ดวงใจอธิรักษ์โยธิน

ตอนที่ 70 : ดวงใจพนันรัก : บทที่ 5 ไม่เนียน ไปเรียนมาใหม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 435
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    31 ส.ค. 63








บทที่ 5 ไม่เนียน ไปเรียนมาใหม่

“ขอยืมโทรศัพท์หน่อย”

ภาสกรหรี่ตามองมือเรียวบางที่ถูกยื่นมาตรงหน้า ท่าทีไม่มีปี่มีขลุ่ยของหญิงสาวทำให้สีหน้าของเขาดูระแวดระวังจนรสรินเปลี่ยนจากแบมือเป็นยกมือขึ้นขู่ พร้อมกับส่งเสียงจิปากอย่างไม่ชอบใจ “เอามา”

“พูดให้มีหางเสียงก่อนแล้วผมจะให้ยืม”

“นี่” รสรินเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเป็นกำลัง ธุระกงการของเธอก็ไม่ใช่ แล้วยังจะมาเรื่องมากให้เธอพูดคะขาอีก จากที่แค่ขู่ มือนุ่มจึงยื่นเข้าไปหยิกและบิดที่ต้นแขนของเขาอย่างอดไม่อยู่ “เอาโทรศัพท์มาให้”

“ทำไมต้องใช้กำลังด้วย”

คนตัวใหญ่ยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองปรอยๆ ดูท่าทางน่าสงสาร แต่ในสายตาของรสรินแล้วเขาช่างทำท่าสำออยได้น่าหมั่นไส้เหลือเกิน

“แล้วเอามาให้ดีๆ ไม่ได้หรือไง” เธอเถียง มองสภาพของตัวเองแล้วก็นึกหงุดหงิด เพราะตั้งแต่เสื้อผ้าหน้าผม กระเป๋ารองเท้า มีแค่ไอแพดเครื่องเดียวเท่านั้นที่เป็นของเธอ ซึ่งนั่นทำให้เธอรู้สึกจัดการอะไรไม่สะดวกเอาเสียเลย และภาสกรเองก็คงเห็นพ้องไม่ต่างกันจึงรีบล้วงโทรศัพท์มือถือของตัวเองออกมายื่นส่งให้ก่อนที่เธอจะเริ่มอาละวาด แต่ไม่วายย้ำเตือน

“ห้ามแอบดูอะไรในเครื่องของผมนะ”

“ฉันไม่ได้โรคจิตเหมือนคุณนะ” ว่าพร้อมกับดึงโทรศัพท์มือถือของเขามาเปิด ซึ่งอีกฝ่ายก็รีบยื่นหน้าเข้ามาบริการปลดล็อกหน้าจอสัมผัสให้ก่อนที่เธอจะเริ่มอาละวาดอีกครั้งให้เหล่ามารดาของเขาสงสัย

“ไปรอที่ประตูสามฝั่งหน้าซุปเปอร์” รสรินกระซิบบอกกับคนข้างกายอีกครั้งก่อนจะลงมือกดหมายเลขหยุกหยิกในมือ แล้วยกขึ้นแนบหูระหว่างรอสัญญาณจากปลายสาย

ภาสกรมองภาพที่เธอหมุนกายเพื่อปลีกตัวออกไปคุยธุระบางอย่างห่วงๆ แล้วหันไปมองเหล่ามารดาที่ยังคงยืนส่งสายตาเป็นคำถามมาให้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขารีบส่งสัญญาณมือว่าขอเวลาสักครู่จวบจนรสรินคุยโทรศัพท์กับปลายสายเสร็จก็หันกลับมาขมวดคิ้วส่งให้พร้อมเอ่ยถาม

“ทำไมยังไม่ไปกันอีก”

“ไปไหน”

“นี่คุณจะกวนฉันจริงๆ ใช่ไหม” คนตัวเล็กเท้าเอวจ้องสบสายตาอย่างเอาเรื่อง

ภาสกรยักไหล่ไม่ตอบคำถามแต่เลือกจะเดินนำไปยังทิศทางที่กลุ่มมารดาของเขากำลังยืนรออยู่ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าเหตุการณ์และอากับกิริยาทั้งหมดเหล่านั้นกำลังถูกมองด้วยความขบขันและถูกเอ่ยเย้าเมื่อเดินไปถึง

“สงสัยลูกชายของพวกเธอจะได้เข้าสมาคมกลัวเมียกับเขาเสียแล้วล่ะแม่พัตรา แม่ละไม” หม่อมราชวงศ์รจเรขทำทีเอ่ยกับคนข้างกายแต่สายตาเฝ้ามองปฏิกิริยาตอบกลับของบุตรชายอยู่ไม่ห่าง ซึ่งทันทีที่คนเป็นลูกได้ยินก็รีบแก้ตัวเป็นพัลวัน

“กลัวที่ไหนกันครับ แค่ไม่อยากทะเลาะด้วยเฉยๆ หรอก ตัวเล็กๆ แบบนั้นโดนผมจับนิดจับหน่อยก็กระดูกหักแล้ว” ว่าอวดๆ ชักชวนให้ออกเดินไปยังทิศทางที่หญิงสาวได้สั่งความไว้ ก่อนจะขยับเข้าไปโอบกอดเอวของมารดาอย่างออดอ้อนระหว่างเดินเคียงกันเพื่อกระซิบถาม “ว่าแต่คุณหญิงกับแม่ๆ ชอบไหมครับ”

“ชอบคนนี้น่ะเหรอ” สายตาของประมุขบ้านอธิรักษ์โยธินเหล่มองไปทางหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่กับโทรศัพท์เครื่องบางของลูกชายในมือแล้วหันกลับมาสบสายตาคมเข้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังของบุตรชายแอบลอบอมยิ้มที่มุมปากบางแล้วเอ่ยตอบ “คงต้องดูกันอีกหน่อย แต่ถ้าถามถึงตอนนี้คำตอบคือแม่ชอบนะ”

ได้ยินเช่นนั้นคนเป็นลูกก็ถึงกับยกกำปั้นถ่อข้อศอกเข้าหาตัวสั้นๆ ร้อง‘Yes’ ออกมาเบาๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มประจบเอาใจให้กับผู้มากวัยด้วยท่าทางเด็กชายตัวเล็กๆ โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าเหล่ามารดาได้หันไปสบสายตาอย่างหนึ่งให้แก่กันและกันอย่างมีความหมาย

ภาสกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เริ่มสาธยายความดีงามของคนรักให้มารดาฟังระหว่างเดินไปยังจุดหมายที่รสรินบอกไว้ก่อนหน้าด้วยท่าทางกระตือรือร้น “น้องรัสทั้งนิสัยดี น่ารัก และเอาใจเก่ง คุณหญิงต้องชอบน้องรัสแน่ครับ”

“แล้วเราล่ะชอบไหม”

“ชอบสิครับ ไม่อย่างนั้นผมจะพามาให้คุณหญิงดูตัวหรือครับ”

“จำคำพูดของตัวเองให้ดีๆ ก็แล้วกัน” หม่อมราชวงศ์รจเรขอมยิ้มยามเอ่ยถ้อยคำดังกล่าว ก่อนจะเฉไฉเปลี่ยนเรื่องถามถึงร้านอาหารที่กำลังจะไป โดยภาสกรซึ่งแอบได้ยินตอนที่รสรินคุยโทรศัพท์ก่อนหน้าก็รีบตอบกลับในทันที

“เห็นว่าเป็นร้านเครื่องว่างครับ อยู่ในซอยใกล้ๆ นี่เอง”

“เข้าใจเลือกนะคะคุณพี่ เหมาะกับวัยอย่างเราๆ” คุณพัตราแสดงความคิดเห็นพร้อมกับเพิ่มคะแนนจิตพิสัยให้กับหญิงสาวในใจ

ขณะที่คนตัวใหญ่ยิ้มแก้มแทบปริเมื่อบรรดาแม่ๆ พยักหน้าเห็นพ้องอย่างน้อยการที่ได้รสรินมาช่วยเหลือในครั้งนี้ก็เรียกคะแนนจากเหล่ามารดาให้รัสรินได้มากโข เมื่อหันกลับไปมองทางด้านหลังก็เห็นหญิงสาวก้มหน้าก้มตาพิมพ์บางอย่างใส่มือถืออย่างเอาจริงเอาจัง สักพักเจ้าหล่อนก็ยกโทรศัพท์ขึ้นคุย ซึ่งจากสีหน้าเขาเดาว่าคงเป็นเรื่องสำคัญนั่นหมายถึงรสรินอาจจะกำลังสั่งงานกับใครบางคนเพราะเขาแอบพาเธอออกมาแบบไม่ได้แจ้งล่วงหน้า เอาเถอะ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยเขาสัญญาไม่ว่าเธอจะขออะไร ยากลำบากแค่ไหนเขาจะทำให้เธออย่างไม่เกี่ยงงอนเลยทีเดียว

รสรินก้าวตามมาถึงประตูทางเข้าหมายเลขสามซึ่งอยู่บริเวณหน้าซุปเปอร์มาเก็ตชื่อคุ้นหูที่มีเฉพาะในห้างสรรพสินค้าของเครือไซแอมมอลล์หลังจากนั้นหลายนาที หญิงสาวเปิดยิ้มกว้างนำมาให้พร้อมเอ่ยขออภัยในความล่าช้าของตนก่อนจะยื่นพ่วงกุญแจไปให้คนตัวโตที่กำลังยืนออดอ้อนมารดาเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ จนดูน่าหมั่นไส้

“อะไร”

“กุญแจรถไง เห็นเป็นอะไร” รสรินตอบกลับน้ำเสียงมีความหงุดหงิดเจืออยู่เล็กน้อยเพราะอีกฝ่ายถามด้วยคำถามที่เธอมองว่าไม่น่าถาม เห็นๆ อยู่ว่าเป็นกุญแจรถยังจะถามอีก

“ผมรู้ว่าเป็นกุญแจรถ แต่เอาให้ผมทำไม”

“เพราะคุณต้องเป็นคนขับไงคะ” ตอบลงหางเสียงอย่างประชดประชันแล้วก็ดึงมืออีกฝ่ายขึ้นมายัดกุญแจใส่มือให้ ก่อนจะหันไปส่งยิ้มหวานให้ผู้มากวัยด้วยท่าทีต่างจากเมื่อครู่ลิบลับ “ร้านที่เราจะไปอยู่ซอยข้างๆ นี่เองค่ะ เดี๋ยวเรานั่งรถกอล์ฟไปกันนะคะ”

“ได้จ๊ะ ว่าแต่พวกแม่ไม่ได้ทำให้หนูลำบากใช่ไหมลูก”

“ไม่เลยค่ะ ร้านนี้ระ...รัส นำเสนอสุดๆ คุณหญิงป้าต้องชอบแน่ๆ ค่ะ” หญิงสาวเชื้อเชิญผู้สูงวัยให้เดินนำไปที่รถไฟฟ้าขนาดหกที่นั่งซึ่งจอดรออยู่ด้านนอก จัดแจง ช่วยประคองให้ผู้สูงวัยทั้งสามขึ้นนั่งประจำที่จนเรียบร้อย

ท่าทางเอาอกเอาใจเหล่านั้นทำให้คนตัวโตถึงกับแอบทำปากขมุบขมิบล้อเลียนตามหลัง ก่อนที่อยู่ๆ รสรินจะหันมามองตาเขียวแล้วเอ่ยเร่ง "รีบขึ้นรถสิ"

"ครับๆ ไปแล้วครับ"

เมื่อขึ้นมานั่งบนรถเรียบร้อย รสรินซึ่งนั่งเบาะหน้าเคียงข้างคนขับก็ยื่นไอแพดที่เปิดหน้าแผนที่ไปให้พลขับ

"ออกไปประตูฝั่งนี้เลี้ยวซ้ายแล้วเข้าซอยแรก ตรงไปประมาณสองร้อยเมตรก็ถึง เข้าใจไหมคะ"

สิ้นคำถามภาสกรอยากจะตอบว่าไม่เข้าใจเพื่อกวนอารมณ์และต่อปากต่อคำกับเธออีกสักสองสามประโยค แต่เมื่อเหล่มองเหล่ามารดาที่กำลังนั่งรออยู่ผ่านกระจกมองหลังก็ได้แต่ตอบรับกลับไปแต่โดยดี

และทันทีที่ได้คำตอบที่น่าพอใจ รสรินก็กลับไปให้ความสนใจเมนูอาหารบนหน้าจอไอแพดของตนอีกครั้ง แล้วหันไปถามผู้มากวัยในตอนที่เขาเริ่มเคลื่อนรถไปยังทิศทางที่เธอบอกไว้ก่อนหน้า

"คุณหญิงป้ากับคุณน้าแพ้อาหารอะไรกันหรือเปล่าคะ"

"แพ้ต้นหอม"

"ฉันไม่ได้ถามคุณ"

คนไม่ได้ถูกถามจิปากขัดใจเมื่อถูกขัด ขณะที่ผู้มากวัยทั้งสามนั่งอมยิ้มเพราะน้อยครั้งนักที่จะมีคนสวนกลับพ่อจอมกะล่อนของบ้านได้ทันควันเช่นนี้ จากนั้นประมุขของบ้านอธิรักษ์โยธินก็กระแอมเบาๆ และตอบคำถาม

"ไม่จ้ะ พวกแม่ไม่มีอะไรที่แพ้ และตากรก็ไม่มีอะไรที่แพ้เหมือนกัน" ท้ายประโยคเน้นน้ำหนักเสียงลงอย่างจงใจ เป็นเหตุให้คนถูกระบุว่าไม่มีอะไรที่แพ้ หันกลับมาส่งสายตาออดอ้อนพร้อมเสียงครางหงุงหงิงราวกับเด็กชายตัวเล็กๆ

"คุณหญิงครับ"

"อย่าเรื่องมากนะตากร"

เสียงเอ็ดเอ็นดู ทำให้คนตัวโตต้องหุบปากฉับแต่ไม่วายทำปากยื่นปากยาวเพราะถูกขัดใจ และเมื่อเหล่มองข้างกายก็พบกับสายตาล้อเลียนอย่างหนึ่งที่ส่งมาให้อย่างไม่ปิดบัง ยิ่งกว่านั้นคือริมฝีปากอิ่มสีลูกพีชขยับเอ่ยไม่มีเสียงเป็นคำว่า 'แพ้ต้นหอม' เมื่อก้มมองหน้าจอไอแพดในมือบางเขาก็พบว่าเมนูที่เจ้าหล่อนกำลังสั่งอยู่นั้นเต็มไปด้วยวัตถุดิบประเภทหัวหอมแทบทั้งสิ้น

รสรินมองท่าทางเหล่านั้นด้วยสายตาของคนมีแต้มต่อ ช่วยไม่ได้เขาบอกให้เธอเป็นคนจัดการเองนี่น่า และถ้าเธอระบุในเมนูที่สั่งอาหารล่วงหน้าว่าให้ใส่ต้นหอมเยอะๆ ด้วยเขาจะทำหน้าอย่างไรนะ เพียงแค่คิดรสรินก็จัดการพิมพ์ข้อความดังกล่าวเน้นย้ำลงไปอย่างไม่ยอมให้เสียเวลา ถือเสียว่าเป็นอภินันทนาการจากเธอในวันดูตัวของเขาก็แล้วกัน

 

ร้านอาหารที่รสรินจองไว้เป็นร้านอาหารว่างไทยตำรับชาววังที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองใหญ่ได้อย่างเงียบเชียบ ตัวร้านได้ถูกรีโนเวลขึ้นมาจากบ้านไม้สีขาวทรงขนมปังขิง ที่มีเอกลักษณ์คือการประดับตกแต่งบ้านด้วยไม้ฉลุลวดลายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ชายคา ช่องลม หรือราวระเบียง ซึ่งมีต้นแบบดังเดิมมาจากบ้านสไตล์วิคตอเรียของอังกฤษ บริเวณรอบบ้านประกอบไปด้วยต้นไม้ใหญ่อย่างจามจุรีที่แผ่ขยายให้ร่มเงาชวนให้บรรยากาศรอบกายร่มรื่น ไม่ร้อนอบอ้าวเหมือนอากาศด้านนอก

ภายในร้านตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีขาวล้วนสไตล์สวนของอังกฤษให้ความรู้สึกอบอุ่นและอ่อนหวาน ผสานกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ของเครื่องหอมที่ถูกใช้ยังให้รู้สึกผ่อนคลาย เห็นได้ชัดว่าหญิงสาวเลือกร้านอาหารได้อย่างพิถีพิถันและใส่ใจในทุกรายละเอียด

สีหน้าของผู้สูงวัยทั้งสามมีความพึงพอใจแต้มอยู่อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเมื่ออาหารที่ถูกสั่งเตรียมไว้ก่อนหน้าทยอยนำออกมาเสิร์ฟ ผิดกับชายหนุ่มหนึ่งเดียวของโต๊ะที่มีสีหน้าไม่สู้ดีนักตั้งแต่ของว่างจานแรกถูกนำมาวางตรงหน้า

"ถ้วยนี้เขาเรียกว่าส้มฉุนใช่ไหมจ้ะ"

"ใช่ค่ะคุณน้า" รสรินเอ่ยตอบคุณพัตราเมื่อถูกเอ่ยถาม เธอซึ่งนั่งอยู่ข้างภาสกรเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มหวานยามแนะนำเมนูอาหารตรงหน้า "ส้มฉุนส่วนใหญ่จะใช้ผลไม้ตามฤดูกาล วันนี้เห็นว่ามีลิ้นจี่ สละ ส้มเขียวหวานและ และมะปรางค่ะ ด้านล่างเป็นน้ำแข็ง เสิร์ฟพร้อมกับน้ำส้มซ่าคั้น น้ำเชื่อมลอยดอกมะลิ มีเครื่องโรยหน้าเป็นขิงอ่อนซอย มะม่วงซอย ถั่วลิสงคั่ว ผิวส้มซ่า และหอมเจียวสีเหลืองทอดหอมๆ อร่อยมากเลยนะคะที่รัก" ท้ายประโยคเอ่ยกับคนข้างกายที่นั่งทำหน้าปูเลี่ยนกับเมนูที่เธอแนะนำโดยเฉพาะถ้วยส้มฉุนของเขาที่เหมือนจะถูกโรยหน้าด้วยหอมเจียวทอดมากกว่าถ้วยอื่นๆ สักสองเท่าเห็นจะได้

"ลองชิมดูหน่อยสิคะ" รสรินเชิญชวนพร้อมรอยยิ้มหวาน

รอยยิ้มของเธอไม่ได้หวานละมุนเหมือนภาพลักษณ์ที่แสดงออกแม้นิด มันเป็นรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษไว้อย่างเห็นได้ชัด ที่แย่คือมีแค่เขาคนเดียวที่มองออก ภาสกรนึกอย่างเข่นเขี้ยวในใจที่จุดอ่อนของเขาถูกเปิดเผยให้คู่กัดหมายเลขหนึ่งล่วงรู้ได้โดยง่ายถึงเพียงนี้

"ลองชิมดูสิตากร ชื่นใจดีนะ"

เมื่อมารดาเอ่ยย้ำ ภาสกรจำต้องตักน้ำเชื่อมโดยพยายามเขี่ยหอมเจียวออกไปให้ได้มากที่สุดขึ้นชิมอย่างเสียไม่ได้ กระนั้นกลิ่นที่ใครๆ บอกว่าหอมก็ยังคละคลุ้งเต็มปาก ภาสกรฝืนกลืนน้ำเชื่อมคำนั้นลงคอไปในที่สุด

แต่เหมือนคนข้างตัวจะยังสนุกกับการเอาคืนเขาเสียเหลือเกิน รสรินบรรจงตักมะปรางชิ้นสวยโป๊ะหอมเจียวทั่วทั้งชิ้นยื่นส่งมาให้ถึงตรงหน้าพร้อมเอ่ยเสียงอ่อนหวาน "อร่อยใช่ไหมคะ ชิมมะปรางอีกคำนะ"

ภาสกรจะอ้าปากปฏิเสธก็พบว่าเวลานี้แม่ๆ ของเขากำลังจ้องมองมาอย่างสนใจ ชายหนุ่มหลุบตามองมะปรางชิ้นสวยด้วยท่าทางเต็มกลืน ก่อนจะฝืนรับมะปรางหวานเข้าเต็มปากเต็มคำ โดยไม่ลืมส่งสายตาอาฆาตไปให้คนข้างกายที่นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เขาบรรจงเคี้ยวมะปรางและหอมเจียวคำนั้นอย่างตั้งใจ สายตาจับจ้องอยู่ที่ดวงหน้าหวานของคนข้างๆ ประหนึ่งว่าเวลานี้กำลังบดเคี้ยวรสรินให้แหลกละเอียดด้วยฟันกรามของตนเองอยู่ก็ไม่ปาน แค้นนี้เขาต้องเอาคืนแน่

ท่าทางทั้งหมดเหล่านั้นเป็นที่ขบขันของผู้สูงวัยจนต้องแอบอมยิ้มไปตามๆ กัน ก่อนที่บทสนทนาบนโต๊ะจะเปลี่ยนไปเมื่ออาหารจานใหม่ถูกทยอยนำมาเสิร์ฟจนเต็มโต๊ะ

ภาสกรจ้องมองอาหารว่างหน้าตาน่ารับประทานพร้อมคะเนวัตถุดิบที่ใช้ในใจ อาหารไทยส่วนใหญ่มักมีหัวหอมเป็นส่วนประกอบ โดยปกติเขาจะสั่งไม่ให้ใส่วัตถุดิบที่ไม่ชอบลงไป แต่เนื่องจากวันนี้รสรินเป็นผู้จัดการเมนูอาหารทั้งหมดเขาจึงไม่แน่ใจนักว่านอกจากน้ำมะตูมที่อยู่ข้างมือแล้วยังจะมีอาหารอะไรที่เขาสามารถรับประทานได้อีก

"มีต้นหอมหรือเปล่า ถ้ามีผมไม่กินนะ" เอ่ยถามเมื่อหญิงสาวตักล่าเตียง กุ้งผัดเครื่องปรุงห่อด้วยแผ่นไข่ที่โรยสานเป็นตาข่ายมาวางให้ถึงจาน

"เป็นเด็กสองขวบหรือไงถึงได้เลือกกินแบบนี้"

"ผมแพ้ต้นหอม"

"คุณไม่ได้แพ้" รสรินย้อน "ถ้าคุณแพ้จริงๆ คุณหญิงป้าคงไม่ยอมให้คุณกินหรอก"

สิ้นคำย้อนมีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังมาจากทางผู้มากวัย ภาสกรวางแก้วน้ำมะตูมที่ยกขึ้นจิบลงบนโต๊ะ กอดอก หน้างอ เอนหลังพิงพนักด้วยท่าทางที่บอกชัดว่าเขากำลังไม่พอใจ ทุกคนบนโต๊ะชะงักมือที่กำลังตักอาหาร หม่อมราชวงศ์รจเรขเตรียมที่จะเอ่ยปากติติงเรื่องมารยาท แต่รสรินส่งสัญญาณขออนุญาตเป็นคนจัดการเอง

เธอหันมามองเขาและเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี น้ำเสียงแบบนี้เหมือนเวลาที่เขาใช้กับแก๊งแสบที่บ้านไม่มีผิด "คุณรองสองขวบ ถ้าไม่กินดีๆ วันนี้จะไม่ซื้อของเล่นให้แล้วนะคะ"

"ผมไม่ใช่เด็กสองขวบนะ"

"ถ้าไม่ใช่เด็กสองขวบก็กินสิคะ" เหล่มองล่าเตียงห่อสวยบนจานแล้ววกกลับมาสบสายตากับคนตัวโตอย่างท้าทาย

ภาสกรกัดฟันกรอด พยายามนึกหาวิธีเอาคืนคนตรงหน้าในขณะที่ผู้สูงวัยยังคงเฝ้ามองอยู่อย่างไม่วางตา หากเขาโวยวายแผนการดูตัวครั้งนี้คงล่มไม่เป็นท่า แต่ถ้าเขายอมกินนั่นคงเข้าทางรสรินที่จะเอาคืนเขาอยู่เป็นแน่ ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ดูเหมือนเธอจะปิดทางหนีทีไล่ของเขาไว้จนหมดแล้วทุกทาง

แต่รสรินพูดถูก เขาไม่ได้ 'แพ้ต้นหอม' อย่างที่พยายามบอกไป เป็นเพียงแค่คนกินยากที่ไม่ชอบอาหารที่มีต้นหอมเป็นส่วนประกอบมาตั้งแต่เด็กก็เท่านั้น ดังนั้นแล้ว...

จึงค่อยๆ ยกท่อนแขนหนาขึ้นโอบพนักพิงเหนือเก้าอี้ตัวที่หญิงสาวนั่งด้วยท่าทางเกียจคร้าน เอนกายเข้าหา ส่งสายตาอย่างหนึ่งไปให้อย่างไม่ปิดบังและเมื่อเห็นแววตาหวาดระแวงจากนัยน์ตากลมหวานก็แกล้งโน้มหน้าลงไปใกล้ ทันทีที่คนตัวบางขยับตัวออกห่างก็ใช้มือที่พาดอยู่เหนือพนักเก้าอี้แตะที่ต้นคอด้านหลังเบาๆ จนเธอสะดุ้ง และเอ่ย

"ถ้าอยากให้ผมกิน ก็ป้อนผมสิ"

สิ้นคำใบหน้างามที่แต้มรอยยิ้มหวานระรื่นก็หุบลงฉับ ภาสกรเลิกคิ้วขึ้นมองอย่างเป็นต่อ นัยน์ตาคู่คมฉายแววเจ้าเล่ห์ ส่งคำถามมาให้ว่าเธอจะทำอย่างไร

รสรินมองซ้ายมองขวาเลิ่กลั่ก ขณะที่คนตัวโตกระแซะเข้าหาอีกนิดด้วยท่าทางสนิทสนมเกินควร จึงลดมือลงใต้โต๊ะเพื่อผลักเขาออกห่างอย่างหลบซ่อนด้วยกลัวว่าผู้มากวัยจะผิดสังเกตความสัมพันธ์ระหว่างกัน แต่แรงเธอสู้อีกฝ่ายไม่ได้แม้แต่นิด ยิ่งเห็นเธอพยายามต่อต้าน ภาสกรก็ยิ่งยื่นหน้าเข้าหา กลิ่นน้ำหอมอย่างของผู้ชายบอกได้ดีว่าเวลานี้ทั้งสองใกล้ชิดกันมากเพียงใด

"ว่าไง"

"ว่าไงอะไร" เธอย้อนถามโง่ๆ ผลักเขาออกพร้อมกระซิบเสียงเขียว "ถอยไปเลยนะ คุณหญิงป้ามองอยู่"

"อืม นั่นสิ คุณหญิงมองอยู่แล้วคุณต้องทำตัวยังไงนะ" เขาแสร้งกระซิบถาม รสรินหดคอหลบหนีเป็นพัลวันขณะที่เหมือนคนตัวใหญ่จะถูกใจที่แกล้งเธอได้ "ต้องทำตัวดีๆ จำได้ไหม"

"อือ รู้แล้ว"

"รู้แล้วก็ป้อนเร็วๆ สิ คุณหญิงมองอยู่นะ" ท้ายประโยคเหล่ตามองผู้มากวัยที่เวลากำลังจ้องมองมาตาเขม็ง

รสรินเม้มริมฝีปากแน่น ตัดสินใจอยู่ชั่วครู่แล้วหันไปสบสายตาหม่อมราชวงศ์รจเรขพร้อมกับเอ่ยเสียงออดอ้อนราวกับฟ้อง

"คุณหญิงป้าขา"

อาการยู่ปากที่มาพร้อมกับแววตาขอความช่วยเหลือทำให้ผู้มากวัยลอบมองท่าทีของลูกชายอยู่ในที ภาสกรถึงกับแสดงสีหน้าประหลาดใจที่เห็นคนข้างกายทำกิริยาดังกล่าวราวกับไม่เคยเห็นมาก่อน จึงแอบกระตุกยิ้มแล้วกระแอมเบาๆ

"ภาสกร"

"ครับ" ขานรับโดยที่สายตาไม่ได้ละออกไปจากวงหน้างามแม้แต่นิด

"แม่ว่าขยับออกมาหน่อยดีไหม ไปนั่งเบียดน้องทำไม"

เมื่อผู้มากวัยเปิดโอกาส รสรินก็ถือโอกาสทั้งผลักทั้งดันเขาออกห่างอย่างไม่ต้องหลบซ่อนอีก ทว่าคนตัวโตกลับยังคงนั่งนิ่งไม่ยอมเขยื้อน รสรินทั้งออกแรงผลัก ทั้งตวัดตามอง ทั้งส่งสายตาดุปราม แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่เป็นผล

ดวงตาสองคู่จ้องสบสายตากันและกันนิ่งราวกับกำลังหยั่งเชิงว่าใครจะเป็นฝ่ายถอยร่น และก่อนที่จะมีใครได้เอ่ยคำใด ชายหนุ่มก็เอื้อมไปจับมือของเธอตักล่าเตียงที่อยู่บนจานขึ้นมาส่งเข้าปากของตัวเองแล้วขยับกลับมานั่งที่เก้าอี้ของตนเองตามเดิม

รสรินมองท่าทางที่ราวกับจะประกาศว่าหากเขาต้องการไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องได้ด้วยสายตาที่คาดไม่ถึง ไม่นึกว่าเขาจะหน้าด้านได้ถึงเพียงนี้ พลางนึกอยากใช้ส้อมในมือจิ้มนัยน์ตาคมคู่นั้นนัก แต่ที่ทำได้คงมีแค่การขยับปากบริภาษโดยไม่ออกเสียงว่าเขานั้น 'ประสาท' มากเพียงใด

ทว่าภาสกรกลับยักคิ้ว ส่งเสียงหัวเราะหึหึโดยไม่เถียงกลับแม้แต่คำเดียว ท่าทางกวนประสาทเช่นนี้คงมีแค่เขาคนเดียวที่ทำได้ รสรินนึกพลางส่ายหน้า โดยไม่รู้ตัวเลยว่าท่าทางของเธอและเขากำลังถูกจับตามองอยู่

เมื่อหญิงสาวหันไปสนใจอาหารในจานของตนบ้าง หม่อมราชวงศ์รจเรขก็เอ่ยถามถึงเรื่องทั่วไปเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศบนโต๊ะอาหาร ซึ่งรสรินก็ทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างดีเยี่ยมตามที่ได้รับปากเขาไว้ก่อนหน้า นั่งสวยๆ ยิ้มหวานๆ และเออออไปกับแม่ๆ ของเขาแทบทุกเรื่องที่พวกท่านเอ่ยถึง

ผ่านไปครู่ใหญ่ แม่ๆ ของเขาก็เอ่ยขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ซึ่งภาสกรไม่เข้าใจนักว่าทำไมต้องไปพร้อมกันทั้งสามคน แต่ไม่ได้เอ่ยถามออกไปเพราะนี่เป็นโอกาสดีที่เขาและรสรินจะได้พักหายใจหายคอไม่ต้องสวมบทบาทเป็นคู่รักหวานชื่นเช่นเดียวกัน และนั่นทำให้เขาได้มีโอกาสหันมามองคนข้างกายที่กำลังตักเครื่องเคียงวางลงบนกลีบบัวสีสวยรวมถึงหอมแดงคู่ปรับเก่าของเขาด้วย รสรินจัดการตักน้ำเมี่ยงราดลงไปแล้วจัดวางใส่ช้อนกระเบื้องสีขาวเรียงไว้เป็นคำๆ แทนที่ชุดเดิมที่หมดไปก่อนหน้าเพื่อสะดวกในการรับประทาน

การดูตัวครั้งนี้ภาสกรเห็นความพึงพอใจปรากฏอยู่บนสีหน้าของมารดาเขาทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่เลี้ยงเขามาแต่อ้อนแต่ออกที่ถูกใจถึงขั้นเอ่ยชวนให้รสรินไปรับประทานอาหารที่บ้านอธิรักษ์โยธินบ้างหากมีโอกาส

ว่ากันว่าปลูกเรือนต้องตามใจผู้อยู่ ผูกอู่ต้องตามใจผู้นอน แน่นอนว่าหาสะใภ้เข้าบ้านก็ต้องตามใจบุพการี แล้วจะได้ดีทุกคน ดูอย่างพี่ชายและน้องชายของเขาสิ สี่ทิศก็มีภีมชญาเข้ามาเติมเต็มชีวิตคู่ แม้จะไม่มีพยานรักระหว่างกันแต่แค่สองหนูตัวแสบก็เพียงพอแล้วกับคำว่าครอบครัว ส่วนขุนศึกที่คบหากับรมิตามาหลายปี ครอบครัวเขาก็ชื่อชอบรมิตากันถ้วนหน้า ปัญหาแม่สามีลูกสะใภ้ไม่เคยมีให้เห็น ชีวิตรักของพี่ชายและน้องชายสมบูรณ์จนน่าอิจฉา ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนมีผู้บงการหลักคือเหล่าแม่ๆ ของเขานั้นเอง

นึกถึงสี่ทิศขึ้นมาก็อดไม่ได้ที่จะลอบมองเสี้ยวหน้าเรียวหวานที่ตอนนี้กำลังก้มหน้าอ่านข้อความจากไอแพคในมือคล้ายกับมีเรื่องสำคัญ  หากตัดอคติส่วนตัวทิ้งไปก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่ารสรินเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบมากคนหนึ่งที่เขาเคยรู้จัก เธอเป็นผู้หญิงที่มีรูปสมบัติ คุณสมบัติ และทรัพย์สมบัติจนเรียกว่าครบถ้วนเกินถ้วนด้วยซ้ำ สวย เก่ง ฉลาด วางตัวดี มีสัมมาคารวะ เอาใจใส่คนรอบข้าง แต่อะไรที่ทำให้ผู้หญิงที่เพียบพร้อมขนาดนี้ไม่เป็นที่ต้องการของครอบครัวของฝ่ายชาย

เขาจำได้ว่าครั้งนั้นเหล่ามารดาเกรงว่าความสัมพันธ์ของสี่ทิศและรสรินจะมีผลต่อหลานสาวผู้ขาดมารดาอุ้มชูมาตั้งแต่แบเบาะ กลัวว่ามนุษย์มดงานสองคนจะละเลยลูกน้อย และหากว่าในอนาคตทั้งสองเกิดมีลูกของตัวเองขึ้นมา มินนี่ก็คงจะกลายเป็นส่วนเกินของครอบครัวและกลายเป็นเด็กมีปัญหา ประจวบเหมาะกับเวลานั้นมีโอกาสได้รู้จักกับคุณครูคนใหม่ของหลานสาวพอดี แม่ๆ ของเขาจึงหันไปเลือกสนับสนุนคุณครูสอนอนุบาลอย่างภีมชญาแทนที่ผู้บริหารของศูนย์การค้าอันดับต้นๆ ของประเทศอย่างรสริน และผลจากการเลือกในครั้งนั้นก็ทำให้รสรินครองตัวเป็นโสดมาจนถึงทุกวันนี้ เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ทั้งที่เรื่องราวเหล่านั้นก็ผ่านมานานกว่าสี่ปีแล้ว หรือบางที รสรินอาจจะยังไม่ลืมรักครั้งเก่า รักที่เขาเคยเป็นลูกมือในการทำลายมัน

ภาสกรยกมือขึ้นปัดลูกผมที่ตกลงมาปรกเสี้ยวหน้าด้านข้างออกให้อย่างเผลอๆ ก่อนชะงักไปเมื่อหญิงสาวหันกลับมามองด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ

"ทำอะไรน่ะ"

"เปล่า" เขาปฏิเสธ ลดมือกลับลงมาวางที่หน้าขา เมินหน้าหนีไปทางอื่นราวกับไม่เคยเกิดเหตุการณ์เมื่อครู่มาก่อน แต่แววตาอ่อนโยนยังคงจับจ้องที่ใบหน้างาม แล้วตัดสินใจเอ่ยเรียก "โรส"

"หืม"

"ผมขอโทษนะ"

คำขอโทษถูกเอ่ยออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำเอาคนฟังถึงกับสำลักด้วยนึกว่าตนเองฟังผิดไป "กินอะไรผิดสำแดงมาหรือเปล่า คนอย่างคุณไม่น่าจะขอโทษฉันง่ายๆ"

"คุณนี่นะ" คนกินอะไรผิดสำแดงจิปากขัดใจ "ทำตัวน่ารักๆ สักวันไม่ได้หรือไง"

"ทำตัวน่ารักกับคุณนี่นะ" รสรินหลุดหัวเราะขำ "ทำไมฉันต้องทำแบบนั้นด้วย"

คนฟังอ้าปากเหวอ ไม่คาดคิดว่าจะถูกย้อนกลับแทบสะอึกแบบนี้ "ให้ตายเถอะ ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงขึ้นคานมาจนอายุปูนนี้"

"นี่"

คนอายุปูนนี้หน้าง้ำ ปากงอ หันกลับมามองตาเขียวปั๊ด แต่ภาสกรหรือจะสน การได้เย้าแหย่รสรินคือความสนุกของเขามาแต่ไหนแต่ไร "ไม่เอาน่า อย่าทำหน้างออย่างนั้นสิ เดี๋ยวริ้วรอยถามหานะ พอริ้วรอยมากี่สิบฟิลเลอร์ก็ช่วยไม่ได้แล้วนะคุณ"

"ภาสกร"

"คุณนี่ยุขึ้นง่ายชะมัด"

คนถูกตวาดหัวเราะชอบใจเมื่อเห็นเธอยกมือขึ้นแตะที่หางตาราวกับกำลังสำรวจริ้วรอยที่อาจจะมาพร้อมกับใบหน้างอง้ำของตัวเอง

รสรินกระแทกช้อนระบายความหงุดหงิด หน้าตางอง้ำยิ่งกว่าเก่า ทว่าเขากลับรู้สึกพอใจที่ทำให้เธอโกรธได้เหมือนเคย แบบนี้ดีแล้ว

"ลองชิมนี่สิ อร่อยนะ" ชักชวนพร้อมกับยื่นช้อนที่มีกระทงทองวางอยู่มาให้ตรงหน้า เมื่อเธอหลุบตามองอย่างชั่งใจ และกำลังตัดสินใจที่จะรับการง้องอนนั้นเขาก็ดึงมือกลับ อ้าปากรับกระทงทองชิ้นนั้นเข้าปากตัวเองหน้าตาเฉย แถมยังหันมาเคี้ยวแก้มตุ้ยอย่างอวดๆ เธอเสียอีก

"ตาบ้า" รสรินเข่นเขี้ยวถึงขึ้นออกปากบริภาษใส่หน้า ทว่าคนฟังกลับหัวเราะขันอย่างเห็นเป็นเรื่องสนุกเพราะคำด่าของรสรินแต่ละคำสำหรับเขาแล้วเคยเจ็บปวดเสียที่ไหน ไม่ว่าเขาบ้า ก็ว่าเขาประสาท พูดเป็นอยู่แค่นี้ เจ็บปวดจะตายอยู่แล้ว

"ไม่ได้อยากว่าคุณโง่นะ แต่คุณนี่หลอกง่ายชะมัด"

ว่าจบก็หัวเราะตบท้ายเสียอีกที รสรินยิ่งหน้าง้ำ ฟาดมือบางลงบนไหล่เขาแรงๆ ไม่ยั้ง อย่างต้องการระบายความหงุดหงิด แต่แรงมดเท่านั้นคงทำให้ภาสกรได้แต่แกล้งโอดโอยแล้วหัวเราะขบขันเป็นการตบท้ายที่หลอกเธอได้อีกครั้ง

 

ขณะที่มุมทางเลี้ยวด้านในของร้านอาหารที่เป็นทางเชื่อมกับห้องน้ำสำหรับลูกค้ามีสตรีสูงวัยสามคนกำลังมองตรงมาที่ภาพเหล่านั้นอย่างสนใจ ใบหน้าที่แต่งแต้มความพึงพอใจไว้ก่อนหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ดวงตาที่ผ่านโลกมานานฉายแววเจ้าเล่ห์ไว้อยู่ในที และก่อนที่จะมีใครได้เอ่ยอะไร ผู้เป็นประมุขของบ้านอธิรักษ์โยธินก็พูดขึ้น

"แม่ละไม สอบถามไปที่บ้านนิลนาถทีว่าตอนนี้รัสรินอยู่ที่กรุงเทพฯ หรือเปล่า"

"ได้ค่ะคุณหญิง" คุณละไมพยักหน้ารับปาก หยิบโทรศัพท์มือถือของตนเองขึ้นมาจดบันทึกรายการที่ต้องทำไว้อย่างไม่ให้ขาดตก

จากนั้นก็หันไปยิ้มให้กับคุณพัตราที่ยังคงมีสีหน้าสงสัยในคำสั่งของตน

"แม่พัตรา"

"ค่ะคุณพี่"

"ฝากไปบอกลูกชายคนรองของเธอด้วยนะว่า...ว่าอะไรนะแม่ละไมที่แตงจ๋าชอบพูดบ่อยๆ" ท้ายประโยคหันไปถามถึงประโยคติดปากของลูกสาวคนเล็กกับคนข้างกายที่เงยหน้าขึ้นมาจากโทรศัพท์มือถือพอดี

คุณละไมปริยิ้มบางๆ ตามแบบฉบับของตนแล้วเอ่ยตอบ "โกหกไม่เนียน ให้ไปเรียนมาใหม่ค่ะคุณหญิง"

"ใช่ 'โกหกไม่เนียน ให้ไปเรียนมาใหม่' " ยามเอ่ยคำนั้นสายตาจับจ้องอยู่ที่แผ่นหลังของบุตรชายคนรองไม่กะพริบ "แต่คิดอีกที ก็อยากจะรู้นักว่าพ่อชายจอมกะล่อนของเราจะกะล่อนไปได้อีกนานแค่ไหน เชื้อไม่ทิ้งแถวจริงๆ ว่าไหม"









ฝากติดตามนิยายเรื่องอื่นๆ ด้วยนะคะ 







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

214 ความคิดเห็น

  1. #214 Dusita_Den (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 9 กันยายน 2563 / 14:21

    สงสัยคงมาอัพปีหน้า แต่เราคงพอแค่นี้

    ลาขาดนะคุณรอง ขี้เกียจรอแระ 55555

    #214
    0
  2. #213 Sine2523 (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 8 กันยายน 2563 / 16:09
    นักเขียนหายไปเลย ไม่มาอัพเลยค่ะ รออยู่
    #213
    0
  3. #212 Dusita_Den (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 2 กันยายน 2563 / 13:30

    มาให้อยาก แล้วก้อจากไป 🥺

    #212
    0
  4. #211 Dusita_Den (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2563 / 08:26

    นึกว่าตอนใหม่ นี่ยังไม่ออกจากร้านอาหารเลย 🙄

    #211
    1
    • #211-1 บ้านสินิท-สิริน(จากตอนที่ 70)
      31 สิงหาคม 2563 / 09:42
      พรุ่งนี้ตอนใหม่มาแล้วค่ะ รอนิดนึงนะคะ
      #211-1