ดวงใจอธิรักษ์โยธิน

ตอนที่ 43 : ดวงใจขุนศึก : ตอนที่ 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,370
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    27 ส.ค. 63










ตอนที่ 7

 

ระยะทางก่อนถึงแผนกแป้งและอุปกรณ์ทำขนมดูไกลกว่าที่คิด เมื่อคนตัวใหญ่เกิดเดินผ่านแผนกเสื้อผ้าเด็กอ่อนและหยุดชะงักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ชุดเด็กทารกและผ้าอ้อมหลากสีดูน่าใคร่ไม่ต่างกับถุงมือและถุงเท้าเข้าชุด ขุนศึกหยิบยกมันขึ้นมาดูด้วยท่าทางทะนุถนอม ทั้งที่ยามปกติเขาคงเดินผ่านไปเหมือนทุกที แต่วันนี้กลับนึกอยากแวะดู หยิบชุดนั้นจับชุดนี้ขึ้นดูอยู่หลายต่อหลายครั้งก็ยังไม่คิดที่จะหยุด ทั้งที่รอบกายไม่มีญาติหรือเพื่อนคนไหนกำลังจะมีหรือมีเด็กทารกแรกเกิดกันเลยสักคน คิดดังนั้นก็ตัดใจวางของที่กำลังดูลงตามเดิม

แต่แล้วถุงมือสีฟ้าอ่อนปักลายการ์ตูนสีเดียวกันก็ทำให้เข้าต้องเหลียวมองอีกหน ก่อนจะตัดสินใจหยิบขึ้นมาถือและเดินเลยไปยังเคาน์เตอร์ของแผนก ท่าทางไม่ลังเลผิดวิสัยทุกครั้งทำให้แม้แต่ตัวเองยังนึกแปลกใจ เมื่อท้ายที่สุดเขาก็ได้ถุงมือเด็กอ่อนคู่นั้นมาอยู่ในรถเข็นเป็นสินค้าชิ้นแรกที่ซื้อของวัน เอาเถอะ ไว้ไปฝากเพื่อนสักคนที่กำลังจะมีข่าวดีก็แล้วกัน ขุนศึกคิดขณะเข็นรถไปตามทางเดินเป้าหมายคือแผนกแป้งและอุปกรณ์ทำขนม

“อยากมีแฟนอย่างนั้นบ้างจัง”

เสียงพูดคุยของหญิงสาวที่กำลังยืนเลือกสินค้าอยู่ระหว่างทางเดินทำให้วิศวกรหนุ่มได้ยินเข้าอย่างไม่ตั้งใจ ร่างสูงหยุดขาที่กำลังก้าวเมื่อเจอของที่ตนกำลังอยากได้พอดี มือใหญ่หยิบเส้นพาสต้าสำเร็จรูปขึ้นมาดูรายละเอียดวิธีทำเบื้องต้น แต่กระนั้นหูก็ยังคงได้ยินเรื่องที่หญิงสาวคนดังกล่าวและเพื่อนพูดคุย แม้จะไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดมากนักก็ตาม

“นั่นน่ะสิ อิจฉาชะมัด สวยหล่อสมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยก แถมยังช่วยกันเลือกของเข้าบ้านอีกต่างหาก สงสัยจะเป็นคู่แต่งงานใหม่” เพื่อนอีกคนเสริมขึ้น

และครั้งนี้ก็ทำให้ขุนศึกนึกอยากเห็นคู่รักที่กำลังเป็นหัวข้อสนทนาขึ้นมาติดหมัด เขาพยายามทอดเวลาด้วยการเลือกเส้นพาสต้าออกไปอีกนิดเพื่อฟังหญิงสาวสองคนนั้นพูดคุยต่อ

“ผู้ชายเป็นหมอด้วย ฉันแอบได้ยินภรรยาเขาเรียกคุณหมอคะ คุณหมอขา” สาวเจ้าจีบปากจีบคอเม้าท์ต่ออย่างสนุก ทั้งยังเลื่อนขั้นจาก ‘แฟน’ ขึ้นมาเป็น ‘ภรรยา’ ให้อีกต่างหาก

“สามีเขาดูเอาใจใส่ภรรยาดีนะ ถือตะกร้าเดินตามให้ภรรยาเลือกของ” คนฟังเสริมต่อในสิ่งที่เห็น ส่วนคนแอบฟังก็ได้ยิ้มกับคำพูดดังกล่าว นึกยินดีให้กับคนที่กำลังเป็นหัวข้อสนทนาทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน แต่การที่ผู้ชายสักคนจะแสดงออกเช่นนั้นย่อมหมายความว่าอีกเขารักผู้หญิงคนนั้นมากไม่ใช่หรือ

ขุนศึกวางเส้นพาสต้าสำเร็จรูปและสินค้าประเภทเดียวกันอีกสองสามชิ้นลงในรถเข็นของตนก่อนเดินจากไป ทิ้งให้สองสาวช่างเม้าท์ได้พูดถึงความน่ารักอย่างนั้นอย่างนี้ของคู่รักคู่นั้นต่อไป ส่วนเขาคงต้องขอตัวไปหาคนรักของตนเองบ้าง ขายาวก้าวผ่านชั้นวางของไปได้เพียงไม่กี่ล็อกก็ถึงเป้าหมาย ดวงตาคมกวาดมองรอบๆ เพื่อมองหาหญิงสาวในชุดเดรสลายดอกไม้ที่น่าจะอยู่ไม่ไกลนัก ก่อนจะพบเข้ากับร่างคุ้นตาของใครบางคน ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายดูคล้ายจะหยุดเต้นไปชั่วขณะเมื่อสิ่งที่เห็นตรงหน้า

“...ปกติจะใช้หัวเชื้อน้ำหอมพวกนี้ผสมอาหารเหรอครับ” หมอหนุ่มถามคนข้างตัวอย่างหาเรื่องคุยมากกว่าจะอยากรู้จริงๆ

ขวดหัวเชื้อน้ำหอมสำหรับแต่งกลิ่นอาหารตั้งเรียงรายอยู่บนชั้น รมิตาอมยิ้มขณะหยิบออกมาหนึ่งขวดออกมาถือ

“ใช่ค่ะ ปกติแล้วใช้ในการแต่งกลิ่นอาหาร ใช้เพียงนิดเดียวก็ได้กลิ่นหอมฟุ้งเลยค่ะ คุณหมอลองดมดูสิคะ นี่กลิ่นวานิลลา[1]

คุณหมอหนุ่มกระตุกยิ้ม เมื่อรมิตายื่นสิ่งที่ถือมาให้ตรงหน้าด้วยท่าทางไร้เดียงสา แต่คนมากเล่ห์เช่นเขาไม่คิดที่จะปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป นายแพทย์เอกวีร์ เวชพิสิฐ โน้มกายลงไปใกล้เพื่อสูดกลิ่นหอมของหัวเชื้อสกัดจากฝักของกล้วยไม้จากมือเรียว รอยยิ้มกรุ้มกริ่มปรากฏที่ใบหน้าขาวตี๋ซึ่งขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะช้อนมองใบหน้าของรมิตาที่ปรากฏริ้วเลือดฝาดเพราะขัดเขินกับกิริยาที่เขาทำนั่นเอง

ถูกใจนัก...นายแพทย์หนุ่มบอกกับตัวเองเช่นนั้น แต่ทุกอย่างก็ย่อมต้องมีจุดสิ้นสุดเมื่อดวงตาสีนิลใต้กรอบแว่นมองเห็นใครบางคนยืนอยู่ไม่ไกล

นายแพทย์เอกวีร์ยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ขณะที่ดวงตายังคงจับจ้องที่ใบหน้าเคร่งขรึมของคนที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก รอยยิ้มชนิดหนึ่งแตะแต้มที่มุมปาก แววตาฉายชัดว่ากำลังเย้ยหยัน ก่อนที่เสี้ยววินาทีต่อมานั้นมันจะกลายเป็นสีหน้าของคนตกใจราวกับเพิ่งเห็นว่ามีใครยืนอยู่

“คุณขุน ทางนี้ครับ”

เสียงเอ่ยเรียกทำให้คนที่ยืนหันหลังถึงกับสะดุ้ง รมิตาหันไปมองยังทิศทางที่หมอหนุ่มมองด้วยสายตาเลิ่กลั่ก แต่ท่าทางสนิทสนมจริงใจที่นายแพทย์เอกวีร์แสดงออกมาทำให้เธอคลายกังวลลงไปมาก ส่วนคนถูกเรียกมีสีหน้าเรียบนิ่งจนรมิตาหวั่นใจ...แต่เอาเถอะ เธอไม่ได้ทำอะไรเสียหาย เขาคงเข้าใจ

ขุนศึกจำต้องเดินเข้าไปหาคนทั้งสองด้วยท่าทางที่กำลังกลั้นกดอารมณ์บางอย่างอย่างเต็มที่ และเลือกที่จะยืนข้างรมิตายามเมื่อเดินไปถึงเพื่อประกาศความเป็นเจ้าของด้วยการกระทำ แต่หมอหนุ่มกลับยิ้มเย็น และเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงติดแปร่งหูในความรู้สึกของคนฟัง

“จะว่าไปคุณเคทกับพี่ชายก็หน้าตาคล้ายๆ กันนะครับ”

ประกาศเปิดศึกด้วยการทักทายนิ่มๆ ทิ้งคำว่า ‘พี่ชาย’ ให้คนมาใหม่รู้สึกฉงน ร้อนรุ่ม ก่อนจะกลายเป็นไม่พอใจ และสุดท้ายคือความไม่ไว้ใจ

ขุนศึกหันกลับมามองคนข้างกายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม แต่รมิตากลับก้มหน้างุด ท่าทางคล้ายคนกำลังสำนึกผิดทำให้คนสงสัยกำหมัดแน่น เข้าใจได้เพียงอย่างเดียวว่าเธอแนะนำเขาออกไปเช่นนั้นจริงๆ

“ผมเป็นรุ่นพี่ของเคทที่มหา’ลัยน่ะครับ” วิศวกรหนุ่มเลือกที่จะย้อนด้วยประโยคที่คิดว่าคุณหมอหนุ่มน่าจะเข้าใจ

สีหน้าและน้ำเสียงที่เรียบนิ่งทำให้นายแพทย์เอกวีร์นึกชมที่อีกฝ่ายเก็บอาการได้ดีเยี่ยม ใบหน้าขาวตี๋ของหมอหนุ่มกระตุกยิ้มที่มุมปากให้เห็นเพียงนิด และพูดต่อ

“แหม...ถ้าอย่างนั้นผมขอฝากตัวเป็นรุ่นน้องอีกสักคนนะครับ”

คำประกาศก้องว่าไม่ยอมเข้าใจในสิ่งที่บอกออกไปทำให้ขุนศึกต้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่แปลกไป

“ด้วยความยินดีครับ”

คำพูดเรียบนิ่งและสายตาทั้งสองที่จ้องสบกันและกันทำให้คนตรงกลางรู้สึกอึดอัดใจ เมื่อเธอรู้ถึงความหมายที่สองหนุ่มกำลังพูดถึง และคำตอบของขุนศึกก็ทำให้รมิตารู้สึกหวาดหวั่นเหลือเกิน หญิงสาวเพียงคนเดียวในวงสนทนาเลือกที่จะสอดแขนเรียวขึ้นคล้องที่ท่อนแขนหนาของคนข้างกายและกอดรัดแน่น ท่าทางที่บอกเป็นนัยว่าเธอเลือกที่จะอยู่ข้างใคร และวิงวอนอย่าผลักไสเธอออกไปให้ใคร ทำให้ขุนศึกและเอกวีร์ต้องก้มลงมาหญิงสาวด้วยความรู้สึกที่แตกต่าง...หนึ่งคือสงสัย ขณะที่อีกหนึ่งคือเสียใจ

 

“เคท”

เสียงทุ้มกระซิบเรียกหลังจากนายแพทย์หนุ่มเอ่ยขอตัวไปได้เกือบสิบนาที แต่รมิตายังคงกอดแขนของเขาแน่นไม่ยอมปล่อย ไหล่บางสั่นไหวยามเมื่อหัวใจของเธอรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่าง บางอย่างที่อยู่ในคำพูดของชายคนรัก ขุนศึกเอ่ยคำว่า ‘ยินดี’ แม้จะเป็นการโต้ตอบชวนหัว แต่คนที่คิดกลับรู้สึกว่าเขากำลังจะยกเธอให้ใคร ยกให้โดยไม่ถามความรู้สึกของเธอเลยแม้แต่น้อย

“เคทครับ” ขุนศึกตัดสินใจเรียกคนรักอีกครั้ง และครั้งนี้ก็ทำให้หญิงสาวได้สติ

ดวงหน้าหวานซีดเซียวเงยขึ้นมองสบตาคนตัวใหญ่พร้อมขานรับเสียงเบาหวิว

“คะ”

“เคทไหวหรือเปล่า หน้าซีดมากเลย” คนมองใจหายเมื่ออาการไม่สบายจากช่วงเช้ากลับมาอีกครั้ง ภายในดวงตาคู่สวยมีแววหวาดหวั่นจนเขารู้สงสารจับใจ “ไปนั่งพักก่อนไหม”

เหมือนว่าความห่วงใจที่ส่งมาพร้อมน้ำเสียงนุ่มทุ้มนั้นจะทำให้รมิตาได้สติ หญิงสาวพยายามคลี่ยิ้ม บางทีเธออาจจะคิดมากไปเอง เขาแค่พูดโต้ตอบกับเอกวีร์เพราะไม่มีคำใดเหมาะกว่านั้น เมื่อคิดถึงจุดนี้รมิตาก็พลันมีเรี่ยวแรงขึ้นมา

“เคทยังไหวค่ะ”

รมิตาพยายามใจสู้ แม้ว่ามุมหนึ่งจะแอบคิด แต่อย่าดีกว่า อย่าให้ความหวาดระแวงเพียงนิดมาทำให้ความสัมพันธ์ของเขาและเธอต้องจบลง

รมิตาปล่อยมือ หมุนตัวกลับไปยังชั้นวางของที่เรียงรายอยู่ตรงหน้า พยายามอย่างยิ่งที่จะจดจ่อสมาธิกับของที่ตนเองต้องซื้อ สมุดจดรายการของที่ต้องซื้อถูกหยิบขึ้นมาเปิดอ่านทั้งที่มือเย็นเฉียบและสั่นจนเห็นได้ชัด ขุนศึกฉวยสมุดในมืออีกฝ่ายมาถือพร้อมกับรวบมือเล็กลงมากุมมั่น ถ่ายทอดความอบอุ่นให้เธอรับรู้ว่าเขายังยืนอยู่ตรงนี้ แม้จะเป็นแค่ตอนนี้ก็ตาม

 

แลนด์โรเวอร์สีดำมันปลาบจอดสนิทหน้าประตูรั้วอัลลอยด์ในเวลาสิบเก้านาฬิกาตรง หลังจากใช้เวลาซื้อของอยู่เกือบชั่วโมง ขุนศึกก็พารมิตาไปดูหนังตามที่สาวเจ้าวางแผนไว้ รับประทานอาหารเย็นและกลับมาพร้อมกันในคราวเดียว และเหมือนบทสนทนาทุกอย่างจะเลือนหายตั้งแต่ตอนที่อยู่บนรถ ความเงียบทำให้บ่อยครั้งที่รมิตาลอบมองเสี้ยวหน้าคมของชายหนุ่ม ความนิ่งและขรึมของเขาทำให้เธอหวาดหวั่น บางทีมันอาจจะมีสาเหตุมาจากคำนั้นที่หมอวีร์เอ่ยทัก ...‘พี่ชาย’

“พี่ขุนคะ” รมิตาเรียกคนข้างตัวที่ยังคงนั่งนิ่ง ขุนศึกหันกลับมามองด้วยสายตาที่ไม่บ่งบอกว่าอยู่อารมณ์ใด แต่ก็ทำให้คนมองสบรู้สึกร้อนรนจนต้องพูดต่อรัวเร็ว “เรื่องพี่ชาย เคทขอโทษนะคะ เคทไม่ได้ตั้งใจที่จะแนะนำพี่ขุนกับคุณหมอเขาไปแบบนั้น เคทแค่กลัวว่าถ้าบอกว่าเราสองคนเป็นแฟนกัน พี่ขุนจะไม่พอใจก็เลย...”

เสียงหวานขาดหาย ขณะที่คนตัวใหญ่พยายามนั่งฟังอย่างตั้งใจ ท่าทางรู้สึกผิดไม่ใช่เสแสร้ง ทำให้ใบหน้าคมระบายยิ้มบางๆ ให้เห็นว่าเขาไม่ได้ถือสาหรือโกรธเคืองกับเรื่องนั้นแม้แต่น้อย

ที่เขาเงียบเพราะกำลังสับสนกับความคิดของตนเองต่างหาก เขาอยากจะปล่อยมือคู่นี้แน่หรือ ถ้าหากรั้งเธอไว้ เธอจะมีความสุขอย่างที่พยายามบอกเขามากแค่ไหน และถ้าเธอพบคนใหม่ คนคนนั้นจะให้ความสุขกับเธอได้มากกว่าเขาหรือเปล่า ทุกอย่างวนเวียนอยู่ในหัว และเผลอแสดงออกทางสีหน้าที่เคร่งขรึมจนคนข้างกายอึดอัดและเข้าใจไปอีกทาง

“พี่ไม่โกรธหรอก” เขาบอกเสียงนุ่มให้เธอคลายกังวล ก่อนจะเอ่ยสัพยอกทีเล่นทีจริง “ดีเสียอีก เคทจะได้มีคนมาจีบไง”

คำพูดหวังเรียกรอยยิ้มกลับทำให้ทุกอย่างพลันเลือนหาย รมิตาหน้าซีดเมื่อจบประโยคที่คนรักเอ่ยบอก

“ทำไมพี่ขุนพูดแบบนั้นล่ะคะ”

น้ำเสียงหวั่นไหวทำให้คนเผลอพูดออกไปใจหายวาบ คำพูดที่ไม่ตั้งใจกลับสร้างความหวั่นไหวให้เธออย่างประหลาด ทั้งที่ยามปกติเธออาจจะยิ้มและท้วงกลับให้เขาหึงหวง แต่ครั้งนี้ช่างแตกต่างเมื่อคำพูดเหล่านั้นมีคำนัยให้เธอคิดตาม

“พี่ขุนพูดเหมือนจะยกเคทให้ใคร” น้ำเสียงที่ใช้แสดงถึงความไม่พอใจชัด และก่อนที่ขุนศึกจะได้กล่าวแก้ความเข้าใจผิดรมิตาก็ชิงพูดขึ้น “เคทขอโทษค่ะ ช่วงนี้เคทเป็นอะไรก็ไม่รู้ รู้สึกหงุดหงิดไปหมด”

มือบางยกไม้ยกมือประกอบคำพูดวุ่นวาย และเมื่อท้ายที่สุดไม่สามารถอธิบายให้ชายหนุ่มเข้าใจได้ เธอก็รีบหุนหันลงจากรถไปในทันที ขุนศึกรีบผวาตามด้วยไม่เคยเห็นอากัปกิริยาเช่นนี้ของเธอมาก่อน ใบหน้าหวานดูสับสนกับอารมณ์ของตนเองจนพาลหงุดหงิดกับถุงแป้งที่ตนเองซื้อมา หากขุนศึกไม่ปราดเข้าไปยื้อยุดมาถือเสียเอง ป่านนี้หน้าบ้านคงเต็มไปด้วยฝุ่นแป้งที่ปลิวว่อนเพราะน้ำมือของรมิตาเป็นแน่

“เคทเป็นอะไร” น้ำเสียงติดจะรำคาญมากกว่าจะเป็นห่วงอย่างรูปประโยคทำให้คนฟังน้ำตารื้น

“พี่ถาม”

ขุนศึกกดเสียงต่ำให้ดูคล้ายกำลังเค้นเอาคำตอบ แต่รมิตาก็ยังนิ่งเฉย เธอเริ่มหงุดหงิดเมื่ออยู่ๆ ก็รู้สึกน้อยใจเขาขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ข้าวของที่ซื้อมาถูกชายหนุ่มนำไปเก็บให้ในครัวจนเรียบร้อย เหลือเพียงถุงเสื้อผ้าไม่กี่ถุงที่วางอยู่บนโซฟากลางห้อง รวมทั้งถุงกระดาษติดโลโก้ห้างดังขนาดไม่ใหญ่นักที่เธอจำไม่ได้ว่าซื้อมาตอนไหน รมิตาจึงเลือกที่จะหยิบมันขึ้นมาเปิดดูโดยไม่คิดจะตอบคำถามของคนตัวใหญ่

“เคท”

“เคทแค่หงุดหงิด” คนตัวเล็กโพล่งขึ้นก่อนที่ประโยคของเขาจะจบดีด้วยซ้ำ “เคทอยากอยู่คนเดียว”

“อ้อ...ที่โวยวายในรถเมื่อกี้ก็แค่หงุดหงิดพี่ใช่ไหม” คนตัวใหญ่เข้าใจไปอีกทาง

รมิตาบอกไม่ถูก จะปฏิเสธและขอโทษเหมือนทุกครั้ง ความถือดีที่ไม่เคยมีวันนี้กลับมีขึ้นมาเสียเฉยๆ เธอขอโทษเขาไปแล้วสองครั้ง ครั้งแรกเรื่องที่เธอบอกกับเอกวีร์ ครั้งที่สองคือเธอหงุดหงิดกับอารมณ์ของตนเอง และเขาควรจะเข้าใจได้แล้ว ไม่ใช่เอาแต่ถามเธออยู่อย่างนี้

“ถ้าอย่างนั้นพี่จะกลับบ้าน”

เขาบอกพร้อมเตรียมผละจาก รมิตาหันขวับกลับมามองตาปรอย เสียงหวานครางชื่อเขาเศร้าราวกับเด็กกำลังถูกทิ้ง แต่คนตัวใหญ่กลับทำเพียงส่ายหน้าไปมา

“ล็อกบ้านดีๆ แล้วกัน แล้วพี่จะโทร. หา”

บอกเพียงแค่นั้นก็เปิดประตูออกไป ส่วนคนที่เรียกร้องอยากอยู่คนเดียวกลับได้แต่นั่งจมอยู่กับความคิดเพียงลำพังเมื่อเขาไม่ง้องอนอย่างที่คนรักพึงกระทำต่อกัน...หรือนี่จะเป็นสัญญาณแรกของคนที่ต้องเลิกรา

 

ทั้งที่บอกตัวเองให้ข่มตาหลับขุนศึกกลับไม่รู้สึกง่วงแม้แต่นิด สมองกลับวนเวียนคิดถึงใครอีกคนที่ต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง แม้ว่าตอนที่กลับมาถึงบ้าน เขาจะได้โทรศัพท์ไปคุยกับหญิงสาวแล้วก็ตาม แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอ เขาห่วง กลัวว่าอาจจะเกิดอันตรายขึ้นกับเธอ ทั้งที่หลายครั้งเวลาเขาต้องออกตรวจไซต์งานที่ต่างจังหวัดรมิตาก็สามารถอยู่เพียงลำพังได้ แต่ครั้งนี้แตกต่าง เขากังวลจนพานนอนไม่หลับ อาจเพราะเธอกำลังไม่สบาย ใช่! อย่างเมื่อเช้านั่นอย่างไร แต่เมื่อตอนบ่ายเธอก็อาการดีขึ้นแล้วไม่ใช่หรือ ความคิดอีกฝั่งแย้งกลับ และเมื่อความคิดถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายขุนศึกก็ผุดลุกขึ้นนั่งท่ามกลางความมืดที่มีเพียงแสงไฟจากรั้วบ้านส่องเข้ามาพอให้เห็นเพียงลางๆ เท่านั้น

‘…ถ้าอย่างนั้นผมขอฝากตัวเป็นรุ่นน้องอีกสักคนนะครับ’

คำพูดของหมอหนุ่มแม้จะเจ็บใจแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความคิดอีกฝั่งรู้สึกยินดี นายแพทย์เอกวีร์ เวชพิสิฐ หน้าที่การงานไม่เลวนักในสายตาของนักธุรกิจเช่นเขา ความตรงไปตรงมาในหลายครั้งที่พบเจอทำให้เขานึกชมอยู่ในใจ แต่มีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่ยังติดใจสงสัย สายตาที่ใช้มองรมิตาคู่นั้นราวกับมีอะไรซ่อนอยู่ อะไรบางอย่างที่เขาดูไม่ออก หลายครั้งดูคล้ายต้องการที่จะเอาชนะ แต่หลายครั้งก็ดูเหมือนพึงใจในตัวรมิตา บางครั้งยามมองมาที่เขามักมีอะไรส่งมาพร้อมดวงตาเย้ยหยันคู่นั้น คำประกาศกรายๆ ที่หลายครั้งแสดงออกชัดทางคำพูด อย่างครั้งเจอกันที่ห้างสรรพสินค้าเมื่อตอนกลางวันนั่นอย่างไร

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ควรลองเปิดโอกาสให้เธอได้เจอใครสักคน คนที่พร้อมจะดูแลเธอ และดูแลได้ดีกว่าที่เขาทำ ให้ในสิ่งที่เธอต้องการ สิ่งที่เขาไม่สามารถให้เธอได้ คิดแล้วก็ผ่อนลมหายใจออกมายาวเหยียด เมื่อถึงวันนั้นเขาจะทนเห็นเธอเดินจากไปได้มากแค่ไหนกัน คำถามนั้นไม่มีคำตอบ เพียงแค่อกข้างซ้ายรู้สึกเจ็บแปลบทุกครั้งที่นึกถึง

 

เช้าวันต่อมารมิตาตื่นขึ้นมาพร้อมอาการวิงเวียนศีรษะไม่ต่างกับวันวาน อาการผะอืดผะอมรับอรุณทำให้เธอต้องรีบกระโจนลงจากเตียงไปยังห้องน้ำด้วยเวลาไม่ถึงนาที แต่วิธีนั้นกลับทำให้เธอหน้ามืดจนต้องอาศัยโถชักโครกแทนอ่างล้างมือเพื่ออาเจียนเอาน้ำย่อยที่ตีตื้นออกมาจนไร้เรี่ยวแรง ทว่าความอ้างว้างกลับทำให้น้ำตาที่เล็ดออกมาเพียงเล็กน้อยจากอาการอาเจียนนั้นเกิดล้นเอ่อจนไหลอาบแก้มนวล เพราะไม่มีฝ่ามืออบอุ่นของใครลูบไล้แผ่นหลังให้เหมือนในวันวาน ไม่มีเสียงกระซิบสอบถามอาการอยู่ข้างหู เพียงเท่านี้จากเสียงอาเจียนก็เปลี่ยนเป็นเสียงสะอื้นไห้ เกิดความรู้สึกอ่อนแอเฉียบพลันที่แม้แต่ตัวเองยังตกใจ

นั่งอยู่ตรงนั้นเป็นนานกว่าที่รมิตาจะพยุงตนเองให้ลุกขึ้นยืนเพื่อล้างหน้าล้างตา ภาพหญิงสาวผมยุ่งไม่เป็นทรง น้ำตาเปรอะเปื้อนแก้มทั้งสองข้างดูน่าเวทนาจนต้องร้องไห้ออกมาอีกหน...ดูเอาเถอะ เพียงแค่นี้หัวตาก็ร้อนผ่าว

หลังจากที่เมื่อคืนขุนศึกได้โทรศัพท์มาหาเพื่อบอกว่าเขาถึงบ้านโดยปลอดภัย และถามไถ่เกี่ยวกับประตูหน้าต่างห้องหับเรียบร้อยก็ขอตัววางสาย เวลาเพียงไม่กี่นาที อาการราวกับคนไกลทำให้เธอต้องนอนหลับไปพร้อมกับน้ำตา และนี่คงเป็นสาเหตุให้เช้าวันนี้เธอตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการวิงเวียนจนกระทั่งอาเจียน และที่ร้องไห้ก็เพียงเพราะน้อยใจที่เขาไม่สนใจไยดีเธอเท่านั้น คิดแล้วน้ำตาเจ้ากรรมก็ไหลออกมาอีกระลอก

เธอต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ

รมิตาก่นด่าตัวเองในใจ หลังจากที่พาร่างอ่อนระโหยออกมาจากห้องได้สำเร็จ เมื่อมองไปมุมไหนในบ้านก็มีภาพของเขาวนเวียนเต็มไปหมด และนั่นก็ทำให้เธอปล่อยโฮออกมาอีกอย่างสุดกลั้น ดูเอาเถอะ แค่เขาไม่อยู่ค้างด้วยเพียงวันเดียวด้วยเหตุผลที่ต่างจากทุกครั้งเพราะมันเริ่มมาจากการมีปากเสียงก็ทำเอาเธอร้องห่มร้องไห้คล้ายกับคนบ้าขนาดนี้

ถ้าวันใดเขาจากไป เธอจะอยู่เพียงลำพังได้อย่างไรกัน คิดเพื่อให้ตนคลายสะอื้น แต่น้ำตาเจ้ากรรมก็ยังคงไหลออกมาไม่ขาด ท้ายที่สุดหญิงสาวก็ได้แต่นั่งกอดตัวเองอยู่บนโซฟาเช่นนั้น จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่ห่างออกไปดังขึ้น

รมิตาผินใบหน้าไปยังทิศทางของเสียง เผยให้เห็นรอยช้ำที่แดงก่ำไปทั้งหน่วยตา จังหวะสม่ำเสมอบอกให้รู้ว่าปลายสายทนรออย่างใจเย็นทำให้เธอต้องรีบลุกไปดู แต่อาการวิงเวียนก็โจมตีเข้าอีกระลอก รมิตาทรุดนั่งลงบนโซฟาตัวถัดกัน พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นข้าวของที่ช่วยกันซื้อมาเมื่อวาน มันวางระเกะระกะจนเต็มโต๊ะกระจกตัวเตี้ย และมีบางส่วนที่ลงไปนอนนิ่งอยู่บนพื้น เสียงโทรศัพท์เงียบลงพร้อมๆ กับที่หญิงสาวพ่นลมหายใจยาวเหยียด มือบางเอื้อมหยิบถุงกระดาษใบเล็กที่เธอจำได้ว่าเมื่อคืนได้หยิบมันขึ้นมาหมายจะเปิดดู แต่หลังจากขุนศึกเอ่ยปากว่าจะกลับ เธอก็ไม่มีแก่ใจที่ดูมันอีก

ผ้านุ่มสีฟ้าอ่อนขนาดเล็กกว่ากำปั้นประกอบกันเป็นถุงมือเด็กทารกหนึ่งคู่ปรากฏต่อสายตาแดงช้ำของคนถือ รมิตาปล่อยให้ถุงกระดาษในมืออีกข้างให้หล่นลงไปนอนที่พื้น ก่อนจะใช้มือข้างนั้นยกขึ้นลูบไล้ของที่กำลังถือด้วยท่าทางทะนุถนอม ตัวการ์ตูนสีฟ้าที่ปักลงบนเนื้อผ้าทำให้เธอต้องเพ่งมองนานยิ่งกว่า อยู่ๆ ความรู้สึกบางอย่างก็ตีตื้นจนพานให้น้ำตาไหลออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

เป็นนานกว่าที่รมิตาจะเก็บของชิ้นนั้นใส่ถุงกระดาษดังเดิมพร้อมกับคำถามที่ผุดขึ้นมากลางใจ เขาซื้อให้ใครกัน ญาติพี่น้อง เพื่อนพ้องคนรอบข้างก็ยังไม่มีสมาชิกคนใหม่เป็นเด็กทารกสักคน แล้วเหตุใดกันขุนศึกถึงได้ซื้อของเช่นนี้มา คำถามวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา แต่จนแล้วจนรอดเธอก็ไม่ได้คำตอบใดๆ

 

รมิตาลอบมองเสี้ยวหน้าคมของสารถีหนุ่มข้างกายอย่างนึกขลาด เธออยากจะเอ่ยถามถึงเจ้าของถุงมือคู่น้อยที่เขาหลงลืมไว้หรือแม้แต่สาเหตุที่เมื่อวานเขาหายไปทั้งวัน ไม่อยู่ด้วยกันเหมือนวันหยุดที่ผ่านมา ไม่มีโทรศัพท์มาหาว่ามีธุระที่ใด เขาหายไปโดยที่เช้าวันนี้ขับรถมารับเธออย่างเคย และความเงียบก็เข้ามาปกคลุมบรรยากาศโดยรอบ ปล่อยให้ขุนศึกได้ทำหน้าที่พลขับ และให้ความสนใจกับการจราจรเบื้องหน้าโดยที่เธอได้แต่นั่งเงียบอยู่เช่นนั้น

เช้าวันนี้เธอตื่นมาพร้อมอาการวิงเวียนไม่ต่างกับวันวาน แต่เมื่อได้จิบน้ำขิงอุ่นๆ อาการเหล่านั้นก็ทุเลาเบาบางลงจนสามารถลุกออกมาทำงานพร้อมเขาได้อย่างเคย ขุนศึกยังคงเงียบแม้ว่าจะรับรู้ถึงสายตาที่มองมาทางตนบ่อยครั้งก็ตาม เขานั่งยืดตัวเพ่งสมาธิทั้งหมดให้จดจ่ออยู่ที่ถนนและไฟท้ายรถคันหน้า เมื่อวานเขาเร้นกายหายออกไปจากชีวิตของเธอด้วยการหอบหัวใจและสมองที่ยังทะเลาะกันยังไม่เรียบร้อยดีไปจมอยู่ที่บ้านอธิรักษ์โยธิน

พี่ชายคนโตและพี่สะใภ้ดูรักกันหวานชื่นจนเขานึกอิจฉา ทั้งที่แรกเริ่มสี่ทิศปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่รับคุณครูสาวเป็นแม่ของลูกอย่างเด็ดขาด แต่เรื่องราวที่ร่วมฝ่าฟัน ความใกล้ชิด และแผนการของแม่ๆ ก็ทำให้คนทั้งสองยินยอมที่จะเปิดหัวใจให้กันและกันได้ดูแลอีกครั้ง โดยมีตัวป่วนเป็นหลานสาวกับหลานชายคอยหมั่นเติมชีวิตรักให้บิดามารดา

แต่เมื่อลองมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง เขาและรมิตาคบกันมานาน เริ่มแรกอาจเป็นเพียงความรักของหนุ่มสาวแต่นับวันเขารู้ว่ามันยิ่งเพิ่มพูน แต่ก็นั่นแหละ เมื่อมันมีมากยิ่งขึ้นก็ยิ่งผูกมัดเธอไว้กับตัวมากเท่านั้น ทั้งที่รู้ดีว่าตนเองไม่อาจจะมอบความสุขและรอยยิ้มให้เธอไปได้ตลอด แต่เขาก็ยังดึงเธอเอาไว้ข้างกายจนถึงวันนี้

แลนด์โรเวอร์สีดำมันปลาบแล่นเลียบจอดบริเวณหน้าร้าน ไม่มีคำพูดใดจากริมฝีปากหยัก พอๆ กับไม่มีเสียงหวานหลุดลอดออกมาจากกลีบปากอิ่ม เมื่อเช้าเขาและเธอทักทายกันเพียงสองสามคำเท่านั้นก่อนที่จะขึ้นรถออกมาพร้อมกัน

รมิตาหันกลับไปเปิดประตูและก้าวลงจากรถโดยที่สารถีหนุ่มยังคงนั่งนิ่ง เธอไม่ถามและเขาไม่พูด ความเงียบจึงกลายเป็นความอึดอัด เมื่อเธอเดินจากไปสายตาคมจึงได้มองตามหลังเธอไปตลอด เขาผูกมัดเธอมากเกินไปและหลายครั้งก็ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ทำความรู้จักผู้คนใหม่ๆ เขาช่วงชิงทุกอย่างของเธอไว้ข้างกายแต่ไม่คิดที่จะทะนุถนอม เหมือนเด็กที่มีของเล่นใกล้มือแล้วผยองว่าจะทำอะไรก็ได้ หลายครั้งที่ดวงตาคู่นั้นมีน้ำตาก็เพราะเขา ถ้าความรักของสี่ทิศคือการเติมเต็มชีวิตรักให้คงอยู่ ความเหินห่างที่ขุนศึกทำ คงทำให้สักวันรักนั้นจืดจาง ได้แต่หวังว่าสักวัน...รมิตาจะจากไปอย่างมีความสุขกับใครสักคนที่พร้อมมากกว่าคนอย่างเขา คนที่มีสายเลือดของคนไม่รู้จักพออย่างเขา

เสียงเครื่องยนต์แล่นจากไปเมื่อคล้อยหลังเป็นเหตุให้รมิตาต้องหันกลับมามอง เขาไม่ได้ลงมาส่ง ไม่ได้เอ่ยคำใดนอกจากการทำหน้าที่ของตนเพียงเท่านั้น มาส่งเธอที่ร้านและจากไปทำงานของตนเองต่อ ไม่มีคำพูดระหว่างกัน มันชวนอึดอัด ความห่างเหินเพียงข้ามวันทำให้เธอรู้สึกหวั่นไปถึงขั้วหัวใจ เพียงแค่เธอเอ่ยปากว่าอยากอยู่คนเดียว เขาก็ไม่สนใจเธอเลยกระนั้นหรือ หรือว่าความจริงแล้วเขาต้องการให้มันเป็นเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา อารมณ์พาลทำให้เธอคิดไปในทางร้ายและพลันน้ำสีใสก็เอ่อคลอหน่วย เธอรู้สึกอ่อนแอเหลือเกินเมื่อต้องพยายามประคับประคองต้นรักต้นนี้เพียงลำพัง

เวลาสิบเจ็ดนาฬิกาสามสิบนาทีประตูร้านก็ถูกเปิดออกด้วยฝีมือของลูกค้าประจำ นายแพทย์เอกวีร์ส่งยิ้มมาก่อนเมื่อเห็นเจ้าของร้านสาวอยู่ในหน้าเคาน์เตอร์เหมือนทุกวัน ใบหน้าหวานเจือเศร้าทั้งที่ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้ม ช่างเป็นยิ้มที่เศร้าเหลือเกินในสายตาของคนมอง นายแพทย์หนุ่มส่องสายตาไปรอบๆ ร้านหวังหาสาเหตุของรอยยิ้มแสนเศร้านั้น แต่สายตากลับปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่นั่งอยู่มุมในสุดบริเวณพื้นยกระดับ เรียวคิ้วเข้มของของหมอหนุ่มขยับเข้าหากันด้วยความสงสัย เขารู้ละว่ารมิตาและชายหนุ่มที่ชื่อขุนศึกคนนั้นคือคนรักกัน แต่เหตุใดมีคนรักอยู่ในร้านด้วย รมิตาถึงได้มีสีหน้าเศร้าสร้อยเพียงนั้น คำถาม? ถ้าอยากจะรู้ก็ต้องหาคำตอบ คิดแล้วมุมปากหยักก็กระตุกยิ้ม ดวงตาคมใต้กรอบแว่นดูภูมิฐานทอประกายวิบวับเจ้าเล่ห์

“สวัสดีครับคุณเคท วันนี้ลูกค้าเยอะนะครับ” หมอหนุ่มเอ่ยทักทาย สายตาส่ายส่องไปทั่วร้านอย่างเสแสร้ง ลูกค้าเยอะอย่างที่เขาบอก แต่ที่เขากำลังหาไม่ใช่การกวาดตามองรอบร้านๆ ผู้ชายคนที่นั่งมุมในสุดนั่นต่างหากเป้าหมายที่เขาจะเข้าไปเยี่ยมเยือน หวังเปิดศึกแย่งชิงกระต่ายน้อยหน้าสวยแววตาเศร้าคนนี้มาครอบครอง

“สวัสดีค่ะคุณหมอ โต๊ะประจำไม่ว่างเลย ยังไงเชิญนั่งที่หน้าเคาน์เตอร์ดีกว่านะคะ”

รมิตาทักกลับพร้อมเชื้อเชิญให้ชายหนุ่มนั่งบนเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์ เพราะปกติแล้วเอกวีร์มักจะนั่งโต๊ะติดกระจกเป็นประจำ แต่แทนที่หมอหนุ่มจะตอบรับคำเขากลับส่ายหน้าปฏิเสธ และตอบกลับอย่างสุภาพ

“ผมไม่รบกวนคุณเคทหรอกครับ ลูกค้าเยอะแบบนี้ที่ร้านคงวุ่น ผมขอเข้าไปนั่งข้างในกับคนรู้จักก็แล้วกัน”

กล่าวเพียงเท่านั้นก็เลือกสั่งเครื่องดื่มก่อนจะผละจากไปยังเป้าหมายที่เล็งไว้ ท่าทางเศร้าสร้อยของหญิงสาวประกอบกับท่าทางเคร่งเครียดของคนที่โต๊ะมุมในสุด เอกวีร์รู้แล้วว่าเขาจะเข้ามาแทรกกลางความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ได้อย่างไร

“สวัสดีครับคุณขุน”

เสียงทักทายทำให้คนที่กำลังนั่งคิดอะไรเพลินๆ ต้องหันกลับมามอง นัยน์ตาคมสบเข้ากับดวงตาเจ้าเล่ห์ของหมอหนุ่มที่มายืนอยู่ข้างโต๊ะพอดิบพอดี ริ้วรอยความสงสัยที่ฉายออกมาทำให้เอกวีร์กระตุกยิ้ม

“พอดีวันนี้ลูกค้าเยอะ ถ้าไม่รังเกียจผมขอนั่งด้วยคนได้หรือเปล่าครับ”

“เชิญครับ”

คำพูดสุภาพทำให้ขุนศึกต้องผายมือเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างเสียไม่ได้ พิมพรเดินเข้ามาเสิร์ฟเครื่องดื่มและขนมที่หมอหนุ่มสั่งในนาทีถัดมา ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบกริบลงดังเดิม

นายแพทย์เอกวีร์ เวชพิสิฐ มองเสี้ยวหน้าคมคายของคนฝั่งตรงกันข้ามที่หันกลับไปสนใจบรรยากาศภายนอกมากกว่าคนร่วมโต๊ะเช่นเขา ริ้วรอยความเครียดปรากฏให้เห็นอยู่ในดวงตาคม ความเหนื่อยล้าคล้ายคนคิดหนักทำให้หมอหนุ่มกระหยิ่มในใจ ดูท่าการประกาศตัวเมื่อวันก่อนของเขาจะได้ผล แม้ว่าวันนั้นจะเสียหน้าเพราะคนกลางเช่นรมิตาเลือกวิศวกรหนุ่มมากกว่าจะเป็นศัลยแพทย์เช่นเขาก็ตาม

“คุณเคทเธอน่ารักดีนะครับ” แสร้งยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบโดยทำทีคล้ายชวนคนร่วมโต๊ะคุยธรรมดา แต่ขุนศึกกลับรู้สึกระคายหูเพราะการพูดถึงบุคคลที่สามนั่นต่างหาก สายตาของหมอหนุ่มมองไปทางรมิตาที่ยกเครื่องดื่มมาเสิร์ฟโต๊ะใกล้ๆ ดวงตาที่ทอประกายอะไรบางอย่างทำให้ขุนศึกต้องมองตามร่างนั้นอย่างเสียไม่ได้

“ครับ” เขารับคำเบาๆ

เอกวีร์จึงถือโอกาสหันกลับมาสำรวจคนตรงหน้าอีกครั้ง สายตาที่ยังคงมองรมิตาอยู่ไม่ห่างนั้นทำให้เอกวีร์เห็นความห่วงใยที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่คม อยากรู้นักว่าจะห่วงมากแค่ไหน

“คุณขุนจะว่าอะไรไหมครับถ้าผมจะจีบเธอ” คำขออนุญาตด้วยประโยคเรียบง่ายทำให้คนถูกขอต้องหันกลับมามองนิ่ง

ขุนศึกรู้ว่าหมอหนุ่มรู้ถึงความสัมพันธ์ของเขาและรมิตาแต่อีกฝ่ายก็ยังกล้าที่เอ่ยคำนั้น อะไรที่ทำให้นายแพทย์ฝีมือดีตรงหน้าเลือกที่จะเอ่ยคำนั้น คำที่บอกชัดว่าต้องการเปิดสงครามกับเขา มุมปากของหมอหนุ่มขยับยกขณะเอ่ยต่อ

“ในฐานะที่คุณขุนเป็นแค่รุ่นพี่...ผมเลยอยากจะบอกให้รู้ไว้”

ดวงตาภายใต้กรอบแว่นจึงมั่นคง แน่วแน่และจริงจังอย่างที่ขุนศึกมองแล้วรู้สึกได้ ขุนศึกปฏิเสธไม่ได้ว่าลึกๆ เขาหวังว่าคนตรงหน้าจะมั่นคงและจริงจังกับรมิตามากพอ เมื่อความต้องการฉายชัด คนถูกขออนุญาตที่มีฐานะเพียงรุ่นพี่จึงนิ่งระหว่างฟังอีกฝ่ายพูดต่อ

“ผมรู้ว่ามันอาจจะเร็วไปที่ผมจะเอ่ยคำนั้นเพราะเพิ่งรู้จักกับเธอได้ไม่นาน แต่คุณก็ทราบดีไม่ใช่หรือครับว่าเธอทำให้คนรอบข้างตกหลุมรักได้โดยง่าย และผมก็คงเป็นหนึ่งในนั้น ผมชอบเธอและอาจจะมากพอที่จะเอ่ยคำว่ารัก”

คำประกาศชัดทำให้คนฟังนิ่งไป คำที่ขุนศึกไม่เคยเอ่ย แต่คนตรงหน้ากลับพูดมันออกมาได้อย่าง่ายดาย

“มันพูดง่ายขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

“ก็แค่ซื่อตรงกับหัวใจของตัวเอง มันจะไปยากอะไรล่ะครับ”

หมอหนุ่มว่าพลางยกกาแฟรสโปรดของตนเองขึ้นจิบขณะรอดูปฏิกิริยาของคนที่เขากำลังขอ ไม่มีท่าทางโกรธขึ้งอย่างที่หวังจะได้เห็น กลับมีเพียงความนิ่งเงียบและโคลงศีรษะเบาๆ เมื่อฟังประโยคนั้นจบลง ท่าทางราวกับยอมรับทำให้หมอหนุ่มต้องลอบสังเกตสีหน้าอีกฝ่ายยิ่งกว่าเดิม และคิดหาวิธีเพิ่มเชื้อไฟลงไปอีก

“ถ้าคุณมั่นใจว่าทำให้เธอมีความสุขได้” เสียงทุ้มฟังดูอ่อนล้ายามเมื่อเอ่ยประโยคนั้นออกมา ประโยคที่บ่งชัดว่าเปิดโอกาส ทำให้คนคิดที่จะแย่งกระตุกยิ้มเมื่อทุกอย่างง่ายกว่าที่คิด

“ผมมั่นใจว่าผมทำได้ดีกว่าคุณ”

 



[1]วานิลลา (Vanilla) เป็นกลิ่นที่ได้จากฝักของกล้วยไม้สกุล Vanilla มีต้นกำเนิดจากเม็กซิโก มักถูกนำมาใช้แต่งกลิ่นในการทำอาหารประเภทของหวานและไอศกรีม







ฝากติดตามนิยายเรื่องอื่นๆ ด้วยนะคะ 







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

214 ความคิดเห็น