[END] 3KINGS ตอน ประมุข

ตอนที่ 14 : PRAMUK-12-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,588
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,028 ครั้ง
    10 ก.พ. 62

-12-


[พอเขาไม่อยู่ก็เห็นหัวกูขึ้นมาเลยนะ]

“อย่างอแงน่า ได้ข่าวว่ามึงก็เพิ่งไปเที่ยวมาไม่ใช่หรือไง”

ประมุขกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนโซฟาที่ดูกว้างใหญ่กว่าทุกครั้งเมื่อไม่มีใครบางคนอยู่ข้างกาย ขณะที่ปากยังคงไม่หุบยิ้ม แม้จะโดนเพื่อนประชดประชันใส่ไม่หยุดมาพักใหญ่แล้ว

[กูโดนบังคับไปเถอะ... ไม่รู้แหละ ยังไงวันนี้มึงก็ต้องมาเจอกู]

“ที่โทรมาก็เพราะจะนัดเจอนี่แหละ”

หลังจากเมื่อเช้าโทรไปขออนุญาตคนทางไกล บอกว่าอยากออกไปเจอเพื่อนสักหน่อย เนื่องจากอยู่แต่ห้องออกจากเหงาหงอยอยู่ไม่น้อย จะกลับไปหาฮ่องเต้ก็ไม่ได้ เพราะเจ้าตัวขลุกอยู่กับพี่พายุทั้งวี่ทั้งวัน พากันไปเที่ยวถึงไหนต่อไหนแล้วก็ไม่รู้ สุดท้ายประมุขก็ได้รับคำอนุญาตตอบกลับมา แลกกับการต้องพาวิคเตอร์ไปอยู่ข้างกายและให้การ์ดคนอื่นๆ ตามดูแลอยู่ตลอด แล้วแบบนี้คนว่าง่ายจะปฏิเสธทำไมอีก ยังไงเขาก็เคยชินกับการมีพี่การ์ดที่เปรียบเสมือนเพื่อนตามไปไหนมาไหนด้วยอยู่แล้ว

[ทำเป็นพูด เขาอนุญาตให้มาก็บอกเถอะ ถ้าไม่อนุญาตมีหรือมึงจะโผล่มาได้]

“ไม่ต้องมาทำเป็นรู้ทัน สิบเอ็ดโมงที่ร้านกาแฟในมหา’ลัยนะ”

[แหม...จะเจอกันทั้งทียังเจอในมหา’ลัย ไปไกลๆ ไม่ได้เลยนะ หมั่นไส้จริงๆ]

“ไปอาบน้ำดีกว่า แล้วเจอกันนะน้องดิน”

[อีมุข!]

ประมุขรีบกดตัดสายก่อนจะโดนเพื่อนรักบ่นยาว ลองถ้าให้คุณเธอได้พูดกว่าจะยอมวางโทรศัพท์ได้ก็กินเวลาเป็นชาติ ยิ่งถ้าไม่ได้เจอกันนานแบบนี้ ต่อให้บอกว่าเดี๋ยวเจอแล้วค่อยเล่าให้ฟัง ดีดี้ก็ต้องให้เล่าหมดเปลือกก่อนเจอให้ได้อยู่ดี จะเรียกว่าเป็นสายขี้เผือกระดับต้นๆ ก็ไม่ผิดนัก จะแตกต่างจากคนอื่นก็ตรงที่มันรู้จักเก็บความลับ ไม่ได้ชอบเอาไปเล่าต่อก็เท่านั้น

หลังจากเตรียมความพร้อมก่อนออกไปพบเพื่อนเรียบร้อยแล้ว ประมุขก็เดินออกจากห้องไปทักทายวิคเตอร์และคนอื่นๆ ที่ถูกสั่งให้คอยดูแลเขาพร้อมรอยยิ้ม เหล่าการ์ดที่ได้รับคำสั่งตั้งแต่เช้าเดินตามกันออกไปเป็นแถว เตรียมพร้อมคุ้มกันและดูแลคนของนายเต็มที่ กระทั่งวิคเตอร์ที่กลายเป็นหัวหน้าทีมชั่วคราวก็ดูเคร่งเครียดไปด้วย อาจเป็นเพราะตั้งแต่นายไปประมุขไม่เคยออกไปไหนมาไหนเลย เขาเชื่อฟังคำพูดของเกรย์อย่างเคร่งครัด พอจะออกทั้งทีก็ยังโทรไปขอก่อน ทำเอาเหล่าการ์ดที่ได้รับโทรศัพท์ตั้งแต่เช้าตื่นตัวกันไปหมด

‘ดูแลเขาให้ดี’ คำคำนี้หมายรวมถึงทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความต้องการใดๆ ล้วนห้ามปฏิเสธ และที่สำคัญที่สุดคือห้ามให้มีอันตรายแม้แต่ปลายก้อย คราวก่อนที่มีบาดแผลเล็กน้อยจากอุบัติเหตุที่ไม่อาจควบคุมได้ก็เพราะประมุขช่วยพูดไว้จึงผ่านมาโดยไม่มีใครโดนอะไร แต่ครั้งนี้โชคดีไม่มีทางเกิดขึ้นอีกแน่

“ทำไมครั้งนี้ไปกันเยอะจังครับ” ท้ายที่สุดคนขี้สงสัยก็ยังอดถามไม่ได้เมื่อขึ้นมานั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว วิคเตอร์ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ และคอยสังเกตการณ์รอบด้านตลอดเวลาจึงต้องเป็นผู้ตอบคำถามโดยไม่อาจเลี่ยง

“เป็นคำสั่งของนาย”

อันที่จริงหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ทีมเอทุกคนยกเว้นลูคัสก็ถูกสั่งให้ติดตามประมุขอยู่ตลอด เพียงแต่บางคนคอยดูอยู่ห่างๆ ไม่ได้เข้ามาพูดคุยด้วย คนที่โดนคุ้มครองอย่างแน่นหนาตลอดเวลาจึงไม่รู้ตัว ซึ่งหากนับการ์ดทั่วไปที่ไม่ใช่ทีมเอด้วย บางทีหากบอกว่ามีคนคอยตามดูอยู่เท่าไหร่ นายคนใหม่อาจจะตกใจจนไม่กล้าออกไปไหนเลยก็ได้

ประมุขไปถึงร้านกาแฟของมหา’ลัยโดยมีรถตามไปเพียงคันเดียว ขณะที่คนอื่นๆ พากันแยกย้ายไปอยู่ตามจุดต่างๆ เขาพยายามมองข้ามความยิ่งใหญ่ของขบวนเดินทางไป เพราะถึงแม้จะใช้รถต่างรุ่นและหากไม่เพ่งมองคงไม่รู้ว่ามาด้วยกัน แต่ก็ยังดูโดดเด่นด้วยรุ่นรถราคาแพงที่ทำเอาตกเป็นเป้าสายตาได้ไม่ยากอยู่เหมือนเดิม

โชคดีที่ช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงปิดเทอม แม้นักศึกษาที่ไม่ได้กลับบ้านหรือมีกิจกรรมจะเริ่มมาเตรียมซ้อมอะไรต่างๆ กันแล้ว แต่คนก็ยังไม่ได้เยอะมากนัก โดยเฉพาะบริเวณร้านกาแฟที่ปกติจะเป็นพวกขาจรเข้ามาซื้อมากกว่า

“ผมกับอเล็กซ์จะนั่งหลบอยู่ที่มุมร้าน คุณกับเพื่อนจะได้ไม่อึดอัด ส่วนคนอื่นๆ จะอยู่ด้านนอกทั้งหมด ถ้ามีปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลืออะไร หากส่งเสียงเรียกไม่ได้ให้ส่งสัญญาณโดยการยกมือแตะขมับแบบนี้” วิคเตอร์สาธิตวิธีการส่งสัญญาณให้เห็นหนึ่งครั้ง เมื่อประมุขพยักหน้ารับอย่างเคร่งครัดแล้วจึงเปิดประตูให้ลงไปจากรถได้

“ผมเข้าไปได้เลยหรือเปล่าครับ”

“ได้เลย อเล็กซ์นำเข้าไปก่อนแล้ว”

ลูกแกะน้อยแสนว่าง่ายของเกรย์ยังคงทำให้บรรดาการ์ดรู้สึกเอ็นดูอยู่เรื่อยๆ เมื่อเจ้าตัวทำความเข้าใจกับสถานะของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว และไม่เคยแสดงท่าทีให้ต้องลำบากใจเลยสักครั้ง กระทั่งวิคเตอร์ที่เคร่งครัดกับหน้าที่การงานมาตลอดก็อดรู้สึกดีด้วยไม่ได้ มาถึงตอนนี้เขาเริ่มคิดจริงจังแล้วว่าคนคนนี้เหมาะกับนายมากจริงๆ ถึงอย่างนั้นข่าวเรื่องศัตรูที่ได้ยินมา และดูท่าจะเป็นความจริงไปแล้วแปดสิบเปอร์เซนต์ก็ทำให้สงสารเจ้าตัวอยู่ไม่น้อย

บอดี้การ์ดหนุ่มมองตามแผ่นหลังของคนที่ดูใสซื่ออย่างเป็นธรรมชาติ แต่กลับแข็งแกร่งกว่าที่คิดไปจนสุดสายตา มาถึงตอนนี้คงได้แต่หวังว่าถ้าได้พบเจอกัน ศัตรูที่ไม่ใช่ศัตรูคนนั้นจะเอ็นดูเด็กคนนี้เหมือนที่นายหรือการ์ดทั้งหมดเอ็นดู

ร้านกาแฟในเขตมหา’ลัยร้านนี้มีขนาดกว้างขวาง เป็นหนึ่งในสถานที่ยอดฮิตสำหรับคนที่ต้องการอ่านหนังสือในช่วงสอบแบบสบายๆ และมีคนอ่านเป็นเพื่อนมากหน้าหลายตา โซนนั่งแบ่งออกเป็นสามส่วนคือโต๊ะเคาน์เตอร์สำหรับผู้ที่มาคนเดียว โต๊ะคู่สำหรับสองคนซึ่งอยู่ทางด้านซ้าย ส่วนที่เหลือทั้งหมดและอาจเรียกได้ว่ามีจำนวนมากที่สุดคือโซฟาสำหรับรองรับนิสิตเป็นกลุ่ม

ในช่วงเวลายามปิดเทอมแบบนี้มีคนแวะมานั่งแช่ไม่มากนัก ตอนที่ประมุขเข้าไปก็เห็นอยู่แค่สี่ห้าโต๊ะ และหนึ่งในนั้นก็คือเพื่อนสนิทของเขาที่จับจองโซฟามุมกระจกด้วยท่านั่งไขว่ห้างสวยสง่าราวกุลสตรี แต่ปากกลับพ่นภาษาอีสานใส่โทรศัพท์รัวๆ จนคนที่เพิ่งมาถึงได้แต่อมยิ้มขำ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคงโดนพ่อแม่โทรมาบ่นที่แวบกลับไปเยี่ยมไม่กี่เดือนก็กลับมากรุงเทพฯ ทั้งที่มหา’ลัยยังไม่ได้เปิดเทอม

“มาแล้วเหรอมึง!... แค่นี้ก่อนนะคะแม่ เพื่อนหนูมาแล้ว” พอหันมาเห็นกันเข้า ดีดี้คนสวยร่างนางยักษ์ก็กลับมาเป็นนางฟ้าอีกครั้ง แต่ท่าทางคงจะลืมไปแล้วว่าประมุขรู้เรื่องทุกอย่าง คุยกับพ่อแม่เพื่อนก็เคยคุยมาแล้ว มีหรือจะไม่รู้ว่าปกติมันพูดเพราะที่ไหน

“มารักษาภาพพจน์ต่อหน้ากูตอนนี้ไม่ทันแล้วมั้ง”

“เออน่า” ดีดี้วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะก่อนจะเสยผมทัดหูด้วยมาดนางพญาอย่างสวยสดงดงาม ชนิดที่คนทั่วไปคงมองตาค้าง แต่เผอิญคนที่ยืนให้ยั่วอยู่ตรงนี้ดันเป็นไอ้ซื่อบื้อที่ไม่เคยมองใครเลยนอกจากคนคนนั้นของตัวเอง ความสวยของเธอจึงดูเปล่าประโยชน์โดยสิ้นเชิง

“อะ... อยากซักฟอกอะไรก็เต็มที่เลย มาให้มึงด่าถึงที่ละ” เจ้าชายน้อยของคนทั้งมหา’ลัยเอนกายพิงโซฟาอย่างสบายอกสบายใจ ดูจากหน้าตาผ่อนคลายแล้วคงพูดได้ทันทีว่าไม่ได้หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย กระทั่งเห็นวิคเตอร์เดินผ่านไปยังเกือบโบกมือให้ตามความเคยชิน ดีที่นึกได้ว่าไม่ควรแสดงออกจึงเก็บท่าทีแล้วแอบยิ้มให้ตอนอีกฝ่ายเดินไปนั่งด้านในกับอเล็กซ์เท่านั้น

“ไม่ต้องให้กูซักฟอกหรอกค่ะ มึงเล่ามาให้หมดเลย”

“หมดเลยเหรอ”

“เออ หมดเลยนั่นแหละ” สาวสวยทำหน้าตาดุดัน แววจริงจังบ่งบอกชัดเจนว่าจะไม่มีการล้อเล่น เห็นท่าทางแบบนั้นของเพื่อนแล้วประมุขก็ได้แต่ยิ้มออกมา เพราะเข้าใจดีว่ามันเป็นห่วงกันมากขนาดไหน

“ช่วงปิดเทอมใหม่ๆ กูนัดกับเต้ไว้ว่าจะไปเยี่ยมพี่จักรที่สวนดอกไม้ของภีม แต่เต้มันปิดเทอมทีหลังกูก็เลยไปกับเขาก่อน ตอนแรกก็กะจะเที่ยวรอแหละ แต่เขามีงานเยอะเลยไม่ได้ไปไหนเท่าไหร่ พอว่างก็ไปได้แค่ห้างใกล้ๆ แล้วก็นั่นแหละ...”

“เกิดอะไรขึ้นสินะ”

“อือ กูโดนคนเดินเข้ามาชนแล้วขู่ให้เลิกยุ่งกับเขา ตอนขากลับที่ต้องแยกกันก็มีคนจงใจขับรถเข้ามาชนอีก ถึงจะไม่ได้เป็นอะไรมากแต่ก็ตกใจอยู่เหมือนกัน แล้วหลังจากนั้นก็...”

ประมุขเล่าทุกอย่างให้เพื่อนสนิทฟังโดยไม่ปกปิด ดีดี้เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่เขาไม่มีความลับด้วย แม้บางเรื่องจะพูดให้ฟังไม่หมด แต่เมื่อไหร่ที่ถูกถามก็พร้อมจะตอบทุกอย่าง ซึ่งดีดี้เองก็ไม่ต่างกัน เพราะแบบนั้นพวกเขาถึงเป็นเพื่อนรักกันมาอย่างยาวนานจวบจนทุกวันนี้

“น่ากลัวกว่าที่คิดอีกนะ” ดีดี้ขมวดคิ้วมุ่น ไม่เหลือท่าทีเล่นๆ เหมือนเก่า พอเข้าสู่หัวข้อจริงจังเธอก็กลายเป็นที่ปรึกษาที่สำคัญสำหรับประมุขเหมือนเช่นหลายปีที่ผ่านมา “แล้วนี่มึงโอเคหรือเปล่า”

“กูโอเค”

“เออ ก็เป็นพวกไม่คิดอะไรเลยนี่หว่า ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดีที่มึงมีนิสัยแบบนี้เนี่ย” พอมองหน้าไอ้เพื่อนเอ๋อที่เอาแต่ยิ้มเหมือนโลกนี้ไม่มีอะไรน่ากลัว เธอก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา เพราะรู้ดีว่าจริงๆ ในใจมันคงสั่นไหวอยู่ไม่น้อย “กูจะไม่บอกให้มึงถอยหรอกนะ เพราะรู้ว่าคำแนะนำนี้ยังไงมึงก็ไม่ทำแน่”

“อือ” คนฟังยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นเพื่อนสนิทเบะปากใส่

“กูเข้าใจดีว่ามึงยึดติดกับเขาแล้วก็รักเขามากขนาดไหน ซึ่งฟังจากที่พูดมาทางฝั่งนั้นเองก็คงคิดเหมือนกัน แต่มึงต้องคิดถึงตัวเองด้วยนะ ถ้าสุดท้ายคนที่คิดไม่ดีกับมึงเป็นครอบครัวของเขาจริงๆ มึงจะทำยังไง” จริงอยู่ที่ดีดี้ไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ภายในครอบครัวของคนคนนั้น ไม่รู้ว่าคนของเพื่อนเชื่อฟังครอบครัวขนาดไหน แต่สำหรับคนดีๆ แบบประมุข คนที่ยึดครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญอย่างมันไม่มีทางยอมให้คนอื่นทะเลาะกับครอบครัวเพราะตัวเองแน่

แต่มันก็ไม่ใช่คนที่จะยอมถอยไปเพียงเพราะเรื่องนั้นเช่นกัน...

“กูก็ยังไม่แน่ใจ” ประมุขหลุบตาลงต่ำเมื่อคิดตามสิ่งที่เพื่อนพูดแล้วพบว่าเขาไม่มีคำตอบให้จริงๆ “บางทีกูอาจจะพึ่งพาเขามากเกินไป คิดว่าเขาจัดการให้ได้ทุกอย่าง ถ้ามึงไม่ถามขึ้นมาก็คงลืมนึกถึงไปเลย”

“ไม่แปลกหรอก กูเข้าใจดีว่ามึงกับเขารอคอยที่จะได้เจอกันมานาน ขนาดเจอเรื่องน่ากลัวๆ แบบนี้มึงยังเลือกจะอยู่ต่อ ไม่มีลังเลเลยสักนิด แค่นี้กูก็รู้แล้วว่ามึงไม่มีทางถอยแน่ แต่ก็อย่างที่บอก...นอกจากคิดถึงเขา อย่าลืมคิดถึงตัวเองให้มากๆ วันใดวันหนึ่งไปเจออะไรที่มันหนักหนาก็คิดให้ดีๆ ว่าจะทำยังไง”

“…”

“พยายามให้มาก เลือกสิ่งที่จะทำให้ตัวเองเจ็บน้อยที่สุด แล้วก็ไม่ต้องมานั่งเสียใจในภายหลัง จำเอาไว้แค่นี้ก็พอ”

“อือ” ประมุขรับคำอย่างเหม่อลอย ท่าทางแสดงออกชัดเจนว่ากำลังคิดอะไรมากมายอยู่ในหัว เห็นเพื่อนเป็นแบบนั้นแล้วดีดี้ก็ได้แต่กลอกตา กระแอมเบาๆ แล้วเปลี่ยนคำพูดให้ดูร่าเริงเหมือนเดิม เพราะไม่เคยชินกับประมุขในแบบฉบับที่ดูนิ่งๆ หงอยๆ

ก็มันน่าสงสารน้อยเสียเมื่อไหร่... ใครใจแข็งใส่ได้คงต้องเป็นพระอิฐพระปูน

“ก็นะ... สมองแบบมึงแนะนำอะไรเยอะๆ ไม่ได้หรอก รู้แค่นี้พอละ ทีนี้มาฟังเรื่องของกูบ้างดีกว่า”

“อะ...เออ” คนเด๋อที่เหมือนจะตามอารมณ์เพื่อนไม่ทันเท่าไหร่นักได้แต่รับคำแบบอ้ำๆ อึ้งๆ จากนั้นก็กะพริบปริบๆ มองดีดี้เล่าเรื่องไปเที่ยวกับที่บ้านตอนกลับอีสานด้วยอารมณ์ดุเดือดแบบมึนๆ งงๆ ไม่รู้ว่าควรจะตอบรับหรือปฏิเสธอะไรเพราะสมองประมวลผลตามไม่ทัน รู้สึกตัวอีกทีเพื่อนรักก็วางแก้วที่ว่างเปล่าลงบนโต๊ะเสียงดัง

“พูดจนคอแห้ง กูไปสั่งชาอีกแก้วแป๊บ”

ประมุขหัวเราะขำขันก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูฆ่าเวลา แม้สิ่งที่เพื่อนพูดจะยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่จางหายไปง่ายๆ หากเมื่อได้เห็นว่าใครส่งข้อความมาหาก็อารมณ์ดีขึ้นมาเสียเฉยๆ

M.GRAY: เป็นยังไงบ้าง

GP.MUK: ดีดี้พูดไม่หยุดเลยครับ นี่ก็ลุกไปสั่งเครื่องดื่มแก้วที่สองแล้ว

M.GRAY: งั้นเหรอ ดูแลตัวเองดีๆ นะ

GP.MUK: คุณก็เหมือนกัน

“มุข!” เสียงเรียกของสาวสวยที่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ทำให้ประมุขหยุดมือที่กำลังพิมพ์ข้อความโดยอัตโนมัติ เขาหันไปหาเพื่อนแล้วเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม แต่เมื่อเห็นดีดี้ส่งสัญญาณโดยการชี้ไปที่โทรศัพท์และยกมือขอโทษขอโพยก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายคงมีธุระด่วน

“ไปเถอะ” เขาโบกมือให้เพื่อนรักเป็นเชิงร่ำลา ก่อนจะมองตามแผ่นหลังบอบบางของคนที่วิ่งจากไปอย่างว่องไวชนิดไม่เหลือภาพของสาวน้อยอ่อนโยนที่พยายามรักษามาโดยตลอดไปจนสุดสายตา

คนที่นานๆ จะได้ออกมาข้างนอกสักครั้งไม่ได้หันไปเรียกวิคเตอร์กับอเล็กซ์เพื่อเตรียมตัวกลับห้องในทันที แต่เลือกหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดข้อความคุยกับเกรย์ต่อ ซึ่งฝ่ายการ์ดทั้งสองคนก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงปล่อยให้นายอีกคนทำตามความต้องการของตัวเองต่อไปเท่านั้น

GP.MUK: ดีดี้กลับไปแล้ว เหมือนจะมีธุระ

GP.MUK: *ส่งรูปภาพ*

M.GRAY: หืม... ส่งรูปตัวเองมาให้คิดถึงหรือไง

GP.MUK: ใช่แล้ว

M.GRAY: น่าตีจริงๆ รอหน่อยนะ จะรีบกลับไปหา

GP.MUK: ครับ คุณไปทำงานเถอะ ผมก็จะกลับห้องไปเล่นเกมแล้ว

M.GRAY: เดี๋ยวว่างแล้วจะโทรหา

GP.MUK: อื้อ

“ไง”

ประมุขเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงทักไม่คุ้นเคย แล้วก็ต้องขมวดคิ้วยามพบว่ามีชาวต่างชาติคนหนึ่งเดินมานั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามของเขา แทนที่ดีดี้ซึ่งเพิ่งจะเดินออกจากร้านไปไม่นานนัก

“คุณเป็นใครครับ”

“ผู้หวังดี” หนุ่มฝรั่งตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษ ก่อนจะเลื่อนกระดาษแผ่นหนึ่งส่งมาให้ โดยที่ประมุขไม่ได้ยื่นมือไปรับแต่อย่างใด เขาเพียงก้มลงมองมันจนเห็นชื่อ ‘เซดริก’ บนนั้น แล้วก็เบนสายตากลับไปมองคนที่วางนามบัตรลงบนโต๊ะช้าๆ

“คุณต้องการอะไรจากผม”

“แค่ต้องการมาเตือนเฉยๆ ไม่ต้องทำหน้าตาเคร่งเครียดขนาดนั้นก็ได้”

“เตือนอะไร”

“เตือนให้นายออกห่างจากคนคนนั้น... ถ้าไม่อยากลำบากมากไปกว่านี้”

เพียงแค่ได้ยินคำเตือนไม่เข้าหู คนฟังก็ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิด ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินตอนอยู่ที่ห้างเขาก็เกลียดคำเตือนพวกนี้มาโดยตลอด ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะมีคนเดินเข้ามาบอกกันตรงๆ อีกรอบ

“ไม่มีอาวุธใช่ไหมครับ”

“หืม” เซดริกเลิกคิ้ว ท่าทางประหลาดใจกับคำถามมากพอควร แต่ก็ยังยกมือขึ้นทั้งสองข้างและตอบอย่างชัดเจน “ไม่มีแน่นอน เข้ามาค้นดูด้วยตัวเองก็ได้นะ”

“ดี... วิคเตอร์!!!”

เจ้าของชื่อไม่ได้ตอบรับคำเรียกของประมุขเป็นคำพูด แต่กลับลุกขึ้นจากที่นั่งและจ่ออาวุธซึ่งถูกเสื้อคลุมทับไว้ที่ขมับของเซดริกอย่างทันท่วงที ไม่ปล่อยให้คนมาใหม่มีโอกาสลุกหนีไปไหนทั้งสิ้น

“เล่นแบบนี้เลยเหรอ...”

“ไม่ใช่แค่นี้ครับ” ประมุขในโหมดหน้านิ่งวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะพร้อมกดเปิดลำโพงให้พร้อมสรรพ เพียงเท่านั้นทุกคนก็มองเห็นชื่อของคนที่อยู่อีกฝั่งได้อย่างชัดเจน “คุณอยากเตือนอะไรก็พูดกับเขาเลยแล้วกัน”

[เซดริกงั้นเหรอ]

น้ำเสียงเย็นเยียบที่ดูเย็นชากว่าปกติหลายระดับทำให้บรรยากาศรอบด้านดูกดดันขึ้นมาทั้งที่ไม่มีใครเห็นหน้าคนพูด เกรย์แค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอหนึ่งครั้งเมื่อไม่ได้รับคำตอบใดๆ ก่อนความอึดอัดนั้นจะจางหายไป ยามเขาเรียกชื่อใครอีกคนขึ้นมาแทน

[ลูกแกะ]

“ครับ” ประมุขหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถือไว้แล้วตอบพร้อมรอยยิ้ม

[ปล่อยเขาไปเถอะ ตอนนี้ฉันเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างหมดแล้ว ที่มาปรากฏตัวก็คงต้องการให้รู้ว่าใครคือต้นเหตุของเรื่องราวทุกอย่าง]

“ได้ครับ... วิคเตอร์”

บอดี้การ์ดหนุ่มก้มหัวรับคำสั่ง และยอมหลีกทางปล่อยให้เซดริกที่ดูประหลาดใจกับท่าทีของประมุขไม่น้อยเดินจากไปง่ายๆ โดยยังคงทิ้งนามบัตรไว้บนโต๊ะตามเดิม

“เขาไม่ใช่ชาวต่างชาติธรรมดาใช่ไหมครับ” ประมุขหันกลับมาสนใจคนในสายอีกครั้งเมื่อมั่นใจว่าคนแปลกหน้าเดินออกจากร้านไปแล้ว เขาถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ไม่ลืมผายมือให้วิคเตอร์กับอเล็กซ์นั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม เพราะรู้ดีว่าท่าทางคงไม่ได้วางสายง่ายๆ แน่นอน

[รู้ได้ยังไง]

“สังเกตจากตอนที่วิคเตอร์เข้ามาหา ขนาดโดนเอาอาวุธขู่เขายังดูเฉยๆ อยู่เลย จะเห็นสะดุ้งบ้างก็แค่ตอนได้ยินเสียงคุณ”

[พัฒนาขึ้นมากเลยนะ]

คนได้รับคำชมอมยิ้มภาคภูมิใจจนแก้มตุ่ย ลืมเลือนสถานการณ์ตึงเครียดที่เพิ่งพบเจอมาได้อย่างรวดเร็วเหมือนเช่นทุกครั้ง แต่เหมือนคำชมแค่นั้นจะไม่พอ เพราะประมุขยังคงยกเรื่องที่ทำเมื่อครู่ขึ้นมาพูดซ้ำอีกรอบ

“ผมเห็นคนแปลกหน้าเดินมานั่งลงที่โต๊ะเดียวกันก็เลยกดโทรหาคุณ... พอมั่นใจว่าเขาไม่มีอาวุธถึงได้เรียกวิคเตอร์ ผมเก่งใช่ไหม”

[หึหึ... เก่งที่สุดเลย]

“ขอบคุณครับ” พอได้รับคำชมแบบที่ต้องการแล้วลูกแกะของเกรย์ก็เริ่มนึกออกว่าอีกฝ่ายน่าจะต้องไปทำงาน รอยยิ้มแบบเด็กๆ ที่มีจึงค่อยๆ จางหายไปอย่างช้าๆ “คุณต้องไปทำงานหรือเปล่า เอาไว้ว่างแล้วเราค่อยคุยกันก็ได้”

[ไม่เป็นไร งานรอได้ คุยกับลูกแกะให้เข้าใจก่อนดีแล้ว]

คำพูดที่บ่งบอกชัดเจนว่าเขาสำคัญกว่าสิ่งใดแม้กระทั่งงานที่มีมูลค่าหลายพันล้านของเจ้าตัวทำให้ประมุขยิ้มออกอีกครั้ง เขากดข่มความรู้สึกผิดน้อยๆ เอาไว้ในใจ แล้วเลือกเห็นแก่ตัวนิดๆ หน่อยๆ โดยการตอบรับคำพูดนั้นตามตรง

“ถ้าอย่างนั้น...คนเมื่อกี้เขาเป็นใครเหรอครับ”

[ลูกแกะพูดถูกแล้ว เซดริกไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป แต่เป็นคนสนิทฝีมือดีของพ่อฉันเอง]

“พ่อคุณ...”

[อา... แต่คิดว่าคำสั่งให้มาเตือนนี่น่าจะมาจากแม่มากกว่า]

“แล้วที่คุณบอกว่าเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างหมดแล้ว...”

[อย่างที่ฉันเคยเล่าให้ฟัง ดูเหมือนคนที่ส่งคำขู่มาให้และสร้างสถานการณ์ทั้งหมดขึ้นมาจะเป็นครอบครัวของฉันเอง ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าแม่คือตัวการ แต่ที่ฉันยังไม่เข้าใจคือเหตุผลที่ทำแบบนั้น]

ประมุขเม้มปากแน่นเมื่อได้ยินคำยืนยันว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันไปถึงครอบครัวของเกรย์จริงๆ คำพูดที่ดีดี้เพิ่งเตือนกันไปวนกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง และเขาก็ยังไม่อาจตอบได้เช่นเคยว่าควรทำอย่างไรต่อไป

“คุณได้เจอคุณแม่หรือยังครับ”

[เจอแล้ว แต่แม่ไม่ยอมพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย] พูดจบเกรย์ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ราวกับจะบอกว่าเหนื่อยหน่ายกับเรื่องนี้มากจริงๆ [ขอโทษที่ทำให้ต้องมาเจอกับเรื่องพวกนี้นะลูกแกะ]

“ไม่เป็นไรเลย ผมเข้าใจดี แค่ท่านไม่คิดเอาชีวิตกันจริงๆ ก็พอแล้ว... หรือว่าจะคิดนะ” ลูกแกะน้อยเริ่มเครียดหนักเมื่อไม่แน่ใจนักว่าคนบงการต้องการชีวิตของเขาหรือเปล่า เพราะถึงจะให้คนเข้ามาเตือนถึงสองครั้ง แต่เหตุการณ์ตอนที่รถชนจนได้แผลหรือถูกคนถือมีดพุ่งเข้ามาหาก็ยังฝังอยู่ในหัว

[ไม่ว่าจะคิดหรือไม่คิด ฉันก็ไม่ยอมให้เป็นแบบนั้นแน่]

“อื้อ”

[อย่าคิดมากเลยนะ รอให้มาอยู่ข้างกันก่อนแล้วค่อยงอแง ห้ามเครียดตอนที่อยู่คนเดียวเด็ดขาด เข้าใจหรือเปล่า]

เมื่อได้ยินน้ำเสียงแอบดุของคนขี้เป็นห่วง ประมุขก็เริ่มหายเครียดตามที่เกรย์บอกจริงๆ หากดีดี้อยู่ตรงนี้ด้วยคงด่าว่าเขาใจง่าย แต่ก็ต้องยอมรับว่าโชคดีแล้วที่เขาเป็นคนสบายๆ แบบนี้ พอเจอเรื่องราวมากมายแบบที่ไม่เคยเจอจึงยังไม่เป็นบ้าตายไปเสียก่อน

“ครับ”

[ลูกแกะ]

“หือ”

[มาที่นี่ดีไหม]

“มาที่นี่... คุณหมายถึงให้ไปหาคุณเหรอครับ” ประมุขตาโตเมื่อเข้าใจคำถาม ถึงเขาจะไปหาเกรย์ได้จริงๆ เพราะยังพอมีเวลาก่อนจะเปิดเทอม แต่ปุบปับจู่ๆ มาบอกให้ไปหากันเลยแบบนี้มันก็น่าตกใจอยู่ไม่น้อย “ทำไมมาพูดตอนนี้ล่ะ”

[ฉันไม่อยากให้ลูกแกะอยู่คนเดียว อีกอย่าง...ตอนแรกที่ไม่อยากให้มาก็เพราะอยากเลี่ยง ยังไม่อยากให้แม่เข้าไปวุ่นวายกับนาย แต่ดูเหมือนต่อให้ฉันกลับมาตามคำบอกแล้วอีกฝ่ายก็ยังไม่ยอมอยู่ดี ถึงขั้นส่งเซดริกไปแบบนี้ ยังไงก็คงไม่ยอมหยุดง่ายๆ แน่]

“…”

[ลูกแกะพร้อมจะมายืนข้างฉันอย่างเต็มตัวหรือยัง]

“เรื่องนั้น...” คนฟังนิ่งไปนานเมื่อไม่แน่ใจนักว่าควรตอบอย่างไร หากถามว่าพร้อมหรือเปล่าก่อนจะได้รู้ว่าเบื้องหลังเกรย์มีครอบครัวที่คอยจับตามองอยู่ เขาคงตอบได้อย่างง่ายดายว่าพร้อม แต่ในยามนี้เมื่อได้รู้ว่าคนที่ทำท่าคล้ายจะขัดขวางกันไม่ใช่คนอื่นคนไกล หากเป็นคนในครอบครัวของเกรย์เอง เขาจึงเกิดความลังเลขึ้นมาวูบหนึ่ง

แต่ว่า...ถ้าบอกว่าไม่พร้อมแล้วเมื่อไหร่จะพร้อม หรือสุดท้ายก็ยังต้องถอยออกไปอยู่ดี

ไม่มีทาง... ไม่เอาเด็ดขาด เขารอมานานเกินพอแล้ว

[ไม่เป็นไร ถ้า...]

“พร้อม”

[…]

“ผมพร้อมจะยืนอยู่ข้างคุณ ไม่ว่ามันจะอันตรายขนาดไหนก็ตาม ผมเคยบอกคุณไปแล้วนี่”

ประมุขเป็นคนง่ายๆ มาแต่ไหนแต่ไร จะให้เปลี่ยนไปตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว ดังนั้นในเมื่อไม่มีทางเลือก เพราะยังไงเขาก็ไม่ยอมถอย งั้นก็ต้องพุ่งชนให้รู้เรื่อง และถ้ามันจะมีปัญหาอะไรตามมาก็ค่อยคิดอีกทีแล้วกัน

[งั้นกลับไปพักเถอะ]

“ครับ?”

[เดินทางคืนนี้เลย พรุ่งนี้ฉันจะได้กอดลูกแกะเสียที]

“อื้อ!”

เมื่อได้ข้อสรุปเรียบร้อยแล้ว ประมุขก็ลุกขึ้น เดินนำวิคเตอร์กับอเล็กซ์ออกไปด้านนอกโดยที่ยังไม่ได้วางโทรศัพท์ ท้องฟ้าที่ว่าสดใสในยามนี้ยังสดใสสู้ลูกแกะน้อยที่ฉีกยิ้มกว้างอย่างมีความสุขไม่ได้

[ฉันให้คนแคนเซิลงานพรุ่งนี้แล้ว เราจะได้อยู่ด้วยกันทั้งวัน]

“จริงเหรอครับ ดีจังเลย ผมจะเอาขนมไปฝากคุณด้วยนะ ไม่สิ... เดี๋ยวไปทำให้กินที่โน่นเลยดีกว่า ช่วงว่างๆ สองสามวันมานี้ผมเปิดดูวิธีทำขนมตั้งหลายอย่าง ถึงจะสู้เต้ไม่ได้แต่น่าจะถูกปากคุณนะ”

[งั้นเราออกไปซื้อวัตถุดิบด้วยกันดีไหม]

“ดี!”

[หึหึ อารมณ์ดีเชียว]

“แน่นอนสิ” ประมุขรับคำพร้อมรอยยิ้ม ขณะที่สายตามองออกไปนอกหน้าต่างรถอย่างไร้จุดหมาย แต่กลับต้องประหลาดใจเมื่อพบว่ามีรถสีดำขับมาขนาบข้าง ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นการ์ดทีมอื่น แต่เมื่อมองดูดีๆ กลับไม่คุ้นเคย จนสุดท้ายก็เก็บความสงสัยเอาไว้ไม่ได้และต้องหันไปมองวิคเตอร์ในที่สุด

[ลูกแกะ เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมเงียบไป]

“เหมือนจะมีรถขับขนาบข้างเรามาสักพักแล้ว...”

[ปิดผ้าม่านเอาไว้แล้วส่งโทรศัพท์ให้วิคเตอร์] น้ำเสียงเยือกเย็นที่เปลี่ยนแปลงไปกะทันหันของเกรย์ทำเอาคนฟังตัวเกร็งไปครู่หนึ่ง ทว่าวินาทีถัดมาก็รีบส่งโทรศัพท์ไปให้วิคเตอร์ตามคำบอกอย่างรวดเร็ว

“ครับนาย” บอดี้การ์ดหนุ่มที่สังเกตเห็นเหตุการณ์แปลกๆ มาตั้งแต่ต้นเช่นกันรับโทรศัพท์ไปสื่อสาร โดยที่สายตายังคงมองออกไปด้านนอกอย่างพิจารณา “คนของเราล้อมไว้อีกทีแล้วครับ... คิดว่าพวกเขาไม่น่ามีเจตนาร้าย ไม่ได้มีท่าทีคุกคามอะไร เหมือนขับตามไปเรื่อยๆ เพราะต้องการพูดคุยมากกว่า... เข้าใจแล้วครับ ผมจะจัดการให้เรียบร้อย”

ประมุขรับโทรศัพท์กลับคืนมาอย่างเป็นกังวล กระทั่งได้ยินเสียงเกรย์เรียกดังเล็ดลอดออกมาแล้วเขาก็ยังต้องควบคุมสติอยู่นานกว่าจะตอบกลับไปได้

“เกรย์...”

[ลูกแกะ ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้น คุยกับฉันก็พอ โอเคไหม]

“แต่ว่า...”

[วิคเตอร์จะจัดการทั้งหมดเอง นายแค่รออยู่บนรถ ไม่ต้องลงไปพูดคุยด้วย ไม่ต้องกังวลนะ ไม่มีใครทำอะไรลูกแกะของฉันได้ทั้งนั้น] เกรย์เอ่ยปลอบโยนคนที่น่าจะหวาดกลัวอยู่ไม่น้อยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หากเขาอยู่ตรงนั้นด้วย ขอแค่กอดลูกแกะเอาไว้ในอ้อมแขน อีกฝ่ายก็คงรู้สึกดีขึ้นแล้ว แต่เพราะตอนนี้ไม่ได้อยู่ด้วยกัน อะไรๆ จึงยากเย็นไปหมด

“เป็นเพราะผมอยากออกมาข้างนอกหรือเปล่า” ประมุขเอ่ยถามเสียงค่อยอย่างรู้สึกผิด หากก็ยังเชื่อฟังคำพูดด้วยการไม่หันออกไปมองหรือสนใจอะไรด้านนอก แม้ยามที่รถหยุดวิ่งเพราะเข้ามาสู่เขตโรงแรมแล้วเขาจะเผลอกัดปากด้วยความวิตกหนักกว่าเดิมก็ตาม

[อย่าคิดมาก ใครกันจะอยู่แต่ในห้องได้ตลอดเวลา แค่ลูกแกะเชื่อฟังฉัน เลือกสถานที่ใกล้ๆ และไปไม่นานก็น่ารักมากแล้ว เหตุการณ์ไม่คาดคิดแบบนี้ ต่อให้ฉันอยู่ด้วยก็ต้องพบเจออยู่ดี]

“อื้อ...”

“คุณประมุข ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คุณห้ามลงจากรถเด็ดขาดนะ” วิคเตอร์ที่กำลังจะเปิดประตูรถหันมาตักเตือนด้วยใบหน้านิ่งสนิท ไม่มีวี่แววของความเคร่งเครียด เมื่อเห็นดังนั้นประมุขจึงพยักหน้าหงึกหงักอย่างเชื่อฟัง ในใจคล้ายจะคลายความกังวลลงไปเปราะหนึ่ง

หลังจากวิคเตอร์ลงไปจากรถ ประมุขก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก นอกไปจากเสียงพูดของคนในโทรศัพท์ที่สรรหาเรื่องนู้นเรื่องนี้มาทำให้เขาผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง แม้มันจะได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้างเพราะนิสัยง่ายๆ สบายๆ ไม่อาจใช้ในยามที่มีเสียงพูดคุยเป็นภาษาฝรั่งเศสดังเล็ดลอดเข้ามาในโสตประสาทอยู่หลายประโยค หากก็ยังดีกว่าต้องนั่งกัดเล็บเครียดเพียงลำพัง

[กลัวอยู่เหรอ]

“ไม่เลย”

[เด็กขี้โกหก น่าตีจริงๆ]

ยังไม่ทันได้พูดตอบอะไร เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นพร้อมกันกับที่วิคเตอร์กลับขึ้นมานั่งบนรถอีกครั้ง ประมุขถอนหายใจโล่งอกเมื่อไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงใดๆ เกิดขึ้นแบบที่คิด ไม่ต้องรอให้วิคเตอร์บอกเขาก็ยื่นโทรศัพท์ไปให้อย่างรู้งาน ทว่าคำรายงานในครั้งนี้กลับเป็นภาษาฝรั่งเศสที่เขาฟังไม่รู้เรื่อง ประมุขจึงได้แต่กะพริบรออย่างอดทน จนผ่านไปพักหนึ่งวิคเตอร์ที่ดูมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อยถึงส่งโทรศัพท์กลับมาให้

“คุณครับ... มีอะไรหรือเปล่า”

[ลูกแกะ...]

“ผมฟังอยู่”

[กลับไปเก็บของใช้จำเป็นที่ห้องนะ พวกเสื้อผ้าไม่ต้องเอามาเยอะ เดี๋ยวฉันซื้อให้ใหม่]

“ทำไม...”

[นายต้องออกเดินทางตอนนี้เลย]



----------------------
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.028K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,503 ความคิดเห็น

  1. #1500 momomay79 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2563 / 17:11
    ชอบนายเอกแบบนี้ รู้ว่าตัวเองต้องทำตัวแบบไหนไม่ใช่รู้ว่าอันตรายก็ไม่เอาบอดี้การ์ด
    #1,500
    0
  2. #1432 baekbow (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 มกราคม 2563 / 17:52
    งืออออออ เกิดอะไรขึ้นอ่าาา ทำไมดูรีบๆ น้องจะไม่เป็นอันตรายใช่ไหมอ่ะ
    #1,432
    0
  3. #1429 bbussya (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2562 / 21:14
    ชอบนิยาย แนวนี้ มากๆ พระเอกเป็นเหมือน มาเฟีย เก่งๆ รวยๆ เท่ห์มาก รู้สึกเติมเต็มจินตนาการ
    #1,429
    0
  4. #1419 byjune96 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2562 / 17:44
    ยิ่งใหญ่มากเลย
    #1,419
    0
  5. #1385 ojay2 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2562 / 23:28
    งานยากกกแล้วววว
    #1,385
    0
  6. #1355 ying-b (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 01:00
    พ่อแม่คุณเกรย์คิดจะทำอะไรกันนะ แง้งงงง
    #1,355
    0
  7. #1332 CallistoJpt (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 / 09:21
    เกิดอะไรขึ้นกันนะ ลูกแกะสู้ๆนะลูก
    #1,332
    0
  8. #1303 Strawberrybunny (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 / 00:19
    เเง้ อย่าทำน้องงงงงง หนูเข้มเเข็งนะเจ้าลูกเเกะ
    #1,303
    0
  9. #1287 mmamaexx (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2562 / 17:11
    น้องเก่งขึ้นเยอะเลยนะ
    #1,287
    0
  10. #1206 Jezzy Jimmy (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 19:19
    ลูกแกะจะต้องผ่านมันไปให้ได้นะลูก
    #1,206
    0
  11. #1135 itzmebb (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 18:58

    ลูกแกะต้องสู้

    #1,135
    0
  12. #912 tensita (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 02:17
    สู้เขานะน้องแกะ
    #912
    0
  13. #897 maybee23 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 08:21
    น้องแข็งเข้มที่สุดเลยลูก
    #897
    0
  14. #780 khawfangg (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 / 09:05
    น้องงงงงงงงแม่เล่นแลงมากเดี๋ยวเตะเลย
    #780
    0
  15. #779 ไข่อบ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 / 17:32
    โอ๊ยยยยย อยากอ่านต่อแน้วววว
    #779
    0
  16. #778 ไข่อบ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 / 06:30
    ฮืออออ ขอให้ระหว่างเดินทางน้องจะเจออะไรที่อันตรายอีกนะ แงงงง ขอบคุณไรท์มากๆเลยนะคะที่มาต่อให้ น่ารักมากก สู้ๆนะคะ รออ่านอยู่เสมอเลยยย
    #778
    1
    • #778-1 ไข่อบ(จากตอนที่ 14)
      24 กุมภาพันธ์ 2562 / 06:31
      โอ๊ยยย พิมพ์ผิด ต้อง*ไม่เจอสิ
      #778-1
  17. #777 Easter Eggs (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 / 10:51
    น้องเข้มแข็งแล้วก็เก่งมากๆ สุ้ๆนะคนดี โอ๊ยเอ็นดุน้องมาก
    #777
    0
  18. #776 Easter Eggs (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 / 10:51
    น้องเจ้มแข็งแล้วก็เก่งมากๆ สุ้ๆนะคนดี โอ๊ยเอ็นดุน้องมาก
    #776
    0
  19. #775 homme-aeem (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 / 15:35
    ลูกแกะสู้นะ
    #775
    0
  20. #774 Mysterygrey (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:13
    โอยยยยยย ยัยหนูต้องสู้ ๆ นะรูกกกกก
    #774
    0
  21. #773 Mysterygrey (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:13
    โอยยยยยย ยัยหนูต้องสู้ ๆ นะรูกกกกก
    #773
    0
  22. #772 Kyoheizing (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:11
    ลูกแกะสู้ๆนะหนู เราอยากจับพ่อแม่เกรย์มาตีให้ตูดลายจริงๆ มาขู่ลูกแกะของเราได้ไง
    #772
    0
  23. #771 LOVE IS THE SUN (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:48
    ลูกแกะะะะะ
    #771
    0
  24. #770 ไนติงเกลสีดำ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 10:21
    รู้เลยเรื่อง ทายาทแน่นอน หึกลัวไม่มีคนสืบทอดสินะ
    #770
    0
  25. #769 Notty Kero (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 06:38
    สาเหตุที่ทำคืออะไร ถ้าตามลูกชายตัวเองมานานก็ต้องรู้เรื่องก่อนหน้านี้ป่ะ
    #769
    0