จะเป็นแสงสว่างของกันและกัน

    ยืนอยู่ข้างกันเสมอ
    #195
    0
  21. #194 Papillon Papillon de Nuit (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 20:49
    เอ็นดู ความจะได้ตอบถูกว่าใครทำ แต่ว่าท่านไคคะ จากสภาพท่านไม่ต้องตอบค่ะ เพราะแค่ใครกล้าจับต้องท่านแม้แต่ปลายขี้เล็บ พี่มิเค้าเก็บหมดค่ะ แต่แบบตอนนี้อ่ะพี่มิออร่าผัวมากง่ะ ;-; ยิ่งตอนบรรยายการยิงของพี่มิอ่ะคิดภาพตามแล้วโซหลัวค่ะพี่
    #194
    0
  22. #193 FDB88 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 20:44

    ตอนนี้ความรู้สึกปนกันไปหมดเลยค่ะ แรกเลยคือพอรู้เรื่องราวของไคคือสงสารมาก ทำไมคนๆนึงต้องมาเจอเรื่องเลวร้ายอะไรแบบนี้ด้วย จากคนที่รู้สึกกับทุกอย่างจนไม่รู้สึกอะไรเลย มันเลวร้ายจริงๆ ตัดมาปัจจุบันไคซึ่งต่อสู้กับคนที่ฝึกมาเป็นอย่างดีได้สูสีนี่ไม่ธรรมดาเลย อาจจะเป็นเพราะสายเลือดสูงส่งนั่นหรือเปล่านะ สุดท้ายพี่มิก็มาทัน ใครที่มันกล้าแตะต้องคนสำคัญแม้แต่วิญญาณก็ไม่เหลือ แล้วชวนกันกลับบ้านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น 555555 ตอนนี้อิฉันเป็นไบโพล่าแล้วจ้าาา

    #193
    0
  23. #192 tanyawikit (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 20:42

    ต้องอย่างนี้สิ ไค

    และมันต้องจบแบบนี้แหละ ถ้ามิคาเอล ตามมาทัน

    จุดจบของพวกไม่รู้ว่า อย่า แตะ ไค

    #192
    0
  24. #191 Vanuda (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 20:41
    มันดีมากเลย อยากให้ลงบอ่ยๆจัง ฮื่อออ
    #191
    0
  25. #190 Ppm (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 20:35

    โอ่ยยย พี่มิโซหลัวมากค่าาา

    #190
    0