ดวงใจอธิรักษ์โยธิน

ตอนที่ 42 : ดวงใจขุนศึก : ตอนที่ 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,488
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    27 ส.ค. 63











ตอนที่ 6

 

กว่าสองอาทิตย์ที่นายแพทย์เอกวีร์ เวชพิสิฐ แวะเวียนมาอยู่ข้างกายเจ้าของร้านเบเกอรี่สาวคนสวยจนเป็นภาพชินตาของใครหลายคน ไม่เว้นแม้แต่ขุนศึก อธิรักษ์โยธิน ที่กำลังนั่งอ่านเอกสารกองใหญ่ฆ่าเวลาระหว่างรอกลับบ้านพร้อมคนรัก พอๆ กับภาสกรที่ไม่ว่าจะเห็นภาพเช่นนี้บ่อยแค่ไหนก็ยังหงุดหงิดแทบทุกครั้งไป โดยเฉพาะระยะหลังถึงขั้นลงทุนมาขลุกอยู่เป็นเพื่อนน้องชาย เมื่อได้ยินเรื่องราว ‘คุณหมอรูปหล่อ’ มาจีบ ‘คุณเคทของคุณขุน’ จากพนักงานของอธิรักษ์โยธินกรุ๊ป

โต๊ะของขุนศึกตั้งอยู่มุมในสุดติดกับกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นวิวสวนสวยที่เขาและรมิตาช่วยกันลงต้นไม้ทุกต้นด้วยตนเองเมื่อครั้งเริ่มคิดที่จะเปิดร้าน พื้นต่างระดับกว่าครึ่งฟุตทำให้มองเห็นบรรยากาศรอบร้านชัดเจน โดยเฉพาะเคาน์เตอร์บาร์หน้าร้านที่บัดนี้มีใครบางคนจับจองเก้าอี้ตัวนั้นแทนเจ้าของประจำคนเดิม

รมิตาในชุดเดรสสีฟ้าอ่อนคาดทับด้วยผ้ากันเปื้อนเครื่องแบบของร้านกำลังพูดคุยกับลูกค้าหนุ่มอย่างออกรสด้วยท่าทางสนิทสนม ขณะที่ขุนศึกยังคงนิ่งเฉยทำให้คนที่มีฐานะเป็น ‘พี่ชายของแฟน’ รู้สึกไม่ชอบใจขึ้นมาติดหมัด หงุดหงิดจนแสดงออกทางสีหน้า

“ไอ้หมอนั่นเป็นใคร พี่ไม่ชอบหน้ามันเลย” ภาสกรเปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงกึ่งกระชาก

คนถูกถามเงยหน้าขึ้นมองตามสายตาของพี่ชาย คิ้วเข้มเป็นปื้นเลิกสูงยามมองภาพนั้น แต่ก็ไม่ได้แสดงสีหน้าเช่นใดมากนัก ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งไม่ต่างจากสีหน้า

“อ้อ..หมอวีร์ครับ เพื่อนของเคท” ตอบเพียงแค่นั้นก็ก้มลงอ่านเอกสารที่กางอยู่ในมือต่อ

ภาสกรฮึดฮัดให้กับคำตอบของคนเป็นน้องก่อนจะเอ่ยฟ้องขึ้นมาอีก

“ท่าทางมันอย่างกับจะจีบเคท นายไม่หึงบ้างหรือไง”

ครานี้ได้ผล ขุนศึกชะงักนิ่งจนคนเป็นพี่รู้สึกได้ ดวงตาคู่คมที่แสร้งอ่านเอกสารมีร่องรอยของอะไรบางอย่างที่ภาสกรมองเห็นไม่ชัดนัก และเมื่อเพ่งหามันก็กลับหายวับไปพร้อมกับมุมปากหยักกดลึกของคนเป็นน้องที่เงยหน้าขึ้นมามองภาพของสองหนุ่มสาวเจ้าของหัวข้อบทสนทนาอีกหน

“ถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงจะดีครับ”

คำตอบขัดใจเป็นคำรบที่สอง ภาสกรอยากจะหาอะไรหนักๆ มาทุ่มใส่น้องชายขึ้นมาติดหมัด ดูเอาเถอะท่าทางแบบนี้สมองที่มีรอยหยักไอคิวสูงลิ่วแต่เอคิว[1] กลับลดต่ำฮวบจนน่าใจหาย มีผู้ชายมาจีบแฟนของตัวเองแทนที่จะนึกโกรธ พ่อเจ้าประคุณกลับเห็นดีด้วย

ท่าทางแบบนี้มัน...

ความคิดของอธิรักษ์โยธินผู้พี่ชะงักกึกเมื่อเดินทางมาจุดที่เกิดทางแยก ดวงตาคมเข้มสีนิลวกมาที่ใบหน้าของน้องชายด้วยสายตาจ้องจับผิด ท่าทางเรียบเรื่อยและเห็นดีเห็นงามเช่นนี้ อย่าบอกว่านะว่าภายในเอคิวที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินนั้นกำลังคิดอะไรที่เขาไม่ชอบและไม่มีวันชอบอยู่

“กำลังคิดอะไรโง่ๆ อีกแล้วใช่ไหม”

คนเป็นพี่ตอบกลับด้วยวาจาไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด แต่ขุนศึกกลับนิ่งไม่ยอมตอบ มุมปากขยับยกคล้ายกำลังยอมรับในข้อกล่าวหา...หากเป็นเช่นนั้นมันก็ดีกว่าไม่ใช่หรือ

ผ่านไปเกือบสองชั่วโมง ลูกค้าภายในร้านเริ่มบางตา นายแพทย์เอกวีร์ขอตัวกลับไปเมื่อชั่วโมงก่อนหลังจากใช้อภิสิทธิ์หุ้นส่วนของโรงพยาบาลในการคัดเลือกชนิดสินค้าที่จะนำไปวางหน้าร้านเรียบร้อย ไม่ต่างกับภาสกรที่หุนหันออกไปทันทีที่นายแพทย์หนุ่มคล้อยหลัง

“วันนี้ลูกค้าเยอะหน่อย พี่ขุนเบื่อหรือเปล่าคะ”

รมิตาว่าพร้อมกับวางถ้วยกาแฟรสโปรดของคนรักลงตรงหน้า ขุนศึกยังคงตั้งหน้าตั้งตาดูเอกสารที่นำมาด้วยไม่ต่างจากตอนที่ก้าวเข้ามาในร้าน ท่าทางเคร่งเครียดทำให้เธอเลือกที่จะจัดการงานในร้านมากกว่าการมานั่งคุยกับเขาเหมือนเคย และเมื่อเอกวีร์ก้าวเข้ามาเธอก็ติดพันบทสนทนาจนไม่สามารถปลีกตัวออกมาได้ กว่าจะจัดการเคลียร์เอกสารการจัดซื้อในแต่ละเดือนที่เพิ่มขึ้นก็กินเวลาไปเกือบชั่วโมง

“ไม่ครับ” ขุนศึกเงยหน้าขึ้นตอบ ก่อนจะเสยกกาแฟถ้วยใหม่ขึ้นจิบ ตั้งแต่มานั่งทั้งขนมทั้งกาแฟที่ดื่มไปไม่ต่ำกว่าสามแก้วแล้วกระมัง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังทนนั่งรออย่างใจเย็น เฝ้ามองอยู่ตรงนี้ เพื่อดูรอยยิ้มของเธอ

รมิตานั่งลงฝั่งตรงข้าม มองคนรักปิดแฟ้มเอกสารที่กำลังอ่านและวางมันลงบนกองรวมกับเล่มอื่นยิ้มๆ ก่อนเอ่ยขึ้น

“วันเสาร์นี้พี่ขุนว่างหรือเปล่าคะ”

คนตัวใหญ่ชะงักมือที่กำลังตักขนมเข้าปาก มองหน้าอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม ก่อนจะตอบออกไปตามตรง

“ว่างครับ เคทมีอะไรหรือเปล่า”

“เคทจะไปซื้อพวกแป้งทำขนมน่ะค่ะ ตอนแรกก็กะว่าจะสั่งจากโรงงานเหมือนทุกครั้ง แต่เคทอยากไปดูแป้งตัวอื่นด้วย กะว่าจะลองทำเค้กรสใหม่ พี่ขุนไปซื้อของเป็นเพื่อนเคทหน่อยนะคะ” อธิบายถึงสาเหตุยาวเหยียดเพราะเกรงว่าคนตัวใหญ่จะไม่เข้าใจถึงเหตุผล แต่ขุนศึกกลับนึกขำยามเห็นท่าทางดังกล่าว

“อยากได้คนช่วยถือของก็บอกมาเถอะ”

“พี่ขุนน่ะรู้ทัน” รมิตาแกล้งตีหน้ายุ่งก่อนจะส่งยิ้มหวานมาให้ รอยยิ้มที่ทำให้คนมองต้องคลี่ยิ้มตามแต่แววตาที่มองจ้องกลับดูเศร้าเมื่อคิดได้ว่าอีกไม่นานเขาก็จะไม่ได้เห็นรอยยิ้มแบบนี้อีก

 

เช้าวันเสาร์ของรมิตาแตกต่างกว่าทุกวัน เมื่อวันนี้เธอตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดศีรษะคล้ายกำลังถูกทุบด้วยค้อนปอนด์อันใหญ่ และก่อนที่จะคิดถึงความปวดนั้นอาการผะอืดผะอมก็แล่นขึ้นมาจุกที่ลำคอ จนต้องลุกจากเตียงเพื่อไปยังห้องน้ำที่อยู่ติดกัน

เสียงอาเจียนรับอรุณทำให้คนที่นอนข้างกันตลอดทั้งคืนต้องตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย วันนี้ขุนศึกขออนุญาตพี่ชายคนโตหยุดงานเพื่อพารมิตาไปซื้อของตามที่เธอต้องการ อยากใช้เวลาที่รู้ตัวดีว่าเหลือเพียงน้อยนิดอยู่กับเธอให้นานที่สุด แต่แล้วดูท่าว่าแผนการทั้งวันที่วางไว้จะล้มตั้งแต่หกโมงเช้า เพราะเสียงนั้นยังคงยาวนานและหนักขึ้นจนรู้สึกได้

ขุนศึกตวัดขาลงจากเตียง แล้วรีบรุดไปยังประตูห้องน้ำที่ยังคงเปิดค้างให้เห็นแผ่นหลังบอบบางโก่งคออยู่หน้าอ่างล้างมือ ท่าทางทรมานนั้นทำให้คนตัวใหญ่ต้องเข้าไปยืนใกล้ๆ ด้วยความเป็นห่วง พร้อมกับยกมือขึ้นลูบแผ่นหลังนั้นเบาๆ

“เคทเป็นยังไงบ้าง”

คำถามจากเขาได้รับคำตอบกลับมาเพียงกลุ่มผมสลวยพลิ้วไหวไปตามจังหวะการส่ายหน้าของเจ้าตัว มือเล็กกวักน้ำขึ้นบ้วนปากสองสามครั้งก่อนจะคายทิ้งเมื่อรู้สึกว่าน้ำย่อยสีเหลืองที่ออกมาพร้อมกับอาการผะอืดผะอมหมดลง ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือดเงยหน้าขึ้นมองคนถามในเวลาต่อมา ดวงตากลมหวานยังเต็มไปด้วยหยาดน้ำใสที่รื้นขึ้นจับขอบหน่วย

“เคทปวดหัวจังเลยค่ะ”

เสียงหวานแผ่วหวิว เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นเต็มดวงหน้าทั้งที่ภายในห้องเปิดแอร์คอนดิชันไว้เย็นฉ่ำ ร่างบอบบางไหวเอนเมื่อเจ้าตัวพยายามยืดตัวขึ้น แขนขาไร้เรี่ยวแรงเกินกว่าจะคว้าสิ่งใดไว้ยึดเกาะได้ทัน และก่อนที่ใครจะได้เอ่ยคำใด รมิตาก็รู้สึกราวกับโลกทั้งใบดับมืดลงภายในพริบตา เสียงสุดท้ายที่เธอได้ยินคือคำเรียกขานจากคนรักที่ฟังราวกำลังตกใจในอะไรบางอย่าง

“เคท!”

ร่างระหงถูกแขนแกร่งช้อนขึ้นอุ้มทันทีที่เธอเอนตัวล้มลง ดวงตากลมหวานปรือขึ้นมามองเล็กน้อยก่อนจะหลับลงไปอีกครั้งคล้ายคนกำลังหมดแรง มือบางเย็นเฉียบ ใบหน้าซีดเซียวทำให้คนมองรู้สึกใจหาย คงมีเพียงเสียงหายใจแผ่วเบาแต่รวยรินเต็มทีเท่านั้นที่ทำให้เขาใจชื้นได้บ้าง

ขุนศึกวางร่างในอ้อมแขนลงบนเตียงนุ่มที่ผละจากไปไม่กี่นาทีก่อนราวกับเธอคือตุ๊กตาแก้วเนื้อดีที่หากรุนแรงเพียงนิดก็พร้อมที่จะปริแตกได้ตลอดเวลา มือใหญ่ปัดปอยผมออกจากหน้าผากเกลี้ยงเกลา จ้องมองดวงหน้าหวานยามพริ้มหลับด้วยความรู้สึกห่วงใย ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษขุนศึกเห็นเป็นเช่นนั้น วินาทีต่อมาก็นึกได้ว่าตนต้องปฐมพยาบาลเธอโดยเร็ว ร่างสูงผละออกไปหากล่องยาและผ้านุ่มชุบน้ำบิดหมาดออกมาเช็ดตัวให้

ไม่ว่าไล่เช็ดตามดวงหน้า ซอกคอขาวผ่อง และแขนทั้งสองข้างให้เพียงใด แต่รมิตาก็ยังคงไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นคืนสติ ตรงกันข้ามริมฝีปากอิ่มกลับแห้งผากจนคนมองใจหาย ยาดม ยาลม ยาหม่อง สารพัดยาที่หาได้ถูกหยิบออกมาใช้แต่ก็ไม่เป็นผลเมื่อร่างแน่งน้อยยังคงไม่ไหวติงดุจเดิม

“เคท...ได้ยินพี่ไหมครับ เคท”

เสียงทุ้มก้มลงกระซิบหวังเรียกสติคนที่ยังนอนนิ่ง แต่กระนั้นรมิตาก็ยังคงหลับสนิท นัยน์ตาคมทอดมองร่างบอบบาง ไล่ตั้งแต่ดวงหน้าหวานที่แม้จะหลับตาแต่เค้าความสวยยังคงมีให้เห็น เรือนร่างบางระหงดูอวบอิ่มขึ้น ที่อาเจียนจนเป็นลมคงเป็นเพราะเครียดกับงาน นึกแล้วก็คว้าผ้าไปเปลี่ยนน้ำในห้องน้ำก่อนจะกลับมาดูแลผู้ป่วยต่อ

กว่าห้านาทีที่รมิตาไม่ได้สติจนคนดูแลร่ำร่ำจะพาไปหาหมอเสียให้ได้ แต่กระนั้นก็รั้งรอเพราะหวังว่าอีกฝ่ายจะฟื้นขึ้นมาในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า จากนั้นเขาจะพาเธอไปหาหมอขณะที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน

“อื้อ...”

เปลือกตาบางขยับเบาๆ ให้คนดูแลได้ยิ้มออก เสียงอือออในลำคอเปล่งออกมาให้ได้ยินแผ่วเบาแต่ก็มากพอให้คนรอใจชื้น ร่างสูงนั่งลงบนขอบเตียงขณะที่รมิตายกมือขึ้นนวดขมับ ดวงตากลมปรือขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหลับลงไปอีก

“เคท” ขุนศึกพยายามเรียก และสอบถาม “เป็นยังไงบ้าง”

“ปวดหัวค่ะ”

รมิตายังคงยืนยันคำเดิมเหมือนคำที่เอ่ยก่อนที่สติของเธอจะดับมืดไปเมื่อครู่ อาการวิงเวียนยังคงอยู่แม้กระทั่งตอนนี้ เธออาจจะพักผ่อนน้อยเกินไป รมิตาพยายามคิดในแง่ดีก่อนจะค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นมามองคนตัวใหญ่ที่นั่งอยู่ขอบเตียง สีหน้าของขุนศึกยังคงมีริ้วรอยกังวลให้เห็น

“ไปหาหมอไหม”

แทนคำตอบรมิตาเลือกที่จะส่ายหน้าปฏิเสธ “อย่าเลยค่ะ เคทอาจจะแค่เหนื่อย”

“แต่พี่ว่า...” ขุนศึกตั้งท่าแย้ง เขาไม่เคยเห็นรมิตาอาเจียนจนถึงขั้นสลบไปอย่างนี้มาก่อน อย่างมากที่สุดเธอก็วิงเวียน พักไม่กี่นาทีก็หาย อะไรบางอย่างทำให้เขาห่วงเธอจับใจ และห่วงมากถึงขั้นอยากพาเธอไปตรวจให้ละเอียด แต่สาวเจ้าก็ยังคงยืนยันดุจเดิม

“เคทแค่ปวดหัวนิดหน่อย พักเดี๋ยวเดียวก็หายค่ะ” ริมฝีปากแห้งผากขยับบอกทำให้คนตัวใหญ่ต้องล่าถอย มือหนายกมือนุ่มที่ยังคงเย็นเฉียบขึ้นมาจูบเบาๆ

“ถ้าอย่างนั้นเคทพักเถอะ เดี๋ยวพี่เข้าครัวทำข้าวต้มมาให้เอง” กล่าวจบก็ผละออกไปจัดการตามที่ปากว่า เพราะใบหน้าของคนบนเตียงยังไม่สู้ดีนัก เขาคงไม่สามารถให้เธอทำกิจวัตรประจำวันได้อย่างเคย

ไม่นานนักกลิ่นหอมๆ ของข้าวต้มหมูสับง่ายๆ ก็ลอยเข้ามาปลุกคนกึ่งหลับกึ่งตื่นให้ลุกขึ้นมาดู ขุนศึกวางถาดอาหารเช้าของผู้ป่วยลงบนโต๊ะตัวเตี้ยข้างหัวเตียง ก่อนจะหันไปลากเก้าอี้มาเทียบยกถาดอาหารวางลงบนเก้าอี้ตัวนั้น ส่วนตนเองนั่งลงบนเตียงข้างหญิงสาวคนรัก ก่อนจะช่วยประคองให้รมิตาลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงเมื่ออีกฝ่ายพยายามลุกขึ้นนั่งด้วยตนเอง

“ช้าๆ สิเคท ตัวเองไม่สบายอยู่นะ”

เสียงติงกึ่งดุทำให้คนไม่สบายอมยิ้ม เมื่อลุกขึ้นนั่งประจำที่ได้รมิตาก็ส่งสายตาออดอ้อนมาให้อย่างเอาใจ

“เคทไม่อยากให้พี่ขุนลำบากนี่คะ”

“แค่ประคองเคทขึ้นนั่ง มันไม่ลำบากสำหรับพี่หรอก” ร่างสูงออกปากบ่น ก่อนจะหันไปจัดแจงยกถ้วยข้าวต้มขึ้นมาถือ รมิตาชะโงกหน้ามองข้าวต้มฝีมือคนตัวใหญ่ด้วยสายตาปลื้มใจที่เขาเอาใจใส่เธอมากถึงเพียงนี้ อาหารเช้ามื้อนี้คงเป็นมื้อที่เธอมีความสุขที่สุด

ท่าทางชะงักมือที่กำลังคนข้าวต้มในถ้วยทำให้คนตั้งท่ารอรับบริการขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “มีอะไรหรือเปล่าคะ”

คำถามจากร่างบนเตียงทำให้คนที่เตรียมจะบริการให้ถึงปากเงยหน้าขึ้นมอง จมูกโด่งขยับฟุตฟิด “เคทได้กลิ่นอะไรหรือเปล่า”

“กลิ่นอะไรคะ” รมิตาที่อาการดีขึ้นขยับลุกขึ้นนั่งตัวตรงก่อนโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้อาหารเช้าในมือหนา “ข้าวต้มหอมออกค่ะ”

เธอไม่ได้กล่าวเกินจริงแม้แต่น้อย ข้าวต้มหมูสับดูง่ายๆ แต่สีสันก็น่ารับประทานโดยเฉพาะกระเทียมเจียวของโปรดที่ขุนศึกโรยหน้ามาเสียมากนั่น

“พี่ว่ามันแปลกๆ” ไม่ว่าเปล่ามือข้างหนึ่งยังยกขึ้นถูจมูกของตนเองไปมาอีกต่างหาก รมิตาย่นคิ้วมองคนตัวใหญ่กับท่าทางนั้นอย่างเห็นเป็นเรื่องขำๆ

“เคททานเองก็ได้นะคะ”

“ไม่ครับ พี่ป้อนเอง”

ว่าพร้อมกับยกถ้วยข้าวต้มหนีมือบางที่ยื่นเข้ามาหมายจะแย่งหน้าที่ของตน เอาเถอะกลิ่นอะไรก็ช่างตอนนี้ของเพียงได้ทำหน้าที่ดูแลเธอก็เพียงพอ ขุนศึกตั้งหน้าตั้งตาดูแลผู้ป่วยด้วยความตั้งใจ จบจากข้าวต้มกลิ่นแปลกๆ ในความรู้สึกของคนป้อนแต่อร่อยถูกปากของผู้ป่วยก็ต่อด้วยการให้เธอกินยาเป็นการตบท้าย ก่อนจะเดินหายออกไปจากห้องอีกหน เพียงแค่ข้าวต้มหมดถ้วย กลิ่นแปลกๆ ก็ดูเหมือนจะอันตรธานหายไปจนขุนศึกนึกสงสัย เมื่อครู่มันกลิ่นอะไรกันถึงได้ฉุนจมูกมากถึงเพียงนั้น

 

กว่าสิบนาทีที่ศีรษะมนเอนซบไหล่แกร่งพร้อมระบายลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ เรียกให้ขุนศึกที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างๆ ต้องผินหน้ามามอง และก็เป็นเช่นนั้นเมื่อสายตาคมพบดวงตาพริ้มหลับ ใบหน้านวลที่มีเลือดฝาดเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อชั่วโมงก่อน ทำให้ขุนศึกระบายยิ้มออกมาอ่อนๆ

ยาหลังอาหารคงกำลังออกฤทธิ์ คนที่เรียกร้องขอให้เขาอยู่เป็นเพื่อนอ่านหนังสือถึงได้หลับสนิทในเวลาอันรวดเร็ว มือข้างหนึ่งพับหนังสือที่อ่านปิดลงเพื่อนำไปวางไว้บนโต๊ะตัวเตี้ยข้างหัวเตียง ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมาประคองร่างนุ่มนิ่มให้นอนราบ จัดแจงห่มผ้าและเลื่อนหมอนให้เข้าที่ เรียบร้อยแล้วก็นั่งมองนิ่งๆ

ดวงตาที่ถูกปิดทับด้วยเปลือกตาบางคู่นี้เคยมองเขาด้วยความรู้สึกรักมากมาย จมูกโด่งที่เชิดรั้นยามเขาทำอะไรไม่ถูกใจ ก่อนจะใช้มันออดอ้อนเมื่อเขาตีรวนกลับ ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อหวานมากแค่ไหนเขายังจำได้ดีแม้ยามหลับตา แก้มนวลปรากฏสีแดงระเรื่อทุกครั้งยามถูกมองจ้อง ทุกอย่างที่รวมกันเป็นเธอเขาจะเมินหน้าหนีไปได้มากแค่ไหน ไม่หรอก...ขอแค่มีใครสักคนเดินเข้ามา คนที่ดีพร้อมและให้ทุกอย่างได้อย่างที่เธอต้องการ เมื่อนั้นเขาจะจากไป จะเฝ้ามองอยู่ในที่ไกลๆ มองรอยยิ้มบนกลีบปากอิ่มคู่นี้ มองดวงตาคู่นี้ส่องประกายความสุข เขาจะทำเพียงแค่นั้น...ขอแค่มีใครสักคนเดินเข้ามา

 

รมิตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในเวลาเกือบเที่ยง ข้างกายว่างเปล่า พื้นเตียงเย็นชืด บ่งบอกว่าไม่มีใครอยู่เคียงข้างเป็นเวลานานพอสมควร ร่างเล็กหันซ้ายแลขวาก่อนจะขยับตัวขึ้นนั่ง กลิ่นอาหารหอมกรุ่นเป็นตัวการชั้นดีที่ทำให้เธอลุกออกจากเตียง อาการวิงเวียนศีรษะเมื่อเช้าหายไปราวกับไม่เคยเป็นมาก่อน อาจเพราะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ จึงทำให้เธอรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ขาขาวก้าวไปตามทางเดิน ผ่านห้องนอนเล็กฝั่งตรงข้ามที่ไม่มีเจ้าของมุ่งสู่ห้องครัว ร่างบางในชุดนอนยืนกอดอกพิงกรอบประตูเมื่อเห็นว่าใครบางคนกำลังเดินวุ่นอยู่ในครัวเล็กๆ ของเธอ

ขุนศึกในชุดอยู่บ้านสวมทับด้วยผ้ากันเปื้อนสีหวานเดินวนไปเวียนมา หยิบจับเครื่องปรุงด้วยท่าทางชำนิชำนาญ เรื่องอาหารขุนศึกไม่เป็นสองรองใคร เธอรู้ดี เพียงแค่เขาไม่ค่อยมีเวลาทำเท่านั้น กลิ่นหอมๆ ของกับข้าวบนโต๊ะทำให้รมิตาเยื้องย่างเข้าไปใกล้ รู้สึกน้ำลายสอจนต้องโน้มหน้าเข้าไปดู กุ้งทอดกระเทียมหอมกรุ่น ปลาหมึกผัดไข่เค็มที่วางเคียงกันก็น่ารับประทานจนอดไม่ได้ต้องยื่นมือเข้าไปใกล้หวังหยิบชิม แต่ยังไม่ทันที่จะยื่นไปถึงจาน ฝ่ามือใหญ่หนาก็ตบเพี้ยะลงเสียก่อน

“ทำอะไรน่ะ”

คนตัวใหญ่เก๊กหน้าขรึมเมื่อหันมาเจอขโมยสาวกำลังประทุษร้ายอาหารเที่ยงที่เขาทำ ทั้งที่ความจริงแล้วก็ทำไว้ให้เธอ

รมิตาอมยิ้ม เพราะแม้ปากเขาจะดุ หน้าเขาจะขรึม แต่ไม่กี่วินาทีต่อมาช้อนส้อมหนึ่งคู่ก็ถูกยื่นมาให้ รมิตารับมาถือไว้คนละข้าง เตรียมลงมือชิมรสชาติอาหารผีมือคนตัวใหญ่อย่างกระตือรือร้น ถ้วยแกงจืดหมูสับใบตำลึงถูกวางลงพร้อมจานข้าวสวย รมิตายิ้มจนตาหยีเมื่อคนตัวใหญ่หันกลับไปหยิบจานข้าวของตนมาวางลงข้างๆ

“ตื่นนานแล้วเหรอครับ” ว่าพลางยกมือปัดปอยผมขึ้นทัดใบหูขาว รมิตาอมยิ้ม วันนี้ขุนศึกดูเอาใจเธอมากกว่าปกติ และเธอก็ชอบมากเสียด้วย

“สักพักแล้วค่ะ ได้กลิ่นหอมๆ ก็เลยตามออกมาดู” ชี้แจงพร้อมไล่สายตามองอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ “ของโปรดเคททั้งนั้นเลย”

“ถ้าอย่างนั้นก็กินเยอะๆ นะครับ” เขายิ้มและตักกุ้งทอดกระเทียมส่งให้ถึงจาน

รมิตายิ้มรับและตักขึ้นชิมเป็นคำแรก รสชาติยังเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน อร่อยถูกปาก และที่สำคัญถูกใจเมื่อคนตัวใหญ่ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่นของโปรดของเธอที่เขายังจำได้

“กินเสร็จแล้วพี่จะพาไปโรงพยาบาล ตรวจเสียหน่อยพี่เป็นห่วงยังไงก็ไม่รู้”

หลังจากเริ่มรับประทานไปได้สักพักขุนศึกก็เอ่ยขึ้น รมิตาเจริญอาหารจนเรียกได้ว่ามากกว่าปกติ ใบหน้าดูมีสีสันของเลือดฝาดเพิ่มขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่ไว้ใจ ความกังวลบางอย่างทำให้เขารู้สึกไม่ดีหากจะปล่อยเธอไว้อย่างนี้ แต่ทันทีที่จบประโยครมิตากลับส่ายหน้าหวือ

“ไม่ไปหรอกค่ะ” คนตอบเงยหน้าขึ้นมาจานจานข้าว “เคทแข็งแรงดี ดูสิคะทานข้าวได้ตั้งเยอะ คงแค่เครียดและนอนน้อยถึงได้ล้มไป แต่ตอนนี้สบายมาก พี่ขุนไปซื้อของกับเคทดีกว่านะคะ”

“แต่พี่ว่าเคทควรพัก”

“พักมาตั้งหลายชั่วโมงแล้วค่ะ ซื้อของเสร็จแวะดูหนังกันสักเรื่องนะคะ ถือว่าไปพักผ่อนเหมือนกัน” รมิตาอ้อนเสียงหวาน

วันนี้เธอนึกอยากออดอ้อนเขาอย่างไรก็ไม่รู้ และคนถูกอ้อนก็ทำอะไรไม่ถูก เพราะน้อยครั้งเหลือเกินที่รมิตาจะทำกิริยาเช่นนี้ ปกติเธอจะตามใจเขาเสียมากกว่า ไหนๆ วันนี้เธอก็ไม่สบายเขาจะตามใจเธอบ้างก็แล้วกัน ใบหน้าคมจึงพยักรับอย่างเสียไม่ได้ แต่ถ้าหากเขารู้สักนิดว่าการไปซื้อของกับเธอในวันนี้จะทำให้เขาต้องเร่งบางอย่างขึ้นมาทำก่อนระยะเวลาที่ตั้งใจ เขาคงเลือกที่จะปฏิเสธและกักเธอไว้ในบ้านหลังนี้ไม่ให้ออกไปไหนเด็ดขาด

 

ห้างสรรพสินค้าใจกลางกรุงคือสถานที่ที่รมิตาเรียกร้องจะมาแทนซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใช้บริการเป็นประจำ โดยให้เหตุผลว่า

‘ซื้อของเสร็จก็จะได้ดูหนังต่อได้เลยไงคะ ที่สำคัญเผื่อพี่ขุนอยากแวะร้านหนังสือระหว่างรอหนังฉายด้วยไงคะ’

ดูเถอะ เหตุผลของเธอจะไม่ให้เขาตามใจได้อย่างไร ขุนศึกเลี้ยวรถลงไปจอดบริเวณชั้นใต้ดินก่อนจะพาหญิงสาวขึ้นลิฟต์มายังซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อเลือกสินค้า ร้านของรมิตาแม้จะมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่ปริมาณการทำแต่ละครั้งอยู่ในจำนวนหลักพันต่อชนิดเพราะต้องส่งให้กับร้านขนมและร้านกาแฟอีกหลายร้าน

“เลือกของก่อนเลยนะ เดี๋ยวพี่ไปเอารถเข็นมาให้”

ขุนศึกบอกคนข้างตัวที่ตอนนี้อยู่ในชุดเดรสผ้าซีฟองลายดอกไม้เล็กๆ กระจายอยู่ตามเนื้อผ้า เสริมให้ร่างระหงดูบอบบางและน่าทะนุถนอม รมิตาพยักหน้ารับก่อนเดินไปยังแผนกแป้งและอุปกรณ์ขนมที่อยู่ไม่ไกลนัก

ดวงตากลมหวานทอดมองสินค้าบนชั้นวางเพื่อหาสิ่งที่ต้องการ โดยไม่รู้ตัวว่ามีดวงตาอีกคู่มองตามหลังมาห่างๆ คำว่า ‘บังเอิญ’ ที่หลายคนตีความหมายว่า ‘พรหมลิขิต’ บัดนี้ได้ปรากฏตรงหน้านายแพทย์เอกวีร์ เวชพิสิฐ ทั้งที่ตั้งใจใช้วันหยุดในการซื้อของใช้เข้าบ้าน สิ่งที่เขาไม่คาดหวังว่าจะได้พบคือกระต่ายน้อยแสนสวยที่เขาอยากลิ้มลองเดินเข้ามาในซูเปอร์มาร์เก็ตพร้อมผู้ชายตัวใหญ่คนเดียวกับที่เคยพบในร้านของรมิตา แต่ไม่เคยสักครั้งที่จะเอ่ยปากสอบถามว่าเขาคือใคร เช่นเดียวกับที่รมิตาไม่เคยบอกว่าชายหนุ่มคนนั้นคือใคร แต่ความสนิทสนมและสายตายามทอดมองทำให้เขาเดาได้ไม่ยากว่าผู้ชายคนนั้นคือ ‘คนพิเศษ’ ของเธอ แต่ก็นั่นแหละ ของที่ได้มายากยิ่งเร้าสัญชาตญาณนักล่ามากขึ้นเท่านั้น

“คุณเคท สวัสดีครับ” ร่างสูงกว่าร้อยแปดสิบเซนติเมตรก้าวเข้าไปหาเป้าหมายพร้อมเอ่ยทักเสียงนุ่ม

รมิตาที่กำลังก้มอ่านส่วนประกอบของแป้งทำขนมสำเร็จรูปในมือเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง ก่อนจะคลี่ยิ้มกระจ่างเมื่อเห็นว่าคือหมอเอกวีร์นั่นเอง

“สวัสดีค่ะคุณหมอ บังเอิญจังเลยนะคะ”

ทักตอบตามมารยาทซึ่งอีกฝ่ายก็อาศัยมารยาทดังกล่าวนี้เองยืดเวลาที่จะได้อยู่กับกระต่ายน้อยที่หมายตาอีกสักนิด

“ครับ บังเอิญ”

ตอบกลับเสียงทุ้ม ดวงตากวาดมองร่างตรงหน้ารวดเร็ว แต่ก็เก็บรายละเอียดได้มากพอ วันนี้เธอดูสวยและแปลกตากว่าทุกวัน อาจจะเป็นเพราะผิวขาวยามต้องแสงไฟถึงได้ดูเอิบอิ่มมีน้ำมีนวลจนต้องมองซ้ำ ก่อนชวนคุยเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต

“คุณเคทมาคนเดียวหรือครับ”

“เปล่าค่ะ เคทมากับ เอ่อ...” เสียงหวานขาดหายเพราะรู้ดีว่าขุนศึกไม่ชอบ เขาไม่เคยแนะนำเธอในฐานะคนรัก เช่นเดียวกับที่ไม่เคยปฏิเสธเมื่อถูกถาม “พี่ชายน่ะค่ะ”

“อ้อ...ครับ”

คนฟังพยักหน้ารับรู้ เขายิ้มเมื่อเธอเลือกที่จะปกปิดฐานะของใครบางคน เส้นคั่นที่เคยมีวันนี้ดูเบาบาง และเห็นได้ชัดว่ามีการเปิดทางให้ ท่าทางที่เธออาจจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่เขาก็พร้อมที่จะก้าวข้าม และยินดีที่ชายคนนั้นเป็นได้แค่ ‘พี่ชาย’

 



[1]AQ ย่อมาจากคำว่า Adversity Quotient หมายถึงความสามารถในการแก้ปัญหาและการเผชิญกับสภาวะวิกฤต






ฝากติดตามนิยายเรื่องอื่นๆ ด้วยนะคะ 







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

214 ความคิดเห็น