ดวงใจอธิรักษ์โยธิน

ตอนที่ 69 : ดวงใจพนันรัก : บทที่ 4 สมบทบาท

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 193
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    30 ส.ค. 63










บทที่ 4 สมบทบาท

รสรินก้าวออกมาจากห้องลองชุดด้วยชุดที่แตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อย กระโปรงสีขาวฟูฟ่องถูกแทนที่ด้วยกางเกงผ้าฮานาโกะสีเดียวกัน เสริมให้ร่างระหงดูสูงโปร่งและสง่าต่างจากภาพลักษณ์ที่ดูหวานละมุนราวกับเจ้าหญิงยามสวมใส่กระโปรงตัวนั้น ภาสกรยอมรับว่าเธอเลือกแต่งตัวได้เหมาะสมและดูดีกว่าที่เขาจัดแจงมากจริงๆ แต่เขาจะไม่ยอมพูดมันออกไปเด็ดขาด เพราะนั่นเท่ากับว่าเขายอมรับว่าเธอเหนือกว่าซึ่งคนอย่างภาสกรไม่มีวันยอมรับ และรับไม่ได้อย่างเด็ดขาด

"เสร็จแล้วใช่ไหม" น้ำเสียงที่พยายามใส่ความรู้สึกไม่พอใจลงไปค่อยข้างกระด้างและห้วน

รสรินเหล่ตามองท่าทางหงุดหงิดของคนในกระจกแล้วเสจัดชายเสื้อที่สอดตัวอยู่ในกางเกงเอวสูงของตัวเองต่อจ่อมจมอยู่กับความคิดของตัวเอง จนเขาต้องย้ำขึ้นอีกครั้ง

"ถ้าเสร็จก็ไปกันได้แล้ว พวกคุณหญิงจะมาถึงแล้วนะ"

"ภาสกร"

เสียงที่เอ่ยเรียกรั้งให้ร่างสูงหันกลับมามองสบสายตาตอบด้วยความสนใจ และส่งข้อความผ่านทางสายตาไปว่าเขากำลังฟัง

รสรินก้าวเข้ามาหาแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง "คุณคิดว่าสิ่งที่เราทำมันถูกต้องแล้วใช่ไหม"

"คุณหมายความว่ายังไง"

รสรินเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนตัดสินใจพูดออกไป "ฉันกำลังคิดว่ามันถูกต้องแล้วเหรอที่เรากำลังโกหกพวกท่านอยู่"

ถึงข้อเสนอสัญญาทาสของเขาจะหอมหวาน และการรักษาภาพลักษณ์ให้รัสรินก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหน รสรินก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะที่เธอและคนตรงหน้ากำลังต่อล้อต่อเถียงเพื่อเอาชนะคะคานกัน ทั้งหมดนั้นเธอและเขากำลังหลอกลวงผู้มากวัยอยู่ ที่สำคัญไม่ใช่แค่หนึ่งแต่มากถึงสาม

"ฉันเปลี่ยนใจได้หรือเปล่า"

สิ้นคำที่หญิงสาวเอ่ยออกมา ภาสกรยอมรับว่าเรารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาจริงๆ แต่ท่าทางและน้ำเสียงของเธอทำให้เขาพูดไม่ออก และเมื่อทบทวนตามคำพูดของเธอก็รู้สึกเห็นด้วยไม่ต่างกัน

ชายหนุ่มหันไปมองทางคุณแอ๋วและพนักงานของทางร้านที่ยังยืนอยู่ไม่ไกลนัก ส่งข้อความบางอย่างผ่านทางสายตา และทันทีที่ได้รับคุณแอ๋วก็พาพนักงานเหล่านั้นเดินออกไปจากห้อง เหลือไว้เพียงเธอกับเขาแค่สองคน

ภาสกรสืบเท้าเข้าไปใกล้จนระยะห่างระหว่างกันสามารถสนทนาด้วยระดับเสียงที่เบากว่าปกติได้ เขามองสีหน้าเป็นกังวลของเธอแล้วเอ่ยถาม "คุณรู้สึกไม่สบายใจอย่างนั้นเหรอ"

เห็นรสรินพยักหน้าส่งให้แทนคำตอบ ร่างสูงก็ถอนหายใจอย่างคนกำลังใช้ความคิด

"ผมรู้ว่าคุณไม่สบายใจ แต่ผมให้คุณเปลี่ยนใจตอนนี้ไม่ได้ แม่ๆ ของผมพวกท่านกำลังจะมาถึงที่นี่ พวกท่านรอที่จะพบน้องรัสมาหลายครั้งแล้ว และครั้งนี้ผมไม่อยากให้พวกท่านผิดหวังอีก" ใบหน้าคมก้มลงสบสายตากับเธอนิ่ง "ผมขอนะโรส หากคุณไม่สบายใจที่จะแสดงตัวเป็นน้องรัส คุณไม่ต้องทำก็ได้ แค่ไม่ต้องบอกว่าตัวเองเป็นรสรินก็พอ ส่วนที่เหลือปล่อยให้เรื่องโกหกเป็นหน้าที่ของผมเอง"

มีความเงียบเกิดขึ้นเมื่อเขาพูดจบ รสรินพยายามคิดตามข้อเสนอของเขาแล้วก็ได้คำตอบที่น่าพอใจให้กับตัวเอง สีหน้าของเธอผ่อนคลายลงไม่ต่างจากน้ำเสียงที่ใช้เอ่ย

"ฉันรู้ว่าคุณน่ะกะล่อน"

คนที่อยู่ๆ ก็ถูกหลอกด่าว่า 'กะล่อน' อ้าปากค้าง ภาสกรยกนิ้วชี้หน้า "นี่ผมกำลังช่วยไม่ให้คุณรู้สึกผิดอยู่นะ"

รสรินยักไหล่ กรอกตามองบน สนใจที่ไหนกับท่าทางของเขาที่กำลังเต้นเป็นเจ้าเข้าเพราะถูกหลอกด่า "ช่วยฉันที่ไหนกัน คุณช่วยตัวคุณเองทั้งนั้น คิดว่าฉันรู้ไม่ทันหรือยังไง"

เมื่อย้อนกลับด้วยท่าทางกวนอารมณ์ชวนน่าหมั่นไส้ ภาสกรก็ได้แต่ข่มเก็บความเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันไว้ในใจ เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่เขาจะชวนเธอทะเลาะเหมือนทุกที สุดท้ายก็ต้องความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เหล่านั้น

"ครับผมไม่มีใครรู้ใจผมเท่าคุณอีกแล้ว" อดไม่ได้ที่จะหัวเราะให้กับความจริงอีกข้อที่ว่า หากเขาจะอวดอ้าง ว่ารู้จักรสรินดี แน่นอนว่าเธอเองก็รู้จักเขาดีไม่แพ้กัน "เอาเป็นว่าตกลงตามนี้นะ คุณไม่ต้องบอกว่าตัวเองเป็นใคร แค่นั่งสวยๆ ยิ้มหวานๆ และเออออไปกับแม่ๆ ของผมก็พอ"

"เพื่อเห็นแก่ความกตัญญูของคุณที่ไม่อยากให้คุณหญิงป้าและคุณน้าทั้งสองเสียใจ ฉันจะไม่ปฏิเสธก็แล้วกัน"

"นาทีนี้ต่อให้คุณอยากปฏิเสธ ผมก็ไม่ให้คุณทำหรอก" ว่าพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าบนโต๊ะมายื่นส่งให้

รสรินแสร้งถอนหายใจ ก่อนจะยื่นมือออกไปรับกระเป๋าใบดังกล่าวมาถือด้วยท่าทางราวกับจำใจทำในสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีคนตัวโตอมยิ้มขำให้กับท่าทางเสแสร้งแกล้งทำของเธออย่างไม่คิดจะปิดบัง

ภาสกรหันไปหยิบแว่นสายตาของเธอที่วางอยู่ใกล้ๆ ขึ้นมาพับแล้วเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านในของตนเองพร้อมกับตบเบาๆ ที่อกเสื้อ เป็นข้อสัญญาระหว่างกันว่าเขาจะคืนมันให้เธอเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ก่อนจะยกแขนยื่นไปให้ตรงหน้า

รสรินหลุบตามองท่าทางเหล่านั้น ก่อนจะตีเพียะลงที่ท่อนแขนแข็งแรงแล้วก้าวนำเดินออกไปโดยไม่สนใจคนตัวใหญ่ที่เดินลูบแขนตามมาหลังอีก เพราะทันทีที่ได้ฟังคำพูดของเขาเกี่ยวกับบทบาทที่ต้องแสดง รสรินก็รู้สึกคลายกังวลลงไปมาก ดังนั้นวันนี้เธอจะนั่งสวยๆ ยิ้มหวานๆ เออออไปกับแม่ๆ ของเขา โดยไม่บอกว่าตัวเธอเป็นใคร หรือปฏิเสธว่าตัวเธอไม่ใช่ใคร ส่วนที่เหลือนั้นให้เขาจัดการตัวเองไป เพียงเท่านี้เธอก็ไม่ได้โกหกผู้มากวัยทั้งสามแล้ว ช่างเป็นแผนการที่ดีจริงๆ

นึกแล้วก็อดที่จะยิ้มน้อยยิ้ม ให้กับความคิดของตัวเองไม่ได้ ได้ทั้งสัญญาทาส ได้ทั้งภาพลักษณ์ที่ดีของรัสริน แถมยังไม่ต้องโกหกผู้ใหญ่อีก ข้อตกลงครั้งนี้มีแต่กำไร กำไร และกำไร ส่วนคนที่ขาดทุนเธอจะช่วยสงเคราะห์ด้วยการเล่นละครฉากนี้ให้สมบทบาทก็แล้วกัน นึกถึงจุดนี้ก็อดไม่ได้ที่หันกลับไปมองคนตัวโตที่กำลังจัดการชำระค่าใช้จ่ายในการแปลงโฉมเธอกับคุณแอ๋วภายในร้าน โดยไม่ทันได้ตั้งตัวว่าบทบาทที่ต้องแสดงนั้นได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

 

"หนู หนูรัสลูก"

เสียงเรียกของสตรีสูงวัยดังขึ้นในขณะที่เธอกำลังยืนรอคนตัวโตอยู่ที่บริเวณหน้าร้านของคุณแอ๋ว รสรินไม่ได้สนใจนักในตอนแรก ก่อนจะตระหนักได้ว่าตอนนี้ตัวเองคือรัสรินและเสียงที่เอ่ยเรียกนั้นน่าจะหมายถึงตัวเอง ดังนั้นเมื่อทันทีที่หันไปยังทิศทางที่ถูกเรียกก็พบว่าเวลานี้ผู้ที่เอ่ยเรียกตนได้เดินเข้ามาจนถึงตัวแล้ว หญิงสาวรีบยกมือขึ้นทำเคารพผู้มากวัยทั้งสาม

"สวัสดีค่ะคุณหญิงป้า คุณน้า"

"ออกมารับแม่หรือจ๊ะ" ผู้ที่เอ่ยถามนั้นคือหม่อมราชวงศ์รจเรข อธิรักษ์โยธิน ประมุขแห่งบ้านอธิรักษ์โยธินที่ภาสกรมักเรียกติดปากว่า 'คุณหญิง' และจะเรียกว่า 'แม่ใหญ่' ก็เฉพาะเวลาอยากออดอ้อนผู้สูงวัยเท่านั้น

ส่วนผู้สูงวัยท่าทางใจดีที่มีรอยยิ้มอ่อนโยนให้เสมอคือคุณพัตรา วงศ์สกุล ภรรยาคนที่สามของบิดาของชายหนุ่ม ซึ่งภาสกรมักติดเรียกว่า 'แม่สาม' และผู้ที่อาวุโสน้อยสุดคือคุณละไม ธุวดารา ภรรยาคนที่ห้าของบิดาที่ภาสกรเรียกว่า 'แม่ห้า'

รสรินกำลังจะอ้าปากตอบ เอวคอดก็ถูกโอบรัดจากด้านหลังและกระชับมั่นก่อนที่เธอจะทันได้อ้าปากพูด เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็พบผู้กระทำการอุกอาจก้มลงมาส่งยิ้มเผล่ใส่นัยน์ตาสวยให้พร้อมตอบคำถามก่อนหน้านั้นแทนเธอเสียสิ้น

ใช่ครับ น้องรัสเขากลัวคุณหญิงจะหลงทางก็เลยมารอรับ" ภาสกรตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบรื่นไม่สะดุดคำใดให้ระคายหูแม้แต่น้อย "ส่วนผมไม่อยากให้น้องเหงาเลยออกมารอเป็นเพื่อน จริงไหมครับที่รัก"

รสรินได้แต่นึกทึ่งกับคำตอบและท่าทางเหล่านั้น เธอรู้ว่าคนข้างกายนั้นกะล่อน แต่ไม่นึกว่าจะไหลลื่นเป็นปลาไหลติดสไลเดอร์ได้ถึงขนาดนี้ หญิงสาวส่ายหน้าระอา ก่อนจะหันไปส่งยิ้มหวานให้กับผู้มากวัยทั้งสามแล้วเอ่ยตอบ

"ค่ะ"

"น่าเอ็นดูจริงค่ะคุณพี่" ผู้ที่กล่าวนั้นคือคุณพัตรา

ท่าทางใจดีของผู้มากวัยทั้งสามทำให้รสรินใจชื้นกับบทบาทที่ตนแสดงอยู่พอสมควร ต่างกับอีกคนที่ดูไม่ค่อยจะพอใจนัก ภาสกรก้มลงมากระซิบชิดใบหูบาง "เล่นให้สมบทบาทหน่อยสิคุณ"

"ฉันทำเต็มที่เท่าที่ฉันจะทำได้แล้ว" เธอตอบ โดยใช้เสียงกระซิบดุจกัน

ซึ่งท่าทางกระซิบกระซาบจนเกินงามเหล่านั้นทำให้ประมุขแห่งอธิรักษ์โยธินจึงส่งเสียงกระแอมเบาๆ และกล่าวขัด สำรวมหน่อยตากร นี่มันกลางห้างนะ และเป็นห้างของครอบครัวหนูรัสเขาด้วย

คนถูกขัดเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มเผล่ นอกจากจะไม่แก้ไขความเข้าใจผิดแล้วยังเอ่ยราวกับยอมรับผิดอีกต่างหาก

ขอโทษครับคุณหญิง ผมลืมตัว

"เดี๋ยวเถอะ"

จากท่าทีทั้งหมดรสรินรู้ได้ในทันทีว่าบัดนี้ในสายตาของผู้มากวัยคงกำลังมองว่าเธอและเขาทำสิ่งที่ไม่สมควรกันอยู่เป็นแน่ มือเรียวเล็กจึงเลื่อนขึ้นโอบหลังคนตัวใหญ่บ้าง เธอสอดมือเข้าไปใต้เสื้อสูทเนื้อหนาอย่างไม่ให้ใครสังเกตเห็น เลือกตำแหน่งที่เหมาะสมแล้วจิกเล็บผ่านเนื้อผ้าบาง หยิกหมับและบิดเต็มแรงโดยที่สีหน้าของเธอยังคงคลี่ยิ้มหวานขออภัยดุจเดิม

ส่วนคนตัวโตนั้นถึงกับหัวคิ้วกระตุกไปทั้งแถบ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงแสดงละครต่อหน้าเหล่าแม่ๆ ได้อย่างแนบเนียน ใบหน้าคมคายแย้มยิ้มแต่แขนที่โอบร่างเล็กกลับกระชับแน่นตามความเจ็บจากกลางสันหลังจนรสรินเองก็หน้าแหยไปเหมือนกัน

ท่าทางของสองหนุ่มสาวทำให้ผู้มากวัยกว่าใครหลุบตามองต่ำยังที่มือของคนทั้งสองวางอยู่ หัวคิ้วเรียวสวยของหม่อมราชวงศ์รจเรขขมวดเล็กน้อยก่อนจะคลายออกและว่าต่อแม่ว่าเราไปที่ร้านอาหารกันดีกว่านะจ๊ะ จะได้มีความเป็นส่วนตัวมากกว่านี้

ผมเห็นด้วยครับ คนเห็นด้วยขยับกายผายมือข้างที่ว่างให้แม่ๆ ออกเดินนำหน้า ส่วนตัวเองรีบปล่อยมือจากเอวคอดแล้วใช้จังหวะเดียวกันนั้นดึงมือคนข้างกายให้ออกจากบั้นเอวของตน แล้วกระซิบบอกคนข้างกาย "นำไปเลยครับที่รัก"

"นำ?"

"อืม" เขาพยักหน้ายืนยันเมื่อรสรินส่งสายตาเป็นคำถามมาให้

"คุณจองร้านไหนเอาไว้" รสรินพยายามรื้อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับผังร้านอาหารที่ตั้งอยู่ภายในศูนย์กลางค้าไซแอมมอลล์ แต่ทว่าทำไปได้ไม่เท่าไรคนตัวใหญ่ก็ตอบกลับมาด้วยคำตอบที่น่าโมโหที่สุดในโลก

"ผมไม่ได้จอง"

"อะไรนะ"

จบประโยคที่ใช้ระดับเสียงดังกว่าปกติ ผู้มากวัยที่เดินนำหน้าก็หันกลับมามอง และภาพที่พวกท่านได้เห็นก็คือสีหน้าเจื่อนๆ ของบุตรชายกับดวงตาเขียวปั๊ดของฝ่ายหญิง ขณะที่ภาสกรตอบเสียงอ่อน

"ผมลืม"

"คุณลืมจองร้านอาหารในวันแบบนี้นี่นะ" น้ำเสียงของรสรินเต็มไปด้วยความโมโห นึกอยากจะบริภาษเขาสักคำแต่เกรงใจว่าเวลานี้เธออยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ ส่วนคนตัวโตนั้นก็ได้แต่ก้มหน้ายอมรับผิด

"ผมขอโทษ มันกะทันหันไปหน่อย"

"ไม่ต้องลำบากหรอกลูก พวกแม่รองท้องกันมาบ้างแล้ว"

"ไม่ได้หรอกค่ะ จะให้คุณหญิงป้ากับคุณน้าทั้งสองรับประทานอาหารที่ร้านทั่วไปได้ยังไงกันคะ" รสรินเผลอใช้นิสัยส่วนตัวของตนลงไปในน้ำเสียง

จากหน้าที่การงานที่หล่อหลอมทำให้เธอเป็นคนชื่นชอบความสมบูรณ์แบบ ดังนั้นหากเรื่องใดที่ต้องตระเตรียมเธอมักจะเตรียมการให้สมบูรณ์พร้อมเสมอ และหากมีใครทำให้ความสมบูรณ์นั้นลดน้อยถอยลงเธอจะไม่พอใจมากๆ ซึ่งเวลานี้ตัวตนเรื่องคือคนข้างกายที่นอกจากจะไม่สำนึกแล้วยังโยนภาระนั้นมาให้เธออีกต่างหาก

"ถ้าอย่างนั้นคุณก็จัดการให้ผมหน่อยสิ คุณเป็นถึงเจ้าของห้าง เรื่องแค่นี้ไม่ยากหรอกใช่ไหม"

"เวลานี้เนี่ยนะ หัดดูเวล่ำเวลาเสียบ้าง " บ่นอุบอิบเสียงเบาด้วยไม่อยากให้ผู้มากวัยระแคะระคายในสรรพนามที่เรียกขานระหว่างกัน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นยิ้มเจื่อนมองไปทางผู้มากวัยที่ยืนรอ แล้วรีบแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้า "หนูมีร้านอาหารที่อยากแนะนำ เดี๋ยวเราไปร้านนั้นกันนะคะ อยู่ใกล้ๆ นี่เอง"

"ได้จ้ะ"

สิ้นคำอนุญาตของผู้มากวัย รสรินก็แบมือไปตรงหน้าคนตัวโตที่ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ด้วยความสบายอกสบายใจเพราะมีคนจัดการแก้ไขปัญหาให้โดยไม่ต้องเปลืองแรง น่าหมั่นไส้จริงๆ







ฝากติดตามนิยายเรื่องอื่นๆ ด้วยนะคะ 







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

214 ความคิดเห็น