ดวงใจอธิรักษ์โยธิน

ตอนที่ 45 : ดวงใจขุนศึก : ตอนที่ 9

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,442
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    27 ส.ค. 63












ตอนที่ 9

 

ร่างสูงผอมของเด็กหนุ่มวัยสิบแปดปีก้าวออกจากตัวลิฟต์มุ่งหน้าสู่ห้องชุดของพี่ชายคนรองบนคอนโดมิเนียมติดแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปัจจุบันคือบ้านที่เขาใช้พัก ความเงียบ เรียบง่ายตามประสาพี่ชายน้องชายทำให้นักรบ อธิรักษ์โยธิน นึกพอใจมากกว่าคฤหาสน์หลังใหญ่ที่มีความทรงจำมากมายเกี่ยวกับผู้ชายคนนั้น นักรบเสียบกุญแจสีเงินเพื่อเปิดประตู แต่ในจังหวะที่กำลังหมุนเปิดเสียงดังกริ๊กที่ควรจะมีกลับเงียบกริบ และนั่นทำให้เด็กหนุ่มต้องเงยหน้าขึ้นมองบานประตูไม้หนาหนัก จ้องนิ่งและถอยหลังออกมาโดยอัตโนมัติ

ขโมยขึ้นห้องหรืออย่างไร

นักรบถามตนเองในใจขณะที่มืออีกข้างยื่นไปด้านหน้าและออกแรงผลักเบาๆ ประตูไม้ค่อยๆ แย้มออกให้เห็นภายใน ดวงตาคมเข้มส่ายส่องสำรวจขณะที่คิ้วหนาเป็นปื้นขยับยกยามเห็นรองเท้าหนังสีดำขัดเงาแบบผู้ชายนอนนิ่งหน้าตู้รองเท้า การวางที่ไม่เป็นระเบียบทำให้รู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่ภาสกรพี่ชายคนรอง และไม่ใช่ขโมยอย่างที่นึกหวาดในคราแรก เพราะขโมยคงไม่ถอดรองเท้าไว้ให้เป็นหลักฐาน

ร่างผอมสูงในชุดนักเรียนโรงเรียนรัฐบาลก้าวเข้าไปภายในและปิดประตูลงตามหลัง ถอดรองเท้าผ้าใบสีดำพลางปลดกระเป๋าเป้สีน้ำเงินออกจากแผ่นหลัง เดินอาดๆ ผ่านเคาน์เตอร์บาร์หน้าครัวเล็กๆ ก็สังเกตเห็นว่ามีบางอย่างหายไป แก้วเหล้าปริซึมร็อกของภาสกรหายไปจากชั้นวางหนึ่งใบ และนั่นก็เป็นเหตุให้สายตาของเด็กหนุ่มกวาดมองไปยังชั้นเก็บของรักของหวงของพี่ชายคนรอง เตกีลาเอลโตโรสั่งตรงจากเม็กซิโกหายไปสองขวด มีใครบางคนเอาไปอย่างแน่นอน

นักรบเดินเลียบไปตามโซฟาตัวยาวใหญ่กลางห้อง มุ่งตรงไปยังสถานที่ซึ่งผ้าม่านผืนหนาสีเหลืองทองปลิวไสวตามแรงลม

มีใครอยู่ที่ระเบียบ...

เด็กหนุ่มคิดขณะก้าวเข้าไปใกล้ กลิ่นเหล้าโชยมาให้พอได้กลิ่น แม้เตกีลาเอลโตโรจะเป็นเตกีลาที่มีรสชาติแรงเพียงเล็กน้อยจนสามารถดื่มเพียวๆ ได้ แต่หากหลายแก้วก็คอพับได้เหมือนกัน เหมือนกับที่ใครบางคนเป็นอยู่ตอนนี้อย่างไร นักรบกอดอกส่ายหน้าเอือมระอาเมื่อเห็นสภาพของหัวขโมย

“คุณสาม มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงครับ”

นักรบร้องเรียก กวาดตามองสภาพพี่ชายต่างมารดาอีกครั้งก่อนจะลงความเห็นว่าหมดสภาพ ขุนศึกคอพับคออ่อน ไม่มีแม้แต่แรงจะผงกศีรษะขึ้นมามองคนเรียกด้วยซ้ำ เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ไม่ต่างจากทรงผมยุ่งจนไม่เห็นทรงเดิม กลิ่นเหล้าคละคลุ้งทำให้เด็กหนุ่มต้องเบือนหน้าหนี สภาพการณ์เช่นนี้คงเมาตั้งแต่หัววัน

“อือ...”

เสียงอือออขานรับพอบอกให้รู้ว่าคนเมายังมีสติอยู่บ้าง นักรบมองไปรอบๆ ระเบียงด้านนอกซึ่งอยู่กลางแจ้ง แม้จะมีกำแพงกั้นแน่นหนา แต่ก็ไม่ใช่ว่าฟ้าฝนจะไม่ตกลงมาเปียก โดยเฉพาะเวลาที่ฝนตั้งเค้าแบบนี้ คิดแล้วก็เดินเข้าไปหา เขย่าไหล่เรียกสติ แต่ขุนศึกหาได้มีสติใดๆ ไม่ ร่างสูงยังคงนอนบนเก้าอี้ไม้ตัวยาว เหยียดกายนอนหลับราวกับไม่ต้องการลุกไปไหนอีก

“คุณสามเข้าไปนอนในห้องนะครับ ฝนจะตกแล้ว”

“อือ...ไม่เอา” คนเมาตอบปัดอย่างรำคาญ มือใหญ่ปัดป้องวุ่นวายเมื่อคนตัวเล็กกว่าแต่ส่วนสูงเกือบเท่าเทียมพยายามฉุดให้ลุกและประคองเข้าไปด้านใน

กว่าจะพาร่างคนเมาที่ครองสติไม่อยู่มาส่งที่โซฟาตัวนุ่มกลางห้องได้ก็ทำเอานักรบถึงกับหอบเหนื่อย และก่อนที่จะได้คิดว่าควรจะทำอะไรต่อ เสียงทักจากหน้าประตูก็ดังขึ้น

“กินเหล้าแต่หัววันเลยนะนักรบ” ภาสกร อธิรักษ์โยธิน พี่ชายคนรองเจ้าของเตกีลาเอลโตโรสองขวดที่นอนกลิ้งเหลือขวดเปล่าด้านนอกนั่นอย่างไรที่เอ่ยทัก

“ใช่ผมที่ไหนล่ะครับ โน่น...คนโน้น”

นักรบว่าพลางพยักพเยิดไปยังร่างที่นอนไม่ไหวติงอยู่กลางห้อง เห็นท่าทางกระสับกระส่ายจะตกจะโซฟาก็ผวาเข้าไปดึงให้กลับมานอนท่าเดิม ภาสกรที่เพิ่งกลับจากทำงานหันไปมองตามสายตาที่น้องชายคนเล็กเอ่ยบอก ก่อนจะเห็นว่าเป็นขุนศึกนั่นเองที่เป็นคนกิน

“อย่าบอกนะว่ามันเอาเหล้าพี่ในตู้ไปกิน” คนหวงของตั้งข้อสังเกต เพราะดูท่าคนไม่ค่อยดื่มอย่างขุนศึกคงไม่มีทางซื้อมาจากข้างนอกแน่ๆ นักรบชูสองนิ้วขึ้นให้พี่ชายดู ก่อนเอ่ย

“เตกีลาเอลโตโรที่พี่ทศซื้อมาให้จากเม็กซิโกเมื่อเดือนก่อน”

นักรบบอกเสร็จก็หมุนตัวออกไปเก็บหลักฐานมาแสดงให้ดู ส่วนคนถูกขโมยของถึงกับเท้าเอวบ่นเป็นหมีกินผึ้งเมื่อของรักถูกฟาดเรียบไม่เหลือสักหยด แต่บ่นได้ไม่นานก็ทำให้ต้องหยุดโดยพลัน เพราะเสียงงึมงำจากร่างไม่ได้สติทำให้ต้องเดินเข้าไปใกล้ ใบหน้าคมคายไม่ต่างจากน้องทั้งสองยื่นเข้าไปหา

“เคท...พี่ขอโทษ พี่ขอโทษ”

เสียงไม่ได้ศัพท์แต่ฟังพอรู้ความทำให้ภาสกรต้องกลับมามองหน้าน้องชายอีกครั้ง ขุนศึกไม่ใช่นักดื่ม ติดจะไม่ชอบเสียด้วยซ้ำ เมามายขนาดนี้ ทั้งยังเพ้อถึงรมิตา ไหนจะเสียงที่ฟังดูเศร้าจนคนได้ยินรู้สึกใจหาย พอนึกถึงเรื่องที่สี่ทิศเล่าให้ฟังเมื่อตอนกลางวันเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ไปร้านของรมิตาเมื่อวาน...ก็หมายความได้เพียงอย่างเดียวว่าทะเลาะกันอีกแล้ว

“ครั้งนี้คงทะเลาะกันหนักนะครับ คุณสามถึงเมาได้ขนาดนี้”

นักรบว่าขณะถือขวดเปล่าเข้ามาในห้อง ในบรรดาพี่น้องทั้งหมดรู้ดีว่าแม้ขุนศึกและรมิตาจะทะเลาะกันบ่อยครั้ง แต่ไม่เคยหนักหนาถึงขั้นใช้เหล้าเป็นที่ระบาย อย่างมากขุนศึกก็แค่ซึม บ้างาน นั่นต่างหากที่ทุกคนเห็นในยามปกติ ไม่ใช่สภาพตรงหน้า

“ถ้าคบกับเขา เคทจะมีความสุข...พี่สัญญา”

เสียงอ้อแอ้ทำให้คนที่อยู่ใกล้ต้องโน้มกายลงไปฟังอีกหน และนั่นก็ทำเอาภาสกรหนุ่มทะเล้นของบ้านถึงกลับต้องสะดุ้งโหยงด้วยไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ไม่ใช่แค่ขุนศึกและรมิตา แต่มี ‘เขา’ เข้ามาเป็นตัวละครอีกตัว

“พี่ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่หนักธรรมดา”

ภาสกรบอกก่อนจะล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดแล้วโทร.ออก รอเพียงไม่นานก็มีคนรับสาย เสียงห้าวทุ้มก็กรอกลงไปทันที

“คุณใหญ่ครับ มีปัญหาระดับสี่ ช่วยพาแตงจ๋ามาที่คอนโดด้วยนะครับ”

โค้ดลับ ‘ระดับสี่’ สำหรับพี่น้องอธิรักษ์โยธินคือระดับความรุนแรงสูงสุด ถัดจากพูดคุยกับสี่ทิศพี่ชายคนโตคร่าวๆภาสกรก็กดโทรศัพท์หาแก้วกานต์

 

หญิงสาวในชุดเสื้อยืดปาดไหล่สีขาวและกางเกงยีนสีซีดขาสั้นแบบสมัยนิยมนั่งกอดอกหน้าหงิกมองดูคนที่เกิดก่อนเธอเพียงสองนาทีด้วยความหงุดหงิด ใบฝรั่งที่อุตส่าห์เด็ดติดมือมาจากบ้านถูกน้องชายคนเล็กและน้องสาววัยเจ็ดขวบโขกใส่ครกกระเบื้องใบเล็ก

“ให้ดมเหรอครับพี่แก้ว”

นักรบเงยหน้าขึ้นมาถามพี่สาว และเลยไปขอความเห็นจากพี่ชายคนโตที่นั่งหน้าหงิกไปแพ้กันอยู่ที่โซฟาเดี่ยวอีกตัว ส่วนภาสกรนั้นยืนกอดอกนิ่ง เพราะมีหลายประโยคจากปากคนเมาที่หลุดเพ้อออกมาให้ระคายหู...คอยดูเถอะ ฟื้นคืนสติกลับมาจะซัดให้น่วมทีเดียว

“ให้กิน! ยัดเข้าปากไปเลยแตงจ๋า”

แก้วกานต์ตอบด้วยความหมั่นไส้แกมสั่งน้องสาวตัวน้อยซึ่งทำหน้าที่เป็นพยาบาลจำเป็น มือเล็กค่อยๆ ใช้ช้อนเงินตักของที่พี่ชายโขกละเอียด ป้อนใส่ปากคนนอนเหยียดกายบนโซฟานุ่มตัวยาว

เมาไม่ได้สติซ้ำยังลำบากคนอื่น...แก้วกานต์คิดแล้วนึกอยากจะหาน้ำร้อนมาสาดเสีย เผื่อพี่ชายสองนาทีของตนจะฟื้นขึ้นมาเล่าความจริงเร็วขึ้น

“แต่พี่ขุนไม่ยอมเคี้ยวค่ะ”

ต้องตาเงยหน้าขึ้นมาฟ้องพี่สาว แก้วกานต์จึงขยับจากที่นั่งบนโซฟาตัวเดียวกันแต่อยู่บริเวณช่วงเอวของคนเป็นพี่ ขยับเข้าไปนั่งระดับเดียวกับอก มือขาวเรียวนุ่มพร้อมเล็บยาวที่ตกแต่งไว้ด้วยสีโทนอ่อนยื่นเข้าไปใกล้แก้มสาก ออกแรงบีบนวดให้กรามทั้งสองข้างยอมบดเคี้ยวสิ่งที่ต้องตาส่งเข้าไปก่อนหน้า แกมสั่งเสียงเขียว

“เคี้ยวเดี๋ยวนี้เลยนะไอ้พี่ขุน แล้วลุกขึ้นมาเล่าว่าไปทำอะไรพี่เคท” แก้วกานต์เรียกรมิตาว่าพี่ ทั้งที่อายุเท่ากัน เนื่องจากเป็นการให้เกียรติหญิงสาวที่เป็นคนรักของพี่ชายฝาแฝด

กว่าจะลากคอคนเมาให้ขึ้นมานั่งในสภาพที่อาการดีขึ้นก็นานโข กลิ่นแอลกอฮอล์โชยหึ่งจนเด็กหญิงต้องตาต้องแอบเบือนหน้าหนี ลุกไปนั่งตักนักรบเพื่อกันตัวให้ออกห่างจากพี่ขุนให้ไกลที่สุด ส่วนน้องสาวฝาแฝดอย่างแก้วกานต์ยังคงกอดอกหน้าเชิดไม่สบอารมณ์พี่ชายดุจเดิม และความเงียบก็ทำให้คนเพิ่งสร่างเมาชวนอึดอัด หลังจากถูกจับกรอกยาทุกขนาน ทั้งใบฝรั่ง น้ำมะนาว น้ำอุ่น กาแฟอีกหนึ่งเหยือก อาเจียนก็แล้ว เข้าห้องน้ำเพื่อปัสสาวะก็แล้ว แต่อาการก็ยังไม่เห็นมันจะดีขึ้น เขายังปวดหัวตุบๆ จนอดไม่ได้ที่จะนึกถึงชาน้ำผึ้งหอมๆ ที่รมิตาเคยชงให้ดื่ม

คิดแล้วก็หัวตาก็ร้อนผ่าว ภาพที่เธอเดินจากไปพร้อมไหล่บางที่พยายามตั้งตรงแต่เขาเห็นมันสั่นไหว เขาทำอะไรลงไปวะเนี่ย...ขุนศึกก่นด่าตนเอง มือหนายกขึ้นทึ้งผมอย่างคนเสียสติ ดูเอาเถอะ ทั้งที่คิดดีแล้ว คิดไม่ใช่แค่วันสองวัน แต่คิดมานานนับเดือน แต่เอาเข้าจริงเขากลับคิดถึงเธอแทบขาดใจ

“พร้อมจะเล่าหรือยัง”

เสียงผู้อาวุโสสูงสุดในฐานะพี่ชายคนโตที่อายุย่างเข้าเลขสาม ทำให้คนที่เป็นจุดสนใจอย่างขุนศึกนึกอยากล้มตัวลงไปนอนอีกหน ก็เสียงที่สี่ทิศใช้นั้นทั้งราบเรียบ เยือกเย็น และติติงจนเขาไม่อยากจะเอ่ยอะไรออกไปทั้งนั้น คิดแล้ววิศวกรหนุ่มวัยยี่สิบหกก็ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง แต่ลงไปได้ไม่ถึงวินาทีศีรษะที่ปวดตุบๆ ก็ถูกโบกด้วยฝีมือของพี่ชายคนรอง และถูกฉุดให้ลุกขึ้นมานั่งตามเดิมด้วยฝีมือน้องสาวฝาแฝด

“ผมยังไม่พร้อม ไม่อยากเล่าอะไรทั้งนั้น อยากจะนอน”

คนอยากจะนอนล้มตัวลงอีกหน และก็ได้รับปฏิกิริยาแบบเดิมจากพี่ชายคนรองและน้องสาวฝาแฝดเช่นเดียวกัน ท้ายสุดขุนศึกก็ต้องลุกขึ้นมานั่ง อาการเมาค้างถูกปฐมพยาบาลจากน้องสาวคนเล็กที่ยื่นแก้วกาแฟรสเข้มส่งให้เป็นระยะๆ ก่อนจะค่อยๆ เปิดปาก

“ผมไม่รู้จะเริ่มตรงไหน”

เสียงทุ้มแหบพร่า เขาสับสน อารมณ์ไม่คงที่ ยามเมื่อนึกว่าตอนนี้ตนมีสถานภาพโสดเต็มขั้น แต่บางสิ่งบางอย่างกลับหลุดหาย ยามคิดถึงใบหน้าหวานของรมิตาครั้งใดก็พานอยากจะหลับตาและอยู่กับมโนสำนึกไม่รับรู้อะไร ทั้งที่รู้ดีมันช่างเป็นวิธีของคนขลาดเหลือเกิน

“ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มตรงที่ ทำไมกลับมาแล้วถึงไม่ไปหาเคท”

สี่ทิศตั้งหัวข้อให้เสร็จสรรพ ท่าทางตกตะลึงของรมิตาเมื่อวานเขายังจำได้ดี และนั่นก็หมายความว่าขุนศึกไม่ได้ไปหาหญิงสาวเลย ทั้งที่ภาสกรก็เล่าให้ฟังว่าขุนศึกออกไปหารมิตาทุกเย็น แล้วขุนศึกหายไปไหน ทำไมรมิตาถึงไม่รู้ว่าน้องชายของเขากลับมา ทุกอย่างน่าจะเริ่มต้นที่จุดนั้น

เรื่องราวก่อนหน้าถูกถ่ายทอดออกมาให้อธิรักษ์โยธินทุกคนได้ฟัง ความรู้สึก ความคิด ทุกฉากทุกตอนถูกบอกเล่าจนหมดสิ้น ไม่เว้นแม้แต่เรื่องราวการก้าวเข้ามาของผู้ชายที่มีคำนำหน้าชื่อว่า ‘นายแพทย์’ ประโยคที่นายแพทย์เอกวีร์เดินเข้ามาบอก สายตาที่ขุนศึกเล่าถึงทำให้ทุกคนได้แต่เงียบฟังอย่างตั้งใจ เก็บรายละเอียดทุกถ้อยคำ บรรยากาศภายในห้องชุดสุดหรูติดแม่น้ำเจ้าพระยาจึงเงียบกริบ คงมีเพียงเสียงลมฝนจากประตูกระจกเชื่อมต่อกับระเบียงที่เปิดแง้มไว้

คนเล่าเงียบเสียงลงเมื่อฉากสุดท้ายที่เขายังจำติดตาคือไหล่มนสะท้านไหวยามที่เธอเดินจากไป เธอเสียใจและเขาก็เจ็บเกินกว่าพูดต่อ ขุนศึกยกมือขึ้นกลึงหัวตาที่ร้อนผ่าวเมื่อความรู้สึกเจ็บในอกขับดันของเหลวสีใสให้พวยพุ่งออกมาประจานความอ่อนแอ ท่าทางนั้นอยู่ในสายตาพี่น้องอธิรักษ์โยธินจึงทำให้เกิดเป็นความเงียบที่ชวนอึดอัด

“แล้วจะให้ผมทำยังไง ในเมื่อทุกอย่างมันจบไปแล้ว” เสียงตะโกนก้องถาม ไม่มีคำตอบจากพี่น้องคนอื่นๆ ไม่มีแม้แต่ความเห็นใจ

“อย่าไปบอกใครนะว่านายเป็นน้องชายของฉัน”

สี่ทิศ อธิรักษ์โยธิน องค์ประธานการประชุมโค้ดลับเฉพาะกิจพูดขึ้น หลังจากที่ปล่อยให้น้องชายต่างมารดาได้ก้มหน้ารู้สึกผิดกับทุกอย่างที่ตนเองได้ทำลงไป เรื่องราวทุกอย่างถูกประมวลผลโดยละเอียด และไม่มีคำใดเหมาะสมกับขุนศึกได้เท่านี้อีกแล้ว

“น้องฉันด้วย” ภาสกรที่ยืนกอดอกอยู่หลังพี่ชายคนโตเสริมเข้าให้ ก่อนจะตามด้วยแก้วกานต์ที่นั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน ใบหน้างามงอนหันมามองพี่ชายฝาแฝดด้วยสายตาหยามเหยียดแกมสมเพช

“พี่ชายฝาแฝดของแก้วด้วย”

“พี่ของผมด้วย” นักรบผสมโรงชัดถ้อยชัดคำ ไม่เว้นแม้แต่ยายตัวเล็กที่นั่งอยู่บนตัก

“พี่ชายของแตงจ๋าด้วยค่ะ”

ระดับเสียงทุ้ม ห้าวนุ่ม ละมุนหวาน แหบตามประสาเด็กหนุ่มและสุดท้ายเสียงเล็กใสอย่างเด็กหญิงของพี่น้องดังเป็นจังหวะ จนขุนศึกนึกอยากแทรกตัวหนีไปกับสายลมสายฝนที่โหมกระหน่ำและฟาดฟันเขาไม่ต่างจากสายฟ้าด้านนอกเลยแม้แต่น้อย

“จะตอกย้ำกันไปถึงไหนครับ”

“ก็จนกว่านายจะหายบ้า” สี่ทิศตอบให้

“หายโง่” ภาสกรรีบรับ ไม่ต่างจากแก้วกานต์ที่รอโอกาสซ้ำเติมอยู่ตลอดเวลา

“หายงี่เง่า”

“และอะไรอีกนะแตงจ๋า” นักรบก้มลงถามน้องน้อยที่อยู่บนตัก ซึ่งเจ้าตัวก็เงยหน้าขึ้นมาตอบเสียงใสก่อนจะหันไปทางตัวตนเรื่องที่นั่งโน้มกายเท้าศอกกับหน้าขาด้วยท่าทางคิดหนัก

“ซื่อบื้อค่ะ หายซื่อบื้อ!”

“ใช่! หายซื่อบื้อ!” ทั้งสี่ทิศ ภาสกร แก้วกานต์ และนักรบต่างพร้อมใจประสานเสียงราวกับนัดหมาย ทำเอาคนถูกตอกย้ำยิ่งอยากหายตัวไปมากยิ่งขึ้น ดูเอาเถอะ ไม่มีความเห็นใจ ไม่มีคำปลอบโยน มีแต่คำด่า คำประณาม ที่ราวกับต้องการฆ่าเขาให้ตายทั้งเป็น

“ผมรู้ว่าผมมันบ้า โง่ งี่เง่า ซื่อบื้อ ไม่มีความรับผิดชอบ อะไรอีกล่ะ อยากจะด่าอะไรก็ด่ามาเลย เพราะตอนนี้มันก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อยู่แล้ว” คนมีแอลกอฮอล์อยู่ในกระแสเลือดโวยลั่น ทุกคนในห้องเงียบกริบ แต่ไม่ใช่เพราะยอมจำนนต่อคำประชดประชันนั้น

สี่ทิศส่ายหน้าไปมา บ่งบอกว่าผิดหวังกับการกระทำของคนเป็นน้อง ขณะที่ภาสกรได้แต่กอดอกนิ่ง ดวงตาคมไร้วี่แววทะเล้นเช่นเคยกำลังนิ่งคิด และวูบหนึ่งนั้นมีความรู้สึกผิดแฝงอยู่

ขณะที่นักรบและต้องตาต่างจ้องคนโวยด้วยสายตาไร้ความนับถือ คงมีเพียงแก้วกานต์เท่านั้นที่กล้าเอ่ยแทนพี่น้องคนอื่นๆ

“พี่ขุนนี่นอกจากจะโง่ งี่เง่า บ้าบอ ซื่อบื้อ ไร้ความรับผิดชอบแล้วยังจะอ่อนแอด้วย รู้ตัวหรือเปล่าคะ” คนเกิดหลังสองนาทีจ้องคนเกิดก่อนตาเขม็ง “เรื่องง่ายๆ แค่นี้คิดไม่ออกหรือคะว่าต้องทำยังไง”

“ถ้ารู้ว่าต้องทำยังไงแล้วพี่จะมานั่งให้โดนด่าอยู่ทำไมล่ะ” ขุนศึกตอบกลับหน้ายุ่ง มือหนาทึ้งผมเพราะอาการปวดศีรษะยังคงกระหน่ำซ้ำเติม ไม่ว่าจะเป็นเพราะแอลกอฮอล์ที่ดื่มลงไป หรือจะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นก็สุดจะรู้

“ก็เพราะโง่อย่างนี้ไงเล่า จะไม่ให้บอกว่าโง่ได้ยังไง” ภาสกรเสริมเสียงขุ่น “นายก็คือนาย ผู้ชายคนนั้นก็คือผู้ชายคนนั้น นายเลิกคิดว่านายจะเป็นเหมือนเขาสักทีได้ไหม”

“และถ้าพี่ขุนกลัวว่าตัวเองจะเป็นเหมือนเขานัก พี่ขุนต้องพยายามทำให้ดีกว่าเขาสิคะ นี่อะไร ปล่อยพี่เคทหลุดมือไปได้ยังไง โดยเฉพาะมีคนจ้องจะรับอยู่แบบนี้ คนรักกันเขาไม่ทำแบบนี้หรอกนะคะ” แก้วกานต์ใส่ไม่ยั้ง

“แล้วคุณสามมั่นใจได้ยังไงว่าหมอวีร์คนนั้นจะดูแลพี่เคทได้ดีกว่าที่คุณสามเคยทำ คุณสามเคยถามพี่เคทเขาหรือเปล่าว่าพี่เคทต้องการอะไร”

“ก็เพราะเคยถามไง พี่ถึงต้องยอมปล่อยเขาไป” พูดออกไปแล้วก็ได้แต่ซบหน้ากับมือตัวเองนิ่ง ทุกคำตอกย้ำให้รู้ว่าเขาโง่มากแค่ไหน

“ถาม...แล้วได้คำตอบว่ายังไง” สี่ทิศที่นั่งนิ่งถามเสียงเรียบ คนถูกถามสะอึกพูดไม่ออก เพราะคำตอบที่เธอเคยให้เสมอมา...มันคือเขา ไม่ใช่ผู้ชายคนอื่น

“โง่” ภาสกรสำทับอีกหน “แทนที่มีคู่แข่งจะรู้จักสู้ กลับปล่อยเคทไปง่ายๆ ฉันไม่รู้จะสรรหาไหนมาด่านายแล้วเนี่ย ผู้หญิงดีๆ อย่างเคทหาได้ตามเซเว่นหรือยังไง ถึงได้ทิ้งเขาน่ะ”

“ก็ผมคิดว่าปล่อยเขาไป เขาน่าจะมีความสุขมากกว่า อย่างน้อยผมก็ให้ในสิ่งที่เขาต้องการไม่ได้” ปลายเสียงแผ่วเบาจนคนฟังรู้สึกใจหาย

“พี่ขุนรู้ไหมคะ ผู้หญิงเราไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าคนที่เรารัก และเขาก็รักเราหรอกนะคะ” แก้วกานต์เปลี่ยนระดับโทนเสียง มือนุ่มแตะไหล่พี่ชายฝาแฝดพร้อมออกแรงบีบเบาๆ “ในเมื่อพี่ขุนรักพี่เคท พี่ขุนก็อย่าปล่อยมือจากพี่เคทสิคะ”

“พี่ทำไม่ได้ แก้วไม่เข้าใจหรือไง พี่ไม่อยากเป็นเหมือนผู้ชายคนนั้น ไม่อยากให้เคทเป็นเหมือนแม่ ไม่อยากให้เขาเสียใจเหมือนแม่ ไม่อยากให้เขาร้องไห้เพราะพี่ แก้วเข้าใจไหม”

“ก่อนที่แม่นายจะร้องไห้” สี่ทิศเอ่ยเสียงเนิบ “แม่ฉันร้องไห้มาก่อน”

“และแม่ฉันก็ตายตั้งแต่ฉันอายุได้แค่อาทิตย์เดียว” ภาสกรแจ้งให้น้องชายได้เห็นข้อเท็จจริง “แล้วดูทุกวันนี้สิ ทั้งคุณหญิง ทั้งแม่นาย ทั้งแม่ของแตงจ๋า พวกท่านไม่ได้ร้องไห้เพราะผู้ชายคนนั้นอีกต่อไปแล้ว เพราะอะไร”

ภาสกรถามให้คิด และตอบให้เสียเอง “เพราะท่านอยู่กับปัจจุบัน ท่านไม่ได้จมปลักอยู่กับอดีต นายเลิกเปรียบเทียบตัวเองกับผู้ชายคนนั้นเสียทีเถอะ ท่านไม่อยู่แล้ว นายเป็นตัวนาย และนายรักเคทนั่นแหละความจริง”

“แต่ว่าผม...”

“คุณแม่บอกว่าพี่เคทน่ารัก คุณแม่ชอบ” เด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยเสียงแผ่ว สายตาทุกคู่จ้องมองมาที่คนต้นเรื่องนิ่ง

“ทีนี้รู้หรือยังว่าต้องทำยังไง”

ความเงียบทำให้สี่ทิศและภาสกรต้องส่ายหน้าด้วยความไม่สบอารมณ์ ก่อนจะเป็นพี่ชายคนรองที่เดินมานั่งข้างพร้อมล็อกคอตัวต้นเรื่องด้วยแขนข้างหนึ่งแน่น

“ถ้ายังไม่รู้ฉันจะสงเคราะห์ให้”

“อะไรครับ”

“ไปขอคืนดีกับเขาซะ”

“แต่ว่าผมบอกเลิกเคทไปแล้วนะครับ” ขุนศึกแย้งความจริงในปัจจุบัน ภาสกรส่ายหน้าระอา

“บอกเลิกได้ก็ขอคบใหม่ได้ กล้าปะล่ะ”

“หรือว่ายังขี้ขลาด” สี่ทิศสบประมาทหวังเรียกแรงฮึด แต่เหมือนขุนศึกจะยุให้ฮึดไม่ขึ้น ถึงได้แต่นั่งก้มหน้าไม่ยอมสบตาใครดุจเดิม

ใช่! เขาขี้ขลาด...มากด้วย

ขุนศึกตอบตัวเองในใจ เขาบอกเลิกเธอ ทำตัวงี่เง่า บ้าบอ ไม่ถามเหตุผล ไม่ปกป้องคนที่ตัวเองรัก แต่กลับผลักไสเธอไปให้คนอื่นเพียงเพราะเหตุผลโง่ๆ ของตัวเอง แต่แล้วสุดท้ายเขาเหลืออะไรบ้าง เขาไม่เหลืออะไรเลย เจ็ดปีที่คบกัน ตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายเขามีเธอมาเสมอ มันยังพิสูจน์ไม่ได้อีกหรือว่าเขาไม่เหมือนผู้ชายคนนั้น แต่แล้วเขาก็เลือกที่จะทำร้ายเธอ ทำให้เธอเสียใจ แค่คำว่ารักเขายังไม่กล้าที่จะเอ่ยด้วยซ้ำ

“ถ้าคุณสามไม่ทำ คุณสามก็จะเสียพี่เคทตลอดไป อย่าลืมนะครับว่ามีคนจ้องจะรับช่วงต่ออยู่” น้องชายย้ำ และพี่ชายคนรองก็เสริมต่อ

“นักรบพูดถูก แล้วอย่ามาเสียใจทีหลังก็แล้วกัน”

 

แสงตะวันลาลับ เหลือทิ้งไว้เพียงนภาสีหม่นที่ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความมืดมิด กี่ชั่วโมงกันแล้วที่รมิตายังคงนั่งอยู่ตรงนี้ เธอกลับมาที่บ้านเพราะคิดถึงจุดหมายอื่นใดไม่ออก แต่แล้วกลับรู้ตัวว่าคิดผิด บ้านหลังนี้มีความทรงจำเกี่ยวกับเขามากเกินไป และนั่นยิ่งทำให้เธอเอาแต่กอดตัวเองไว้แน่น น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลรินไม่ขาดสายราวกับว่ามันสามารถผลิตออกมาได้ตลอดเวลา รอบกายยังคงมีภาพของเขาวนเวียนเต็มไปหมด ภาพที่เขาหนุนตักเธอขณะดูหนังด้วยกันยังติดตาไม่จางหาย ดูเถอะ แม้แต่ในเวลานี้เธอก็ยังคงคิดถึงเขา คิดถึงคนใจร้ายคนนั้น คนที่ไม่ให้โอกาสเธอได้ตั้งตัว เขามาเพื่อบอกลาและจากไป

‘เราเลิกกันเถอะ’

เดือนกว่าที่ไม่ได้เจอกัน เขาทักทายเธอประโยคแรกด้วยคำลา และเหตุผลที่เธอยังไม่เข้าใจจนตอนนี้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร

‘พี่เบื่อ’

เธอทำผิดอะไรกันหนอเขาถึงได้เอ่ยคำนั้นออกมา เธอทำเรื่องไหนผิดพลาดกัน ทำไมเขาถึงต้องทิ้งเธอ ทำไมเขาถึงได้เอ่ยคำนั้นกับเธอ เธอทำผิดอะไร รมิตาอยากตะโกนถามแต่ทุกอย่างกลับจุกอยู่ที่อก เธอพูดไม่ออก คิดไม่ออกด้วยซ้ำว่าจะทำอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะเรื่องสำคัญที่เธอตั้งใจจะบอกเขา เธอวาดฝันไว้เสียมากมายว่าเขาจะยินดี ยินดีกับสิ่งที่ถือกำเนิดในตัวเธอนี้

มือนุ่มยกขึ้นสัมผัสที่หน้าท้องกว่าสิบสัปดาห์ของตนเองเบาๆ วันเวลาที่เธอคาดคะเนจากวันสุดท้ายของรอบเดือนและช่วงเวลาที่มีอะไรกัน เกือบสามเดือนแล้วที่เขาอยู่ตรงนี้ รมิตายิ้มเศร้า อาการที่เกิดขึ้นในระยะหลังคงเป็นการแผลงฤทธิ์ของคนในท้อง คิดดูแล้วเธอก็ช่างใจง่ายเหลือเกิน ง่ายไปเสียหมดทุกอย่าง ทั้งตกหลุมรักเขาง่ายๆ ตอบตกลงคบกับเขาง่ายๆ ยอมเป็นของเขาง่ายๆ เพราะหวังว่ารักครั้งนี้จะยืนยาว และวันนี้...เลิกรากับเขาง่ายๆ เพียงเพราะเขาเอ่ยปาก

รมิตาผู้น่าสงสาร เธอช่างโง่เหลือเกิน ก่นด่าตัวเองซ้ำๆ แล้วจากนี้ชีวิตเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป

‘ท้องไม่มีพ่อ’ ลูกอกตัญญูเช่นเธอ พ่อแม่ส่งให้มาเรียนถึงเมืองกรุงกลับคบหากับผู้ชายตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ทำตัวมักง่ายอยู่กินโดยไม่แต่งงาน แล้ววันนี้วันที่เธอมีสายเลือดครึ่งหนึ่งของเขาในท้อง ลูกของเธอต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าที่พ่อของเขายังไม่รู้ว่าลูกมีตัวตนด้วยซ้ำ

“ลูกจ๋า แม่จะทำยังไงต่อไปดี”

เสียงหวานสั่นไหวยามเอ่ยถามคนที่อยู่ในท้อง คนที่ต่อไปนี้จะมีเพียงเธอและเขา ร่างบอบบางล้มตัวลงนอนราบตามความยาวของโซฟา เฝ้าคิดทบทวนของเรื่องราวที่ผ่านมาด้วยหัวใจที่แหลกสลาย หลายครั้งหลายหนที่ขุนศึกบ่ายเบี่ยงยามเมื่อเธอไถ่ถามถึงอนาคต บ่อยครั้งที่เขาทำให้เธอเสียใจเพราะความไม่ชัดเจน และก็เป็นเธอเองที่ต้องง้องอนทั้งที่รู้ว่าไม่ใช่ความผิดของตน

‘…เราก็มีความสุขกันดีไม่ใช่เหรอที่เป็นแบบนี้’

ในเมื่อเธอทำเหมือนที่เคยทำ อยู่ในส่วนของตัวเองอย่างที่เขาต้องการ แล้วอะไรที่ทำให้เขาต้องเอ่ยคำลา...เพราะอะไรกัน

“เรามีความสุขกันดีไม่ใช่เหรอคะ”

เสียงสะอื้นไห้เอ่ยถามสายลมที่พัดผ่าน ในเมื่อไม่มีอะไรเปลี่ยนแล้วอะไรกันที่ทำให้ความรักของเรามันจบลง ความรักที่เธอเฝ้าทะนุถนอมประคับประคองมันมาด้วยกัน หรือเรื่องราวทั้งหมดเธอคิดไปเอง...เขาไม่เคยรัก ไม่เคยแม้จะเอ่ยคำนั้นด้วยซ้ำ

ปล่อยให้น้ำตารินไหลออกมาอย่างช้าๆ เฝ้าทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาด้วยหัวใจที่เจ็บหนึบ เส้นทางข้างหน้ามืดมนเสียจนเธอหาทางออกไม่เจอ เธอจะบอกผู้คนรอบข้างได้อย่างไรเมื่อถูกถามว่าท้องกับใคร เธอจะทนรับสภาพเช่นนั้นได้มากแค่ไหน หากไม่รักทำไมเขาถึงให้ความหวังด้วยคำสัญญา คำที่บอกให้รอ แล้ววันนี้ทุกอย่างกลับจบลงเพียงเพราะเขาเอ่ยคำว่า ‘เบื่อ’ ...เคยมีใครบอกไว้ คำว่ารักของคนรอคงไม่มีค่าพอสำหรับคนที่ต้องการจะไป ต่อให้รั้งด้วยคำว่ารักมากมายแค่ไหนสุดท้ายคนที่เจ็บก็มีเพียงเธอคนเดียว

รมิตาปล่อยความอ่อนแอให้ออกไปพร้อมหยาดน้ำตาจนสาแก่ใจ ก่อนจะลุกขึ้นมายืนอีกครั้งเมื่อรู้ตัวดีว่าการที่เธอปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้านั้นมันไม่มีประโยชน์ อย่างน้อยเมื่อถึงเวลาอาหารเย็นเธอก็ต้องรับประทาน แม้จะไม่หิวแต่ลูกในท้อง ชีวิตน้อยๆ ที่กำลังถือกำเนิดขึ้นในนี้เขายังต้องการอาหาร ร่างสมส่วนจึงประกอบอาหารง่ายๆ ให้ตนเอง ก่อนจะนั่งกินในครัวเล็กๆ นั้น ความเงียบเหงา อ้างว้าง เดียวดายทั้งที่เคยมีใครร่วมโต๊ะอยู่แทบทุกวันทำให้อดไม่ได้ที่จะนึกถึง ภาพของเขายามเดินอยู่ในครัวเล็กๆ แห่งนี้ ทำอาหารให้เธอ นั่งชิมขนมสูตรใหม่ๆ โดยไม่มีบ่น อยู่เคียงข้างกันเสมอจนเธอคิดว่าคงเป็นรักนิรันดร์ แต่วันนี้เขากลับจากไป

เวลาชั่วข้ามคืนไม่อาจเปลี่ยนให้คนอ่อนแอกลายเป็นคนเข้มแข็งได้ แต่เพื่อใครอีกคนในนี้ มือนุ่มลูบไล้แผ่วเบา เธอหวังว่าสักวันตนเองจะเข้มแข็งขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่

“แม่สัญญานะคะ แม่จะดูแลหนู ทดแทนในสิ่งที่หนูไม่มีเหมือนคนอื่น”

เสียงหวานเจือสะอื้นเว้นจังหวะเมื่อเอ่ยประโยคต่อมา ประโยคที่ฝากไปถึงใครบางคน

“พี่ขุนคะ พี่ขุนรู้ไหมว่าเรากำลังจะมีลูกด้วยกัน”

 

“เคท!”

ร่างสูงสะดุ้งเฮือกเหงื่อกาฬไหลท่วมตัวราวกับผ่านการวิ่งมานับพันไมล์ เพดานสีขาวสะอาดทำให้ขุนศึกรู้ตัวว่าเขาแค่ฝันไป อกหนาผ่อนลมหายใจออกยาวก่อนจะล้มตัวลงนอนราบตามเดิม จบกระบวนการซักฟอกของพี่น้องร่วมสายโลหิตเขาก็ได้รับคำสั่งเร่งด่วนให้คิดใหม่ทำใหม่เพื่อหัวใจของตัวเอง อาการปวดตุบในหัวบรรเทาลงไปมาก แต่กระนั้นก็ยังรู้สึกวิงเวียน เวลานี้ก็เพิ่งจะเที่ยงคืนเท่านั้นเอง ดวงตาคมมองเลยไปที่นาฬิกาหัวเตียงก่อนวกกลับมามองที่เพดานสีขาวอีกหน เฝ้าบอกตัวเองให้พยายามข่มตาหลับ แต่ภาพในความฝันยังคงตามหลอกหลอนจนต้องเบิกตาโพลงไว้อย่างนั้น ใบหน้าหวานเศร้าของรมิตาอยู่ห่างแค่เอื้อม แต่เมื่อเขายื่นมือเข้าไปหาเธอกลับถอยห่าง ดวงตาที่มองมาทั้งเจ็บปวดและโกรธเคืองยามที่เขาเอื้อมมือเข้าไปหา เลือดสีแดงสดค่อยๆ ห่อหุ้มร่างบาง กลิ่นคาวคละคลุ้งทำให้เขาต้องร้องเรียก แต่เธอกลับยิ่งถอยห่าง...ห่างออกไป

“เคท” เสียงทุ้มแห้งผากยามเอ่ยชื่อนั้น “เคทจะยอมให้โอกาสผู้ชายโง่ๆ คนนี้อีกสักครั้งได้ไหม”

 

เมอร์เซเดส-เบนซ์สปอร์ตสีดำเลียบจอดหน้าบ้านหลังเล็กในเวลาเจ็ดนาฬิกาตรง หลังจากที่ก่อนหน้าได้แวะไปดูที่ร้านเบเกอรี่พร้อมสอบถามได้ความว่าเจ้าของร้านสาวยังไม่เข้าไป ใบหน้าคมคายถูกคาดทับด้วยกรอบแว่นสีชาหันมามองคนนั่งข้างด้วยสายตาขุ่นเคือง

“ลงไปได้แล้ว และห้ามทำอะไรโง่ๆ อีก เข้าใจไหม” ภาสกรสั่งเสียงเข้มแกมดุ ขณะที่ลูกคู่อย่างแก้วกานต์และนักรบที่นั่งอยู่ตอนหลังรีบชะโงกหน้าเข้ามาสำทับ

“ถ้าทำไม่ได้ ไม่ต้องกลับบ้านนะคะ” น้องสาวสองนาทีบอกพร้อมส่งสายตาเอาเรื่องมาให้อย่างเปิดเผย

“แล้วก็ไม่ต้องโผล่ไปที่คอนโดด้วยนะครับ”

“รู้แล้วน่า” คนถูกสั่งตีหน้ายุ่ง

ร่างสูงในชุดเมื่อวานก้าวลงจากรถเพื่อตัดบท หากอยู่ต่ออีกนิดเขาคงหูชาเพราะถูกพี่น้องเฉ่งอีกรอบ โชคดีแค่ไหนแล้วที่สี่ทิศพาต้องตากลับไปก่อนตั้งแต่เมื่อคืน ขุนศึกคิดพลางยกมือขึ้นลูบหน้าเสยผมของตัวเองให้เข้าที่อีกนิด รวบรวมกำลังใจอีกหน่อย เมื่อคล้อยหลังเมอร์เซเดส-เบนซ์คันหรูของผู้เป็นพี่ก็ตัดสินใจยื่นมือเข้าไปกดออดหน้าบ้านอย่างขลาดๆ ใจสั่นไหวยามเฝ้ารอที่จะพบหน้าเจ้าของบ้าน รมิตาจะยังต้อนรับเขาอยู่อีกไหมในเมื่อเขาทำร้ายจิตใจเธอมากถึงเพียงนั้น ขุนศึกได้แต่ครุ่นคิดขณะยืนรออยู่นอกประตูรั้ว

ใบหน้าคมมีร่องรอยของคนไม่ได้นอนมาเกือบทั้งคืน หลังจากสะดุ้งตื่นเพราะความฝันประหลาด เขาก็เอาแต่กระสับกระส่ายนอนไม่หลับ และท้ายที่สุดก็ลืมตาโพลง คิดถึงใบหน้าของหญิงสาวที่อยู่ในความคิดคำนึง เรียบเรียงถ้อยคำมากมายเพื่อบอกกับเธอว่าเขาเสียใจแค่ไหนที่เอ่ยคำนั้นออกมา

เสียงออดหน้าบ้านทำให้คนที่กำลังแต่งตัวเพื่อออกไปทำงานชะงักมือที่กำลังใส่ต่างหูให้กับตนเอง เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วเอกวีร์โทรศัพท์มาหาเพื่อบอกว่าเขาจะเข้ามารับเธอออกไปที่ร้านพร้อมกัน แม้ไม่ได้รู้สึกกับหมอหนุ่มเกินกว่าคำว่าเพื่อน แต่เวลานี้เธอไม่ไว้ใจให้ตนเองอยู่เพียงลำพังเช่นเดียวกัน หากพอจะมีวิธีเบี่ยงเบนความสนใจของเธอออกจากความเศร้าหมอง รมิตาก็พร้อมที่จะทำ เพราะเมื่อใดก็ตามที่เธอหยุดความคิด ภาพของผู้ชายใจร้ายคนนั้นก็จะกลับเข้ามาทำให้หัวใจที่เจ็บช้ำราวระบมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างสมส่วนในชุดกระโปรงสีหวานเปิดประตูออกมาเพื่อมองดูว่าเอกวีร์ได้มาถึงตามที่บอกไว้หรือยัง เงาตะคุ่มที่ยืนอยู่นอกรั้วทำให้รมิตาตัดสินใจที่จะเดินลงมาดูใกล้ๆ แล้วก็ต้องชะงักนิ่งเมื่อได้สบดวงตาคู่คมที่กำลังมองมายังจุดที่เธอยืนอยู่

หญิงสาวรีบหมุนตัวกลับทันทีเพราะหวังที่จะหนี แต่ขุนศึกไม่ยอมให้เธอทำเช่นนั้น เขาเอ่ยเรียกเสียงดังเมื่อได้รับการต้อนรับต่างจากที่คิดไว้

“เดี๋ยวก่อนเคท!”

ร่างบางหยุดชะงัก รมิตาหายใจเข้าปอดลึกก่อนจะค่อยๆ หมุนกายกลับมามองคนที่ยืนเกาะรั้วด้วยสายตาที่ขุนศึกไม่กล้าอ่าน ความว่างเปล่าในดวงตาคู่ที่เคยมีความรักเอ่อล้นปรี่เขาไม่กล้าแม้แต่จะมองสบด้วยซ้ำ

“คุณมาที่นี่อีกทำไม”

สรรพนามที่ใช้ห่างเหิน เสียงที่เอ่ยถามทั้งเฉยชาและเย็นเยียบจนคนฟังใจหายวาบ เขากลายเป็นคนอื่นไปแล้วหรืออย่างไร ร่างสูงคิดก่อนจะพยายามส่งยิ้มให้

“พี่มีเรื่องอยากจะคุยด้วย” เขาตอบเสียงแผ่ว ขณะที่เจ้าของบ้านกอดอกเชิดหน้า เผยให้เห็นน้ำสีใสขังคลอที่ขอบหน่วย ใกล้เพียงแค่รั้วกั้นแต่เขากลับรู้สึกห่างไกลราวกับอยู่คนละมุมโลก

“แต่ฉันไม่มี”

อีกหนที่สรรพนามแทนตัวเปลี่ยนไป แต่คนฟังไม่สามารถโทษใครได้นอกจากตัวเอง ขุนศึกพยายามยิ้มรับความห่างเหินนั้น แม้ว่าใจจะเจ็บแปลบมากเท่าใดก็ตาม

“พี่ขอเข้าไปคุยด้วยหน่อยได้ไหม”

“อย่าเลยค่ะ เพราะฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ”

รมิตาตอบเสียงเรียบ ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าไปในบ้านก่อนที่น้ำตาที่กักเก็บไว้จะล้นปรี่ไหลรินออกมาประจานความอ่อนแอ ทิ้งให้คนยืนเกาะรั้วได้แต่มองตามหลังด้วยความปวดร้าวที่มีมากไม่แพ้กัน มือทั้งสองข้างในวันนี้รั้งเธอไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เขาโง่เองที่คิดจะปล่อยเธอไป ความผิดทั้งหมดเป็นเพราะเขาเอง

เสียงเครื่องยนต์แล่นเอื่อยเข้ามาจอดเทียบใกล้ จนรู้สึกถึงไออุ่นของตัวถัง ขุนศึก อธิรักษ์โยธิน รีบหันกลับมอง ก่อนจะพบบีเอ็มดับเบิลยูสีบรอนซ์เงินที่ทำเอาใบหน้าคมเคร่งขรึมขึ้นมาแทบจะทันที

“อ้าว คุณขุน สวัสดีครับ”

คำทักทายที่มาพร้อมรอยยิ้มระรื่นทำเอาวิศวกรหนุ่มถึงกับสะดุดหูที่มันรื่นเริงเกินความพอดี และคำถามที่ผุดขึ้นมาในตอนนี้คือนายแพทย์หนุ่มมาที่นี่ทำไม

“สวัสดีครับคุณหมอ มาเยี่ยมคนไข้แถวนี้หรือครับ”

ประโยคคำถามแฝงความนัยให้หมอหนุ่มรับมุกต่อ แต่คนเจนจัดในเรื่องแข่งขันเช่นนายแพทย์เอกวีร์กลับทำเพียงกระตุกยิ้มที่มุมปาก ขายาวก้าวเข้าไปยืนประจันหน้า ดวงตาเข้มใต้แว่นไร้กรอบมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย้ยหยัน มือข้างหนึ่งเอื้อมข้ามไหล่คนตรงหน้าเพื่อกดออดที่อยู่ติดกับกำแพงรั้วด้านหนึ่ง

“เปล่าครับ ผมมารับคุณเคท”

น้ำเสียงที่ใช้และประโยคที่ตอบกลับทำให้คนฟังชาหนึบไปทั้งหัวใจ เขารู้ว่าช่วงเวลาที่ห่างกันนายแพทย์หนุ่มคือสารถีที่รับส่งหญิงสาวเช้าเย็น และเขา ‘เคย’ อยากให้มันเป็นเช่นนั้น แต่ในวันนี้วันที่สถานะของเขาเปลี่ยนไป เขากลับไม่รู้สึกยินดีกับมันเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะในวันที่เขากลายเป็นคนอื่นอย่างวันนี้

“พูดผิดหรือเปล่าครับ”

“ไม่ผิดหรอกค่ะ เขามารับฉัน”

เสียงหวานคุ้นหูจากด้านหลังทำให้วิศวกรหนุ่มได้แต่ยืนอึ้ง เมื่อรมิตาก้าวผ่านประตูรั้วออกมายืนตรงกลางระหว่างชายหนุ่มทั้งสอง รอยยิ้มหวานถูกส่งผ่านไปให้ใครอีกคนขณะที่เขาได้รับเพียงความว่างเปล่ากลับมาเท่านั้น

“เคท”

“ขอตัวก่อนนะคะ”

ท่าทางเด็ดเดี่ยวทำให้ขุนศึกต้องล่าถอยเมื่อเอกวีร์เปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับให้หญิงสาว และเธอก็ก้าวขึ้นไปนั่งโดยไม่สนใจคนมองเช่นเขาอีก จะทำอย่างไรได้เล่าในเมื่อเขาเป็นคนทิ้งเธอไปเอง เอกวีร์หันมาส่งยิ้มเยาะให้เพียงนิด ก่อนอ้อมไปขึ้นรถฝั่งคนขับ ต่อไปนี้หน้าที่นั้นจะไม่ใช่ของเขาอีกต่อไป ไฟท้ายรถห่างออกไปจนกระทั่งลับสายตา แต่คนมองตามยังคงยืนอยู่กับที่ ไม่ไปไหน เขาคงไม่มีโอกาสแล้วจริงๆ

มือบางยกขึ้นลูบหน้าท้องของตนอย่างเผลอไผลเมื่อภาพของใครคนนั้นหายไปจากจุดโฟกัสของกระจกด้านข้างที่เธอนั่งมองตั้งแต่รถเคลื่อนตัวจากมา ดวงตาคมเว้าวอนยามเมื่อเธอก้าวเดินผ่านและมองเขาเป็นอากาศธาตุ ไม่ใช่เพียงเขาหรอกที่เจ็บปวด เธอเองก็เจ็บไม่แพ้กัน เจ็บที่ต้องพยายามตัดใจทั้งที่ความรักยังล้นเอ่ออยู่ในหัวใจดวงนี้ ความรักที่จะไม่มีวันจางหาย

“คุณเคทครับ” เสียงนุ่มทุ้มของคุณหมอหนุ่มเรียกสติของคนที่จมอยู่กับความคิดให้หันกลับมามอง

“คะ”

ท่าทางของหญิงสาวที่แสดงออก ความเงียบเหงาที่มาพร้อมกับดวงตาหม่นเศร้า ไม่ใช่เขาไม่รู้สึก หมอเอกวีร์จับความรู้สึกนั้นได้ตั้งแต่วินาทีที่เธอปรากฏตัว บรรยากาศความเหินห่างของชายหนุ่มหญิงสาว คนนอกที่เฝ้าสังเกตการณ์เช่นเขาดูออกแทบจะทันทีว่าคนทั้งคู่กำลังมีปัญหา

“คุณเคทจะเข้าไปที่ร้านเลยใช่ไหมครับ”

คำถามของหมอหนุ่มทำให้คนนั่งข้างนิ่งเงียบ ดวงตาคู่สวยหม่นเศร้าครุ่นคิด...เธอมีที่ที่อยากไปมากกว่าที่ร้าน

“เคทอยากจะไปโรงพยาบาลค่ะ”

 





ฝากติดตามนิยายเรื่องอื่นๆ ด้วยนะคะ 







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

214 ความคิดเห็น