[END] 3KINGS ตอน ประมุข

ตอนที่ 9 : PRAMUK-7-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13,197
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,070 ครั้ง
    16 ธ.ค. 61

-7-


เมื่อครอบครัวมาอยู่กันพร้อมหน้า อีกทั้งพี่ชายคนโตยังดูอ่อนโยนลงอย่างไม่น่าเชื่อ คนร่าเริงที่เหมือนมีไฟส่องสว่างตามตัวตลอดเวลาก็ยิ่งอารมณ์ดี เอาแต่ยิ้มเป็นบ้าเป็นบอทั้งวันในแบบที่ถ้าเกรย์มาเห็นคงยิ้มตามไปด้วย แต่นั่นไม่ใช่กับพี่ชายคนรองที่เห็นหน้ากันมานานจนเบื่อ

“เป็นบ้าเหรอ”

“บ้าอะไร ตบปาก!” ประมุขชี้หน้าพี่ชายแบบเคืองๆ ก่อนจะเบนสายตากลับไปมองหน้าพี่ชายคนโตที่นั่งอยู่กับภีมภัทรริมสระน้ำอีกด้าน “เราตัดสินใจไม่ผิดจริงๆ ที่ให้พี่จักรมาที่นี่”

“กูก็ว่างั้น”

ดีจริงๆ ที่ตอนนั้นฮ่องเต้นึกถึงเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ของพ่อขึ้นมาได้ และจำได้ว่าพวกเขามีเพื่อนสมัยเด็กคนหนึ่งอยู่ที่สวนดอกไม้ ทั้งยังเป็นคนที่เคยสนิทสนมกับพี่จักรเอามากๆ การวางแผนพาพี่คนโตมาบำบัดที่นี่จึงเริ่มต้นขึ้น แล้วภีมก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ใช้เวลาไม่นานก็ทำให้คนป่วยยอมกลับไปรักษาตัวจนอาการทั้งทางกายและทางใจดีขึ้นมากขนาดนี้

“อิจฉาเหรอ”

“มึงมากกว่าที่อิจฉา ตอนเด็กๆ ติดพี่เป็นตังเม” ฮ่องเต้เถียงแล้วยิ้มเยาะไอ้เด็กติดพี่ที่พยายามจะโยนความขี้อิจฉามาให้เขา

“กูเปล่าอิจฉา”

“เหรอ”

“เออ” หน้าเชิดๆ เริ่มบูดเบี้ยวเมื่อโดนถามซ้ำ

“อือฮึ”

“…จริงๆ ก็นิดนึง” สุดท้ายประมุขก็สารภาพเสียงอ่อย พลางยกขาทั้งสองข้างขึ้นมากอดบนเก้าอี้ “พี่กลับมาอยู่กับเราตั้งนาน แค่ทำให้กลับไปรักษายังทำไม่ได้เลย แต่พอมาอยู่กับภีม...”

เทียบกับฮ่องเต้ที่เก็บอารมณ์ได้ดีกว่าแล้ว เขาก็เหมือนเด็กขี้อิจฉาคนหนึ่งที่ดีแค่คิดกับพูด ไม่กล้าทำอะไรเลยสักอย่าง แค่เห็นพี่ชายคนโตทำท่าทางน่ากลัวก็หงอ ไม่กล้าเข้าไปคุยด้วย ขนาดมีโอกาสได้เจอพี่ก่อนใครยังเลือกที่จะรอฮ่องเต้ก่อนแล้วค่อยมาเจอพร้อมกันเลย

“อย่าคิดแบบนั้น ถึงจะเป็นครอบครัวก็ใช่ว่าเราจะทำได้ทุกอย่างนะ” ฮ่องเต้ปลอบน้องชายที่นั่งทำหน้าหงอย แล้วหันไปรับแก้วเครื่องดื่มจากคนรักพร้อมส่งยิ้มให้ “บางทีอาจเป็นเพราะกูกับมึงต่างก็ยังเกรงพี่จักรอยู่ทั้งคู่ พอได้มาเจอภีมที่ไม่สนใจเรื่องพวกนั้น เขาเลยเข้าใกล้พี่ได้มากกว่า”

เพราะคิดว่าพี่มีบาดแผลจึงไม่กล้าขัดใจ พี่บอกให้ออกไปก็ยอมออกไปง่ายๆ หากไม่นับเรื่องที่ฝืนเข้าไปทำกายภาพให้ทุกเช้าเพื่อรักษาอาการให้ยังทรงตัวไว้ทั้งที่พี่ไม่เต็มใจ พวกเขาก็แทบจะเป็นน้องชายที่ไร้ปากไร้เสียงโดยสิ้นเชิง

“นั่นสินะ...” พอคิดตามที่ฮ่องเต้พูดแล้วประมุขก็ยิ้มออก “แค่พี่จักรดีขึ้นก็พอ”

“อือ”

เมื่อเห็นพี่ชายคนรองหันกลับไปคุยกับพี่พายุ ประมุขก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหาคนของตัวเองบ้าง ไม่รู้ว่าตอนนี้จะกลับห้องเตรียมนอนพักหรือยังลุยงานต่อ แต่ถ้าให้เดาคงเป็นอย่างหลังเสียมากกว่า

GP.MUK: อย่าลืมกินข้าวนะ

ตูม!

เสียงอะไรบางอย่างตกน้ำทำเอาคนที่กำลังนั่งมองโทรศัพท์เพลินๆ สะดุ้งเฮือก ทว่าในวินาทีถัดมาก็ต้องนิ่งค้างไป ยามได้ยินเสียงพี่ชายคนโตหัวเราะออกมาอย่างสุดเสียง เพราะแกล้งคนสำคัญให้ตกลงไปในน้ำได้สำเร็จ

เนื่องจากนั่งอยู่คนละมุมทำให้เสียงเถียงกันของสองคนนั้นส่งมาไม่ถึง ประมุขได้แต่มองคนสองคนยิ้มให้กันเงียบๆ ความรู้สึกอบอุ่นและดีใจวาบเข้ามา เพียงแค่ได้เห็นว่าในที่สุดพี่จักรก็ดูเหมือนพี่จักรก่อนที่จะถูกแม่เอาตัวไปเสียที แม้จะรู้ว่าคงไม่อาจกลับไปเป็นพี่ชายที่ยิ้มง่ายเหมือนเดิมได้ แต่แค่นี้ก็มากพอแล้วสำหรับน้องชายอย่างเขา

ครืด

M.GRAY: ลูกแกะก็ด้วย

“พี่ยุดูมัน ยิ้มเป็นคนบ้าอีกแล้ว” เสียงบ่นเป็นภาษาอังกฤษให้แฟนฟังของพี่ชายไม่ได้น่าสนใจมากเท่าข้อความในโทรศัพท์ ประมุขก้มลงกดพิมพ์ตอบกลับอย่างรวดเร็ว ไม่สนใจสิ่งที่ฮ่องเต้พูดเลยแม้แต่น้อย

“อย่าแซวน้อง”

พอได้ยินพี่เขยพูดจาเข้าหู เขาก็เงยหน้าชูนิ้วโป้งชื่นชมให้หนึ่งทีจนเกือบโดนเต้ตบหัวอีกรอบ โชคดีที่ลุกหนีได้ทันเลยไม่ต้องโดนฟาดด้วยฝ่ามือของไอ้คนแรงควาย

GP.MUK: *ส่งรูปภาพ*

GP.MUK: เราจัดปาร์ตี้เล็กๆ กันด้วย ผมอยากให้คุณมาด้วยจัง

M.GRAY: เอาไว้ครั้งหน้านะ

GP.MUK: ครับ คุณอย่านอนดึกมากนะ ผมเป็นห่วง

M.GRAY: รับทราบ พรุ่งนี้จะโทรหานะ

GP.MUK: *สติกเกอร์แกะพยักหน้า*

ร่ำลากับคนที่อยู่ห่างไกลเรียบร้อยแล้วก็ได้แต่กลับมานั่งหงอยเหงาเหมือนเดิม ประมุขพาดคางลงบนเข่าทั้งสองข้าง สายตาจับจ้องมองไปรอบๆ อย่างไร้จุดหมาย สุดท้ายจึงตัดสินใจลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงไปนั่งที่ชิงช้าซึ่งอยู่ห่างจากสระน้ำไปนิดหน่อยเพียงลำพัง

การได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวย่อมทำให้เขามีความสุขอยู่แล้ว เพียงแต่พอคิดถึงตอนที่ต้องแยกกันไปคนละทิศคนละทางเหมือนเดิมก็อดทอดถอนใจไม่ได้ จริงอยู่ที่ตั้งแต่เด็กๆ พ่อของเขาก็ต้องไปทำงานไกลๆ หรือไม่ก็กลับดึกตลอด ทำให้ทุกคนในบ้านเคยชินกับการอยู่คนเดียวพอสมควร แต่จะให้ทำใจแยกจากแบบที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะได้เจอกันพร้อมหน้าอีกมันก็ยากอยู่เหมือนกัน

“มานั่งเป็นพระเอกเอ็มวีอะไรตรงนี้”

“คิดอะไรเรื่อยเปื่อย” ประมุขหันหน้ากลับไปมองพี่ชายคนรองที่เดินมาเพียงลำพัง ทิ้งให้แฟนตัวเองนั่งดื่มเหล้ากับพ่ออยู่ที่ม้าหินไม่ไกลนัก “เต้”

“หือ”

“ตอนอยู่คนเดียว แบบที่ไม่มีพี่พายุอยู่ข้างๆ มึงคิดถึงครอบครัวไหม”

“มึงถามทำไม”

“ตอบมาเหอะน่า”

ฮ่องเต้ขมวดคิ้วเมื่อเห็นท่าทีหงอยเหงาของน้องชาย แต่พอได้มองนานเข้าก็เริ่มปะติดปะต่อได้ว่ามันคิดอะไรอยู่ เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยอมพยักหน้าแล้วตอบกลับไปสั้นๆ ตามความจริง

“เออ คิดถึง”

“แล้วเวลาที่เราได้เจอกันแต่ละทีแค่แป๊บเดียวก็ต้องแยกกันอีกแล้ว มึงทำยังไงให้ชินวะ”

“มึงรู้ได้ยังไงว่ากูชิน”

“ก็กูเห็น...” เห็นฮ่องเต้ทำเหมือนไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิดเวลาที่ต้องแยกกันไปคนละทิศคนละทาง อย่างตอนที่ต้องแยกกันอยู่กับเขาเพราะมหา’ลัยอยู่ห่างกันก็มาช่วยขนของโดยไม่ได้พูดอะไรสักคำ

“อะไรๆ มันไม่ได้เป็นแบบที่มึงเห็นเสมอไปหรอกมุข กูไม่พูดไม่ได้หมายความว่าไม่รู้สึก แต่ก็อย่างที่มึงเคยพูด เราต่างมีทางเดินเป็นของตัวเอง มีชีวิตเป็นของตัวเอง และมันก็ไม่ใช่แค่กูหรือมึง แต่รวมถึงพี่กับพ่อด้วย”

“…”

“ที่มึงเล่าเรื่องคนของมึงให้กูฟัง บอกว่ามึงเกือบเป็นอันตรายเพราะเขา คิดว่ากูไม่รู้สึกอะไรหรือไง” ฮ่องเต้ส่ายหน้า อยากจะยื่นมือไปโบกหัวไอ้เด็กซื่อที่พยักหน้าตอบรับง่ายๆ สักที “กูเป็นพี่ กูห่วงมึงอยู่แล้ว ถามว่าอยากให้ยุ่งกับเขาหรือเปล่าก็บอกเลยว่าไม่ แต่เพราะมึงมีทางเดินของมึง และมึงก็เลือกแล้ว อย่างนี้จะให้กูพูดทำไมอีก สู้ให้กำลังใจแล้วคอยเตือนคอยสอนมึงไม่ให้ก้าวพลาดไม่ดีกว่าหรือไง”

“อือ…” ประมุขกลั้นยิ้มจนหน้าบาน แค่ได้ยินพี่ชายพูดว่าห่วงก็มีความสุขจนลืมเรื่องที่ถามตอนแรกไปหมดแล้ว และฮ่องเต้ก็รู้นิสัยของน้องชายดี เพราะแค่เห็นมันทำหน้าเด๋อใส่ เขาก็รู้แล้วว่ามันโยนความเครียดทิ้งไปแล้ว

“มึงรู้ไว้แค่ว่าวันไหนที่คิดถึงจนทนไม่ได้หรือเหนื่อยจนทนไม่ไหว เรายังมีบ้านให้กลับและมีครอบครัวรออยู่ก็พอ”

“อื้อ”

“ทีนี้ก็เลิกทำตัวเป็นหมาหงอย ใช้ชีวิตของมึงให้เต็มที่ อย่าให้ต้องเสียใจทีหลัง แล้วก็ห้ามลืมว่ามีใครรออยู่บ้างก็พอ”

“เข้าใจแล้ว”

ในระหว่างที่สองพี่น้องมองหน้ากันแบบแหยงๆ เพราะบรรยากาศมันชวนให้พุ่งเข้ากอดกันเสียเหลือเกิน เสียงล้อรถที่ขูดไปกับพื้นหินก็ดังขึ้นจากเบื้องหลัง พร้อมกันกับที่ใครบางคนเริ่มพูดต่อจากที่ฮ่องเต้พูด ราวกับเขาฟังเรื่องราวมาตั้งแต่แรกแล้ว

“คิดถึงก็มาหาสิ”

“พี่จักร!” ประมุขเรียกเสียงดัง ก่อนจะรีบลุกขึ้นไปเข็นรถให้พี่ชายขยับมาอยู่ตรงกลางระหว่างชิงช้าของเขากับเต้ “มาตอนไหนเนี่ย มุขไม่ได้ยินเสียงเลย”

“ก็มึงมัวแต่เหม่อไง”

“พูดเหมือนมึงรู้อะเต้”

“รู้ก่อนมึงแล้วกัน”

“เถียงกันเป็นเด็ก” เสียงบ่นราบเรียบไม่จริงจังนักของพี่ชายคนโตทำให้สองพี่น้องหันขวับไปคนละทางเป็นเด็กๆ ท่าทางที่ไม่ได้เห็นมานานทำเอาคนมองอดยิ้มออกมาไม่ได้ ชายหนุ่มยื่นมือไปลูบหัวน้องสองสามที พอหายหน้ามุ่ยกันแล้วถึงได้พูดต่อจากเดิม “พี่เพิ่งมาไม่นาน แต่พอจะเดาได้ว่าคุยอะไรกันอยู่”

“ไอ้มุขมันงอแง พี่จักรไม่ต้องสนใจมันหรอก” ฮ่องเต้บอกแล้วเบนหน้าหนีน้องที่หันมาถลึงตาใส่ ทำเหมือนพูดเรื่องทั่วไปธรรมดา ไม่ได้เพิ่งหลอกด่าใครไปเลยแม้แต่น้อย

“มุขไม่ได้งอแงนะพี่จักร”

“งอแง”

“ไม่ได้งอแง!”

“พอแล้ว” พี่ชายคนโตห้ามศึกด้วยน้ำเสียงเย็นชา หากดวงตากลับดูอ่อนโยนกว่าทุกครั้งจนสองพี่น้องพูดอะไรต่อไม่ออก ได้แต่ยอมยุติสงครามแล้วหันไปพูดคุยกับพี่ชายแต่โดยดี

“ที่บอกว่าคิดถึงก็มาหา แสดงว่ามุขมาหาพี่จักรตอนไหนก็ได้ใช่หรือเปล่า” ประมุขลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นเกาะขาพี่ชายพูดเสียงออดอ้อน พออีกคนส่งมือมาลูบหัวลูบหางก็หลับตายิ้มรับอย่างสบายใจ

“ใช่ อยากมาตอนไหนก็ได้ เราไม่ได้อยู่ห่างกันแล้วนี่”

ไม่ใช่คนละประเทศ ไม่ใช่ไม่มีทางติดต่อได้เลยเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว...

“งั้นมุขจะมาหาบ่อยๆ นะ พี่จักรรีบรักษาตัวให้แข็งแรง จะได้พามุขไปเที่ยวเล่น จำตอนเด็กๆ ที่เราไปเที่ยวงานวัดกันได้ไหม มุขอยากไปปาลูกโป่งอีก”

“เด็กจริงๆ”

“ไอ้เต้!”

คุยดีได้ไม่นานก็ต้องมีคนหาเรื่องให้หัวร้อนใส่ตลอด ไม่ใช่ฮ่องเต้กวนประมุขก็เป็นประมุขกวนฮ่องเต้ ภาพการเถียงกันของสองคู่หูที่ตัวติดกันมาตั้งแต่เกิดทำให้คนห้ามทัพตัดสินใจปล่อยวาง เพราะรู้ดีว่าต่อให้ห้ามไปเดี๋ยวอีกแป๊บเดียวก็ต้องหาเรื่องตีกันต่อ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังแสดงให้เห็นถึงความสนิทสนมกันของสองพี่น้อง...ที่อาจจะดูมากเกินไปนิดหน่อย

“แล้วนี่ภีมไปไหนเหรอพี่จักร” ฮ่องเต้หันไปถามจักรพรรดิ เมื่อเห็นว่าประมุขยอมแพ้กลับไปนั่งเกาะขาให้พี่ชายลูบหัวเหมือนเดิมแล้ว

“พี่ไล่ให้กลับไปอาบน้ำเปลี่ยนชุด เดี๋ยวจะเป็นหวัดเอา”

คนฟังได้แต่ตอบรับอืออาในลำคอ เชื่อว่าถ้าภีมอยู่ตรงนี้คงถามว่า ‘แล้วจะผลักผมลงน้ำทำไม’ เป็นแน่

ทั้งที่ตอนแยกกันอยู่คิดเอาไว้ว่าพอได้เจอคงมีเรื่องให้พูดคุยมากมาย ทว่าเมื่อถึงเวลาจริงๆ พวกเขาก็แค่นั่งมองท้องฟ้า ดูดาวด้วยกันเงียบๆ โดยไม่ได้พูดอะไร แม้แต่ประมุขที่พูดเก่งที่สุดและร่าเริงได้ตลอดเวลาก็ยังนั่งเงียบ ราวกับอยากซึมซับบรรยากาศดีๆ เอาไว้ให้นานกว่านี้ ก่อนจะต้องแยกย้ายเพื่อเดินไปตามทางของตัวเองในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

“พอเรียนจบมีงานทำเมื่อไหร่ เต้กับมุขคุยกันไว้ว่าจะไม่ให้พ่อทำงานแล้ว” ฮ่องเต้เกริ่นออกมาช้าๆ ขณะลอบมองสังเกตอาการของพี่ชายที่ไม่ค่อยสนิทสนมกับพ่อแท้ๆ เท่าไหร่นักไปด้วย “พี่จักรคิดว่ายังไง”

“อืม ก็ดี”

คนฟังทั้งคู่ถอนหายใจโล่งอก ดีใจที่อย่างน้อยตอนนี้พี่ก็ไม่ได้ดูปิดกั้นพ่อเหมือนช่วงแรกๆ ถึงจะรู้ดีว่าที่พี่จักรไม่อยากยุ่ง เป็นเพราะในใจยังโทษที่พ่อปกป้องตัวเองเอาไว้ไม่ได้จนถูกแม่พาตัวไปตั้งแต่ยังเด็ก แต่พวกเขาก็หวังว่าสักวันพี่จะให้อภัย อย่างน้อยยอมกลับไปคุยกับพ่อดีๆ ท่านก็คงมีความสุขมากแล้ว

“พี่จักร” น้องชายคนเล็กกระตุกขากางเกงเรียกให้จักรพรรดิหันกลับไปมอง ในขณะที่ฮ่องเต้กลอกตาใส่คนติดพี่อย่างอดไม่ได้ แค่เห็นพี่จักรเหม่อไม่สนใจตัวเองนิดหน่อยก็ต้องหาเรื่องเรียกร้องความสนใจแล้ว

“ว่าไง”

“พรุ่งนี้พี่จักรพามุขไปเดินเล่นนะ อยากเที่ยวสวนดอกไม้ของภีม”

“อืม” คนเย็นชาตอบรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มือก็ยังลูบหัวทุยของน้องไม่หยุด เผลอแป๊บเดียวประมุขก็ทำท่าคล้ายจะงีบหลับตามประสาคนขี้เซา จนเขาต้องหันไปสะกิดเรียกฮ่องเต้ให้มาช่วยจัดการอีกที เพราะไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรกับสถานการณ์เช่นนี้ แต่ว่า...

“หลับแล้วยังทำหน้าโง่ไม่เลิกอีก”

“ไม่ได้โง่!”

จักรพรรดิกับฮ่องเต้มองคนตาแดงที่แพ้คำว่าโง่ด้วยสายตาจะขำก็ไม่ใช่จะสงสารก็ไม่เชิง แค่ดูหน้าแวบเดียวก็รู้แล้วว่าง่วงขนาดไหน แต่พอโดนจี้จุดเข้าหน่อยก็ตื่นขึ้นมาง่ายๆ ไม่รู้จะเรียกว่าน่าเอ็นดูดีหรือเปล่า

“เต้ พามุขไปนอนดีๆ เถอะ”

“ครับ พี่จักรก็กลับไปพักเถอะ ภีมมานั่นแล้ว”

จักรพรรดิเป็นฝ่ายแยกตัวไปก่อนเมื่อภีมภัทรเดินมารับถึงที่ เหลือก็แต่ฮ่องเต้ที่ต้องฉุดกระชากลากถูไอ้น้องตัวดีที่กำลังทำตัวเป็นเด็กพยายามจะปีนขึ้นหลังเขาเพราะไม่อยากเดินเอง

“ไอ้มุข กูหนัก!”

“กูเบากว่ามึงตั้งเยอะ แบกๆ ไปน่า”

“เบาอะไรของมึง ตัวก็เท่าๆ กัน” ฮ่องเต้บ่นไปก็ลากน้องไปด้วย จนกระทั่งถึงจุดที่พวกพ่อๆ นั่งดื่มกันอยู่ เขาก็รีบกวักมือเรียกให้คนตัวสูงที่นั่งนิ่งเป็นตอไม้มาช่วย “พี่ยุ ช่วยที”

“ไม่ต้องช่วยหรอก ปล่อยให้พี่น้องลากกันกลับไปเองนั่นแหละ”

“พ่อ” คนฟังขมวดคิ้วมุ่น ตัวเอนจนแทบจะล้มอยู่ล่อมล่อเพราะถูกถ่วงน้ำหนักโดยคนตัวพอๆ กันที่ทำเหมือนเมาทรงตัวไม่อยู่ ทั้งที่มันแค่ง่วงเฉยๆ ไม่รู้ฮ่องเต้ควรจะดีใจหรือเสียใจกันแน่ที่พ่อตัวเองพูดภาษาอังกฤษได้เลยคุยกับพี่ยุรู้เรื่อง แถมดูเหมือนฝ่ายนั้นจะเชื่อฟังคำของพ่อมากกว่าเขาเสียด้วย

“เต้ พากูไปเตียงได้แล้ว”

“…” ฮ่องเต้กลอกตาเหนื่อยหน่าย ตัดสินใจหยุดความพยายามผลักประมุขลงจากหลัง แล้วเริ่มใช้สมองประมวลผลคิดหาแผนการดีๆ ที่จะทำให้มันดิ้นลงไปเอง “มุข”

“อือ”

“มึงวางโทรศัพท์ทิ้งไว้ตรงชิงช้าทำไมวะ สั่นใหญ่เลยนั่น ใครโทรมาหรือเปล่า”

คราวนี้ไม่ต้องรอให้ใครมาฉุด ลูกชายคนเล็กของบ้านก็ผลักพี่คนรองออกไปให้พี่พายุแล้วพุ่งกลับไปที่ชิงช้าอย่างรวดเร็ว อารมณ์ง่วงๆ ที่มีตอนแรกจางหายไปไหนก็ไม่รู้ แต่ดูเหมือนสติสตังที่มีจะหายไปด้วย ถึงได้ไม่สังเกตเห็นความผิดปกติในประโยคที่พี่ชายพูดเลยสักนิด

“ไอ้เต้!!”

“พี่ยุรีบกลับห้องกันเร็ว” ฮ่องเต้คว้าแขนคนรักไว้แล้วรีบลากให้ลุกตามไปอย่างรวดเร็วเมื่อน้องชายหันมาทำหน้ายักษ์ใส่ คงรู้ตัวแล้วว่าถูกหลอก เพราะโทรศัพท์มันก็เหน็บอยู่ในกางเกงตั้งแต่แรก ไม่ได้ทิ้งไว้ตรงนั้นตามที่เขาบอก

“โดนหลอกซะแล้วไอ้เสือ”

“พ่อไม่ต้องพูดเลย” ประมุขหน้าบูด เดินกลับไปหาพ่อตัวเองแบบเนือยๆ โชคดีที่คุณอาวิบูลย์ พ่อของภีมเมาจนฟุบหน้าลงกับโต๊ะไปแล้ว เขาจึงไม่ต้องคอยรักษาท่าทีมากนัก

“โกรธพี่แล้วมาลงที่พ่อซะงั้น”

“เปล่าสักหน่อย พ่อไปนอนได้แล้ว ให้มุขช่วยพาคุณอาเข้าไปไหม”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวพ่อจัดการเอง เราไปนอนเถอะ”

ประมุขพยักหน้าหงึกหงักพลางหาวหวอด เมื่อโบกมือร่ำลาผู้ใหญ่แล้วก็เดินเอื่อยๆ เข้าไปในตัวบ้านพักที่พวกเขาเหมาอยู่รวมกันทั้งครอบครัว แต่เป็นเพราะไม่มีคู่เหมือนใครเขาเลยต้องนอนคนเดียว กลิ้งไปกลิ้งมาได้พักใหญ่ก็ยังนอนไม่หลับ สุดท้ายต้องลุกมานั่งกดโทรศัพท์หาคนที่ไม่รู้ว่านอนหลับไปแล้วหรือยัง

GP.MUK: ฝันดีครับ

M.GRAY: ฝันดี : )

“ยังไม่นอนอีก” ประมุขบ่นอยู่กับตัวเองเมื่อเห็นข้อความที่ตอบกลับมา เชื่อว่าป่านนี้เกรย์คงยังทำงานอยู่เป็นแน่ แต่ถ้าให้ชวนคุยต่อก็กลัวว่าจะไม่ได้นอนกันทั้งคู่ สุดท้ายเขาจึงวางโทรศัพท์ลงแล้วค่อยๆ หลับตา พอได้ส่งข้อความที่ปกติต้องบอกกันทุกคืนไปแล้ว ความง่วงก็เข้ามาครอบงำจนสติหลุดลอยไปไกลอย่างรวดเร็ว



ช่วงเวลาแห่งความสุขผ่านไปไวจนน่าตกใจ ในที่สุดวันที่ต้องแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทางก็มาถึง ตอนเช้าตรู่ประมุขถูกพี่ชายคนรองลากให้ลุกไปอาบน้ำแต่งตัว เสร็จแล้วก็เดินไปขึ้นรถแบบง่วงๆ งุนๆ โดยลืมร่ำลาพี่ชายคนโตไปเสียสนิท รู้สึกตัวอีกทีรถซึ่งมีผู้โดยสารสี่คนไม่นับคนขับของสวนก็ออกตัวมาได้พักใหญ่แล้ว

“กูยังไม่ได้ลาพี่จักรเลย”

“มึงงัวเงียเอง” ฮ่องเต้ที่นั่งคั่นตรงกลางระหว่างประมุขกับพายุหันไปตอบด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย ได้กลับมาอยู่กับน้องแค่ไม่กี่วันรู้สึกเหมือนอายุสั้นลงเพราะต้องคอยมารองรับอารมณ์บ้าบอของคนที่ชอบทำตัวเป็นเด็กเวลาอยู่กับครอบครัว เมื่อก่อนเขาก็ไม่คิดอะไรหรอก แต่ตอนนี้ชักรู้สึกว่าทุกคนจะตามใจมันมากเกินไปแล้ว

“ช่างเหอะ เดี๋ยวกูค่อยโทรไปหาบ่อยๆ ก็ได้” คนเด๋อพยักหน้ากับตัวเองแล้วก็ไหลไปพิงกระจกเอาไว้อย่างเกียจคร้าน

“แล้วนี่มึงกลับไปเจอคนคนนั้นที่กรุงเทพฯ เลยใช่ไหม”

“อือ เขาบอกให้ไปเจอกันที่นั่นเลย” ประมุขตอบพี่ชายแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดู เผื่อคนที่บอกว่าจะตอบข้อความไม่ได้สักพักจะว่างคุยด้วยแล้ว แต่ดูเหมือนจะยังไม่มีวี่แวว

หลังจากใช้เวลาเดินทางอยู่พักใหญ่ รถก็แล่นเข้าไปจอดหน้าสนามบิน ประมุขกับฮ่องเต้หันไปไหว้ขอบคุณลุงคนขับรถจากสวนรังสิมันตุ์ ก่อนจะพากันลากกระเป๋าเดินทางเข้าไปด้านใน โดยตกลงกันไว้ว่าพวกเขาจะกลับกรุงเทพฯ พร้อมกันก่อน จากนั้นถึงจะแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง ทว่ายังไม่ทันได้ขยับตัวไปไหน คนคุ้นหน้าคุ้นตาที่คอยดูแลประมุขจากที่ลับๆ มาตลอดหลายวันก็วิ่งเข้ามาหา

“วิคเตอร์” ประมุขทักทายคนคุ้นเคยด้วยรอยยิ้ม และไม่ลืมผงกหัวให้พี่การ์ดคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ด้านหลังอีกฝ่ายด้วย

“คุณรออยู่ที่นี่ก่อน”

“หือ มีอะไรหรือเปล่าครับ เกรย์บอกให้ผมไปเจอที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่เหรอ”

“นายเปลี่ยนแผน ตอนนี้กำลังเดินทางมาที่นี่ คุณแคนเซิลตั๋วเครื่องบินได้เลย” บอดี้การ์ดหนุ่มบอกด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง พร้อมยื่นโทรศัพท์ที่มีข้อความจากเจ้านายให้ประมุขดูเพื่อยืนยัน

“อ๋อ…” พอรู้ว่าเกรย์กำลังจะมาหา คนที่ดูห่อเหี่ยวมาตลอดก็ดูกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาในทันใด ประมุขรีบหันหน้าไปหาครอบครัว ตั้งท่าจะอธิบายความ แต่พอเห็นสีหน้าเหนื่อยหน่ายของพ่อกับพี่ แล้วก็ใบหน้าไร้อารมณ์ของพี่พายุ รอยยิ้มที่มีก็จางหาย กลายเป็นเสียงหัวเราะแหบแห้งแทน “คือว่า...”

“ดีใจยิ่งกว่าเจอพ่ออีกนะ” กฤษณ์มองลูกชายแล้วส่ายหน้าหน่าย เพราะแม้จะไม่ได้มีเวลาอยู่ด้วยกันมากนัก แต่ลูกของเขาก็ไม่เคยปิดบังเรื่องความรักความชอบของตัวเอง พอได้เจอทีก็เข้ามาเล่าให้ฟังโดยไม่ต้องถาม ถึงจะไม่ได้รู้มากเท่าพี่น้องที่อยู่ด้วยกันตลอด แต่ก็ยังรู้ว่าลูกชายทุกคนดูจะชื่นชอบคนอันตรายกันเสียเหลือเกิน

จะยกเว้นก็แต่จักรพรรดิ...ที่น่าจะเป็นตัวอันตรายเอง

“โธ่พ่อ... มุขไม่ได้ดีใจยิ่งกว่าเจอพ่อสักหน่อย” ประมุขรีบเข้าไปกอดพ่ออย่างออดอ้อน แล้วยังเผื่อแผ่ไปถึงฮ่องเต้โดยการยื่นมือไปจับแขนเสื้อพี่ชายไว้เพื่อให้รู้ว่าไม่ได้ลืมอีกต่างหาก

“พ่อเตือนให้มันดูแลตัวเองหน่อย กลัวจริงๆ ว่าจะเด๋อไปโดนใครเขาหลอก”

“กูไม่ได้โง่นะเต้”

“กูยังไม่ได้ด่ามึงโง่เลย”

คนฟังทำหน้าย่นแล้วหันไปกอดพ่อเหมือนเดิม คราวนี้เอามือออกจากแขนเสื้อฮ่องเต้เป็นเชิงบอกว่าไม่พอใจด้วย ซึ่งแน่นอนว่าพี่ชายที่รักน้องแบบไม่แสดงออกย่อมต้องสนองอาการเหล่านั้นด้วยการยื่นมือไปบิดแก้มขาวๆ ด้วยความหมั่นไส้

“น่าบิดให้เขียว”

“พี่ยุ แฟนพี่แกล้งมุข” ประมุขยกมือกุมแก้มแล้วหันไปฟ้องพี่เขยที่เอาแต่ยืนนิ่งเป็นตอไม้ไร้ตัวตน พอเห็นพี่ชายตั้งท่าจะตบตีอีกก็รีบวิ่งไปหลบหลังคนตัวสูงแล้วเกาะเสื้อไว้แน่น

“ไอ้มุข ออกมาจากหลังพี่ยุเดี๋ยวนี้!”

“ไม่ออก... มึงเอากระเป๋าใบนั้นกลับไปไว้ที่บ้านด้วยนะ กูกลับกรุงเทพฯ เมื่อไหร่จะไปเอา”

“กูไม่รับฝาก!”

สองพี่น้องหมุนไปหมุนมาโดยมีพายุเป็นตัวคั่นกลางซึ่งก็ยอมหมุนตามแรงบังคับโดยไม่พูดอะไร ไม่ได้มีใครรู้ตัวเลยว่าถูกจับจ้องขนาดไหน พวกเขาดึงดูดสายตาของคนรอบข้างได้มากมายทั้งจากรูปร่างหน้าตา เสียงพูดคุยเฮฮา และที่สำคัญที่สุดคือการที่มีชาวต่างชาติในชุดสูทยืนล้อมอยู่เกือบสิบคน

รอจนเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว กฤษณ์ที่ยืนหัวเราะเงียบๆ จึงส่งสัญญาณให้ลูกเขยคว้าแขนคนรักกับน้องชายอีกคนเอาไว้ จะได้หยุดวิ่งไปวิ่งมาน่าปวดหัวเสียที

“ตีกันเป็นเด็กๆ เลย พ่อกับพี่ต้องไปแล้วนะเจ้ามุข”

“ไปแล้วเหรอ” คนที่ยืนหอบแฮ่กอยู่ถามเสียงอ่อย เหมือนจะไม่อยากแยกกับครอบครัว แต่ท่าทางบ่งบอกชัดเจนว่าจะรอใครบางคนอยู่ที่นี่ ทั้งที่จริงๆ จะขอกลับกรุงเทพฯ พร้อมพ่อกับพี่ให้ได้อยู่ด้วยกันนานกว่านี้ก็ได้

“ดูแลตัวเองดีๆ นะมุข พ่ออยู่ไกล คงมาหาในทันทีไม่ได้ เพราะงั้นถ้ามีปัญหาให้รีบติดต่อเต้หรือจักรเลย เข้าใจหรือเปล่า”

“อื้อ แล้วพ่อไม่อยู่รอเจอเกรย์ก่อนเหรอ”

“อยากอยู่เหมือนกัน แต่คงไม่ทันแล้ว เอาไว้โอกาสหน้าค่อยเจอกันแบบครบๆ นะ” กฤษณ์ลูบหัวลูกชายคนเล็กที่มีนิสัยน่าเป็นห่วงที่สุดในบ้านแล้วก็ดึงเจ้าตัวเข้ามากอดแน่นๆ หนึ่งที “ต่อจากนี้ถ้าต้องตัดสินใจทำอะไรก็คิดดีๆ หรือถ้าคิดไม่ออกจริงๆ ก็ถามเต้นะ พี่เราฉลาดจะตายไป”

“พ่อจะบอกว่ามึงโง่อะมุข”

“ไอ้เต้!” ประมุขหันไปถลึงตาใส่พี่ชาย ตั้งท่าจะเข้าไปบวกกันอีกรอบ แต่พายุก็เดินเข้ามาแทรกแล้วยกมือลูบหัวเขาเป็นเชิงลา ก่อนจะลากพาฮ่องเต้เดินจากไปเสียก่อน

“ดูแลตัวเองด้วยไอ้น้องเอ๋อ!”

“กูไม่เอ๋อสักหน่อย...” สุดท้ายก็ทำได้เพียงพึมพำกับตัวเองแบบหงอยๆ เมื่อพ่อเดินตามหลังพี่เขยกับพี่ชายไปแล้ว เหลือเพียงเขาและบรรดาบอดี้การ์ของเกรย์ที่ยืนรออยู่

ประมุขเดินตามหลังวิคเตอร์ไปนั่งรอที่ห้องรับรองพิเศษของสนามบิน พอได้หย่อนก้นลงนั่งปุ๊บตัวก็ไหลไปตามโซฟาปั๊บ ท่าทางที่ดูไร้ชีวิตชีวาของนายอีกคนทำให้เหล่าการ์ดที่เฝ้ามองอยู่ได้แต่ขนลุกขนพอง กังวลไปหมดว่าเจ้าตัวจะเป็นอะไรหรือเปล่า และถ้าเจ้านายมาเห็นท่าทางแบบนี้เข้า...

ไม่ต้องคิดก็รู้แล้วว่าบรรยากาศจะเย็นเยียบชวนหนาวสันหลังเพียงใด

“วิคเตอร์”

ทว่าจู่ๆ คนที่เอนตัวอยู่ก็เด้งขึ้นมาเท้าคางกับพนักโซฟามองวิคเตอร์ที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านหลังด้วยท่าทีร่าเริง ทำเอาคนที่ดูอยู่กะพริบตาปริบๆ อย่างทำอะไรไม่ถูกกับการเปลี่ยนอารมณ์ที่รวดเร็วยิ่งกว่าอะไรดี

“ผมฟังอยู่”

“เกรย์ยังมาไม่ถึงอีกเหรอ”

“นายบอกว่าอีกสิบห้านาที ให้คุณนอนรอก่อนก็ได้” วิคเตอร์ตอบคำถามแล้วเงียบไป ก่อนใบหน้าจะแข็งค้างเมื่อคนฟังพยักหน้าหงึกหงัก แล้วตบเบาะข้างตัวเบาๆ

“มานั่งคุยกันเถอะ ผมเหงาแล้ว” พูดไปแล้วก็มองไปรอบๆ เห็นสีหน้ากลั้นหัวเราะของพี่การ์ดคนอื่นๆ ก็นึกว่าอยากมานั่งด้วย เขาเลยฉีกยิ้มแล้วเชิญชวนอย่างใจกว้าง “คนอื่นๆ ก็มานั่งด้วยกันสิครับ เกรย์ไม่ว่าหรอก”

“ไม่เป็นไรครับ” อเล็กซ์ที่ยืนห่างจากวิคเตอร์ไปไม่ไกลกระแอมแล้วตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง เนื่องจากเมื่อครู่เกือบจะหลุดขำออกมา แล้วก็แทบสำลักน้ำลายเมื่อได้ยินประโยคถัดไปของนายคนใหม่ เห็นแบบนั้นประมุขก็หัวเราะออกมาอย่างอดไม่อยู่ ถึงจะมีแค่การ์ดที่เขาสนิทด้วยไม่กี่คนที่ยอมแสดงท่าทีน่าตลกออกมาให้เห็น แต่นั่นก็มากพอจะทำให้อารมณ์หงอยๆ จางหายไปแล้ว

“ผมล้อเล่นน่า รู้อยู่หรอกว่าหน้าที่ของทุกคนคืออะไร”

“ล้อเล่นอะไรเหรอ” เสียงทุ้มต่ำของคนที่ไม่ได้เจอมาหลายวันทำให้ลูกแกะตัวกลมที่เอาแต่แกล้งชาวบ้านฉีกยิ้มกว้าง รีบลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปหาคนมาใหม่อย่างว่องไว

“คุณมาแล้ว”

“อือ มาแล้ว” คนตัวสูงในชุดสูทเต็มตัวยิ้มจาง แขนอ้าออกรับลูกแกะน้อยเข้ามากอดให้หายคิดถึง และใช้โอกาสนั้นกวาดสายตามองการ์ดที่ได้รับคำสั่งให้ดูแลลูกแกะ เมื่อได้รับคำตอบผ่านการแสดงออกว่าไม่ได้มีอะไรไม่ดีเกิดขึ้น เขาก็ก้มหน้าลงสนใจคนสดใสที่วันนี้ดูขอบตาดำผิดปกติอีกครั้ง “ทำไมขอบตาดำแบบนี้ นอนไม่หลับเหรอ”

“ครับ ไม่รู้ทำไมตอนกลางคืนนอนไม่หลับ ชอบมาง่วงตอนกลางวันแทนจนโดนเต้ตีตั้งหลายรอบ”

“เพราะฉันหรือเปล่า”

“ใช่ เพราะคุณเลย” ได้ทีลูกแกะก็โยนความผิดให้คนที่ไม่ยอมมาด้วยยกใหญ่ “เพราะคุณทำให้ผมนอนคนเดียวไม่ได้แน่ๆ”

หากเป็นคนอื่นพูดเกรย์คงคิดว่าเป็นคำพูดล้อเล่นขำๆ แต่พอมันเป็นคำพูดที่ออกมาจากปากลูกแกะซึ่งกำลังทำหน้าจริงจัง เขาก็หัวเราะออกมาโดยไม่ได้ปฏิเสธอะไร

“งั้นเอาไว้ไปนอนต่อบนเครื่องนะ มีฉันอยู่ด้วยก็นอนหลับแล้ว”

“เราจะไปไหนกันเหรอ”

“ลงใต้น่ะ” คนพูดคลี่ยิ้มจาง ดวงตาเป็นประกายประหลาดแบบที่หากไม่สังเกตดีๆ คงมองไม่เห็น “ลูกแกะคงเบื่อกรุงเทพฯ ตอนนี้ฉันเคลียร์งานเสร็จแล้ว มีเวลาเที่ยวสบายๆ อยู่หลายวัน เราไปเที่ยวต่างจังหวัดกันดีกว่า”

“จริงเหรอ”

“จริงสิ... เดี๋ยวเราจะไปเจอคิงที่นั่นด้วยนะ ดูเหมือนพี่นายจะต้องเดินทางไปร่วมงานอะไรสักอย่าง”

“งั้นเรารีบไปกันเถอะ!” พอได้ยินว่าจะได้เจอพี่ชายคนโตอีกรอบ ประมุขก็ตาสว่างเต็มที่ รีบคว้าจับแขนคนข้างกายไว้แล้วดึงให้เดินออกไปด้วยกัน โดยมีการ์ดทีมเอตามหลังไปติดๆ

“ไม่ต้องรีบก็ได้ คิงจะออกเดินทางพรุ่งนี้ ไม่ใช่วันนี้เหมือนเรา”

ดูเหมือนคำพูดของเกรย์จะส่งไปไม่ถึงคนอารมณ์ดีที่จูงมือเขาเดินไปเรื่อยๆ แบบไร้จุดหมาย ชายหนุ่มมองแผ่นหลังของลูกแกะน้อยที่น่าจะลืมไปแล้วว่าตัวเองไม่รู้ทางเงียบๆ แล้วปล่อยให้อีกฝ่ายพาเดินเล่นไปทั่วโดยไม่คิดขัด

แค่ได้เห็นท่าทีมีความสุขที่จะได้ไปเที่ยวด้วยกันแบบนี้... เขาก็รู้สึกว่าตัวเองคิดถูกแล้วที่เร่งทำงานจนแทบไม่ได้พักผ่อนในช่วงเวลาตลอดหลายวันที่ผ่านมา


---------------------------

TALK: ขออภัยที่หายไปนานเลยนะคะ เดือนนี้วุ่นวายหลายล้านประการมากกก ไม่มีเวลาอ่านทวนมาลงเลย แต่พอพ้นวันที่27ก็สบายตัวแล้วค่ะ จะมาอาทิตย์ละตอนเป็นอย่างต่ำน้า เจอกันแน่นอนน (เขียนจบแล้วด้วยเย้)
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.07K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,503 ความคิดเห็น

  1. #1415 tonnam (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 16:57

    ชอบบรรยากาศครอบครัวแบบอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้อ่ะ คือมันอบอุ่นโดยไม่ต้องพูดอะไรมากเลย

    #1,415
    0
  2. #1410 byjune96 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 02:05
    ้เอ็นดูน้องงงงงง
    #1,410
    0
  3. #1380 ojay2 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2562 / 10:56
    น้องงง อยู่กับพี่แล้วเอ็นดูวววว
    #1,380
    0
  4. #1350 ying-b (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 15:54
    ชอบเวลาน้องตีกับฮ่องเต้อ่ะ คือใช้คำว่าเอ็นดูหมดสต็อกแล้วจ้า 555555555
    #1,350
    0
  5. #1326 CallistoJpt (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 / 13:37
    น้องมุขน้องคือน้องงงงงอ่ะ ยิ่งพอได้อยู่กับครอบครัวน้องยิ่งมีความน้องเพิ่มขึ้นไปอีก เอ็นดูน้อง~~
    #1,326
    0
  6. #1300 Strawberrybunny (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2562 / 22:45
    น้องน่ารักไรขนาดนี้อ่ะลูกกกก
    #1,300
    0
  7. #1189 ExOne_08 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2562 / 06:22
    เอ็นดูอ่ะ555555555
    #1,189
    0
  8. #1017 gabriel.la(: (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 เมษายน 2562 / 13:11
    น้องน้อยโดนแกล้ง5555
    #1,017
    0
  9. #908 tensita (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 มีนาคม 2562 / 23:38
    เยยยย้ย
    #908
    0
  10. #891 maybee23 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 มีนาคม 2562 / 23:32
    งุ้ยยย น้องน่ารักอะไรขนาดนี้55555
    #891
    0
  11. #864 Hamina (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 มีนาคม 2562 / 18:17
    งื้อออ น่ารักอ่ะ
    #864
    0
  12. #646 itzmebb (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 มกราคม 2562 / 17:42

    หายหงอยเชียวนะลูกแกะ

    #646
    0
  13. #640 baekbow (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 11:14
    ตลกพี่น้องคู่นี้อ่ะ ตีกันได้ตลอดเวลาจริงๆ ลูกแกะจะไปเที่ยวทะเลแล้ววววววว จะได้เที่ยวจริงๆแล้วใช่ไหม
    #640
    0
  14. #636 PPSnook (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 มกราคม 2562 / 15:05
    น้องน่ารัก
    #636
    0
  15. #562 Yuumiiz (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2561 / 14:36
    คุณมุขขข น่ารักจริงๆ โอ้ยยยย ยังรอฉากที่เกรย์นอนลูบหัวลูกแกะ แล้วกันไปคุยกับคุณจักรอยู่นาาา ในพาร์ทนี้ต้องละมุนมากแน่ๆ โง้ย
    #562
    0
  16. #558 Raatty (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2561 / 17:30
    ประมุข นี่น้องงงงงงง จริงๆแต่ก็น่ารักมากๆ
    #558
    0
  17. #549 khawfangg (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2561 / 23:11
    อบอุ่นมาก
    #549
    0
  18. #548 FDB88 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2561 / 01:09

    เอ็นดูน้องงงงง

    #548
    0
  19. #546 MissbeeeBunnyfiy (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 02:41
    น้องแบบน้องมากๆ -ตัวขี้เกียจจ
    #546
    0
  20. #545 golf8 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2561 / 21:04
    เต้กับมุข เวลาอยู่ด้วยกันดูน่ารักอะ คู่กัดที่เข้าใจกันดีสุด
    #545
    0
  21. #544 fuminz (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2561 / 15:24
    ตอนเต้กับลูกแกะกัดกันอารมณ์เหมือนแมวตีกันเลยอุแง๊งงงง น่ารักน่าบีบบ
    #544
    0
  22. #543 ooy1565 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2561 / 11:36
    พี่น้องเขาเจอกันน่ารักมากประมุขนี้เด็กน้อยที่สุดเจ้าลูกแกะของเกรย์
    #543
    0
  23. #542 mon9228 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2561 / 10:47
    ประมุขนี่เหมือนเด็กน้อยจริงๆ เหมาะแล้วล่ะที่เกรย์จะเรียกว่าลูกแกะ ครอบครัวก็เริ่มกลับมาอบอุ่นเหมือนเดิมแล้วเนอะ ^^
    #542
    0
  24. #541 partey (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2561 / 10:34
    คิดถึงลูกแกะ กลับมาต่อเร็วๆน้า
    #541
    0
  25. #540 mintgirl (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2561 / 07:49
    ลูกแกะนี่น่าเอ็นดูวววววววววว ความคิดความอ่านใสซื่อไปหมดดดดดด
    #540
    0