ดวงใจอธิรักษ์โยธิน

ตอนที่ 44 : ดวงใจขุนศึก : ตอนที่ 8

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,443
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    27 ส.ค. 63







ตอนที่ 8

 

‘หวังว่าพี่ชายอย่างคุณคงไม่คิดที่กีดกันผมนะครับ’

ประโยคที่หมอหนุ่มทิ้งท้ายไว้ก่อนจะลุกออกไปจากโต๊ะทำให้ขุนศึกได้แต่นั่งนิ่งตัวแข็ง...ถึงเวลาแล้วสินะที่จะมีใครสักคนดูแลเธอแทนเขา คนที่ยืนยันว่าทำได้ดีกว่าเขา แต่ทำไมก้อนเนื้อในอกซ้ายถึงได้ปวดแปลบแบบนี้ เขากำลังจะเสียเธอให้กับคนที่ดูแลเธอได้ดีกว่า คนที่ให้เธอได้มากกว่า เขาควรจะยินดีไม่ใช่หรือ

ร่างสูงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะเมินหน้าออกไปนอกหน้าต่าง รอยยิ้มถูกแต้มที่มุมปากหยัก ทั้งที่ควรจะทำให้ใบหน้าคมคายดูน่ามองกลับทำให้คนที่พบเห็นรู้สึกถึงความเศร้าในดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่บัดนี้มันจะทำได้เพียงมองเธออยู่ห่างๆ เท่านั้น

ขุนศึกยังคงทำหน้าที่ของตนอย่างไม่มีตกหล่น เขารอจนกระทั่งหญิงสาวปิดร้านก่อนจะขับรถไปส่งที่บ้านเหมือนเคย รมิตาดูสดใสขึ้นกว่าเมื่อเช้าจนคนมาส่งสังเกตได้ แม้ว่าจะมีเพียงบทสนทนาเรื่องทั่วๆ ไป แต่เขากลับมองเห็นความสดชื่นสดใสในแววตาคู่นั้น...หวังว่าเขาคงจะคิดถูก

มือหนาเอื้อมแตะหลังมือบางของคนเอนกายหลับอยู่ที่เบาะข้างคนขับ ออกแรงบีบกระชับแผ่วเบาอย่างไม่ให้เธอรู้ตัว เสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอดังคลอคู่กับเสียงเพลงจากรายการวิทยุยามดึก

แลนด์โรเวอร์สีดำมันปลาบจอดสนิทที่หน้าบ้านหลังเล็ก ขุนศึกมองเสี้ยวหน้าของผู้เป็นเจ้าของแล้วยิ้มออกมาบางๆ บ้านหลังนี้เขาคงไม่มีสิทธิที่จะเอ่ยคำว่าบ้านของเราอีกต่อไป ดวงตาหวานพริ้มหลับพร้อมรอยยิ้มแตะที่มุมปาก เพียงแค่นั้นก็มากพอที่จะทำให้คนมองรู้สึกอยากหยุดเวลาทั้งหมดไว้ในตอนนี้ ตอนที่เขายังมีเธออยู่ข้างกาย

ขุนศึกนั่งรออย่างใจเย็น ฟังเสียงผู้ดำเนินการทางวิทยุพูดคุยกับผู้ฟังทางบ้าน ก่อนจะเปิดเพลงสมัยนิยมเพิ่มบรรยากาศเงียบเหงาให้กับค่ำคืนที่อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะล่วงเข้าวันใหม่ มือข้างหนึ่งยกเกลี่ยปอยผมขึ้นทัดใบหูขาวให้คนหลับ เฝ้ามองดวงหน้าหวานที่อีกไม่นานคงไม่มีมีโอกาสได้เห็นในระยะเพียงลมหายใจกั้นเช่นนี้ เมื่อมีใครอีกคนเสนอตัวที่จะดูแลเธอเขาก็ควรที่จะปล่อยมือคู่นี้ให้ก้าวเดินต่อไป ก้าวไปบนหนทางที่เธอเฝ้าคอย ไม่ใช่เส้นทางมืดมนกับเขา

“สิ่งเดียวที่พี่หวัง คือทำให้เคทมีความสุขที่สุด แม้ว่าวันข้างหน้าจะไม่มีพี่อยู่ข้างกายก็ตาม เคทจะมี...คนที่รักเคท รักมากกว่าที่พี่เคยรัก”

 

หลังจากคลี่ผ้าห่มคลุมร่างบางในชุดนอนสีหวานเรียบร้อย ขุนศึกก็นั่งอยู่ที่ขอบเตียงนิ่งๆ เขาไม่ได้ล้มตัวลงนอนกอดเธอไว้อย่างที่ควรจะเป็น รมิตารู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในตอนที่เขาอุ้มเธอเข้าบ้าน หญิงสาวหลับลึกกว่าที่เคย อาจเพราะเหนื่อยจากงานที่มีมากขึ้น ขุนศึกจึงให้เธอเข้าไปอาบน้ำก่อน ขณะที่ตนเองจัดการปิดประตูดูแลความเรียบร้อยให้ เขาตั้งใจว่าจะกลับทันทีที่เธอออกมา แต่ดวงหน้าหวานใสยามคลี่ยิ้มพร้อมยื่นผ้าขนหนูมาให้นั้นทำให้เขาปฏิเสธไม่ออก บางครั้งความเคยชินก็ทำร้ายคนที่ได้รับจนเจ็บแปลบ เขารับมาถือและหายเข้าไปในห้องน้ำที่เธอเพิ่งจากมา อีกสักครั้ง...ครั้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะปล่อยเธอให้ไปเป็นของใคร เขาคิดเพียงเท่านั้นระหว่างที่ปล่อยให้สายน้ำชุ่มชื่นได้รินรดหัวใจที่แห้งผาก แต่มันกลับไม่สามารถทำให้ความเจ็บปวดเหล่านั้นบรรเทาลงได้เลยแม้แต่น้อย

รมิตาหลับไปแล้วในตอนที่เขาก้าวออกมาพร้อมเสื้อผ้าชุดใหม่ บ้านหลังนี้แทบจะมีข้าวของของเขาอยู่ครบครัน มากกว่าอยู่ที่บ้านของตนเองด้วยซ้ำ ภาพวันเก่าๆ ยามที่เขาและเธออยู่เคียงข้างกันยังคงมีความทรงจำอยู่ในทุกจังหวะที่ก้าวเดินเข้าไปหาคนบนเตียง นั่งมองด้วยสายตาที่ราวกับต้องการตราตรึงภาพนั้นไว้ในส่วนลึกของหัวใจ เขาจะเก็บเธอเอาไว้ ผู้หญิงที่เขา...รักมากเหลือเกิน

“พี่จะต้องไปตรวจงานที่ต่างจังหวัดสักสองอาทิตย์นะ”

ขุนศึกเอ่ยในเช้าวันรุ่งขึ้น วันนี้รมิตาไม่มีอาการหนักอย่างสองสามวันก่อน เธอเวียนศีรษะแต่ไม่ถึงขั้นอาเจียน แต่ถึงอย่างนั้นขุนศึกก็ให้เธอนอนพักอยู่นิ่งๆ ขณะที่ตนลุกออกไปทำอาหารเช้า และเมื่อหญิงสาวออกมาเขาก็พูดสิ่งที่คิดมาทั้งคืน เขาควรหายตัวไปจากชีวิตของเธอสักพักเพื่อให้นายแพทย์หนุ่มได้ทำหน้าที่ดูแลเธอ เมื่อถึงเวลานั้นหัวใจของหญิงสาวอาจมีพื้นที่สำหรับเขาน้อยลง และเปิดรับใครคนใหม่เข้ามามากยิ่งขึ้น ตรรกะความสัมพันธ์ควรเป็นเช่นนั้นแต่ขุนศึกคงจะลืมนึกไปว่าหัวใจไม่สามารถใช้ตรรกะใดๆ กับมันได้ วันที่ต้องห่างกลับยิ่งทำให้นึกถึง รมิตาจึงมีท่าทางชะงักนิ่งเมื่อเขาเอ่ยคำนั้นจบลง

“เมื่อไหร่คะ”

ถามเสียงแผ่วเนื่องจากเกิดความรู้สึกวูบไหวที่เคยหวาดหวั่นชัดเจนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สองอาทิตย์นานเกินไป นานกว่าทุกครั้งที่เขาไป แม้จะมีหลายครั้งที่ขุนศึกต้องไปนานนับเดือน แต่เขาก็จะกลับมาทุกวันหยุด ก่อนที่จะไปอีกครั้งในต้นสัปดาห์ต่อมา แต่น้ำเสียงราบเรียบและใบหน้าเฉยชาทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา ความห่างไกลไม่ใช่ไม่เคยเจอ แต่ระยะหลังเธอกับเขาทะเลาะกันถี่ขึ้นจนอดไม่ได้ที่จะหวั่นใจ โดยเฉพาะคำที่เขาตอบกลับมา

“พี่จะไปพรุ่งนี้”

เสียงที่ตอบกลับไม่ต่างจากท่าทางเฉยเมยแม้แต่น้อย ขุนศึกมองเห็นอารมณ์ไหววูบในแววตาของอีกฝ่าย แต่ก็ต้องทนเงียบ แสดงออกเพียงความเฉยชาให้คนตรงหน้าได้รับรู้เท่านั้น

อาหารเช้าที่ชายหนุ่มลุกขึ้นมาทำดูฝืดคอจนรมิตารับประทานต่อไม่ลง รวบช้อนที่เพิ่งตักไปได้ไม่กี่คำไว้ที่มุมหนึ่งของจานก่อนยกแก้วน้ำขึ้นจิบ ท่าทางที่บอกว่าเธออิ่มทำให้คนทำต้องลดช้อนที่กำลังตักอาหารลงเช่นเดียวกัน

“อิ่มแล้วเหรอ”

“ค่ะ” ตอบพร้อมหลบตาที่มองมาคล้ายกับห่วงใย แต่เพียงวูบเดียวเท่านั้นทุกอย่างก็จางหาย

ขุนศึกลุกขึ้นเก็บอาหารบนโต๊ะเมื่อเขาเองก็รู้สึกอิ่มขึ้นมาเช่นเดียวกัน ชายหนุ่มบอกให้เธอเข้าไปเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเพื่อจะได้ออกไปทำงาน ขณะที่ตัวเองจะใช้ห้องน้ำด้านนอกเพื่อความรวดเร็ว และยี่สิบนาทีต่อมาทั้งเขาและเธอก็เดินออกจากบ้านพร้อมกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่ ที่ขุนศึกเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืน เขาคิดที่จะเอาทุกอย่างที่เป็นของตนออกไปจากบ้านหลังนี้เพื่อเหลือความทรงจำเกี่ยวกับตัวเองให้น้อยที่สุด แต่ไม่หรอก...บางทีหากว่าสิ่งที่เขากำลังคิดที่จะทำอาจจะทำให้รมิตาโยนทุกอย่างทิ้งโดยไม่สนใจก็เป็นได้

เขาขับรถมาส่งเธอที่ร้านก่อนจะตรงไปที่บริษัท ต้องเปลี่ยนแผนงานที่เคยมอบให้วิศวกรคนอื่นดูแล เขาต้องออกเดินทางพรุ่งนี้เช้า ทั้งที่ความจริงไม่มีการตรวจงานมาก่อน แต่ไม่เป็นไร...ไปของานของพนักงานคนอื่นมาดูแลก็ได้ หายไปสักพักให้นานพอที่เธอจะได้เจอคนใหม่ พบคนใหม่และเปิดใจรับ ลืมไปเสียว่าเคยมีผู้ชายคนนี้อยู่ในส่วนหนึ่งของชีวิต เพื่อเธอเขาต้องทำ บอกตัวเองและก้าวเข้าไปหยุดที่หน้าประตูลิฟต์ของผู้บริหาร เขาต้องไปบอกพี่ชายทั้งสองไว้ว่าจะไม่อยู่สักพัก ทุกอย่างต้องจัดการให้เรียบร้อยเพื่อที่จะได้ไม่มีปัญหาในภายหลัง

 

เช้าวันต่อมาขุนศึกเลียบรถเข้ามาจอดรับรมิตาที่บ้านแต่เช้าตามปกติ หญิงสาวอยู่ในชุดพร้อมไปทำงานเรียบร้อย ร่างบางเยื้องย่างเข้ามาใกล้ ใบหน้าหวานดูแจ่มใสเพราะเจ้าตัวอาการดีขึ้นมากตามลำดับ แม้จะมีอาการวิงเวียนบ้างแต่ก็เป็นเฉพาะช่วงเช้าหรือเวลาลุกนั่งเร็วๆ เท่านั้น ภาวะเลือดจางทำให้รมิตาเลี่ยงที่จะไม่ใส่ใจ เพราะอาการเช่นนี้มักเกิดช่วงรอบเดือนของเธอกำลังจะมา ความคิดสะดุดหยุดลงพร้อมกับขาที่กำลังก้าวเข้าไปหาคนรัก

...รอบเดือน

“เป็นอะไรหรือเปล่า”

เสียงอ่อนโยนของขุนศึกที่ลงมาเปิดประตูไว้รอท่าทำให้รมิตาได้สติ ความคิดเมื่อครู่ถูกเก็บไว้เป็นการชั่วคราว ขาขาวภายใต้กระโปรงชีฟองสีโอลด์โรสก้าวเข้าไปหาพร้อมรอยยิ้มบางที่แต้มบนกลีบปากอิ่ม

“ไม่ได้เป็นอะไรค่ะ เคทแค่คิดอะไรเพลินๆ”

เธอตอบเลี่ยงพร้อมกวาดตามองร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินและกางเกงสแลคสีดำเข้าชุด สวมทับด้วยแจ๊คเก็ตเนื้อหนาปักโลโก้ของบริษัทไว้ที่อกซ้าย ภายในรถมีกระเป๋าเสื้อผ้าที่บรรจุของใช้ส่วนตัว หมวกนิรภัยสีขาว เอกสาร และแบบแปลนที่ม้วนเก็บอยู่ในกระบอกถูกวางไว้เคียงกันที่เบาะหลัง

ใจหาย...รมิตาบอกตัวเองเมื่อเห็นเขาก้าวขึ้นมาในรถ ประกายตาคมดูแห้งผาก ไร้ความชุ่มชื่นราวกับต้นไม้ที่กำลังจะตาย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงส่งยิ้มกลับมาให้

“ถ้าพี่ไม่อยู่แล้วเคทจะเดินคิดอะไรเพลินๆ แบบนี้ไม่ได้นะ ถ้าเป็นอะไรไปแล้วใครจะดูแล” เขาดุด้วยน้ำเสียงจริงจังเกินกว่าปกติ เพราะรู้ดีว่าตนคงไม่มีโอกาสได้ทำหน้าที่ดูแลเธออีกแล้ว

เมื่อเห็นใบหน้าหวานม่อยลง มือใหญ่ก็เอื้อมเข้ามาจับมือนุ่ม และบีบกระชับแน่น

“พี่ขอโทษ พี่แค่อยากให้เคทดูแลตัวเองมากๆ แม้ว่าพี่จะไม่ได้อยู่ด้วยก็ตาม”

“เคทรู้ค่ะ เคทดูแลตัวเองได้อยู่แล้วพี่ขุนก็รู้” เธอยิ้มเมื่อเห็นสายตาที่เขามองมามันจริงจังแต่ก็เศร้าจัดจนเธอรู้สึก “พี่ขุนไม่ต้องห่วงนะคะ พี่ขุนรีบทำงานแล้วรีบกลับมาหาเคทก็พอ”

จบประโยคคนฟังก็ถึงกับนิ่งไป เมื่อรู้ตัวดีว่าวันที่เขากลับมา มันคือวันที่เขาต้องจากไป มือที่กุมมือนุ่มจึงกระชับแน่น ไม่มีคำตอบรับเพราะเขาเลือกที่จะหันกลับไปหมุนกุญแจเพื่อสตาร์ตรถหลังจากที่ถ่ายทอดบางอย่างผ่านสายตาจนพอใจ แม้จะรู้ดีว่าต่อให้คุยกันทางความคิดมากแค่ไหน รมิตาก็ไม่มีทางรับรู้หากว่าเขาไม่พูดมันออกไป

เขามาส่งเธอที่หน้าร้านเหมือนทุกวัน แต่ยังไม่ทันที่รมิตาจะเปิดประตู เขาก็ดึงร่างบางให้หันกลับมาหา ก่อนจะรวบร่างนั้นเข้ามากอดแน่น กอดให้สมกับที่อีกไม่นานจะไม่มีโอกาส กลิ่นกายหอมกรุ่นถูกจารไว้ในความทรงจำราวกับต้องการตราตรึงทุกสิ่งที่เป็นเธอให้ลึกสุดหัวใจ

รมิตารู้สึกงุนงงไม่น้อยที่อยู่ๆ ก็ถูกเขาคว้าเข้าไปกอด มือบางค่อยๆ ยกขึ้นโอบแผ่นหลังกว้างเพื่อตอบกลับในกิริยาเดียวกันและนั่นยิ่งทำให้แขนแกร่งรัดร่างของเธอแน่นขึ้น

“พี่...พี่ขุนคะ”

ไม่มีคำตอบรับจากคนตัวใหญ่มีเพียงเสียงงึมงำที่ดังอยู่ข้างไหล่มน เกือบสองนาทีเต็มที่เขากอดเธออยู่ท่านั้นก่อนจะผละออก ใบหน้าคมฉกวูบลงมาจุมพิตที่ริมฝีปากอิ่มรวดเร็วแต่กลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยน หวานละมุนจนเธอเผลอจูบตอบ

“เคทต้องดูแลตัวเองดีๆ นะ สัญญากับพี่”

“พี่ขุนก็รีบๆ กลับมาหาเคทนะคะ”

เพราะไม่รู้ความหมายที่เขาแฝงมารมิตาจึงเลือกที่จะเอ่ยอย่างใจคิด เธอยิ้มส่งให้และยื่นหน้าเข้าไปประทับจูบที่แก้มสากเบาๆ เป็นการอำลาเมื่อคิดได้ว่าเธอควรจะลงจากรถเสียที

รมิตาจากไปแล้ว แต่แลนด์โรเวอร์คันงามยังคงจอดนิ่ง เขามองดูเธอหายลับเข้าไปในร้าน กระจกใสบานโตทำให้เห็นความเป็นไปของคนที่อยู่ภายในชัดเจน เธอวางกระเป๋าไว้ในลิ้นชักใกล้เครื่องคิดเงิน ก่อนจะเอื้อมไปรับผ้ากันเปื้อนเครื่องแบบของพนักงานจากพิมพรมาสวม ใบหน้าหวานยิ้มแย้ม เพียงแค่นั้นก็ทำให้คนมองตัดสินใจได้ในนาทีถัดมา มือหนาเลื่อนแตะกระปุกเกียร์ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนรถจากไป

ไปจากเธอ...ผู้เป็นดั่งเจ้าของดวงใจ

 

กว่าสองสัปดาห์ที่ห่างกันไม่มีวันใดที่ใจไม่คิดถึง หลายครั้งที่รมิตาโทร. มาถามไถ่ สิ่งที่ขุนศึกตอบกลับไปมีเพียง ‘กำลังยุ่ง แล้วจะโทร. กลับ’ แต่กว่าจะโทร. กลับของเขาก็กินเวลานานเสียจนทำให้ใครบางคนต้องรอถึงดึกดื่นทุกวัน บางวันก็หายไปทั้งคืน และมีเพียงข้ออ้างเมื่อเธอโทร. ถามในวันรุ่งขึ้นว่า ‘ลืม’

จากวันแรกจนกระทั่งถึงสัปดาห์ที่สองที่เขาบอกไว้ ขุนศึกก็ยังไม่มีวี่แววที่จะกลับมา ทั้งที่เมื่อก่อนเขามักจะกลับก่อนกำหนดเสมอ จากโรงแรมที่ภูเก็ตเลื่อนไปเป็นรีสอร์ตที่กาญจนบุรี และวันนี้

‘ตอนนี้พี่อยู่ที่เชียงใหม่ คุณใหญ่ให้มาดูที่ที่จะทำหมู่บ้านจัดสรร คงต้องอยู่อีกสองสามวัน’

เสียงปลายสายทำให้คนรอเริ่มท้อ รมิตาต้องออกจากบ้านเพียงลำพังในตอนเช้าด้วยบริการของรถประจำทางสาธารณะ ก่อนจะกลับด้วยบริการของรถแท็กซี่ แม้จะดึกแต่ก็มีเขาเป็นเพื่อนคุยทางโทรศัพท์ไปตลอดทางพอให้รู้สึกอุ่นใจ แต่ก็ไม่อาจเท่ามีเขาอยู่ข้างกาย

นายแพทย์เอกวีร์ เวชพิสิฐ ยังคงมาที่ร้านสม่ำเสมอ และดูเหมือนจะมาบ่อยขึ้นเมื่อคุณหมอหนุ่มมักจะมาที่ร้านในช่วงเช้าและตอนเย็น บัดนี้เพิ่มช่วงกลางวันอีกหนึ่งเวลา จากที่แค่ชวนคุย หลายครั้งก็ชวนไปรับประทานอาหารข้างนอก แม้จะถูกปฏิเสธแต่เหมือนเขาจะรู้ว่าเวลานี้เธออยู่เพียงลำพัง สองสามวันมานี้จึงพยายามขอไปส่งเธอที่บ้าน โดยอ้างเรื่องความปลอดภัย

“นะครับคุณเคท ให้ผมไปส่งเถอะ กลับบ้านคนเดียวอันตรายออก”

เขากล่าวเช่นนี้ทุกครั้งเมื่อเอ่ยปาก และพนักงานในร้านก็เป็นใจกับเขาเสียเหลือเกิน พิมพรทำหน้าที่เตรียมกระเป๋ามาให้เธอเสียเรียบร้อย และนั่นก็ทำให้รมิตาถูกมัดมือชก ศัลยแพทย์หนุ่มยิ้มกริ่มเมื่อเธอพยักหน้ารับ

วันนี้เธอเหนื่อยเกินกว่าจะอยู่จนถึงเวลาปิดร้าน รมิตายกกระเป๋าขึ้นคล้องไหล่ และเดินตามเขาออกไป ก้มมองดูโทรศัพท์ในมืออีกครั้ง แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่าเมื่อเขาไม่โทร. หา คนรอหน้าม่อยก่อนจะฝืนยิ้มเมื่อหมอหนุ่มหันมาสอบถาม

“นี่ก็เย็นมากแล้ว เราแวะทานข้าวกันก่อนดีไหมครับ”

คำถามนุ่มหูทำให้คนฟังพยักหน้ารับเนือยๆ เธอคิดอะไรไม่ออกเมื่อเขาทำตัวหายไปราวกับตายจาก แม้จะมีโทรศัพท์มาถามไถ่ แต่ก็เพียงแค่เดี๋ยวเดียวแล้วก็วาง

เหงา...รมิตารู้สึกทุกครั้งยามที่คิดถึงเขา แต่เขาคงไม่คิดถึงเธอเลย อารมณ์น้อยใจจึงทำให้หยาดน้ำรื้นขึ้นมาจับที่ขอบหน่วยจนหัวตาร้อนผ่าว ก่อนจะรีบกะพริบถี่เพื่อไล่ให้มันกลับไปอยู่ข้างในดังเดิม

เสียงถอดถอนหายใจยาวเหยียดและท่าทางเศร้าซึม ไม่ใช่ว่าพลขับคนใหม่เช่นเอกวีร์ไม่รู้สึก เขาเห็นตั้งแต่ช่วงไม่กี่วันแรกที่ขุนศึกหายไป เมื่อสอบถามก็ได้ความว่าชายหนุ่มไปตรวจงานที่ต่างจังหวัด และนี่คงเป็นโอกาสของเขา เอกวีร์รุกไล่ทันทีที่ขุนศึกไม่อยู่ ทั้งเทียวไล้เทียวขื่อมาหาเช้ากลางวันเย็น พกของฝากมาให้อยู่เสมอ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงมิตรภาพระหว่างเพื่อน เขาไม่ได้โง่จนดูไม่ออกว่ากระต่ายน้อยข้างกายไม่มีที่ว่างเหลือให้เขาจับจอง แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เอกวีร์ไม่สนใจหรอกว่ารมิตาจะคิดอย่างไร เขาแค่สนุกที่ได้ทำมัน

จากที่บอกไว้ว่าเพียงแค่สองอาทิตย์ บัดนี้เวลายาวนานเกือบเดือน ระยะหลังรมิตาโทรศัพท์หาเขาไม่เคยติด แต่กลับมีใครอีกคนโทรศัพท์เข้ามาแทน นายแพทย์เอกวีร์แสดงออกชัดว่ากำลังจีบ เธอเองก็ทำได้เพียงเลี่ยงเขาทุกครั้งเมื่อมีโอกาส แต่กระนั้นในทุกเย็นเขาก็จะอยู่รอเพื่อไปส่งเธอที่บ้าน และแม้เส้นทางบ้านของเขาและเธอจะอยู่คนมุมเมือง แต่คุณหมอหนุ่มก็ลุกขึ้นมาทำหน้าที่รับเธอไปทำงานพร้อมกันทุกเช้า จากช่วงแรกที่แปลกตา กลายเป็นความชินตาของพนักงานร้านเบเกอรี่ ส่วนใครอีกคนกลับไม่มีทีท่าว่าจะกลับมา

เสียงโมบายเหนือประตูกระจกดังแว่ว เรียกสมาธิของเจ้าของร้านที่นั่งเหม่อให้หันกลับมามอง เวลาสิบหกนาฬิกาตรง สี่ทิศ อธิรักษ์โยธิน และครอบครัวเดินเข้ามาในร้านด้วยท่าทางคุ้นเคย ชายหนุ่มร่างสูงแต่งกายด้วยชุดสูทดูภูมิฐานอุ้มลูกชายไว้ในอ้อมแขน ข้างกายคือภรรยาคนสวยและลูกสาวตัวน้อยที่ยกมือกระพุ่มไหว้ทันทีที่เห็นเธอ

“สวัสดีค่ะอาเคท/สวัสดีครับอาเคท”

เด็กหญิงมินตรา อธิรักษ์โยธินและเด็กชายศาสตรา ปุณญรัตน์ เอ่ยทักทายหญิงสาวลูกเสี้ยวเสียงสดใส วันนี้บิดาพาทั้งสองมากินขนมเนื่องในโอกาสคุณแม่จะยอมมีน้องให้อีกคน

“สวัสดีค่ะน้องมินนี่ น้องมิกกี้ สวัสดีค่ะคุณใหญ่ ครูภีม” หญิงสาวทักทายตอบก่อนจะเลยไปยังคุณพ่อคุณแม่

ครอบครับสุขสันต์ที่เธอหวังว่าสักวันจะมี รมิตาอมยิ้มยามเด็กๆ หันมากระตุกแขนคุณแม่พร้อมเอ่ยเสียงเจื้อยแจ้ว

“สวัสดีจ้ะ”

สี่ทิศรับหน้ารับคำทักทายนั่น หันมามองภรรยาสาวให้พาลูกๆ ไปนั่งรอที่โต๊ะ ส่วนตนเองเลือกเครื่องดื่มและขนมสองสามชิ้น ก่อนจะวกมาที่ดวงหน้าหวานของเจ้าของร้านสาว ความสงสัยทำให้ต้องเอ่ยทัก

“เคทดูอ้วนขึ้นหรือเปล่า”

เพราะไม่ได้มาบ่อยนัก ทำให้เขาสังเกตเห็นในสิ่งที่คนรอบข้างที่เห็นเป็นประจำไม่เห็น รมิตาดูอวบอิ่มขึ้น แม้ดวงตาจะเศร้าแต่แก้มนวลกับอิ่มเอิบ ไม่ต่างจากเนื้อตัวที่ดูผุดผาดขาวผ่องจนสวยผิดตา

“จริงเหรอคะ”

คนฟังตาโตเมื่อถูกทัก มือเรียวยกขึ้นจับที่แก้มของตัวเองเบาๆ สงสัยเพราะช่วงหลังนี้เธอกินเก่งขึ้นกระมัง เมื่อหิวเป็นต้องหยิบขนมในร้านขึ้นมากินตลอด สี่ทิศอมยิ้มให้กับท่าทางนั้น...ผู้หญิงก็ยังคงเป็นผู้หญิงรักสวยรักงามกันทุกคน

“สงสัยนายขุนจะขุนดีนะเนี่ย ว่าแต่วันนี้มันหายไปไหนล่ะ” พี่ชายคนรักสัพยอกและถามถึงน้องชายไปในตัว แต่คนฟังกลับนิ่งงัน

“พี่ขุนไปดูที่ให้คุณใหญ่ไงคะ” ถามกลับแทบจะทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นจบลง และนั่นก็ทำให้คนถูกถามอย่างสี่ทิศกลับเป็นฝ่ายสงสัยเสียเอง

“ไปดูที่เหรอ” ทวนคำกลับด้วยความฉงน เพราะเขาไม่เคยมีคำสั่งแบบนั้นเลยแม้แต่น้อย นักธุรกิจหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น “แต่นายขุนมันกลับมาตั้งแต่สองอาทิตย์ก่อนแล้วนะ”

ความจริงจากปากของพี่ชายคนรักทำให้รมิตาถึงกับนิ่งอึ้ง...เขากลับมาแล้วตั้งแต่สองอาทิตย์ก่อน

“คุณใหญ่พูดว่าอะไรนะคะ” เธอถามย้ำอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน และนั่นก็ทำให้สี่ทิศต้องเงยหน้ามองคนถามเต็มตา

ความสงสัยสับสนในดวงตาคู่สวยทำให้สี่ทิศรู้ตัวว่าทำพลาด รมิตาทำราวกับไม่รู้เรื่องที่น้องชายของเขากลับมา หมายความว่าตลอดสองอาทิตย์ที่ขุนศึกทำงานอยู่บนตึกอธิรักษ์โยธิน ขุนศึกไม่เคยมาหาคนรักเลยอย่างนั้นเหรอ

“เคท” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกแผ่วเบา แต่รมิตากลับมีเพียงความสงสัยที่ตอบกลับมา...เธอต้องการความจริงทั้งหมด

“คุณใหญ่บอกว่าพี่ขุนกลับมาแล้วใช่ไหมคะ”

สี่ทิศพยักหน้ารับเบาๆ เพียงแค่นั้นร่างสมส่วนก็คว้าโทรศัพท์มือถือ และหมุนตัวเดินหนีเข้าไปหลังร้าน ทิ้งให้คนส่งข่าวยืนอึ้งกับสิ่งที่ทำลงไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

เสียงโอเปอเรเตอร์ของระบบโทรศัพท์ดังขึ้นและจบลงเป็นรอบที่สาม รมิตายังไม่สามารถติดต่อเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์ที่เธอจำขึ้นใจได้ เขาไม่รับ ทำราวกับหายไปจากกัน ไม่มาหาขณะที่เธอได้แต่เฝ้ารอ และวันนี้ทุกอย่างก็เปิดเผย เขาพยายามหลบหน้า หญิงสาวเพียรกดโทรศัพท์ในมืออีกครั้ง แต่มันก็เป็นเช่นเดิม เมื่อไม่สามารถติดต่อเลขหมายปลายทางได้

“พี่ขุนรับสิคะ รับแล้วบอกเคทว่าพี่ขุนอยู่ที่ไหนก็ได้ ไม่ใช่กลับมาแล้ว บอกเคทว่าคุณใหญ่โกหก”

น้ำตาไหลรินอาบแก้มเนียนเมื่อสุดท้ายก็ยังไม่มีสัญญาณจากปลายสาย คนพยายามติดต่อถึงกับทรุดนั่งลงด้วยท่าทางหมดแรง

นี่เธอกำลังรออะไรอยู่...

 

เสียงข้อความเข้าทำให้คนที่เพิ่งแขวนเสื้อสูทบนราวแขวนต้องหันกลับมามองโทรศัพท์มือถือที่เพิ่งเปิดหลังจากปิดมันมาทั้งวัน ร่างสูงกว่าร้อยแปดสิบสามเซนติเมตรก้าวเข้ามาใกล้อุปกรณ์สื่อสารเครื่องบางพลางหยิบมันขึ้นมาเปิดดู ข้อความที่บอกว่ามีคนพยายามโทร. เข้ามานับสิบข้อความทำให้ขุนศึกต้องทรุดนั่งบนขอบเตียง

เขากลับมาตั้งแต่สองอาทิตย์ก่อน กลับมาที่บ้านในทันทีที่เห็นเธอเดินขึ้นรถไปกับใครบางคนที่เห็นเพียงในระยะไกลแต่ก็รู้ได้ทันทีว่านั่นคือนายแพทย์เอกวีร์ ผู้ชายที่เอ่ยปากว่าสามารถทำให้เธอมีความสุขได้มากกว่าเขา เขาจึงยอมล่าถอยกลับมาที่บ้าน และไปทำงานตามปกติโดยใช้รถของน้องสาวฝาแฝด ขับตามหลังไปส่งเธอที่ร้านในตอนเช้า ก่อนจะนั่งมองดูเธอยิ้มให้กับหมอหนุ่มคนนั้น เอกวีร์พูดถูก เธอมีความสุขมากกว่าตอนอยู่กับเขา ขุนศึกไม่ได้โทรศัพท์กลับไปในทันที เขานั่งมองมันเนิ่นนาน คิดหาคำโกหกเพื่อยืดเวลาอีกนิด แต่รู้ว่านั่นคงอีกไม่นานนักหรอกเพราะเธอกำลังจะจากเขาไป

 

รมิตานั่งกอดตัวเองอยู่บนโซฟากลางห้องนั่งเล่น เธอขอตัวกลับทันทีที่ไม่สามารถติดต่อเขาได้ และสถานที่ที่เธอเลือกก็คือบ้าน บ้านหลังเล็กที่ช่วยกันออกแบบ ช่วยกันปลูกต้นไม้แทบทุกต้น เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นถูกเลือกมาด้วยกัน ทุกๆ อย่างรอบกายมีเขาวนเวียนราวกับย้ำเตือนว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไป แต่แล้วเขาก็โกหก หลบหน้า เขาหายไปทั้งที่กลับมาแล้ว เขาไม่มาหา ไม่ถามไถ่ ปิดโทรศัพท์หนีราวกับเธอคือสิ่งที่น่ารังเกียจ

รมิตากอดตัวเองแน่นเมื่อนึกถึงอ้อมกอดของเขา เธออยากให้เขาอยู่ตรงนี้ อยู่ข้างๆ เธอและบอกว่าพี่ชายของเขาโกหก เขาเพิ่งกลับมา แต่เธอไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีกต่อไปเมื่อทุกอย่างย้ำเตือนว่าเขากำลังเปลี่ยน

ดวงหน้าเปรอะคราบน้ำตาหันมองไปรอบๆ ห้อง ทุกอย่างยังคงไม่ต่างจากวันวาน เธอยังรักเขามากเท่าเดิม แล้วอะไรที่ทำให้เขาเลือกที่จะโกหก ถุงกระดาษใบย่อมที่ถูกเขาลืมไว้อยู่ในครรลองสายตา เธอมองมันนิ่งราวกับต้องการให้ทะลุเข้าไปถึงข้างใน ทั้งที่รู้ดีว่าภายในนั้นคืออะไร

ถุงมือเด็ก...

ความคิดของรมิตาสะดุดลงอีกครั้ง เธอลุกไปหยิบมันขึ้นมาเปิด มือบางกำสิ่งที่อยู่ในมือแน่น หรือนี่คือคำตอบ คนที่ไม่เคยคิดเริ่มได้คิด แต่เขาก็อยู่ข้างกายเธอเสมอ แม้จะทะเลาะกันบ้างแต่เขาก็ยังอยู่ แล้วอะไรกันทำไมเขาถึงเปลี่ยนไป ขุนศึกไม่เคยโกหก...ไม่เคยเลยสักครั้ง แล้วทำไม

ความรักของเรามันน้อยลง หรือมันไม่เคยมีอยู่เลย...

เธอหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ แต่อ้อมแขนที่เขาโอบกระชับในวันนั้นยังตราตรึง เขากอดและบอกให้เธอดูแลตัวเองดีๆ อาการวิงเวียนบ่อยครั้งในระยะหลังทำให้รมิตาคิดว่าเขาคงห่วงใย แต่เมื่อย้อนคิดกลับไปสิ่งที่เขาบอกเสมือนเป็นดั่งคำลา

ความเครียด ความเสียใจที่จู่โจมจนร่างบางรู้สึกผะอืดผะอมขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน น้ำย่อยหนืดเหนียวตีตื้นขึ้นมาจนได้รสขมปร่า รมิตาพยุงร่างโงนเงนของตนเองไปยังห้องน้ำที่ใกล้ที่สุด อาเจียนเอาทุกอย่างที่มีออกมาจนหมด ก่อนจะทรุดนั่งลงบนพื้นกระเบื้อง ซึ่งจังหวะนั้นเองที่เธอเผลอกวาดของที่วางอยู่ข้างอ่างล้างมือตกลงมาด้วย ข้าวของร่วงหล่นระเกะระกะ แต่ที่ทำให้ดวงตาคู่สวยปรือมองนิ่งกลับเป็นกล่องเวชภัณฑ์สีชมพูคาดขาว…ของที่ไม่ได้ใช้มานาน

เสียงกรีดร้องของโทรศัพท์มือถือดังขึ้นและดับไปหลายครั้ง แต่เจ้าของกลับนั่งนิ่งไม่คิดที่จะรับเมื่อของที่วางอยู่ตรงหน้าน่าสนใจยิ่งกว่า ของที่เธอไม่นึกไม่ฝันว่าจะมีโอกาสได้เห็น ไม่กี่นาทีต่อมาเสียงโทรศัพท์บ้านก็ดังแว่วขึ้นให้ได้ยิน ครั้งนี้รมิตาพยายามลุกขึ้นเพื่อไปรับสาย โดยไม่ลืมหยิบของชิ้นนั้นติดมือไปด้วย

ความหมองเศร้าเลือนหายจากใบหน้าสวยและถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มกระจ่าง เพียงแค่ก้มมองของที่อยู่ในมือเธอก็ยิ้มออกมาเสียแล้ว

“สวัสดีค่ะ”

เสียงสูดหายใจเข้าปอดลึกมาพร้อมเสียงแหบพร่าฟังคล้ายคนไม่สบายทำให้ปลายเงียบไป จนต้องย้ำถาม

“นั่นใครคะ”

“เคท”

“พี่ขุน!” รมิตาตอบกลับเสียงตื่นเต้นเมื่อจำได้ดีว่ามันคือเสียงของคนรัก “พี่ขุนอยู่ไหนคะ ทำไมไม่รับสายเคท ไม่สบายหรือเปล่า เคทเป็นห่วงนะคะ”

“พอดีพี่ทำงานอยู่น่ะ” เขาโกหก ยิ่งน้ำเสียงตื่นเต้นและความห่วงใยที่หญิงสาวส่งผ่านมายิ่งทำให้หัวตาคมร้อนผ่าว “ตอนนี้พี่กลับมาถึงกรุงเทพแล้ว ขอโทษนะที่ไม่ได้ไปหา แต่พรุ่งนี้เคทว่างหรือเปล่า”

“เคทว่างค่ะ พี่ขุนมีอะไรหรือเปล่าคะ”

เมื่อเขายอมบอกความจริง เธอจึงเลือกที่จะเลี่ยงถามถึงเหตุผลที่เขากลับมาแล้วไม่มาพบเธอ แต่เอาเถอะ...เขาอาจจะงานยุ่งมากๆ จนปลีกตัวมาหาเธอไม่ได้ หญิงสาวคิดในแง่ดีเหมือนที่คิดมาตลอด

“พี่มีเรื่องสำคัญอยากจะคุยกับเคท” เสียงทุ้มสั่นน้อยๆ แต่ปลายสายกลับไม่สนใจที่จะสังเกต เธอยิ้มและตอบกลับเสียงหวาน

“เคทก็มีเรื่องสำคัญจะบอกพี่ขุนเหมือนกันค่ะ” ปลายสายเงียบนานเมื่อเธอเอ่ยประโยคนั้นจบลง รมิตาเอ่ยเรียกชื่อเขาเสียงแผ่ว “พี่ขุนเสียงไม่ดีเลย ไม่สบายหรือเปล่าคะ ถ้าอย่างนั้นพี่ขุนพักผ่อนก่อนก็ได้นะคะ แล้วพรุ่งนี้เจอกันนะ”

เพราะหวังว่าทุกอย่างจะเหมือนเดิม เขาจะมารับเธอเหมือนเก่า และคุยกันอย่างที่คนรักพูดคุย จึงไม่คิดที่จะไต่ถาม แต่ปลายสายรู้ดีว่ามันแตกต่าง

“เคท”

“คะ”

“พี่จะรอเคทที่ร้านของเรา ที่โต๊ะเดิม เคทออกมาหาพี่นะ” น้ำเสียงถูกบังคับราบเรียบ แต่สั่นไหวในความรู้สึกของคนพูด ขุนศึกเงยหน้าขึ้นมองเพดานสูงเมื่อรับรู้ถึงของเหลวที่กำลังเอ่อคลอหน่วย

ปลายสายรับคำขันแข็งว่าเธอจะมา กระตือรือร้นนัดแนะเวลาให้เสียเรียบร้อย ยิ่งทำให้คนมีเรื่องสำคัญจะบอกไม่อาจบังคับให้ของเหลวเหล่านั้นกลับเข้าไปข้างในได้อย่างใจนึก เมื่อไม่อาจห้าม เขาจึงปล่อยให้มันไหลออกมาอย่างช้าๆ ขณะฟังเสียงหวานบอกผ่านความห่วงใยมาตามสายโทรศัพท์ เสียงที่ต่อจากนี้จะไม่มีให้ได้ยิน เสียงที่บอกถึงความห่วงใยอย่างไม่เสแสร้ง เสียงที่จะอยู่ในความทรงจำตราบนานเท่านาน

 

บรรยากาศ ‘ร้านของเรา’ ยังคงเงียบสงบไม่ต่างจากวันวาน ความร่มรื่นของแมกไม้ทำให้คนรอเฝ้าคอยทุกนาทีที่ก้าวผ่านอย่างใจเย็น ขุนศึกแต่งกายด้วยชุดที่คิดว่าดูดีที่สุด เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีน้ำเงินสวมทับด้วยเสื้อสูทสีดำเข้ากับกางเกงขายาวและรองเท้าขัดมัน ผมรองทรงสั้นเป็นระเบียบ เขายังอยากดูดีในสายตาเธอ แม้ว่าวันนี้จะเป็นโอกาสสุดท้ายที่ดวงตาของเธอจะมองเขาด้วยความรักก็ตาม

เวลานัดคือบ่ายโมงตรง แต่ขุนศึกมาถึงที่ร้านก่อนเวลานัดหมายเกือบสามชั่วโมง โต๊ะตัวเดิมอยู่มุมในสุดของพื้นที่ยกสูง ตรงกันข้ามกับบันไดไม้ที่ทอดออกสู่ถนนหน้าร้านพอดิบพอดี มุมที่แรกเริ่มก่อนจะเป็น ‘โต๊ะของเรา’ เขาจับจองไว้เสียข้ามวัน แต่สุดท้ายก็ถูกตัดหน้าไปเพราะเขาเป็นเพียงนักศึกษาชั้นปีสองมหาวิทยาลัยของรัฐธรรมดาๆ ขณะที่รมิตาเป็นสาวน้อยนักศึกษาปีหนึ่ง สองหนุ่มสาวในชุดนักศึกษาดูแปลกแยกเมื่อก้าวเข้ามาในร้านอาหารบรรยากาศร่มรื่นแห่งนี้ เขาและเธอนั่งรออยู่ด้านนอกเพราะอยากได้โต๊ะที่จองไว้เสียหลายวัน ในวันนั้นเธอเอ่ยถามทำไมต้องโต๊ะตัวนั้น เขาเพียงยิ้มและหันไปบอกเสียงนุ่ม

‘เคทจำไม่ได้เหรอ เราเจอกันครั้งแรกที่โต๊ะนี้’

และเธอก็เงียบ ดวงหน้าของรมิตาในวันนั้นแดงก่ำยามนึกถึงครั้งแรกที่ได้เจอกัน เธอถูกรุ่นพี่ที่คณะให้มาขอเบอร์จากกลุ่มนักศึกษาที่โต๊ะนี้เป็นการทำโทษและรับน้องไปในตัว ทุกคนช่างแกล้ง ไม่มีใครยอมให้หมายเลขโทรศัพท์แก่เธอสักคน จนกระทั่งเขานั่นเองที่เขียนหมายเลขเก้าหลักลงบนกระดาษแผ่นน้อยแล้วยื่นส่งให้

รมิตาไม่ได้เรียนช้า เพียงแค่เขาเรียนเร็วกว่ารุ่นเดียวกัน ทั้งที่อายุเท่ากันแต่เขาเรียนอยู่ปีสองทั้งที่เธอเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัย ความประทับใจเล็กๆ เกิดขึ้นในวันรับน้อง และทุกอย่างในโลกก็พลันหยุดหมุนเมื่อได้สบดวงตาคู่คม นับแต่นั้นเป็นต้นมาเธอก็คือจุดโฟกัสจุดเดียวที่เขาเคยมอง

ขุนศึกกวาดตามองบรรยากาศรอบๆ จดจำทุกรายละเอียดได้อย่างแม่นยำ เพราะทุกวันครบรอบหรือโอกาสพิเศษจะมีเขาและเธอเคียงคู่เข้ามาใช้บริการที่นี่เสมอ สถานที่รวมความทรงจำไว้มากมาย เข็มนาฬิกาเพิ่งเคลื่อนตัวไปได้ไม่เท่าไหร่แต่ครรลองก็มองเห็นใครบางคนที่ตนกำลังเฝ้ารอ ร่างสมส่วนเดินเข้ามาในร้านพร้อมรอยยิ้มหวานที่คนมองพยายามเก็บทุกรายละเอียดให้ลึกสุดใจ

วันนี้รมิตาอยู่ในชุดเดรสสายเดี่ยว กระโปรงสั้นลายดอกไม้สีสดทำให้ร่างบางดูสดใสและอวบอิ่ม กี่วันแล้วที่เขาไม่ได้เห็นเธอในระยะใกล้แบบนี้ ขุนศึกถามตัวเองเมื่อหญิงสาวเดินมาถึง

“รอนานหรือเปล่าคะ” เสียงหวานเอ่ยทักเป็นประโยคแรก ขุนศึกยิ้มตอบและส่ายหน้าไปมา เขาพยายามจ้องมองทุกรายละเอียดที่ประกอบเป็นตัวเธอและจำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ทานอะไรก่อนไหม”

“เคททานมานิดหน่อยแล้วค่ะ ขอเป็นน้ำส้มก็แล้วกัน”

เธอยิ้มเขินเพราะความหิวทำให้เธอเผลอรับประทานอาหารตามเวลาปกติ ขุนศึกสั่งน้ำส้มจากบริกรให้หญิงสาวและหันกลับมามองเธอนิ่ง หลายวันที่ไม่ได้เจอกันเธอดูอิ่มเอิบขึ้นมาจนเขาสังเกตเห็น

และเมื่อถูกจ้องนานเข้ารมิตาก็จ้องตากลับบ้าง วันนี้พี่ขุนของเธอดูเนี้ยบกว่าปกติ เพราะทุกวันมักจะเห็นเขาสวมเชิ้ตตัวเดียวพับแขนถึงข้อศอกเสียมาก เขาดูซูบลงกว่าครั้งล่าสุดที่ได้เจอกัน ดวงตาดูคล้ำจนสังเกตได้ว่าอดนอน

“พี่ขุนมีอะไรจะคุยกับเคทหรือเปล่าคะ”

เธอเริ่มประโยคสนทนาเมื่อบริกรนำน้ำส้มที่สั่งมาเสิร์ฟและขอตัวจากไป ภายในร้านมีคนไม่มากนัก อาจเพราะเป็นวันธรรมดาและอยู่ในเวลางาน ทำให้รอบๆ ตัวมีความเป็นส่วนตัวสูง ขุนศึกยืดตัวขึ้นเล็กน้อย เขารอให้สาวเจ้าดื่มน้ำสีสวยจนพอแล้วผละออกอย่างใจเย็น ก่อนจะเข้าสู่ประเด็นเรื่องสำคัญ

“เราเลิกกันเถอะ”

เสียงนุ่มทุ้มราวกับไม่รู้สึกอะไรในคำพูดของขุนศึกบอกคนตรงหน้าด้วยท่าทางปกติ ไม่ต่างกับการถามเรื่องสภาพอากาศวันนี้เลยแม้แต่น้อย

ดวงตากลมใสสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองคนพูด พลางย่นคิ้วเข้าหากันอย่างไม่ค่อยจะเข้าใจนัก คำพูดเมื่อครู่เธอไม่ได้ฟังผิดไปใช่ไหม เขาบอกเลิกเธอ รมิตากลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคออย่างยากเย็น มือที่เพิ่งหยิบของบางอย่างในกระเป๋าออกมาถือชะงักนิ่ง ของที่เธออยากให้เขาเห็นมากที่สุด

“เคทอยากได้เหตุผล” หญิงสาวพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นตามความรู้สึกที่กำลังตีตื้นขึ้นมา วันนี้เธอมีเรื่องสำคัญจะบอกเขา และเขาก็นัดเธอออกมาก็เพื่อบอกเลิก...นี่หรือคือเรื่องสำคัญของเขา

“พี่เบื่อ”

สั้น ง่าย ไม่ซับซ้อนหรือยุ่งยากอะไรเลยแม้แต่น้อยในความรู้สึกของคนพูด แต่มันช่างซับซ้อนและยุ่งยากเหลือเกินในความรู้สึกของคนฟัง รมิตาพยายามนึกตามและหาเหตุผล แต่นึกเท่าใดเธอก็ยังนึกไม่ออก เมื่อในที่สุดเธอไม่สามารถหาคำตอบได้หญิงสาวก็ทำเพียงเงยหน้าขึ้นมามองคนที่ได้ชื่อว่าคนรักที่กำลังจะเปลี่ยนเป็นอดีตคนรักในไม่กี่นาทีต่อจากนี้

“อย่างนั้นเหรอคะ”

ไม่มีคำร้องโวยวายอย่างที่เขาอยากให้เธอทำเพื่อที่อย่างน้อยก็ขอให้เธอตราหน้าว่าเขามันเลวแค่ไหน มันมีเพียงน้ำเสียงเรียบหวานเย็นเฉียบเท่านั้นที่เอ่ยออกมา น้ำเสียงที่ราวกับไม่รับรู้อะไรในประโยคที่เขาบอก

“ถ้าอย่างนั้นเคทขอตัวกลับก่อนนะคะ”

เมื่อไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ สิ้นคำหญิงสาวในชุดเดรสสายเดี่ยวกระโปรงสั้นลายดอกไม้สีชมพูสดระบายอยู่ทั่วตัวก็ลุกขึ้นยืน มือบางซุกของชิ้นนั้นเข้ากระเป๋าถือใบเล็กดังเดิม ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องตากับเขาอีกครั้ง ก่อนจะข่มความรู้สึกที่มีเพื่อเอ่ยลา

“ลาละค่ะ”

“เดี๋ยว!” คนถูกเอ่ยลาเอ่ยเรียกเธอเอาไว้ก่อนที่หญิงสาวจะผละจาก ร่างโปร่งบางอย่างลูกเสี้ยวชาวออสซี่ชะงักกึก ขุนศึกผุดลุกขึ้นมายืนมองตามหลังอย่างขลาดๆ

“เคทไม่โกรธพี่ใช่ไหม”

แทนคำตอบหญิงสาวที่ยืนหันหลังให้ส่ายหน้าจนผมสีน้ำตาลเข้มยาวเลยสะโพกไหวกระเพื่อม

“เคทไม่มีสิทธิ์โกรธพี่ขุนหรอกคะ”

“เรายังเป็นเพื่อนกันได้ใช่ไหม” เขาถามขึ้นอีก หวังใช้มันยื้อเธออีกสักนิด แต่มันคงไม่มีค่าพอที่จะให้เธออยู่ เมื่อคำพูดที่ตอบกลับมานั้นตัดรอนเขาชัดเจน...เธอไม่โกรธ ไม่อาละวาด และพร้อมจะเข้าใจทุกอย่าง

มือบางข้างที่ว่างยกขึ้นเช็ดหยาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาก่อนที่มันจะหล่นลงให้เขาได้เห็นว่าเธออ่อนแอแค่ไหน แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่เขาจะได้เห็น รมิตาไม่อยากให้เขารู้สึกสมเพชเธอมากกว่าที่เป็นอยู่ ผู้หญิงคนหนึ่งที่เฝ้ารักเขามานานหลายปี ผู้หญิงที่ชอบจุ้นจ้านกับชีวิตของเขาจนถูกหาว่ารำคาญครั้งแล้วครั้งเล่า และหลายครั้งที่ถูกมองข้ามความรู้สึก ถูกทิ้งไว้เพียงลำพังนับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งไม่เคยชัดเจนได้เท่าครั้งนี้ ร่างสมส่วนหันกลับมามองเขาอีกครั้ง รอยยิ้มหวานถูกส่งให้แต่ดวงตากลับอ่อนแสงลงจนคนมองสบนิ่งไป

“ได้สิคะ ยังไงพี่ขุนก็เป็นรุ่นพี่ แล้วก็ลูกค้าคนสำคัญของที่ร้านเคทนี่คะ” ว่าแล้วก็เสมองไปทางอื่น ไม่อยากให้เขาเห็นว่าเธอกำลังจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป

“แล้วที่เคทบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะบอกพี่ล่ะ”

ดวงตาคมมองเธอนิ่ง ริมฝีปากเม้นแน่นเมื่อทางที่เขาเลือกเองตอนนี้เป็นได้แค่ลูกค้าคนสำคัญ สิ่งที่ถามออกไปจึงเป็นเพียงแค่การยื้อเวลาให้เขาได้มองเธอเต็มตาอีกสักครั้ง ขอเพียงเท่านั้น ก่อนที่ทุกอย่างมันจะว่างเปล่า ว่างเปล่าเหมือนบางสิ่งที่หลุดหาย

อกข้างซ้ายกำลังรู้สึกเบาโหวงราวกับบางอย่างไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดิม ตำแหน่งที่เคยมี ต่อแต่นี้จะไม่มีอีกต่อไป แต่ไม่เป็นไรหรอก...เขาเต็มใจ หากสุดท้ายมันจะทำให้เธอมีความสุขมากกว่าที่เป็นอยู่

“มันไม่สำคัญแล้วละค่ะ” รมิตาตอบกลับเสียงเยาะ ดวงหน้างามเงยขึ้นสบตาเขานิ่ง อยากจะจำผู้ชายคนนี้ให้ลึกเข้าไปสุดหัวใจ ไม่สนใจว่าน้ำตาเม็ดหนึ่งกำลังร่วงหล่นลงมาให้เขาได้เห็นหรือไม่ เพราะอย่างไรทุกอย่างมันก็จบอย่างที่เขาอยากให้เป็นอยู่ดี

“ลาก่อนนะคะ”

สิ้นคำลาคำรบสองร่างระหงก็หมุนตัวเดินกลับออกไป ขาเรียวยาวภายใต้กระโปรงบางพลิ้วก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่มั่นคงนัก แต่เธอต้องทำเป็นเก่งเพื่อให้เขาไม่ดูถูกเธอมากกว่าที่เป็นอยู่ มือข้างที่ว่างล้วงเข้าไปในกระเป๋า หยิบแว่นกันแดดสีชาขึ้นมาสวมปกปิดไม่ให้ใครต่อใครที่เดินผ่านมาเห็นว่าเธอกำลังร่ำไห้ ก่อนจะล้วงหยิบวัตถุบางอย่างขึ้นมาอีกครั้ง เผยรอยยิ้มหยันให้กับตัวเองเล็กน้อยเมื่อก้มมองมัน

แล้วตัดสินใจยื่นของในมือทิ้งลงในถังขยะข้างบันไดระหว่างที่ก้าวออกจากร้านอาหารบรรยากาศร่มรื่นที่มันเป็นร้านโปรด ร้านที่เขาเลือกขอคบหากับเธอในครั้งแรกและบอกเลิกในครั้งล่าสุด แท่งตรวจการตั้งครรภ์ที่มีขีดสีแดงถึงสองขีดอยู่คั่นกลางร่วงหล่นจากมือบางลงสู่ถังได้อย่างแม่นยำ

“มันจบลงแล้ว”










ฝากติดตามนิยายเรื่องอื่นๆ ด้วยนะคะ 







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

214 ความคิดเห็น