[END] 3KINGS ตอน ประมุข

ตอนที่ 15 : PRAMUK-13-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,825
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 770 ครั้ง
    28 ก.พ. 62

-13-


ประมุขเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นก็ตอนที่เขาเก็บข้าวของจนเสร็จ และได้ขึ้นไปนั่งเกร็งอยู่บนเครื่องบินส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว บรรดาการ์ดตัวโตที่ไม่เคยเห็นหน้าหลายคน ซึ่งเขารู้มาจากวิคเตอร์ว่าเป็นคนของแม่เกรย์ที่ถูกส่งให้มารับตัวเขาก็นั่งอยู่ด้วย และแม้รอบกายจะถูกรายล้อมด้วยการ์ดทีมเอของเกรย์ เขาก็ยังอดรู้สึกเกร็งไม่ได้อยู่ดี

บทสนทนาที่ทั้งสองฝ่ายคุยกันตอนวิคเตอร์ลงไปจากรถเป็นเรื่องเกี่ยวกับการพาประมุขไปพบเกรย์และครอบครัว ดูเหมือนฝ่ายนั้นจะไม่อยากทนรออีกต่อไปแล้ว ถึงได้ส่งคนมาเชิญกันถึงที่โดยเกรย์เองก็เพิ่งรู้พร้อมกัน และฟังจากคำพูดดูแล้วคล้ายเจ้าตัวจะโมโหอยู่พอสมควร หากไม่ใช่เพราะประมุขพูดบอกให้ใจเย็นๆ คงมีคนบรรดาลโทสะแบบไม่ต้องสงสัย

“คุณโอเคหรือเปล่า” เสียงถามของวิคเตอร์ที่คอยนั่งประกบอยู่ด้านข้างตลอดทำให้คนที่กำลังเหม่อลอยได้สติอีกครั้ง มือสองข้างที่กำไว้แน่นใต้ผ้าห่มเพราะไม่ต้องการให้ใครเห็นคลายออกช้าๆ เมื่อถูกดึงให้หลุดออกจากเรื่องเครียดๆ ที่คิดอยู่ในใจเพียงลำพัง

“โอเค”

วิคเตอร์ยังคงจ้องมองคนของเจ้านายอย่างละเอียดซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายครั้งจนมั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่เป็นอะไรจริงๆ จึงยอมหันกลับไปมองด้านหน้าตามเดิม แต่แทบจะทันทีที่หันกลับ คนข้างกายก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ บอกให้รู้ว่าที่พูดโอเคนั่นไม่ได้ออกมาจากใจเลยสักนิด

“อยากถามอะไรผมไหม”

“ผมถามได้เหรอ”

ได้หรือไม่ได้ไม่รู้ แต่เล่นจ้องด้วยแววตาคาดหวังขนาดนั้นคงไม่มีใครปฏิเสธลง... บอดี้การ์ดหนุ่มพยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงตอบว่าได้ ก่อนจะพูดยืนยันซ้ำอีกที

“ได้ทุกเรื่อง ถ้ารู้ผมจะตอบ”

“ถ้างั้น...” ประมุขขยับตัวขยุกขยิกไปมาอย่างเป็นกังวล ก่อนจะเอนกายไปหาวิคเตอร์มากขึ้นจนอเล็กซ์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแอบเลิกคิ้วมอง “ผมถามจริงจังเลยนะ”

“ได้”

“พ่อแม่เกรย์นี่...ดุมากไหม”

“…”

คล้ายเสียงกระซิบนั้นจะไม่เบาเท่าไหร่นัก เพราะจู่ๆ บรรยากาศรอบด้านก็แปรเปลี่ยนไปกะทันหัน ประมุขถึงขั้นตาโต ยื่นหัวไปมองด้านหลังก็พบว่าทุกคนพากันจับจ้องมาที่เขาด้วยสีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์กันหมด ลูกแกะน้อยทำได้เพียงยิ้มแห้งแล้วนั่งลงกับที่ดีๆ หากสายตายังคงจับจ้องไปที่วิคเตอร์อย่างมีความหวัง

แม้จะเดาได้ว่าคำตอบคืออะไรตั้งแต่เห็นบรรยากาศเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม...

“ก็…” บอดี้การ์ดหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่งเมื่อไม่รู้ว่าควรตอบยังไงให้ตรงกับความเป็นจริง แต่ก็ไม่ทำลายความหวังของคนถามมากเกินไป สุดท้ายจึงกลั่นออกมาเป็นคำพูดสั้นๆ ได้เพียงคำเดียว “คล้ายกันทั้งบ้าน”

“แสดงว่าคล้ายเกรย์...งั้นก็ต้องใจดีมากเลยสิ”

“…”

แว่วเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอดังขึ้นจากทางด้านหลังวูบหนึ่งก่อนจะจางหายไป โชคดีที่ประมุขไม่ได้สนใจจึงยังยิ้มได้อยู่เหมือนเดิม ในใจตอนนี้รู้สึกดีขึ้นมาหนึ่งระดับ ลืมสนใจกระทั่งใบหน้าของวิคเตอร์กับอเล็กซ์ที่ดูกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเต็มทน

“ผมเริ่มหายเครียดแล้ว ขอบคุณมากนะ”

คนที่หลงลืมไปแล้วว่าถ้าพ่อแม่เกรย์ใจดีจริงๆ คงไม่สั่งคนให้มาข่มขู่กันแบบนั้นลูบอกตัวเองเบาๆ แล้วเอนกายนอนตามปกติอีกครั้ง คราวนี้ไม่รู้ว่าซื่อจริงๆ หรือหลอกตัวเองอยู่กันแน่ แต่ถ้าให้วิคเตอร์คาดเดา เขาคิดว่าน่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า

“คุณนอนพักเถอะ ลงจากเครื่องก็ได้เจอนายแล้ว”

“อื้อ”

หลังจากรับคำไม่ถึงห้านาที คนว่าง่ายก็หลับสนิทตามที่วิคเตอร์บอกจริงๆ ขนาดทำผ้าห่มล่วงลงไปกองอยู่ที่ตัก ตัวสั่นเทาเป็นลูกนกจนต้องขยับไปมาอยู่หลายรอบก็ยังไม่รู้สึกตัว จนวิคเตอร์หยิบผ้าห่มคลุมให้ถึงคอดีๆ เจ้าตัวถึงได้อมยิ้มมีความสุขแล้วนิ่งไปอย่างรวดเร็ว

การเดินทางกินเวลามากพอควรเนื่องจากทั้งสองประเทศอยู่ห่างกัน นอกจากช่วงที่ถูกปลุกให้กินข้าว ประมุขก็หลับสนิทแทบจะตลอดเวลา ไม่มีลุกขึ้นมาหาอะไรเล่นหรือพูดคุยกับใครอีกเลย พอถูกอเล็กซ์ถามว่าไม่ค่อยได้นอนเหรอ ก็ตอบเพียงว่าตั้งแต่เกรย์ไปนอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่ พอรู้ว่าจะได้เจอกันแล้วก็ง่วงขึ้นมาเสียอย่างนั้น บรรดาคนได้ยินต่างพากันอมยิ้ม ขณะที่คนพูดแค่หัวเราะเขินๆ แล้วเอาผ้าห่มคลุมหัวหลับไปอีกรอบอย่างรวดเร็ว

“เราควรเตือนหรือเปล่าว่ากินแล้วนอนไม่ดี” อเล็กซ์มองนายคนที่สองคลุมโปงหลับไปด้วยสีหน้าประหลาดๆ ไม่รู้ว่าควรรู้สึกอย่างไรกับความชิวนี้ดี

“ไม่ต้องหรอก... ให้ทำตัวตามสบายตอนที่ยังมีโอกาสเถอะ”

จบคำพูดของวิคเตอร์ การ์ดทีมเอที่นั่งอยู่ไม่ไกลและได้ยินทุกอย่างก็ถอนหายใจโดยพร้อมเพรียงกัน ซึ่งแน่นอนว่าปกติพวกเขาไม่มีทางแสดงปฏิกิริยาเหล่านี้ออกมาแน่ หน้าที่ของการ์ดมีเพียงการทำตามคำสั่งเจ้านายเท่านั้น แต่ความคิดที่ว่าไม่อาจใช้กับคนที่ชื่อประมุข เพราะตอนนี้เหมือนทุกคนจะมีลูกชายคนเดียวกันไปหมดแล้ว

ความเป็นห่วงเป็นใยและสนิทสนมที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่ผ่านมาคือเรื่องจริง...

“คำสั่งของนายคือให้พวกเราดูแลคุณประมุขให้ดีที่สุด จำไว้ให้มั่น” รองหัวหน้าทีมเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่ามั่นคง บรรดาทีมเอที่ได้ยินคำสั่งล้วนพยักหน้ารับ ดวงตาฉายแววมุ่งมั่นไม่ต่างกัน

ลำพังแค่คำสั่งก็มีอำนาจมากอยู่แล้ว นี่มีเรื่องของใจเข้ามาเกี่ยวข้องอีก... ยังไงพวกเขาก็ต้องปกป้องคนคนนี้ให้ได้








กว่าเครื่องบินจะเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางก็กินเวลานานพอควร ประมุขที่ตื่นก่อนจะถึงได้สักพักตาสว่าง ดูอารมณ์ดีและสดใสมากจนแม้แต่บอดี้การ์ดของฝั่งแม่เกรย์ยังมองตามด้วยความประหลาดใจ แตกต่างจากทีมเอที่ดูเคยชินกับภาพเหล่านี้ไปแล้ว ทุกวันนี้จึงเหลือเพียงรอยยิ้มน้อยๆ ที่มอบให้ ยามคนอารมณ์ดีหันมาฉีกยิ้มทักทายเท่านั้น

“นายรอคุณอยู่แล้ว รีบไปเถอะ” วิคเตอร์ที่ปกติจะเดินเยื้องอยู่ด้านหลังประมุขมาโดยตลอด ยามนี้ขยับไปยืนขนาบข้าง เตรียมพร้อมป้องกันนายอีกคนทั้งจากคนนอกและคนในที่เดินตามหลังอยู่ แม้ปากจะบอกว่าถูกส่งให้มาเชิญไปพบและให้มาช่วยดูแลอีกที แต่ดูอย่างไรก็ไม่น่าไว้วางใจเลยสักนิด

“ครับ ไปกัน” ฝ่ายคนที่ตอนนี้สนใจเพียงจะได้เจอคนสำคัญในอีกไม่ช้าไม่ได้สนใจบรรยากาศกดดันระหว่างการ์ดสองกลุ่มเลยสักนิด ประมุขเอาแต่จ้องไปด้านหน้า เดินตามหลังอเล็กซ์ที่น่าจะเป็นคนติดต่อกับฝั่งเกรย์ไปแบบติดๆ

ภาพของชายหนุ่มชาวเอเชียรูปร่างสมส่วนที่ดูตัวเล็กลงไปมากเมื่อเทียบกับชาวฝรั่งเศสตัวใหญ่ที่รายล้อมดึงดูดความสนใจจากผู้คนรอบด้านได้ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนคนนั้นถูกห้อมล้อมไปด้วยบอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำเต็มยศไม่ต่ำกว่าสิบคน โชคดีที่ประมุขเคยชินกับการถูกจับจ้องเพราะได้ขึ้นเวทีมาโดยตลอดตั้งแต่เด็กๆ ทั้งยังเคยอาศัยอยู่ในต่างประเทศมาแล้ว เขาจึงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรเลยสักนิด

อเล็กซ์ไม่ได้นำประมุขไปที่ส่วนห้องพักรับรองของสนามบินหรือที่พักแขกแบบที่เขาคิดในตอนแรก หากนำออกไปยังที่จอดรถวีไอพีทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่อยากให้คนที่ถูกห้อมล้อมเป็นจุดสนใจไปมากกว่านี้ และแม้จะสงสัยมากเพียงใด ประมุขก็ยังก้าวเท้าเดินตามไปโดยไม่ได้ถามอะไรในทันที เขาเพียงกดปีกหมวกที่วิคเตอร์สวมให้ก่อนลงจากเครื่องให้ปิดบังใบหน้ามากขึ้น ก่อนจะเร่งฝีเท้าไปให้เร็วที่สุด

ในวินาทีที่เดินไปถึงตัวรถยนต์คันหรูสีดำสนิท และอเล็กซ์เปิดประตูออกจนทำให้เห็นร่างสูงสง่าของคนที่แสนคิดถึงนั่งขมวดคิ้วจ้องหน้าจอโน้ตบุ๊กด้วยสีหน้าเย็นชา ประมุขเผลอเม้มปากระงับอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง กระทั่งคนคนนั้นดันโน้ตบุ๊กออกให้พ้นทางและหันมายิ้มให้พร้อมอ้าแขนออก เขาจึงถลาเข้าไปซุกอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นนั่นอย่างรวดเร็ว

ได้เจอกันเสียที...

“คุณทำให้ผมอยู่คนเดียวได้ยากขึ้นเรื่อยๆ” เจ้าของเสียงอู้อี้ร้องบอกเหมือนจะไม่พอใจ หากน้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยอารมณ์ลึกซึ้งมากมายที่ไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูด ซึ่งเกรย์ก็ไม่ได้คิดถาม เพราะความรู้สึกในยามนี้ของเขาไม่ได้แตกต่างกับของลูกแกะเลยสักนิด

“กลัวมากหรือเปล่า” เขากระซิบถามเสียงแผ่ว ขณะที่มือยังคงลูบหัวลูบหลังปลอบคนเก่งที่อดทนมาโดยตลอดไม่มีหยุด “อยู่ด้วยกันไม่ต้องโกหกแล้ว”

“ไม่เลย...” เจ้าของหัวทุยส่ายศีรษะโดยยังไม่ยอมเงยหน้า “ไม่สิ... อันที่จริงก็กลัวนั่นแหละ แต่ผมเชื่อใจคุณ เชื่อใจพี่การ์ดทุกคน แล้วก็อย่างที่คุณรู้...”

“หืม” เกรย์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อลูกแกะเงยหน้าจ้องเขาตาแป๋ว

“ผมเป็นคนสบายๆ อยู่แล้ว กลัวแป๊บเดียว พอมีเรื่องอื่นมาทำให้สนใจก็หายกลัวได้ง่ายๆ เพราะงั้นคุณไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ถ้าเป็นผมก็จะบอกว่าเป็น ไม่ปิดบังเด็ดขาด”

“ทำไมถึงน่าเอ็นดูได้ขนาดนี้นะ” ว่าจบก็บีบจมูกคนน่าเอ็นดูหนึ่งทีแล้วดึงเข้ามากอดไว้แน่น ดีที่เบาะนั่งของรถคันนี้เป็นเบาะคล้ายโซฟาขนาดใหญ่ พอลูกแกะมาเกาะติดเป็นตังเมแบบนี้จึงไม่ได้อึดอัดอะไรนัก

หลังจากรถออกตัวไปได้พักหนึ่ง บรรยากาศที่ดูสดใสในทีแรกก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปช้าๆ เกรย์สังเกตเห็นอาการหนักอกหนักใจของลูกแกะน้อยได้อย่างชัดเจน แม้เจ้าตัวจะไม่ได้เงยขึ้นมามองหน้ากัน เขาพอจะเข้าใจว่าประมุขเป็นอะไร เพราะตั้งแต่ที่เจ้าตัวลงจากเครื่อง อเล็กซ์ก็ส่งข้อความรายงานทุกอย่างตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด และนั่นก็รวมถึงอาการและคำพูดทั้งหมดของประมุขในตอนที่คุยกับวิคเตอร์ด้วย

แรกๆ คงจะสะกดจิตตัวเองไม่ให้คิดมากได้ผล แต่พอลงจากเครื่อง ใกล้ต้องไปพบเจอพ่อกับแม่ของเขาจริงๆ ก็กลับมาวิตกกังวลอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้

“ไม่เป็นไรหรอก” เกรย์ลูบแก้มคนที่เอียงหัวพิงอกเขาไว้อย่างปลอบประโลม โน้ตบุ๊กที่เปิดทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานสำหรับใช้เฉพาะบนรถถูกดันไปไว้ด้านข้างโดยไร้ซึ่งคนสนใจ ในเวลานี้สิ่งที่อยู่ในสายตาของเกรย์มีเพียงลูกแกะน้อยที่เขากอดไว้เท่านั้น “ฉันไม่มีวันปล่อยมือแน่นอน ไม่ว่าใครจะว่ายังไงก็ตาม”

“คุณจะไม่มีปัญหากับครอบครัวใช่ไหม”

“กังวลเรื่องนี้เองเหรอ” คนฟังหัวเราะขำขันเมื่อได้รู้ว่าเรื่องที่อีกคนกังวลคืออะไร เขาใช้มือข้างหนึ่งจับมือลูกแกะไว้ ก่อนจะยกขึ้นมองระดับสายตาแล้วค่อยๆ ประสานนิ้วเข้าด้วยกันช้าๆ กระทั่งเห็นคนขี้กังวลมองตามด้วยความสนใจจึงดึงมือนั้นมากดจูบที่ข้อนิ้วเบาๆ อย่างอ่อนโยน

“เกรย์...”

“ครอบครัวของฉันไม่ใช่ครอบครัวที่อยู่ด้วยกันตลอดเวลา กินข้าวหรือทำกิจกรรมพร้อมกันทุกวันหรอกนะ ตั้งแต่เด็กๆ ที่ฉันต้องมีการ์ดตาม ต้องคอยเรียนรู้งานและอะไรต่างๆ มากกว่าเด็กทั่วไป เราก็ไม่ได้ไปไหนมาไหนด้วยกันมานานมากแล้ว” เกรย์เขี่ยแก้มของคนที่ทำตาโตมองกันด้วยความตั้งใจสองสามที จากนั้นก็เชยคางลูกแกะให้สบตาเขาและพูดต่อด้วยน้ำเสียงเฉยชา “ครอบครัวแต่ละครอบครัวไม่เหมือนกัน ลูกแกะต้องห่างกับพ่อมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ยังรักใคร่ กอดกัน พูดคุยกันได้อย่างสนิทใจ แต่สำหรับครอบครัวของฉัน เราเป็นทั้งครอบครัวและเป็นทั้งคู่แข่ง เป็นทั้งที่ปรึกษาและศัตรู ถึงจะไม่ทำร้ายกันหรืออยู่ข้างเดียวกัน หากยามที่ความคิดเห็นไม่ตรง ต้องแย่งชิงเพื่อกลายเป็นผู้ชนะ เราก็พร้อมจะใช้ทุกวิธีการ และพร้อมจะกลับมาเป็นครอบครัวเหมือนเดิมเมื่อรู้ผลแล้ว พอจะเข้าใจที่ฉันอยากสื่อหรือเปล่า”

“หมายความว่าถ้าคุณพ่อกับคุณแม่ของคุณไม่ชอบผม...”

“เราก็จะสู้จนกว่าจะได้ผู้ชนะ และกลับไปเป็นครอบครัวเหมือนเดิม” เขายิ้มน้อยๆ ก่อนจะลูบหัวคนหน้ายุ่งที่พยายามคิดตามอย่างสุดความสามารถเพื่อให้รางวัล “แต่เรื่องนี้ไม่เหมือนเรื่องอื่น”

“ไม่เหมือนยังไงเหรอ”

“ไม่เหมือนตรงที่เรื่องของลูกแกะฉันไม่มีทางแพ้เด็ดขาด”

ในพจนานุกรมของเกรย์ไม่มีคำว่าแพ้ ตั้งแต่เริ่มต่อกรกับครอบครัว แย่งชิงพื้นที่หรือแหล่งเงินตรามากมายเพื่อฝึกปรือฝีมือกับพ่อแม่ตัวเอง เขาเคยแพ้เพียงครั้งเดียวคือครั้งแรกเริ่ม สมัยที่ยังไม่เข้าใจว่าจะชนะไปทำไม เพราะแบบนั้นจึงได้รับความเคารพมากมาย แม้แต่พ่อแม่ก็ชูคอบอกว่าลูกชายมีพรสวรรค์ยิ่งกว่าตัวเอง และเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นเช่นกัน...ไม่สิ...ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่เขาไม่จำเป็นต้องแข่งเลยด้วยซ้ำ เพราะมันเห็นผลตั้งแต่แรกแล้ว

“พ่อแม่ของคุณเคยหาลูกสะใภ้ให้บ้างหรือเปล่าครับ” เสียงใสๆ ของลูกแกะน้อยช่างพูดดึงเกรย์ออกจากภวังค์แห่งความมืดมิดได้เหมือนเช่นทุกครั้ง เขายกยิ้มให้โดยอัตโนมัติ ก่อนจะต้องนิ่งคิดไป เพราะเป็นพวกจำรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่สนใจไม่ค่อยจะได้นัก

“เคย”

“จริงเหรอ เล่าให้ผมฟังหน่อยสิ”

จากที่นึกออกแค่รางๆ กลายเป็นเกรย์ต้องนั่งนึกอยู่นานเพื่อทำให้ลูกแกะสบายใจ กว่าจะจำได้ว่าเรื่องราวในนั้นเป็นอย่างไรก็ต้องให้ปีเตอร์ที่นั่งอยู่ด้านหลังกระซิบเตือน พอถูกสะกิดเข้าหน่อยเรื่องราวในคราวนั้นก็ไหลเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ แม้จะจำหน้าคนที่แม่คิดจะจับคู่ให้ไม่ได้แล้ว แต่ก็ยังพอจำรายละเอียดได้บ้าง

“ตอนนั้นเหมือนจะไปงานวันเกิดเพื่อนพ่อสักคน น่าจะสี่ห้าปีก่อน...”

“เพิ่งจะปีก่อนครับนาย”

“เหรอ...” เกรย์ขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้ยินถ้อยคำที่ปีเตอร์กระซิบบอก คิดว่าผ่านมานานมากแล้วเสียอีกถึงจำไม่ได้ กลายเป็นเพิ่งปีก่อนซะอย่างนั้น “อา...นั่นแหละ เหมือนจะเป็นลูกสาวเจ้าของวันเกิดที่พ่อฉันพามาแนะนำ แล้วแม่ก็ดูจะถูกใจพอสมควร คงเพราะเป็นตระกูลมีชื่อเสียง มีหน้ามีตาในสังคม”

“ถ้าต้องแต่งงานกับใครสักคนเพราะชื่อเสียงกับฐานะทางสังคม แบบนั้นจะมีความสุขจริงๆ เหรอ”

“แปลก... ทำไมทำน้ำเสียงไม่พอใจแบบนั้นล่ะ” พอก้มลงมองก็พบว่าลูกแกะน้อยขมวดคิ้วจนหน้ายู่ ท่าทางไม่พอใจอย่างหนัก ไม่แตกต่างจากน้ำเสียงที่ดูหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัดเลยสักนิด “ปกติลูกแกะไม่เคยหงุดหงิดแบบนี้เลยนะ”

“ผมไม่ชอบเรื่องพวกนี้ คุณก็รู้ว่าแม่เป็นคนยังไง พอพูดถึงชื่อเสียง พูดถึงฐานะขึ้นมาก็อดหงุดหงิดไม่ได้” ว่าจบก็ถอนหายใจเฮือกแล้วทำหน้าหงอยซุกเข้าหาอกเขามากขึ้น “ทำไมผู้ใหญ่ที่มีหน้ามีตาทางสังคมถึงได้มองเปลือกนอกมากกว่าภายในนะ ถึงในความเป็นจริงมันจะมีส่วนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ควรจะเอามาเป็นเกณฑ์ตัดสินหลัก เลือกคนนั้นคนนี้ให้ลูกทั้งที่ยังไม่รู้จักอีกฝ่ายดีพอไม่ใช่หรือไง”

“นั่นสินะ... แล้วลูกแกะคิดว่าคนแบบไหนจะเหมาะกับฉันล่ะ” เกรย์กลั้นยิ้มจนปวดแก้มเมื่อลูกแกะเงยหน้าจ้องเขาตาแป๋ว แววตาแสดงออกถึงความมั่นอกมั่นใจจนเต็มเปี่ยม

“แน่นอนว่าต้องเป็นผม... หมายถึงผมคนเดียวนะ ไม่ใช่คนแบบผม”

“คนเดียวเลยเหรอ”

“คนเดียวสิ ไม่มีใครทำให้คุณได้เท่าผมหรอก”

“ไม่เถียง” คนที่ใครๆ ต่างมองว่าน่ากลัวในยามนี้ยิ้มแย้มอย่างอ่อนโยนจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม สองมือใหญ่ประกบลงบนแก้มใสของคนน่าเอ็นดู ประคองให้เจ้าของใบหน้าขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นแล้วกดจูบลงบนริมฝีปากบางเบาๆ ก่อนจะผละออกอย่างรวดเร็ว “รางวัลของคนเก่ง”

“ระ...รางวัลเหรอ” ลูกแกะคนเก่งทำตาโต จากที่ไม่เคยเขินเคยอายอะไรเท่าไหร่ ยามนี้สองแก้มแดงก่ำน่าเอ็นดู เหมือนจะอึ้งค้างไปนาน ถูกรวบเข้าไปกอดก็ยังไม่รู้สึกตัว

“ไม่อยากฟังต่อแล้วเหรอว่าฉันจัดการยังไง”

“อยาก...อยากครับ”

เกรย์กระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้นด้วยความมันเขี้ยว ซ้ำยังโคลงตัวลูกแกะของเขาไปมาราวกับเป็นเด็กตัวเล็กๆ ครั้งนี้ยินยอมไม่ดันใบหน้าอีกคนให้เงยมองกันเพราะสงสาร แค่ลูบหัวปลอบธรรมดา รอให้เจ้าตัวหายจากอาการเขินไปเองเท่านั้น

“ตอนนั้นเหมือนฝ่ายผู้หญิงก็สนใจฉันมากพอควร แรกๆ ทั้งพยายามเข้าหา พยายามมาเกาะแกะน่ารำคาญตลอดเวลา ฉันเลยบอกเธอว่าการอยู่ข้างกายฉันต้องโดนเพ่งเล็งชีวิตแทบจะตลอดเวลา ไม่รู้ว่าต้องตกอยู่ในอันตรายวันละกี่รอบ ซึ่งแน่นอนว่าฉันปกป้องคนของฉันได้ แต่ว่า...คนที่พ่อแม่เลือกไม่ถือเป็นคนของฉัน ถ้าคิดจะมาเป็นสะใภ้บ้านนี้แล้วดูแลตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพากันได้ก็ลองดู”

“ใจร้ายจัง...แล้วเธอว่ายังไงบ้าง”

“ก็เหมือนจะตกใจพอควร แต่โชคดีที่ผู้หญิงคนนั้นฉลาด ได้ยินแค่นั้นก็ยิ้มแล้วบอกว่าเข้าใจ ทั้งยังพูดว่าคนของฉันจะต้องน่ารักมากแน่ๆ คงเพราะคำพูดประโยคนั้นเราเลยยังติดต่อธุรกิจกันได้อยู่”

แม้ตอนนี้เขากับเธอจะไม่ได้พูดคุยกันมาสักพักใหญ่ๆ แล้ว แต่หากได้เจอกันและถูกทักทายในงานเลี้ยงต่างๆ เกรย์ก็คงจะพูดคุยเรื่องธุรกิจอื่นๆ ได้เช่นเดิม หมายถึงถ้าจำหน้าได้นะ เพราะนอกจากจะฉลาดแล้วเธอคนนั้นยังมองออกได้ทะลุว่าเขาชื่นชอบอะไร และรู้ดีว่าเขามีคนของตัวเองอยู่แล้วโดยไม่ต้องพูดตรงๆ ลักษณะนิสัยที่ดูไม่จู้จี้น่ารำคาญเหมือนช่วงแรกทำให้เขาพอใจไม่น้อย โดยเฉพาะประโยคที่บอกว่าลูกแกะจะต้องน่ารักมากแน่ๆ...

ก็มันเป็นความจริงนี่นะ

“แล้วพ่อแม่คุณไม่ว่าอะไรเหรอ” คนขี้สงสัยที่น่าจะลืมเรื่องเมื่อครู่ไปแล้วเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาเป็นคำถาม แต่พอสบตาได้พักเดียวก็เหมือนจะนึกออกขึ้นมาอีกรอบ ถึงได้รีบหลุบตาหลบยกใหญ่แล้วกลับไปซุกอกกันเหมือนเดิม เกรย์มองท่าทางเหล่านั้นพร้อมรอยยิ้ม ตัดสินใจยอมปล่อยไปเพราะไม่อยากให้ลูกแกะเขินจนตัวแตก

“จะว่าอะไรได้ พอพูดกันแบบส่วนตัวจนเข้าใจ ทั้งฉันและเธอต่างไม่ได้คิดหรือพยายามเข้าหากันต่อ สุดท้ายพวกผู้ใหญ่ก็เงียบไปเอง”

“แล้ว...ผมต้องเตรียมตัวอะไรไหม หมายถึงก่อนไปเจอพ่อแม่คุณ”

“ไม่ทันแล้ว” จบคำพูดของเกรย์ รถคันหรูก็จอดนิ่งไปในที่สุด ลูกแกะน้อยในอ้อมแขนของเขาที่นิ่งเงียบมาตลอดสะดุ้งจนตัวโยน รีบเด้งไปนั่งบนเบาะด้านข้างแล้วเปิดม่านมองออกไปด้านนอกด้วยท่าทีตกอกตกใจ

“ทำไมไวแบบนี้!”

“อันที่จริงก็ไม่ได้ไวนะ...” เป็นเพราะเขาตั้งใจชวนคุยให้ลูกแกะผ่อนคลายต่างหาก แต่เหมือนจะผ่อนคลายเกินไปนิด พอถึงเวลาเลยแตกตื่นแบบนี้ “ลูกแกะ หันมามองฉัน”

“อือ” ถึงจะทำเหมือนสติแตกขนาดไหน เมื่อได้ยินเกรย์บอกให้ทำอะไร ประมุขก็หันไปทำตามแทบจะทันทีโดยไม่คิดถาม เขาหันกลับไปหาคนเรียก จ้องมองดวงตาสีฟ้าแสนสงบคู่นั้นอยู่นานจนรู้สึกใจชื้นขึ้นจึงบีบมืออีกคนตอบเพื่อสร้างกำลังใจ

“ลูกแกะแค่เป็นตัวเองก็พอ... โอเคไหม”

“แค่...เป็นตัวเองเหรอ” ประมุขแสดงสีหน้าไม่มั่นใจนัก เพราะเคยโดนด่าว่าซื่อบื้อบ่อยๆ ความมั่นใจเรื่องนิสัยของตัวเองจึงแทบเป็นศูนย์ แต่เพียงแค่คิดจะทำหน้าหงอยก็ถูกฉุดดึงให้หันกลับไปสนใจคนที่เริ่มขมวดคิ้วเป็นเชิงไม่พอใจอีกครั้ง

“ใช่สิ ขนาดฉันคนนี้ยังหลงรักลูกแกะที่เป็นตัวเอง แล้วจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรอีก สนใจแค่ฉันก็พอ เชื่อเถอะว่าสองคนนั้นใจแข็งได้ไม่นานหรอก”

ลูกแกะตัวน้อยที่เชื่อฟังคำพูดของเกรย์ยิ่งกว่าอะไรมาตั้งแต่แรกยอมพยักหน้าเมื่อถูกจ้องด้วยแววตามั่นคงไม่ไหวหวั่นต่อสิ่งใด หลังจากชาร์จพลังโดยการบีบมือคนตัวสูงอยู่นานเกือบนาที ในที่สุดเขาก็ยอมเดินลงจากรถ ปล่อยให้การ์ดเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังตามปกติ ขณะที่สายตากวาดมองสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ตรงหน้านิ่งงัน

‘บ้าน’ ของพ่อแม่เกรย์ไม่ใช่บ้านธรรมดาๆ แต่เป็นคฤหาสน์หรูที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างสมบูรณ์แบบ มีบอดี้การ์ดยืนอยู่ตามจุดต่างๆ หลายจุด ยังไม่นับบรรดาพวกที่เฝ้าอยู่นอกรั้วซึ่งประมุขไม่ทันมองเพราะมัวคุยกับเกรย์อยู่บนรถอีกไม่รู้กี่คน มองๆ ไปแล้วที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนกับเป็นแหล่งกบดานของคนสำคัญอย่างไรอย่างนั้น

“ที่นี่เป็นบ้านพักส่วนตัวของครอบครัวฉัน ไม่อนุญาตให้คนนอกเข้ามาโดยพลการ เว้นแต่ว่าจะมีคนในพาเข้ามา...ซึ่งก็ไม่มีมานานมากแล้ว” เกรย์ก้าวเท้าลงไปยืนข้างลูกแกะที่มองทางเข้าบ้านของเขาตาลอย ก่อนจะจับมืออีกคนไว้ เรียกให้ลูกแกะกลับมาได้สติอีกครั้ง “อย่างที่เห็นว่าค่อนข้างจะเล็ก ไม่ได้มีพื้นที่มากมายเท่าไหร่ เอาไว้ตอนว่างๆ ฉันจะพาลูกแกะข้ามไปที่เกาะส่วนตัว ที่นั่นสวยกว่านี้หลายเท่า”

“นี่เล็กเหรอ...”

“เล็กสิ ไม่กี่ร้อยไร่เอง” เขาทำหน้าประหลาดใจเมื่อเห็นลูกแกะน้อยมองมาด้วยสีหน้าพูดไม่ออกบอกไม่ถูก

“เอาเถอะ... ผมพร้อมแล้ว” คนน่ารักสูดหายใจเข้าแล้วยิ้มอย่างสดใส ทำให้โลกที่ดูมืดมนของเขามีสีสันตามไปด้วย เกรย์กระชับมือที่จับไว้ให้แน่นขึ้นเล็กน้อย พร้อมทั้งส่งรอยยิ้มกลับไปให้ และค่อยๆ พาลูกแกะเดินเข้าไปด้านใน โดยไม่มีการ์ดคนใดก้าวเท้าตามเข้าไปแม้แต่คนเดียว

พื้นที่ด้านในของบ้านขนาดใหญ่กว้างขวางมากจนมองแทบไม่ออกว่าต้องเดินไปทางใดจึงจะถูก ประมุขได้แต่หันซ้ายหันขวามองการประดับตกแต่งที่ดูงดงามและมีราคาอย่างตื่นตาตื่นใจ ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟ แจกัน กระทั่งของชิ้นเล็กๆ ที่ใช้วางตกแต่งก็ดึงดูดความสนใจของเขาได้หมด ถ้าไม่ใช่เพราะถูกจูงมือไว้ เห็นทีคงวิ่งเข้าไปดูใกล้ๆ ตามนิสัยคนชอบของแปลกไปแล้ว

“ลูกแกะ...”

“ครับ” ประมุขหันไปตอบรับคำเรียกพร้อมรอยยิ้ม หากยังไม่ทันได้ถามว่ามีอะไรหรือเปล่า เสียงแก้วกระทบโต๊ะที่ดูจงใจทำให้ได้ยินก็ดังขึ้นแบบพอดิบพอดี

“ยืนทำอะไรไร้มารยาทอยู่ได้ ทำไมไม่เข้ามาทักทายเจ้าของบ้าน”

ประมุขกะพริบตาปริบๆ เมื่อได้ยินเสียงพูดเป็นภาษาอังกฤษดังขึ้นจากห้องที่เปิดประตูทิ้งไว้ทางด้านขวา ขณะที่เกรย์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังจูงมือคนข้างกายเดินเข้าไปในนั้นโดยไม่ได้พูดอะไร

ห้องรับแขกที่แยกมาจากโถงกลางอีกทีเป็นห้องขนาดใหญ่ที่มีการประดับตกแต่งอย่างสวยงามไม่ต่างจากด้านนอก หากสิ่งที่ทำให้ประมุขสนใจมากที่สุดในยามนี้ไม่ใช่ชั้นวางของที่เต็มไปด้วยของมีราคา หรือโคมไฟระย้าที่น่าจะแพงระยับ แต่เป็นสองสามีภรรยาชาวฝรั่งเศสที่นั่งนิ่งจิบชาอยู่บนโซฟาขนาดใหญ่ตรงหน้าเขา

ชายวัยกลางคนที่ยังคงดูดีและหน้าตาคล้ายเกรย์เกินหกส่วน กับหญิงสาวหน้าตาสะสวยที่ดูราวอายุสามสิบต้นๆ ทั้งที่จริงๆ ควรจะมากกว่านั้น พวกเขาดูราวกับไม่ใช่คนธรรมดาในสายตาของประมุข เพราะนอกจากจะมีใบหน้าเยือกเย็นราวกับคนที่ผ่านโลกมามาก บรรยากาศกดดันรอบกายยังชัดเจนเสียจนคนสบายๆ อย่างเขายังสัมผัสถึงมันได้อย่างชัดเจน

“จะไม่แนะนำตัวหรือไง” หญิงสาวที่นั่งหน้านิ่งคนเดิมพูดซ้ำเป็นเชิงเตือน ขณะหยิบแก้วน้ำขึ้นจิบด้วยท่าทางของผู้ดีมีมารยาท

“สวัสดีครับ” ประมุขที่เพิ่งรู้สึกตัวปล่อยมือเกรย์ออก ก่อนจะยกมือไหว้แล้วยิ้มกว้างตามนิสัย “ผมชื่อประมุขครับ”

“เรียกฉันว่า...” เจ้าของบ้านเหลือบตามองประมุขด้วยสีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ แต่เพียงแค่เอ่ยประโยคถัดมา ใบหน้าของคนร่าเริงก็ดูซึมลงไปเล็กน้อยในทันที “คุณผู้หญิง”

“ไม่ต้อง”

“เกรย์...” ลูกแกะน้อยหันกลับไปมองคนพูดแทรกอย่างตกใจ ไม่คาดคิดว่าเกรย์จะตัดบทคำพูดของแม่ตัวเองด้วยน้ำเสียงเย็นชาแบบนั้น

“ผมไม่ได้พาเขามาที่นี่เพื่อเป็นคนนอก และยิ่งไม่ได้พามาเพื่อเป็นคนใช้หรือบอดี้การ์ด เพราะงั้นไม่มีความจำเป็นที่เขาจะต้องเรียกคุณแบบนั้น”

“ไร้มารยาท”

“พอได้แล้ว” เสียงทุ้มต่ำของชายผู้อยู่เหนือทุกคนในบ้านดังขึ้นเป็นการตัดบทสนทนาระหว่างลูกชายกับภรรยาของตัวเอง เอริคจ้องมองคาร่าเป็นเชิงปราม ก่อนจะหันกลับไปมองคนมาใหม่ที่ดูตื่นเต้นอยู่บ้าง แต่กลับไม่มีความหวาดกลัวแฝงอยู่ในดวงตาเลยแม้แต่น้อยเป็นเชิงสำรวจ ดวงตาคู่คมที่เหมือนเกรย์ราวถอดแบบกันมากวาดมองร่างของประมุขอยู่สองสามครั้ง จากนั้นก็หันกลับไปมองลูกชายที่ยืนสงบนิ่ง หากสีหน้ากลับบ่งบอกชัดเจนว่าพร้อมปกป้องคนข้างกายตลอดเวลา “พาเขาไปพัก พรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากัน”

“คุณคะ...”

“ขอบคุณครับพ่อ” เกรย์พยักหน้าให้บิดาเล็กน้อยแล้วหันไปจับมือลูกแกะที่ยังดูจับต้นชนปลายไม่ถูก กึ่งลากกึ่งจูงให้เดินออกไปจากบริเวณนั้นด้วยความรวดเร็ว ทิ้งให้คุณผู้หญิงของบ้านมองตามด้วยท่าทางไม่พอใจไปจนสุดสายตา

“ทำไมปล่อยให้ไปง่ายแบบนี้” คาร่าหันไปมองสามีที่ยังคงยกน้ำขึ้นจิบด้วยท่าทีไร้อารมณ์ “เอริค คุณก็รู้ว่าเด็กนั่นเป็นคนธรรมดา เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่า...”

“อย่าพูดว่าเขาไม่รู้ คุณส่งคนไปเล่นงานเขามาแล้วไม่ใช่หรือไง”

“เรื่องนั้น...”

“ทำอะไรให้มันมีขอบเขตบ้าง ที่นั่นไม่ใช่ที่ของเรา อย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อนไปด้วย คุณอยากจะทดสอบเขาหรืออยากจะผลักเขาออกไปผมไม่ว่า แต่อย่าได้เล่นนอกกติกาของกฎหมายโดยเด็ดขาด” ดวงตาคมดุดันมองหน้าภรรยาเป็นเชิงตักเตือน แม้แต่น้ำเสียงก็เข้มขึ้นหลายส่วน “อย่าลืมว่าคุณเป็นคนปล่อยให้ทุกอย่างเลยเถิดมาถึงขั้นนี้เอง ทั้งที่มีโอกาสกำจัดเขาทิ้งตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนที่เกรย์ยังไม่แข็งแกร่งพอแล้ว”

“นั่นเพราะฉันไม่คิดว่าลูกจะจริงจังถึงขั้นนี้”

“แล้วยังจะโทษใครได้อีกเล่า...” เอริคทอดถอนใจเบาๆ เพราะเขาเองก็ไม่ได้แตกต่างจากภรรยาเท่าไหร่นัก “แน่นอนว่าผมไม่ได้ชอบใจที่คนรักของลูกเป็นผู้ชาย แต่คุณก็รู้ว่าสิ่งที่ผมไม่ชอบยิ่งกว่าคืออะไร เพราะงั้นอย่าได้ทำมันอีกเป็นครั้งที่สอง”

“คุณพูดเหมือนยอมรับได้”

“ได้หรือไม่ได้ผมจะตัดสินใจเอง คุณอยากทำตัวเป็นแม่ใจร้ายก็ทำไป แต่อย่าลืมแล้วกันว่าถ้าลูกชายของคุณโมโหขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น แม้แต่ผมก็ช่วยคุณไม่ได้หรอกนะ” พูดจบผู้นำของบ้านก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินจากไปโดยไม่รอฟังคำตอบใดๆ ทิ้งให้คุณผู้หญิงถอนหายใจและส่ายหน้าอยู่กับตัวเองเพียงลำพัง

“เหมือนกันแทบทุกอย่าง...”


--------------------


สำคัญ : สำหรับคนที่ต้องการเก็บน้องมุขแบบเป็นรูปเล่ม รบกวนเข้าไปทำแบบสอบถามความต้องการให้หน่อยนะคะ

ลิงก์แบบสอบถาม: https://drive.google.com/open?id=1_rJXCX8iXW144Pv9nqF6n8KfdNoAq9SwbGy33lYMLOw






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 770 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,503 ความคิดเห็น

  1. #1501 momomay79 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2563 / 22:20
    ขำมากกกตอนน้องถามพ่อกับแม่อิพี่ดุไหม คำตอบเหมือนกันทั้งบ้าน งั้นก็ต้องใจดีสิ 5555555
    ลูกกพี่เค้าใจดีแค่กับหนูคนเดียวนะ
    #1,501
    0
  2. #1478 cxxm (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2563 / 07:11
    แม่ก็คือแม่
    #1,478
    0
  3. #1433 baekbow (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 16 มกราคม 2563 / 19:10
    หมายความว่ายังไงอ่ะ ที่ว่าเหมือนกันคือเหมือนใคร คนในอดีตของเกรย์หรอ
    #1,433
    0
  4. #1420 byjune96 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2562 / 01:05
    เอ็นดูน้องงงง
    #1,420
    0
  5. #1386 ojay2 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2562 / 23:43
    เรียกว่าเหมือนกันทั้งบ้านนนจริงๆ
    #1,386
    0
  6. #1356 ying-b (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 01:12
    เราเชื่อว่าลูกแกะของเราจะทำให้พ่อกับแม่ใจอ่อนได้ สู้เขานะลูก!
    #1,356
    0
  7. #1333 CallistoJpt (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 / 11:18
    ความน่ารักน่าเอ็นดูแต่ก็แข็งแกร่งของน้องต้องเอาชนะใจคุณพ่อกับแม่ได้แน่ๆ สู้ๆลูกแกะ
    #1,333
    0
  8. #1136 itzmebb (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 19:24

    เค้าเคยคิดจะกำจัดลูกแกะออกจากเกรย์มาแล้วเหรอนี่

    #1,136
    0
  9. #974 Chintana8126 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 4 เมษายน 2562 / 11:50
    เคยส่งรายชื่อในทวิตเตอร์ไปแล้ว ต้องส่งในนี้อีกมั๊ยคะ
    #974
    0
  10. #898 maybee23 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 17:05
    คุณที่ว่ากลัวยังรักลูกแกะเลย คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่น่าจะเท่าไรมั้ง
    #898
    0
  11. #862 BaiTong23 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 มีนาคม 2562 / 15:07
    ขุ่นแม่ก็คงเอือมสองพ่อลูก
    #862
    0
  12. #815 PloyChonnipha (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 16:07

    คิดถึงลูกแกะะ
    #815
    0
  13. #814 SDD (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 มีนาคม 2562 / 19:25

    อยากให้คุณเกรย์ทำมากกว่าจู------ -///- ความคุณเกรย์ลืมเกี่ยวกับผญ.คนก่อนทั้งที่ผ่านมาแค่ปีเดียวนี่มันนน ใช่สิ ในหัวคงมีแต่ลูกแกะอ่ะ อะไรๆก็ลูกแกะะ ลูกแกะคือที่หนึ่งตลอดดด เขินนนน

    #814
    0
  14. #813 FDB88 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 มีนาคม 2562 / 17:56

    ลูกแกะสู้ๆนะลูก ยังไงคุณเกรย์ก็อยู่ข้างๆหนูอยู่แล้ว

    #813
    0
  15. #812 mon9228 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 4 มีนาคม 2562 / 01:38
    ลูกแกะอยู่เฉยๆให้คุณจิ้งจอกเค้าจัดการเคลียร์กับแม่เค้าไปก็พอ 5555
    #812
    0
  16. #811 DayLemons (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 3 มีนาคม 2562 / 08:16
    คุณแม่ใจร้ายยย ลูกแกะสู้ๆๆ ต้องป่านไปได้นะหนูลู๊กก
    #811
    0
  17. #810 Cutebaejin (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 มีนาคม 2562 / 13:16
    ลูกแกะะะะ สู้ๆนะค้าบน้อง
    #810
    0
  18. #809 Rujie Taew (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 มีนาคม 2562 / 12:53
    ถ้าแม่ไม่ชอบ ก็อยู่เฉยๆเถอะค่ะ ไม่งั้นแม่จะโดนคุณลูกชายถอนหงอกเองนะ
    #809
    0
  19. #808 Rujie Taew (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 มีนาคม 2562 / 12:52
    ถ้าแม่ไม่ชอบ ก็อยู่เฉยๆเถอะค่ะ ไม่งั้นแม่จะโดนคุณลูกชายถอนหงอกเองนะ
    #808
    0
  20. #807 nyymmpph (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 1 มีนาคม 2562 / 23:24
    ขำมาก พ่อไม่หารจ้ะ แม่ไปพักนะ55555555 (ไม่น่ารักเลยทำน้อง โกดมากจ้า)
    #807
    0
  21. #806 3219. (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 1 มีนาคม 2562 / 17:03
    พ่อบอกว่า ไม่หารนะครับ55555555
    #806
    0
  22. #805 filmfilm12123 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 1 มีนาคม 2562 / 16:22
    น้องงงงง สู้ๆลูกก
    #805
    0
  23. #804 Yoyo (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 1 มีนาคม 2562 / 12:02

    ตัดภาพไปตอนสุดท้ายที่คุณผู้หญิงโอ๋ลูกแกะยิ่งกว่าเกรย์ 55555555 เกรย์รักลูกแกะมากขนาดนี้ ลูกแกะต้องผ่านมันไปได้อย่างแน่นอน ถ้าศัตรูภายนอกมาบวกด้วย เกรย์คงปวดหัวหนักกว่าเดิมแน่อ่ะ ทั้งฝั่งแม่ ทั้งฝั่งศัตรู คุณเกรย์ต้องปกป้องลูกแกะให้ได้นะ ปกป้องลูกแกะที่ซื่อๆให้เราด้วย คนไรซื่อมากกกก แค่บอกว่า พ่อแม่เกรย์เหมือนเกรย์ ก็ไปคิดแล้วว่าพ่อแม่เกรย์ใจดี ลูกกกกกแกะะะะ คุณเกรย์เขาใจดีแค่กับหนูแหละ คนอื่นคุณเกรย์บวกหมดอ่ะ 555555

    #804
    0
  24. #803 Mysterygrey (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 1 มีนาคม 2562 / 10:34
    แม่อยู่เฉย ๆ เหอะ พ่อไม่หาร55555
    #803
    0
  25. #802 jeeniediamond (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 1 มีนาคม 2562 / 09:40
    ลูกอกะน้อยสู้ๆนะ
    #802
    0