[END] 3KINGS ตอน ประมุข

ตอนที่ 13 : PRAMUK-11-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,650
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,104 ครั้ง
    29 ม.ค. 62

-11-


สวัสดี

นายอาจสงสัยว่าฉันเป็นใคร รู้เอาไว้แค่ฉันคือผู้หวังดีที่อยากจะเป็นเพื่อนของนายก็แล้วกัน แต่ถ้ายังกังวลว่าฉันจะคิดอะไรไม่ดี ฉันจะบอกความลับอีกข้อ...คือฉันเป็นเพื่อนรักของพี่ชายนาย ทีนี้คงจะไว้ใจกันบ้างแล้วสินะ

ตอนนี้นายคงอยากถามว่าพี่ชายเป็นยังไงบ้าง ฉันไม่อาจพูดได้ว่าเขาสบายดี และไม่ขอรับปากว่าจะพูดถึงเรื่องราวของพี่ชายนายในจดหมายทุกฉบับ แต่จำไว้ว่าเขาจะต้องกลับไปอย่างแน่นอน เพราะงั้นจงใช้ชีวิตต่อไปเรื่อยๆ รอจนกว่าจะถึงวันที่เขากลับไป นายค่อยชดเชยทุกอย่างให้

จากนี้ก็หยุดร้องไห้ได้แล้ว เข้าใจหรือเปล่า

ปล.หากต้องการตอบจดหมายของฉัน แค่นายเขียนใส่กระดาษ แล้วเอาไปใส่ไว้ในตู้ไปรษณีย์หน้าบ้านทุกวันอาทิตย์ก่อนเจ็ดโมงเช้า ฉันจะได้รับจดหมายของนายอย่างแน่นอน

ด้วยรัก

Gin.


ความรู้สึกในตอนที่ได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากคนแปลกหน้าเป็นเช่นไร ประมุขยังคงจดจำได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจดหมายฉบับนั้นส่งมาพร้อมกับความหวังที่ช่วยหยุดน้ำตาของเขาได้จริงๆ

ในเวลานั้นบ้านที่เคยเต็มไปด้วยความสุขมีเพียงความเงียบเหงา พ่อของเขาต้องออกไปทำงานแต่เช้ามืด และกลับมาตอนดึกดื่นทุกวัน ประมุขกับฮ่องเต้แยกกันอยู่คนละห้อง แม้ยามอยู่ด้วยกันจะมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ทว่าเมื่อได้อยู่คนเดียว ความหดหู่ไร้ที่มากลับตีรวนจนเจ็บหน่วงไปทั้งอก

ไม่รู้ว่าเป็นเวลากี่วันหรือกี่ปีแล้วที่พี่ชายคนโตถูกพาตัวไปและติดต่อไม่ได้ มีเพียงข่าวคราวนานๆ ครั้งที่จะได้ยินเฉพาะเวลาพ่อคุยโทรศัพท์กับใครบางคนที่บอกให้รู้ว่าพี่ชายยังมีชีวิตอยู่ เด็กชายประมุขในตอนนั้นไม่ได้เข้มแข็งเหมือนฮ่องเต้กับพ่อ เขายังแอบร้องไห้อยู่ทุกครั้งเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่พี่ชายถูกพาตัวไป

แต่แล้ววันหนึ่งจดหมายฉบับนั้นก็ส่งมาถึง...

ลายมือภาษาอังกฤษที่ดูสวยงามทำให้เขาจดจ้องมันด้วยความรู้สึกประหลาดๆ อยู่นาน ทว่าเมื่อได้อ่านเนื้อความจนครบถ้วน หยาดน้ำก็เอ่อคลอดวงตาทั้งสองข้าง เขาสะอึกสะอื้นอยู่เพียงลำพัง ขณะที่สองแขนโอบกอดตุ๊กตาลูกแกะสีชมพูเอาไว้แน่น กระทั่งสายตามองเห็นถ้อยคำที่บอกว่าอย่าร้องไห้อีกครั้ง สองมือเล็กจ้อยจึงยกขึ้นเช็ดหน้าเช็ดตาแล้วฮึบน้ำตาเอาไว้ ไม่ยอมปล่อยให้มันไหลออกมาอีก

ในเมื่อเพื่อนรักของพี่ชายบอกให้หยุดร้องไห้ รอวันที่พี่ชายกลับมาค่อยชดเชยให้ เขาก็จะเชื่อตามนั้น

ประมุขฉีกกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากสมุดเรียน ก่อนจะรีบขีดเขียนข้อความลงไปบนนั้นด้วยความตั้งใจ เขาได้รับจดหมายตอนวันเสาร์เวลาเจ็ดโมงเช้า เพราะงั้นพรุ่งนี้เช้าเขาต้องรีบเอามันไปใส่ไว้ในกล่องไปรษณีย์ ซึ่งด้วยนิสัยซื่อๆ ที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เขาจึงไม่เคยสงสัยเลยสักนิด ว่าจดหมายโต้ตอบของตัวเองกับคนคนนั้นมันจะถูกส่งข้ามประเทศโดยการใส่ไว้ในตู้จดหมายของตัวเองได้อย่างไร

หลังจากวันนั้นเด็กชายประมุขก็เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เขาเข้าไปลากฮ่องเต้ถึงในห้องนอนเพื่อให้ลงไปเล่นที่สนามด้วยกัน วันไหนพ่อกลับไวก็จะเดินเข้าไปพูดคุยด้วย จนบ้านที่เงียบเหงากลับมาเป็นบ้านที่อบอุ่นอีกครั้ง ทุกๆ อาทิตย์เขาจะได้รับจดหมายจากคนคนเดิม นับเป็นเวลาหลายปีที่พวกเขาพูดคุยกันผ่านทางจดหมาย กระทั่งฮ่องเต้ก็รับรู้เรื่องราวทั้งหมดไปด้วย แต่ก็ไม่ได้ห้ามปรามอะไร เพียงบอกให้ระวังตัวเท่านั้น

“มุข!” ดีดี้ที่ตอนนั้นยังอยู่ในร่างน้องดินคนแมนวิ่งเข้ามาหา พร้อมชูไม้ชูมือโบกจดหมายที่เก็บมาจากตู้ให้ดูอย่างร่าเริง “จดหมายของมุขมาแล้ว ดินหยิบมาให้ด้วย”

“ขอบใจนะ” ประมุขฉีกยิ้มกว้าง รับจดหมายจากเพื่อนชาวไทยที่บังเอิญเจอในต่างแดนมาแกะดูด้วยความตื่นเต้นเหมือนเช่นทุกครั้ง


ลูกแกะ

ฉันชอบดอกไม้แห้งที่นายแนบมาในจดหมายมาก ขอบคุณนะลูกแกะน้อย

ที่บอกว่าอยากเจอกัน ใช่ว่าฉันไม่อยากไปเจอ แต่มันยังไม่ถึงเวลาเท่านั้น นายช่วยอดทนรอจนกว่าจะถึงวันนั้นได้หรือเปล่า ฉันสัญญาว่ามันต้องคุ้มค่ากับการรอคอยแน่นอน และถึงตอนนั้นเราจะไม่แยกจากกันอีกตลอดไป ลูกแกะเชื่อฉันเถอะ

ส่วนเรื่องงานแสดงละครเวทีในอีกสามวัน ฉันมั่นใจว่าพ่อของนายและพี่ชายต้องอยากไปดูแน่ๆ แต่เพราะพวกเขามีเหตุจำเป็นที่อาจจะสำคัญมากๆ จึงไปดูไม่ได้ เหมือนกันกับฉันที่อยู่ห่างจากลูกแกะ ต่อให้อยากไปดูแค่ไหนก็ทำไม่ได้

แต่ฉันสัญญาว่าวันหนึ่งจะต้องไปดูลูกแกะแสดงละครเวทีแน่นอน

ปล.มองหาคนในชุดหลากสี เขาจะเป็นตัวแทนของฉัน เอารางวัลไปให้ลูกแกะคนเก่ง

ด้วยรัก

Gin.


วันงานโรงเรียนที่พ่อแม่ของเด็กทุกคนต่างพากันมาดูลูกๆ ของตัวเอง เด็กชายประมุขยืนอยู่เพียงลำพังในชุดลูกแกะ เขาเป็นคนเดียวที่ไม่มีใครมาหา ไม่มีใครมาให้กำลังใจ เพราะคุณพ่อต้องไปทำงาน ขณะที่ฮ่องเต้ปวดท้องจนต้องนอนโทรมอยู่ในโรงพยาบาล

แม้จะบอกตัวเองแล้วว่าต้องสู้ให้เต็มที่ หากเมื่อมองไปรอบๆ ก็อดเศร้าใจไม่ได้อยู่ดี

การแสดงละครเวทีจบลงโดยที่ลูกแกะประมุขซึ่งได้เป็นตัวเอกของเรื่องยืนทำหน้าจ๋อยอยู่หน้าเวที เฝ้ามองบรรดาผู้ปกครองของเด็กคนอื่นๆ เอาดอกไม้และของรางวัลมาส่งให้เป็นการชื่นชม มีเพียงเขาเท่านั้นที่สองมือว่างเปล่า ไม่มีใครมาดูหรือให้กำลังใจเลยแม้แต่คนเดียว ทว่าในตอนนั้นเอง...

“คุณตัวตลก!”

“มีลูกโป่งด้วย!”

“แม่ฮะ ผมอยากได้บ้าง”

“คุณตัวตลก ผมขอลูกโป่งด้วยสิฮะ”

ท่ามกลางเสียงเจี๊ยวจ๊าวของบรรดาเด็กๆ บนเวที สายตาของลูกแกะน้อยจ้องมองเพียงร่างของคุณตัวตลกในชุดหลากสีสัน ที่เดินมาพร้อมกับลูกโป่งลายสัตว์นับสิบลูก

มองหาคนในชุดหลากสี เขาจะเป็นตัวแทนของฉัน เอารางวัลไปให้ลูกแกะคนเก่ง

ข้อความในจดหมายวาบผ่านเข้ามาในความทรงจำ ลูกแกะตัวน้อยพุ่งเข้าไปหาคุณตัวตลกแล้วกอดขาอีกฝ่ายเอาไว้แน่น กระทั่งถูกลูบหลังปลอบเบาๆ จึงปล่อยโฮออกมาอย่างอดไม่อยู่

“คนคนนั้นฝากบอกให้คุณอดทนอีกนิด สักวันหนึ่งจะได้เจอกันอย่างแน่นอน” เสียงกระซิบของคุณตัวตลกไม่ได้ดังก้องเพียงในหัวของคนฟัง หากกลับฝังรากลึกลงไปในความทรงจำ กลายเป็นคำสัญญาที่เขาตั้งมั่นให้เป็นจุดมุ่งหมายมาโดยตลอด

สักวันหนึ่งเราจะได้พบกัน...

ระยะเวลาปีแล้วปีเล่าผ่านพ้นไป คนคนนั้นไม่เคยมาหาประมุขเลยสักครั้ง ไม่ว่าเขาจะชักชวนล่วงหน้าอย่างไรก็ตาม แต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่อีกฝ่ายไม่เอาของขวัญมาให้หรือไม่ส่งคนมา ทุกๆ รอบ ทุกๆ งานที่ประมุขบอกว่าต้องอยู่เพียงลำพังเพราะพ่อติดงาน ส่วนพี่ชายก็มีกิจกรรมเป็นของตัวเอง คนคนนั้นมักจะส่งคนมาหาเสมอ ทำให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ทำให้เขายิ้มได้และไม่รู้สึกว่าตัวเองขาดอะไร

วันปีใหม่ซึ่งเป็นวันครบรอบอายุสิบหกปีเต็มของประมุข นั่นเป็นครั้งแรกที่จดหมายฉบับหนึ่งถูกส่งให้จากมือของคนในชุดคอสตูมหมาป่า ซึ่งเป็นตัวแทนของคนคนนั้นที่เอาของรางวัลมาให้เนื่องในโอกาสที่ประมุขได้ขึ้นแสดงบนเวทีในกิจกรรมของโรงเรียน ไม่ใช่ได้รับจากตู้จดหมายทุกวันเสาร์เหมือนปกติ

“มุข ไปกินข้าวด้วยกันไหม” น้องดินที่พัฒนาเป็นเพื่อนสาวดีดี้เรียบร้อยแล้ววิ่งเข้ามาชักชวนประมุขเมื่องานทุกอย่างจบลง แต่พอได้เห็นจดหมายในมือของเพื่อนสนิท เธอก็เบะปากโดยอัตโนมัติ เพราะรู้คำตอบดีอยู่แล้ว

“ไม่ดีกว่า ดีดี้ไปเลย”

“เห็นจดหมายนั่นก็รู้แล้วย่ะ... ว่าแต่นี่มันวันอังคารไม่ใช่เหรอ ทำไมได้จดหมายแล้วล่ะ”

“ไม่รู้เหมือนกัน ถึงได้อยากรีบกลับไปดูที่บ้านไง” ใบหน้ารื่นเริงของเขาคงตอบคำถามได้ดียิ่งกว่าอะไร พอเห็นเพื่อนทำท่าอยากกลับบ้านเต็มแก่ ดีดี้ก็รีบโบกไม้โบกมือ ไล่ให้ไปไกลๆ ด้วยความหมั่นไส้

ประมุขกลับบ้านไวที่สุดในรอบปีเป็นประวัติการณ์ เพราะปกติเขาเป็นเด็กกิจกรรม หากไม่ได้แสดงละครเวที ไม่ได้มีกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ก็จะใช้เวลาไปกับการเล่นกีฬากับเพื่อนๆ จนเกือบค่ำถึงกลับบ้าน และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่เขาต้องฉลองปีใหม่เพียงลำพัง เพราะพ่อต้องไปสัมมนา ขณะที่ฮ่องเต้ไปคุยงานห้องเพื่อน บางทีอาจจะไม่ได้กลับบ้าน

แต่ไม่เป็นไร... วันนี้เขาได้จดหมายแล้ว เขามีเพื่อนคุยแล้ว

จดหมายที่ใส่อยู่ในซองวันนี้ไม่เหมือนทุกครั้ง เพราะมันไม่ได้มีเพียงกระดาษเอสี่สีขาวแบบปกติ แต่กลับมีการ์ดสีชมพูอ่อนซึ่งมีกลิ่นหอม ที่ด้านหน้าเขียนด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษอย่างบรรจงสวยงามว่า ‘Happy Birthday & Happy New Year’ แนบมาด้วย

ประมุขลงมือเปิดจดหมายสีขาวก่อนเป็นลำดับแรก จากนั้นก็กวาดสายตาไล่อ่านข้อความทุกๆ ประโยคอย่างตั้งใจเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา


ลูกแกะ

ตกใจหรือเปล่าที่ได้รับจดหมายในวันนี้ ฉันคิดวนไปวนมาอยู่หลายรอบเกี่ยวกับเรื่องที่เราพูดคุยกันผ่านจดหมายเพียงอาทิตย์ละครั้ง แล้วก็ได้คำตอบว่ามันน่าจะถึงเวลาที่ฉันจะได้พูดคุยกับลูกแกะมากกว่าเดิมเสียที จะอย่างไรมันก็ไม่ได้ผิดข้อตกลงที่ฉันให้ไว้กับพี่ชายของนายอยู่แล้ว (ไม่ต้องถามหรอกนะ เพราะฉันยังบอกไม่ได้ว่ามันคืออะไร แต่สัญญาว่าหากได้เจอกันจะเล่าให้ฟังทุกอย่างแน่นอน)

วันนี้เหนื่อยมากหรือเปล่า เป็นวันเกิดแท้ๆ ยังต้องไปแสดงในงานกิจกรรมอีก น่าแปลกจริงๆ ที่วันปีใหม่ทั้งทียังจัดกิจกรรมกันอยู่ อา...คงเป็นเพราะเกิดเหตุให้โดนเลื่อนสินะ แต่เอาเถอะ เพราะถ้าไม่มีกิจกรรม คนที่ฉันส่งไปก็คงไม่ได้เอาจดหมายฉบับนี้ให้ลูกแกะ

เปิดการ์ดดูสิ... นั่นคือของขวัญในปีนี้ที่ฉันมอบให้นาย

ด้วยรัก

Gin.


ประมุขวางจดหมายลงบนโต๊ะ ก่อนจะค่อยๆ บรรจงเปิดการ์ดที่ได้รับจากคนสำคัญอย่างทะนุถนอม ดวงตากวาดผ่านตัวอักษรทุกตัวอย่างตั้งใจ ไล่ตั้งแต่ตัวแรกยันตัวสุดท้าย และวนซ้ำไปซำ้มาอยู่หลายรอบ


ของขวัญชิ้นนี้จะทำให้ลูกแกะยิ้มได้หรือเปล่านะ...

MGRAY


ยิ้มเหรอ...

แค่ยิ้มยังน้อยไป!

ตัวอักษรสั้นๆ แค่ห้าตัวนั่นมันทำให้เขาดีใจยิ่งกว่าตอนได้ลูกโป่งเสียอีก พิสูจน์เอาจากมือที่กำลังกดโทรศัพท์ซึ่งสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัดก็รู้แล้ว

ประมุขรีบเข้าโปรแกรมแชท ใส่ชื่อที่ได้มาลงไป จากนั้นก็จ้องรูปโปรไฟล์ซึ่งเป็นตัวการ์ตูนแกะน่ารักๆ อยู่นานหลายนาที ใจยังคงไม่กล้ากดแอดไป ไม่ใช่เพราะไม่อยาก แต่เพราะตื่นเต้นจนสั่นไปหมดทั้งตัว

“แต่ถ้าไม่กดสักทีก็คงไม่ได้คุยกัน” เขาพึมพำและกลั้นยิ้มจนแก้มตุ่ย สุดท้ายก็ฮึบแล้วกดแอดไปอย่างรวดเร็ว ห้องแชทที่เด้งขึ้นมามีเพียงความว่างเปล่า ประมุขจ้องมองมันนิ่งงัน มือพิมพ์ๆ ลบๆ อยู่หลายรอบก็ยังไม่ได้กดส่ง จนกระทั่ง...

M.GRAY: กดแอดมาแล้วแต่ไม่ยอมทัก ฉันรอนานแล้วนะ

คนอ่านจ้องจอโทรศัพท์จนตาแทบถลน สองแก้มกลมดิกเพราะกลั้นยิ้มไว้อย่างสุดความสามารถ แต่ก็ไม่อาจทนได้นาน ต้องเผยรอยยิ้มกว้างออกมาตามใจอยากจนได้

GP.MUK: ขอโทษครับ ผมตื่นเต้นอยู่

M.GRAY: ดีใจกับของขวัญชิ้นนี้หรือเปล่า

GP.MUK: มากที่สุดเลย ขอบคุณมากๆ เลยนะ

GP.MUK: *สติกเกอร์แกะยิ้มกว้าง*

ประมุขในเวลานั้นยังคงไม่เข้าใจเกี่ยวกับความรู้สึกของตัวเอง เขารู้เพียงว่าคนคนนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดไม่ได้ไปแล้ว และบางทีเรื่องราวที่ได้พูดคุยกันผ่านจดหมายหรือผ่านโทรศัพท์ อาจจะทำให้อีกฝ่ายรู้เรื่องของเขาดียิ่งกว่าพ่อแท้ๆ ที่ไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกันเสียอีก

วันเวลาผันผ่าน จากที่ต้องคอยเฝ้ารอรับจดหมายทุกวันเสาร์ กลับกลายเป็นได้รับคำทักทายอรุณสวัสดิ์และบอกฝันดีในตอนกลางคืนของทุกวัน ประมุขยังคงใช้ชีวิตตามปกติ แต่เขาไม่เคยเหงาอีกเลย เวลาใดที่รู้สึกท้อ รู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียว เพียงแค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดส่งข้อความไปบอกคนที่อยู่ไกลลิบ ไม่ถึงห้านาทีถัดมาอีกฝ่ายก็จะตอบกลับมาแล้วปลอบประโลมจนอาการดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

มันคือความรู้สึกพิเศษที่ถูกส่งผ่านมาทางตัวหนังสือ...

หากใครมารู้เข้าแล้วพูดเหมือนดีดี้ ถามว่าเขายึดติดกับคนที่ไม่เคยเห็นหน้าได้อย่างไร จะไว้ใจได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วมันไม่แปลกไปหน่อยเหรอที่จะเกิดความรู้สึกพิเศษให้แก่คนคนนั้น ประมุขคงยิ้มแล้วหยิบจดหมายฉบับแรกให้ดู บอกให้รู้ว่าระยะเวลาที่พวกเขาแสดงความสม่ำเสมอต่อกันมันไม่ใช่เพียงวันสองวัน แต่ผ่านมานานหลายปีก็ยังคงเป็นเช่นเดิม แม้จะไม่เห็นหน้าแล้วอย่างไร เขารู้เพียงในช่วงเวลาที่ย่ำแย่ที่สุด คนคนนั้นคือแสงสว่างที่ฉุดรั้งกันเอาไว้ ทำให้เขายังคงยิ้มได้อยู่จนถึงวันนี้

และถ้ายังเห็นภาพไม่ชัด ยังไม่เข้าใจอีกว่าคนคนนั้นยิ่งใหญ่และสำคัญสำหรับเขามากขนาดไหน ก็คงต้องพูดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นตอนประมุขอายุครบสิบเก้าปี ในเวลาที่เขากับพี่ชายย้ายกลับมาอยู่ไทยด้วยกันเป็นวันแรก

“มึงแน่ใจนะว่าไปซื้อได้”

“ได้ดิ แค่ไปซื้อของแค่นี้เอง มึงทำความสะอาดบ้านรอไปเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วง” คนอวดเก่งบอกพี่ชายที่กำลังหรี่ตามองมาคล้ายไม่เชื่อ ก่อนจะคว้ากระเป๋าสตางค์แล้วเดินออกไปจากบ้านอย่างรวดเร็ว

นานแล้วเหมือนกันที่ประมุขไม่ได้กลับมาเหยียบประเทศไทย เขาแทบจะลืมไปหมดแล้วว่าถนนหนทางและการเดินทางที่นี่ทำอย่างไร เพราะตอนที่มาครั้งล่าสุดก็เด็กเกินกว่าจะทำอะไรตามลำพัง แต่ถ้าไม่ลองออกไปไหนมาไหนด้วยตัวเองบ้าง เห็นทีคงต้องพึ่งพาคนอื่นไปตลอดชีวิต

“เอาน่า... แค่นั่งรถเมล์ไปไม่กี่ป้ายเอง”

นั่งรถเมล์ไปไม่กี่ป้าย... แต่สุดท้ายกลับหลงไปลงที่ไหนก็ไม่รู้ มองซ้ายมองขวาไม่มีใครเดินผ่านมาให้ถามเลยสักคน ไหนจะท้องฟ้ามืดมิดมองแทบไม่เห็นทางนี่อีก รถที่ผ่านไปผ่านมาก็แทบจะไม่มี

ประมุขนั่งหงอยอยู่ที่ป้ายรถเมล์นานหลายนาทีก็ยังไม่มีรถเมล์คันอื่นๆ มาถึง สุดท้ายความกลัวก็เอาชนะทิฐิจนต้องโทรไปหาฮ่องเต้ แต่กลับกลายเป็นว่าอีกฝ่ายไม่รับสายเสียอย่างนั้น

“ทำความสะอาดจนไม่ได้สนใจโทรศัพท์แน่เลย...”

เมื่อไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไปจึงทำได้เพียงมองซ้ายมองขวากอดตัวเองแล้วรอคอยรถอย่างใจเย็น หากจนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีผ่านมาสักคัน จากที่แค่หนาวเฉยๆ เริ่มกลายเป็นความวิตกหวาดกลัว โทรศัพท์ที่เหลือแบตอยู่แค่สองเปอร์เซนต์ทำเอาใจหายวาบ และในตอนนั้นเอง...

ครืด

M.GRAY: ทำไมวันนี้เงียบๆ ไป ถึงไทยหรือยัง

คนที่เริ่มหวาดกลัวกำโทรศัพท์แน่นทั้งที่ตัวสั่นใจสั่น มือรีบกดตอบข้อความอย่างรวดเร็ว บอกเล่าสถานการณ์ที่กำลังพบเจอให้อีกคนรู้ตามความเคยชินที่ไม่ว่าจะมีเรื่องเล็กน้อยขนาดไหนก็บอกกันเสมอ

GP.MUK: ผมนั่งรถเมล์มาลงป้ายไหนก็ไม่รู้ ตอนนี้ไม่มีรถผ่านมาเลยครับ ทำยังไงดี แบตจะหมดแล้วด้วย

M.GRAY: รีบแชร์โลเคชั่นมาให้ฉัน

GP.MUK: *ส่งโลเคชั่น*

GP.MUK: คุณครับ ผมหนาว มองไม่เห็นอะไรเลย

M.GRAY: รอที่นั่น อย่าเดินไปไหน

ประมุขสะดุ้งจนตัวโยนเมื่อแสงจากจอโทรศัพท์ดับไปเฉยๆ โดยที่เขายังไม่ได้ตอบข้อความ ทว่าความเชื่อใจที่มีมากยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดก็ยังทำให้เขากอดตัวเองและนั่งรออยู่ตรงนั้นอย่างใจเย็น แม้จะไม่รู้ว่าคนคนนั้นที่อยู่คนละประเทศจะช่วยกันได้อย่างไรก็ตาม

ห้านาทีหลังจากที่เขานั่งกอดตัวเองอยู่ที่เดิมอย่างอดทน มีเสียงฝีเท้าของใครบางคนดังขึ้นเป็นครั้งแรก ประมุขรีบหันไปมองเผื่อว่าจะเจอคนที่มานั่งรอรถเมล์เหมือนกัน แต่เมื่อได้เห็นท่าทางแปลกๆ ไม่น่าไว้วางใจของชายวัยกลางคนร่างท้วม เขาก็เปลี่ยนกลับไปมองถนนด้วยความคาดหวังเช่นเดิม

“ไง น้องชาย” เสียงทักทายจากคนด้านข้างทำให้คนที่ปกติอัธยาศัยดีขนลุก ระยะห่างที่อีกฝ่ายนั่งลงข้างกายทำให้เขาอึดอัดขึ้นมา แต่ก็ไม่อาจเมินเฉยได้ เพราะตรงจุดนี้มีคนอยู่เพียงสองคนเท่านั้น

“ครับ...”

“นั่งรอรถเหรอ”

“ใช่ครับ”

“ดูท่าจะรอมานานแล้วสินะ หิวหรือเปล่า”

กลิ่นเหล้าที่ลอยมากระทบจมูกทำเอาคนที่เพิ่งได้กลับมาเหยียบประเทศนี้รู้สึกอยากวิ่งหนีไปให้ไกล แน่นอนว่าเขาไม่ได้อ่อนแอไม่สู้คน แต่ดูจากขนาดตัวที่มองเห็นผ่านๆ แล้ว ประมุขไม่มั่นใจเอาเสียเลยว่าเขาจะเอาชนะได้หรือเปล่า

“ไม่หิวครับ”

“ไม่ต้องโกหกหรอกน่า ไปหาอะไรกินก่อนดีไหม ยังไงก็รอนาน...”

เอี๊ยด!

เสียงเบรกของรถราคาแพงที่วิ่งมาจอดอยู่หน้าป้ายรถเมล์แบบพอดิบพอดีทำให้คนสองคนที่กำลังสนทนากันลืมเลือนเรื่องที่พูดคุยไปชั่วขณะ ประมุขรีบลุกขึ้นอย่างมีความหวัง และเมื่อได้เห็นชายชาวต่างชาติสองคนในชุดสูทสีดำสนิทเดินลงมาจากรถ เขาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก แล้วรีบวิ่งเข้าไปหาอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจคนด้านหลังอีก

“เฮ้ย!” ชายวัยกลางคนโวยวายเมื่อเห็นเหยื่อที่เล็งไว้ทำท่าจะถูกพาตัวไปต่อหน้าต่อตา ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยปากบอกว่าตัวเองจองก่อนแล้ว ชายในชุดสูทคนหนึ่งก็สะบัดชายเสื้อ เผยให้เห็นอาวุธอันตรายที่เหน็บอยู่ข้างเอว เพียงเท่านั้นคำพูดทั้งหมดก็จางหาย ต้องรีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วด้วยความกลัวตาย

“ขึ้นรถเถอะครับ” หนุ่มต่างชาติหันกลับไปเอ่ยกับแขกคนสำคัญเป็นภาษาอังกฤษด้วยความสุภาพ ก่่อนจะยื่นแบตสำรองกับสายชาร์จที่เตรียมมาไปให้ตามคำสั่ง

“คุณเป็น...”

“คนคนนั้นส่งพวกเรามาครับ”

แค่ได้ยินคำว่าคนคนนั้นประมุขก็ฉีกยิ้มกว้าง รีบขึ้นไปนั่งบนรถแล้วรอโทรศัพท์ติดอย่างใจจดใจจ่อ โดยที่ชายในชุดสูทสองคนด้านหน้าเองก็ไม่ได้พูดหรืออธิบายอะไร ราวกับรู้อยู่แล้วว่ายังไงเขาก็คงถามเอาจากคนคนนั้นมากกว่า

ทันทีที่เปิดเครื่องติด โปรแกรมแชทก็แจ้งเตือนถึงข้อความที่เปิดค้างไว้และยังไม่ได้อ่าน ประมุขเอียงคอมองด้วยความสงสัย เมื่อพบว่ามันมีเพียงสามข้อความเท่านั้น ไม่ได้เยอะแบบที่เขาคิด

M.GRAY: ลูกแกะ

M.GRAY: แบตหมดแล้วสินะ

M.GRAY: ถ้าติดแล้วบอกฉันด้วย

หากมองดูอาจคิดว่าเป็นคนใจเย็นเหลือเกิน แต่การที่ส่งคนมาหาได้ภายในเวลาไม่นานบ่งบอกชัดเจนว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงกันมากมายขนาดไหน ในวินาทีนั้นประมุขอบอุ่นไปทั้งใจ แม้แต่ตอนที่ก้มหน้ากดโทรศัพท์ หยาดน้ำใสๆ ก็เอ่อคลอสองตาด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย

GP.MUK: ผมอยู่บนรถแล้วครับ ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วง

GP.MUK: ขอบคุณนะครับ

M.GRAY: น่าลงโทษจริงๆ ทำยังไงถึงไปหลงอยู่ตรงนั้นได้หืม

GP.MUK: ผมอาสาออกมาซื้อของแล้วให้พี่ชายทำความสะอาดบ้านรอ แต่เหมือนจะนั่งเพลินจนเลยป้าย

M.GRAY: น่าตี

GP.MUK: มาตีสิครับ ผมยอมให้คุณตีสิบทีเลย จริงๆ นะ

M.GRAY: อยากให้ไปหาก็พูดมาตรงๆ

ประมุขหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อเห็นข้อความ แม้จะรู้ว่ายังไงเขาก็คงมาไม่ได้ด้วยเหตุผลบางประการ หากเขาก็ยังเลือกที่จะตอบกลับไปตามตรงเหมือนเช่นทุกครั้ง

GP.MUK: ผมอยากให้คุณมาหา ผมอยากเจอคุณ

M.GRAY: ขอโทษที่ต้องบอกให้รออีกแล้ว นายเบื่อจะฟังคำนี้หรือยัง

GP.MUK: ไม่ครับ ถ้าคุณบอกให้รอแสดงว่ายังมีความหวังอยู่ คุณก็รู้ว่าผมเชื่อฟังคำพูดของคุณมาโดยตลอด

M.GRAY: เด็กดี

คนที่กำลังจะเข้าเรียนมหา’ลัยในอีกไม่กี่วันอมยิ้มจนแก้มตุ่ย ท่าทางดูดีอกดีใจที่ได้รับคำชมราวกับเป็นเด็กตัวเล็กๆ และแน่นอนว่าทุกการแสดงออกของเจ้าตัวถูกชายในชุดสูทที่ลอบมองอยู่จากเบาะหน้าจดจำเอาไว้จนหมด เพราะหลังจากไปส่งคนสำคัญของนายถึงที่แล้ว พวกเขายังต้องไปรายงาน ‘ท่าทางการแสดงออก’ ทั้งหมดของอีกฝ่ายให้นายรู้ด้วย

GP.MUK: คุณครับ แล้วคุณส่งคนมารับผมได้ยังไงเหรอ คุณอยู่ฝรั่งเศสนี่นา

M.GRAY: มาสงสัยอะไรเอาป่านนี้ ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนก็มีคนของฉันวนเวียนอยู่รอบตัวนายตลอดไม่ใช่หรือไง

GP.MUK: นั่นก็ใช่... แต่ปกติพวกเขาจะมาแค่ตอนที่ผมต้องการกำลังใจนี่นา อีกอย่างคือผมเพิ่งมาไทยวันนี้ด้วย ไม่คิดว่าจะมีคนของคุณอยู่ที่นี่

M.GRAY: หึหึ ฉันจะปล่อยให้ลูกแกะน้อยไปผจญโลกกว้างได้ยังไง แล้วก็คิดถูกแล้วจริงๆ นั่นแหละ ถ้าคนของฉันไม่ได้อยู่ที่นั่นนายจะทำยังไงหืม

GP.MUK: ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

“คือว่า...” นึกมาถึงตรงนี้ลูกแกะน้อยก็เงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์ ตาเบนไปมองคุณฝรั่งตัวโตทั้งสองคนด้วยความรู้สึกผิด “ขอบคุณมากๆ เลยนะครับที่มาช่วย ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้ลำบาก”

หนุ่มต่างชาติที่รักษาสีหน้าราบเรียบมาโดยตลอดเผลอแสดงความประหลาดใจออกมาวูบหนึ่ง ราวกับไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำขอบคุณจากคนสำคัญของนาย ทว่าสุดท้ายคนที่ยื่นส่งแบตสำรองให้ประมุขก็พยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะตอบรับด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงาน

“ไม่เป็นไรครับ”

เมื่อได้พูดในสิ่งที่ต้องการแล้ว ลูกแกะนิสัยดีก็ก้มหน้าก้มตาคุยแชทในโทรศัพท์ต่ออย่างร่าเริง

GP.MUK: เมื่อกี้ผมขอบคุณพี่ๆ ที่มาช่วยด้วย

M.GRAY: หืม...หมายถึงการ์ดของฉันเหรอ

GP.MUK: อ๋อ พวกเขาเป็นบอดี้การ์ดสินะครับ มิน่าถึงได้ดูมาดดีกันทั้งคู่เลย

M.GRAY: ใช่ เป็นการ์ดของฉันเอง เพราะงั้นถึงต้องรายงานทุกเรื่องให้ฟัง รวมถึงเรื่องที่เมื่อกี้นายเกือบจะโดนไอ้ขี้เมาที่ไหนก็ไม่รู้ลากไปด้วย ทำไมไม่ยอมบอกฉัน

GP.MUK: ผมคิดว่าไม่เป็นไรแล้ว

M.GRAY: ก็เลยไม่บอก?

GP.MUK: ขอโทษครับ

M.GRAY: เอาเถอะ ส่งนายเสร็จฉันจะให้คนไปจัดการ

GP.MUK: จัดการอะไรครับ คุณจะทำอะไรเขาเหรอ

M.GRAY: ทำให้จำว่าอย่ามายุ่งกับคนของฉัน

GP.MUK: อย่าให้เกินไปเลยนะครับ เขายังไม่ได้แตะโดนตัวผมเลย จริงๆ นะ ถามพี่การ์ดดูก็ได้

M.GRAY: แค่อย่าทำเกินเลยเหรอ คิดว่าจะห้ามเสียอีก

GP.MUK: ต้องห้ามด้วยเหรอ ก็เขาผิดจริงๆ นี่นา ขอแค่คุณไม่ทำอะไรร้ายแรงก็พอแล้ว

M.GRAY: ทำไมล่ะ ฉันทำให้มันเข้าไปอยู่ในคุกได้เป็นสิบปีเลยนะ เรื่องแค่นี้ไม่เหลือบ่ากว่าแรงหรอก

GP.MUK: นั่นแหละที่เรียกว่าเกินไป ผิดก็ว่าไปตามผิด แต่อย่าใช้อำนาจในทางที่ไม่ดีสิ

M.GRAY: ลูกแกะไม่ชอบ?

GP.MUK: เมื่อไม่นานมานี้พ่อผมโดนใส่ความจนเกือบได้เข้าไปอยู่ในคุก เพียงเพราะไม่ยอมทำตามความต้องการผิดๆ ของคนที่มีตำแหน่งใหญ่โต กว่าจะผ่านมาได้พวกเราลำบากกันมากจนต้องเริ่มทุกอย่างใหม่หมด เพราะแบบนั้นผมถึงได้เกลียดคนที่ชอบใช้อำนาจในทางที่ผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพวกที่ชอบทำอะไรผิดกฎหมาย

M.GRAY: เข้าใจแล้ว ฉันจะไม่มีวันทำอะไรที่ลูกแกะไม่ชอบเด็ดขาด

GP.MUK: ขอบคุณครับ

M.GRAY: แต่ทำไมลูกแกะถึงไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟัง ทำไมไม่บอกว่านายกำลังลำบาก

GP.MUK: เพราะผมไม่อยากรบกวนคุณ ถึงจะรู้ว่าคุณไม่ใช่คนธรรมดาและต้องช่วยครอบครัวของผมได้แน่ๆ แต่ผมก็ยังอยากลองพยายามดูก่อน แล้วมันก็ได้ผลจริงๆ นะ พวกเรารักกันมากๆ เลย

M.GRAY: ดื้อจริงๆ

GP.MUK: ตอนนี้ทุกอย่างโอเคแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง

GP.MUK: *สติกเกอร์กระต่ายยิ้มกว้าง*

เพียงแค่นึกถึงช่วงเวลาอันยากลำบากของครอบครัวในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ประมุขก็เผลอคลี่ยิ้มเศร้าโดยไม่รู้ตัว อันที่จริงแม้แต่ตอนนี้สถานะทางการเงินของพวกเขาก็ยังไม่คงที่นัก แต่ก็ถือว่าดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงเดือนก่อน และอีกไม่นานก็คงจะกลายเป็นปกติอีกครั้ง ซึ่งมันก็แลกมากับการที่พ่อลูกต้องแยกกันอยู่คนละที่ ยังดีที่ประมุขกับฮ่องเต้เคยชินกับการอยู่กันแบบสองพี่น้องแล้วจึงไม่ต้องทำใจมากนัก

ครืด

แรงสั่นสะเทือนที่มือทำให้คนที่กำลังเหม่อลอยหลุดออกจากภวังค์ รีบก้มหน้าก้มตาอ่านข้อความอย่างเร่งด่วน เพราะไม่อยากปล่อยให้คนคนนั้นรอนาน

M.GRAY: ถ้ามีปัญหาอะไรที่รับไม่ไหว ต้องบอกฉันเป็นคนแรก เข้าใจหรือเปล่า

และเพียงแค่ได้อ่านข้อความที่ปรากฏบนหน้าจอ ความอึดอัดในใจก็จางหายไปแทบจะทันที สำหรับเขาที่ทั้งชีวิตมีเพียงครอบครัวที่สำคัญ การที่มีใครบางคนมาเสนอความช่วยเหลือ ทั้งยังคอยให้กำลังใจ ช่วยดูแลมานานหลายปี มันไม่ใช่เรื่องปกติเลยสักนิด แล้วแบบนี้จะไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเองได้อย่างไร

วินาทีนั้นประมุขรู้ตัวเป็นครั้งแรกว่าสำหรับเขา คนที่คุยกันโดยไม่เห็นหน้ามานานหลายปีไม่ใช่เพียงเพื่อนคุยธรรมดา แต่เป็นคนที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กชายประมุขที่มีเพียงความเศร้าให้กลับมาสดใสได้อีกครั้ง

เกรย์คือคนสำคัญ...ที่เขาจะไม่ยอมเสียไปเป็นอันขาด








ประมุขวางจดหมายสีเหลืองซีดที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้เป็นอย่างดีลงบนโต๊ะ ข้อความทุกตัวอักษรที่ทำให้นึกถึงเรื่องราวในอดีตยังคงตอกย้ำให้เขารู้อยู่เสมอว่าเกรย์มีความสำคัญมากขนาดไหน ในตอนนั้นเขาไม่อาจตอบแทนความดีทุกอย่างให้ได้ และในตอนนี้เองก็อาจจะเป็นเช่นเดิม ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ประมุขมั่นใจว่าเขาทำได้ดีกว่าใคร

เขาจะไม่ปล่อยให้เกรย์ยืนต่อสู้กับเรื่องราวมากมายเพียงลำพังอีกแล้ว ต่อให้ต้องถูกหมายหัวไปด้วย หรือต้องเจ็บตัวนิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่เป็นไร

เมื่อคิดได้ดังนั้น รอยยิ้มกว้างก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ประมุขรีบหันไปคว้าโทรศัพท์ที่วางทิ้งไว้ขึ้นมากดโทรออก ขณะที่สายตามองตุ๊กตาแกะกับหมาป่าสีชมพูขนาดเท่าตัวคนที่นั่งขนาบข้างอยู่อย่างอ่อนโยน

[ลูกแกะ เป็นอะไรหรือเปล่า]

“เปล่าครับ ผมแค่คิดถึงคุณ”

[หืม...มาแปลกนะเนี่ย] เสียงทุ้มต่ำเจือความประหลาดใจและพอใจไปพร้อมๆ กันทำให้คนฟังยิ้มกว้างกว่าเดิม [ได้ข่าวว่าวิคเตอร์หาตุ๊กตามาให้ได้แล้วใช่ไหม]

“ใช่ครับ แต่ก็ใช้เวลาสามวันเลยนะ ตอนมาหาผมนี่หน้าซีดเชียว” ประมุขหัวเราะอารมณ์ดีเมื่อนึกถึงสภาพของคุณการ์ดหน้าดุที่แบกตุ๊กตาขนาดเท่าตัวเองมาให้ถึงห้อง ดูจากหน้าตาซีดเซียวไร้สีเลือดที่พยายามบังคับให้ราบเรียบแล้วน่าจะไม่ได้นอนมาหลายวัน ทั้งดูน่าสงสารแล้วก็น่าตลกไปพร้อมๆ กัน

[สมควร… แล้วนี่ลูกแกะทำอะไรอยู่]

“ผมแวะไปที่บ้าน แล้วก็เอากล่องเก็บจดหมายกับของที่คุณให้ไว้มานั่งดูที่ห้องของเราครับ”

[จดหมายเหรอ...]

“อื้อ การ์ดวันเกิดก็ยังอยู่ เห็นแล้วนึกถึงอดีตเลย” ไม่ใช่เพียงแค่นั้น เพราะเขานึกย้อนกลับไปถึงวันแรก ลากยาวมาจนปัจจุบัน ทุกความทรงจำยังคงชัดเจนราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน “เกรย์...”

[หืม]

“จำตอนที่คุณส่งคนมารับผมที่ป้ายรถเมล์ วันที่ผมเพิ่งกลับมาถึงไทยเป็นวันแรกได้หรือเปล่า”

[อา...ที่มีลูกแกะดื้อดึงออกไปซื้อของแบบไม่รู้ทิศทาง]

“ใช่ครับ” ลูกแกะที่ว่าอมยิ้มจนแก้มตุ่ย มือลูบไล้การ์ดสีชมพูในมือไปมาอย่างอ่อนโยน “ผมเพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้บอกเรื่องหนึ่งกับคุณ”

[อะไรเหรอ]

“คุณรู้ใช่ไหมว่าผมรู้สึกยังไงกับคุณ”

[…]

“ผมจะไม่ยอมปล่อยให้คุณต้องต่อสู้กับเรื่องราวมากมายเพียงลำพังอีกแล้ว” ประมุขพูดอย่างมั่นใจ ไม่ได้รู้สึกเขินอายเลยสักนิดที่ต้องสารภาพความรู้สึกทุกอย่างออกไป เพราะสำหรับพวกเขา ทุกอย่างมันชัดเจนมาตั้งแต่แรกแล้ว

[แม้ว่ามันจะอันตรายขนาดไหนก็ตามเหรอ] เป็นเวลาเนิ่นนานกว่าปลายสายจะตอบกลับมา ทว่าน้ำเสียงที่ดูมีความสุขอย่างเห็นได้ชัดกลับทำให้คนฟังยิ้มตามได้ไม่ยาก

“ครับ”

[ลูกแกะ...]

“ต่อให้พื้นที่ข้างคุณอันตรายกว่านี้อีกเป็นล้านเท่าผมก็ไม่สนใจ ขอแค่ให้เราได้รักกัน...เท่านั้นก็พอแล้ว”

[…]

“คุณคือคนที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของผม ขอบคุณมากนะครับ” ความรู้สึกในใจทั้งหมดถูกพูดออกไปในคราวเดียวโดยไม่ได้เห็นหน้าคู่สนทนา คนพูดไม่ได้รู้สึกอะไรนอกเหนือไปจากมีความสุข

แต่สิ่งที่ประมุขไม่รู้ก็คือ...

[ขอบคุณเหมือนกันที่ยอมตอบจดหมายในวันนั้น]

คำพูดของเขาเองก็เปลี่ยนแปลงชีวิตของใครคนหนึ่งที่เกือบจะหลงระเริงอยู่ในความมืดมิดให้หันกลับมายืนอยู่ท่ามกลางแสงสว่างได้อีกครั้งเช่นเดียวกัน



----------------------------
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.104K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,503 ความคิดเห็น

  1. #1494 ;เเมเนอร์ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2563 / 18:06
    ดีจังงง ความรักของทั้งคู่ มันดีมากๆเลยย
    #1,494
    0
  2. #1459 Pom3lo (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 21:58
    อยากเป็นลูกแกะน้อยของเกรย์เลยอ่ะ
    #1,459
    0
  3. #1431 baekbow (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 มกราคม 2563 / 17:24
    เป็นจุดเริ่มต้นความรักที่น่ารักมากเลยอ่ะ เริ่มจากการเป็นเพื่อนทางจดหมายจนเวลาผ่านไปก็ได้แชทคุยกัน ประเด็นสำคัญของความสัมพันธ์นี้คือความสม่ำเสมอ เพื่อนแบบนี้บางคนก็อาจเคยมี แต่ที่จะคุยกันได้นานๆ คุยกันได้ตลอดโดยไม่เห็นหน้า มันจะมีสักกี่คน แถมเป็นคนที่คอยช่วยเหลือ คอยเป็นกำลังใจให้ เป็นใครจะไม่หวั่นไหวล่ะ แต่นี่ก็นับถือเกรย์เหมือนกันนะ พี่ท่านดูไม่ใช่คนที่จะมาทำอะไรแบบนี้เลย
    #1,431
    0
  4. #1418 byjune96 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2562 / 17:34

    ดีมากกกก
    #1,418
    0
  5. #1384 ojay2 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2562 / 23:11
    ดีงามมากกก พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างกันนน
    #1,384
    0
  6. #1354 ying-b (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 00:49
    เขาเหมาะสมกันมากเลยอ่ะ เป็นความผูกพันแบบเหนียวแน่นมากๆ อบอุ่นจริงๆ เห็นเขารักกันขนาดนี้เราก็สุขใจจจ
    #1,354
    0
  7. #1331 CallistoJpt (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 / 08:44
    ความสัมพันธ์ของคุณเกรย์กับน้องมุขเป็นอะไรที่อบอุ่นหัวใจมากๆเลยค่ะ มันดีต่อใจไปหมดเลย แล้วคุณเกรย์ก็คือเป็นคนที่อบอุ่นอ่อนโยนและละมุนกับน้องมุขมากๆ ชอบความผูกพันของสองคนนี้จังเลย
    #1,331
    0
  8. #1302 Strawberrybunny (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 / 00:02
    มันเเบบโอ้ยยย เข้าใจทั้งคู่ ชอบความอดทน ชอบอะไรที่พยายามกันทั้งคู่ มันไม่ได้รู้สึกว่าใครรักใครมากกว่า เเต่คือเขารักกัน ฮือออออ อบอุ่นหัวใจมากๆ
    #1,302
    0
  9. #1205 Jezzy Jimmy (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 13:12
    มันเป็นความผูกพันที่ลึกซึ้งเหลือเกิน
    #1,205
    0
  10. #1134 itzmebb (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 18:28

    ความผูกพันธ์ทางใจยาวนานขนาดนั้นไม่แปลกที่ลูกแกะถึงเชื่อใจรอมาตลอด

    #1,134
    0
  11. #911 tensita (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 01:58
    ยังๆๆๆ ยังไม่นอน5555/ น้องงง แกะทำดี น่ารักก
    #911
    0
  12. #896 maybee23 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 08:10
    เป็นความสัมพันธ์ที่อบอุ่นหัวใจจัง สำหรับน้องมุขแล้วคุณเกรย์คือฮีโร่ที่ค่อยช่วยน้อง อยากให้เขามาอยู่ด้วยกันแล้วอะ
    #896
    0
  13. #870 Nptnz (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 มีนาคม 2562 / 10:38
    มีเเต่ความอบอุ่นไปหมดเลย ฮือออ
    #870
    0
  14. #736 weimin (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:34
    น่ารักอะ อบอุ่นมาก
    #736
    0
  15. #735 CalamaleParfait (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 / 07:43
    ฮืออ พาร์ทนี้ดีมาก ได้รู้เรื่องราวที่ทำให้ความสัมพันธ์มีแต่ความเชื่อใจกันขนาดนี้ TT
    #735
    0
  16. #734 N.MH (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 / 02:18
    เป็นคสพ.ที่น่ารักมากๆๆๆๆๆเลย ฮื้อออออ
    #734
    0
  17. #733 Watanashi Michiyo (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:21
    ความสัมพันธ์ระหว่างมุขกับเกรย์นี่อน่นแฟ้นกันจริงๆ รักกัน อยู่ด้วยกันไปนานๆเลยน้าา
    #733
    0
  18. #732 Mysterygrey (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:59
    มากอดกันๆๆๆๆ เด็กๆกอดกันๆๆๆ แง้ๆๆๆๆ
    #732
    0
  19. #731 Sarapaw.&&~! (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:29
    ทำไมถึงนักกันขนาดนี้นะะะะะะ รักกันจนคนอ่านร้องไห้เลย ฮือ ดีจังงงงง
    #731
    0
  20. #730 Minmin (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มกราคม 2562 / 23:41

    ดีมากๆTwT อ่านไปก็ยิ้มไปกับความน่ารักของทั้งคู่ ทั้งคู่เหมือนมาเติมเต็มซึ่งกันและกันอบอุ่นมากๆเลยค่ะ

    #730
    0
  21. #729 rye4_1 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มกราคม 2562 / 08:14
    กอดดดด(ความอบอุ่นนี้)
    #รู้สึกดี
    #729
    0
  22. #728 modtuk91 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 มกราคม 2562 / 20:15
    งุ้ยยยยย...อบอุ่นมาก
    #728
    0
  23. #727 mon9228 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 มกราคม 2562 / 09:32
    เป็นความผูกพันที่อบอุ่นมากเลย ^^
    #727
    0
  24. #726 pueng2u (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 มกราคม 2562 / 01:25
    ดีงามมากลูกแกะ
    #726
    0
  25. #725 doggyv (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 มกราคม 2562 / 00:11
    หวานเหลือเกินคู่นี้ รอคอยตอนต่อไป
    #725
    0