ดวงใจอธิรักษ์โยธิน

ตอนที่ 41 : ดวงใจขุนศึก : ตอนที่ 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,498
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    27 ส.ค. 63








ตอนที่ 5

 

เสียงโมบายเหนือประตูกระจกหน้าร้านดังขึ้นเป็นสัญญาณว่ามีลูกค้ารายใหม่ได้เข้ามาภายในร้าน แต่ที่ทำให้ขุนศึกรู้สึกไม่ปกติคงเป็นท่าทางของคนรักที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์ รมิตากำลังส่งยิ้มหวานไปให้ใครสักคน ซึ่งคนคนนั้นคงเป็นลูกค้าที่เพิ่งก้าวเข้ามา การที่เจ้าของร้านจะทักทายลูกค้าสักคนไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่แปลกคงเป็นเพราะรอยยิ้มของเจ้าของร้านมันหวานเกินความจำเป็น เจ้าของใบหน้าคมเข้มเอี้ยวตัวกลับไปมองตามสายตาของคนรักก็พบเข้ากับคนที่เธอกำลังส่งยิ้มให้

“สวัสดีครับคุณเคท”

เสียงที่เอ่ยทักทำให้คนนั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์ที่ประจำรู้สึกขัดหู ไอ้หมอนี่เป็นใครกัน ขุนศึกถามตัวเองพลางไล่สายตาสำรวจร่างตรงหน้าอยู่ในที ร่างสูงกว่าร้อยแปดสิบเซนติเมตร ใบหน้าหล่อเหลาตามสไตล์หนุ่มตี๋ ผิวขาวละเอียดอย่างคนทำงานในโรงพยาบาล เสื้อกาวน์แบบสั้นที่อีกฝ่ายสวมใส่อยู่ปักโลโก้โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังที่อยู่ไม่ไกลจากร้าน

นายแพทย์เอกวีร์ เวชพิสิฐ ขุนศึกอ่านชื่อและนามสกุลที่ถูกปักด้วยด้ายสีเขียวมะกอกบนอกของอีกฝ่ายในใจ ก่อนจะวกขึ้นไปมองใบหน้าของเจ้าของชื่ออีกหน เมื่อคนรักทักทายกลับด้วยการเรียกชื่อเล่นของอีกฝ่ายราวกับสนิทสนมคุ้นเคยกันมานาน

“สวัสดีค่ะคุณหมอวีร์ วันนี้ออกเวรช้านะคะ”

เวลาสิบเจ็ดนาฬิกาสามสิบนาทีไม่เร็วเกินไปนักสำหรับพนักงานบริษัททั่วไป แต่กับคนตรงหน้าที่เหมือนรมิตาจะรู้เวลาเลิกงานของอีกฝ่ายดีทำให้คนนั่งฟังรู้สึกระคายหูจนคิ้วเข้มเริ่มขมวดมุ่นเข้าหากันอย่างไม่ชอบใจ

“ครับ พอดีต้องเข้าเวรต่อกะดึกเลยจะแอบกลับไปนอนเอาแรงเสียหน่อย แต่เห็นว่าร้านของคุณเคทยังไม่ปิดเลยกะจะมาขอรบกวนหาอะไรรองท้องก่อน คงไม่เป็นการรบกวนเกินไปนะครับ”

“ไม่รบกวนหรอกค่ะ ถ้าอย่างนั้นเชิญที่โต๊ะเลยนะคะ เดี๋ยวเคทจัดการให้ รับเหมือนเดิมใช่ไหมคะ”

ประโยคสนทนายิ่งฟังก็ยิ่งขัดหู เมื่อรมิตาดูเหมือนรู้ใจลูกค้าหนุ่มจนถึงขั้นจำในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการได้

นายแพทย์เอกวีร์พยักหน้ารับพร้อมส่งรอยยิ้มที่ขุนศึกไม่ชอบใจมาให้สาวเจ้าที่ยืนอยู่ข้างหลังเขา ก่อนจะหมุนตัวเดินไปนั่งที่โต๊ะตัวในชิดหน้าต่างกระจกใสบานโต ท่าทางคุ้นเคยทำให้ขุนศึกเริ่มนั่งไม่ติด พอจะหันมาเค้นถามกับรมิตา อีกฝ่ายก็หมุนตัวกลับไปจัดแจงสั่งเครื่องดื่มกับพนักงานที่ดูแลและจัดขนมใส่ถาดเพื่อเสิร์ฟเสียแล้ว

“เคท”

“คะ” รมิตารับคำโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง หลายวันที่ผ่านมาขุนศึกมักจะเข้ามาที่ร้านในช่วงหลังสองทุ่ม เพราะเร่งทำโครงการที่เขาเรียกขึ้นมาทำครั้งก่อน จึงทำให้มีเวลาอยู่กับเธอน้อยลง แต่นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก ถ้าหากว่าก่อนหน้าที่เขาจะมาหาเธอในช่วงปิดร้าน เธอไม่ได้มีนัดกับใครอีกคน

“ใคร?”

น้ำเสียงไม่พอใจทำให้รมิตาเงยหน้าขึ้นมาเลิกคิ้วมองคนตัวโตที่นั่งกอดอกมองเธอนิ่ง นัยน์ตาคมเข้มขุ่นมัวคล้ายกำลังโกรธใครสักคน ใครสักคนที่รมิตาไม่เข้าใจในท่าที เพราะเมื่อครู่เขายังอารมณ์ดี นั่งคุยกับเธอได้ตั้งนานสองนาน

“ใคร...อะไรคะ”

“ผู้ชายคนนั้น ใคร” ว่าพลางพยักพเยิดไปทางลูกค้าหนุ่มคนเมื่อครู่

รมิตามองตามก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ

“ลูกค้าไงคะ คุณหมอเอกวีร์ ลูกค้าประจำของที่ร้านค่ะ พี่ขุนอาจจะไม่คุ้นหน้า”

รมิตาชี้แจงพลางวางถาดขนมที่ตนเพิ่งจัดเรียงบนจานใบเล็กลง ก่อนจะเอี้ยวตัวไปรับเครื่องดื่มจากพนักงานด้านหลัง แต่ยังไม่ทันที่จะนำกลับมาวางลงบนถาด ขุนศึกก็ลุกขึ้นเอื้อมมือข้ามไปยกถาดนั้นมาวางตรงหน้าตนเอง จนรมิตาอดไม่ได้ที่จะแปลกใจในการกระทำนั้น

“พี่ขุนทำอะไรคะเนี่ย”

“พี่เสิร์ฟเอง เคทวางถ้วยกาแฟลงสิ”

เสียงทุ้มออกคำสั่งจนรมิตาไม่กล้าขัด ทั้งที่เธอตั้งใจว่าจะทักทายหมอหนุ่มตามประสาคนคุยถูกคอเสียหน่อย แต่มีอันต้องล้มเลิกความคิด เพราะตอนนี้ผู้ชายตัวโตในชุดเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มพับแขนก้าวอาดๆ นำขนมและกาแฟรสโปรดไปเสิร์ฟลูกค้าแทนเธอเรียบร้อยแล้ว

“วันนี้ลูกค้าเยอะนะครับ”

หมอหนุ่มกล่าวขึ้นโดยทำทีเป็นชื่นชมดอกไม้ที่อยู่นอกร้าน ทำให้คนมาเสิร์ฟรู้สึกไม่ชอบใจ เพราะดูออกว่าอีกฝ่ายจงใจใช้เป็นบทสนทนาสานต่อกับรมิตาที่ต้องมาดูแลลูกค้ารายนี้อย่างแน่นอน...ดูเอาเถอะสนิทสนมกันจนพูดคุยในเรื่องทั่วไปได้เสียด้วย

“กาแฟครับ”

เสียงตอบกลับทุ้มห้วนสั้นแทนที่จะเป็นเสียงนุ่มหวานรื่นหู ทำให้คนที่กำลังคิดถึงใบหน้าสวยของเจ้าของร้านสาวต้องรีบหันกลับมามอง ใบหน้าคมเข้มปั้นปึ่งยามวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะ ก่อนจะตามด้วยจานใส่ขนมใบเล็ก และเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็ผละจากไปโดยไม่มีการกล่าวคำใดอีก ทำให้หมอหนุ่มได้แต่เลิกคิ้วขึ้นมองตามหลัง

ตอนนี้ร่างนั้นได้เดินลิ่วไปถึงบริเวณเคาน์เตอร์บาร์ที่รมิตายืนประจำการอยู่ เสียงวางถาดแม้จะไม่ดังมากจนได้ยินทั้งร้าน แต่ก็ทำให้ลูกค้าที่นั่งบริเวณนั้นสะดุ้งได้เป็นแถว ไม่มีคำพูดใดนอกจากสีหน้าบึ้งตึงของคนตัวโต

ขุนศึกเดินอ้อมเข้าไปด้านใน คว้าข้อมือเรียวของคนที่กำลังจะอ้าปากขึ้นมากุมแล้วลากออกไปทางห้องพักด้านหลัง โดยที่รมิตาได้แต่งงเป็นไก่ตาแตก ไม่มีโอกาสได้เปิดปากถามถึงท่าทางที่เปลี่ยนไปราวกับคนละคน ท่ามกลางสายตาของคนที่เห็นเหตุการณ์และติดตามสังเกตการณ์มาแต่ต้นอย่างลูกค้าหนุ่มที่นั่งอยู่โต๊ะมุมในชิดกระจกบานโตคนนั้น

 

เมื่อเข้ามาบริเวณหลังร้านซึ่งเป็นส่วนพักผ่อนของพนักงานได้ ขุนศึกซึ่งเดินนำมาก่อนก็ทรุดนั่งลงบนโซฟาตัวยาว แยกขาออกเล็กน้อยก่อนจะฉุดร่างเล็กให้นั่งลงกลางระหว่างขาของตนเองและกอดรัดไว้แน่น คางสากเกยไหล่มนไว้ด้วยท่าทางหวงแหงเต็มที่จนคนถูกลากเมื่อนาทีก่อนและถูกกอดในนาทีนี้ต้องเอ่ยถามเสียงตื่นระคนสงสัย

“พี่ขุนเป็นอะไรคะ”

“เป็นหวง”

เสียงตอบกลับทำให้รมิตานิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ ใบหน้าหวานแดงก่ำเมื่อคนรักตรงแสนตรงของเธอตอบกลับมาชัดถ้อยชัดคำ ไม่ว่าเปล่าเขายังกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้นอีกต่างหาก

“พี่ไม่ชอบไอ้หมอนั่น”

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหมอไหน เพราะทั้งร้านมีหมออยู่เพียงคนเดียว รมิตาหันกลับมามองคนเที่ยวไม่ชอบหน้าคนอื่นไปทั่วด้วยสายตาตำหนิ

“พี่ขุนคะ”

“เคทสนิทกับมันมากไหม” เขาไม่สนใจคำเรียกขาน แต่เลือกที่จะถามไปยังเรื่องที่ต้องการจะรู้ ทั้งที่ตอนนี้ใจเขาอยากเอาจะป้ายไปติดที่หน้าร้านว่า ‘ห้ามหมอเข้าร้าน’ เสียให้รู้แล้วรู้รอด

ท่าทางเอาเรื่องและเสียงที่ห้วนเกินปกติทำให้รมิตาคร้านจะวิ่งตามอารมณ์ของคนตัวโตที่โตแต่ตัว มือเล็กยกขึ้นประคองแก้มสากของเขาให้หันมามองสบตา

“หมอวีร์เขาเป็นแค่ลูกค้าค่ะ ลูกค้าประจำของที่ร้าน”

“แค่นั้นแน่นะ” คำบอกกล่าวถูกย้ำถามหาคำยืนยัน เมื่อใบหน้าสวยพยักหน้ารับ ขุนศึกก็ยื่นหน้าเข้าจุมพิตที่ริมฝีปากนุ่มเบาๆ และผละออก “พี่เชื่อก็ได้”

“พี่ขุนพูดเหมือนไม่ไว้ใจเคทเลย”

“พี่ไว้ใจเคท” เมื่อถูกท้วงติง คนตัวใหญ่ก็ตอบกลับเสียงอ่อน ก่อนที่ดวงตาคมจะกร้าวขึ้น “แต่พี่ไม่ไว้ใจมัน”

นึกถึงสายตาที่ ‘มัน’ มองคนของเขาแล้วขุนศึกยิ่งกอดรัดร่างบางในอ้อมแขนแน่นขึ้น จนรมิตาต้องอุทธรณ์เพราะอึดอัด ส่วนคนถูกอุทธรณ์หน้าตูมมากกว่าเดิม เพราะคิดว่าสาวเจ้ารังเกียจอ้อมแขนของตน เดือดร้อนรมิตาต้องง้องอนเด็กโข่งอีกหลายนาที ก่อนที่ใบหน้าคมจะกลับมาเป็นปกติหลังจากงอเป็นจวักมาเสียนาน

“อย่างอนอะไรแบบนี้อีกนะคะ”

“พี่ไม่ได้งอนเสียหน่อย” คนตัวโตอ้าง

รมิตาหมั่นไส้นักจึงยกมือขึ้นบีบจมูกโด่งเป็นสันเบาๆ ด้วยความมันเขี้ยว ดูเอาเถอะ ขนาดบอกว่าไม่ได้งอน เธอยังต้องเสียเวลาง้อตั้งหลายนาที

คนถูกประทุษร้ายแกล้งโอดครวญ หวังให้หญิงสาวง้องอนเอาใจ แต่ยังไม่ทันที่จะถูกเอาใจตามหวัง เสียงของพิมพรก็ดังขึ้นขัดขวางแผนการของเขาเสียก่อน

“ขอโทษค่ะคุณเคท” พิมพรกล่าวไม่เต็มเสียงนัก เพราะรู้ตัวว่ามันขัดจังหวะพลอดรักของเจ้านายเข้า

“ว่าไงจ๊ะ”

รมิตาหันมาถามเสียงหวาน ไม่ได้รู้สึกขัดเคืองลูกน้องสาวแม้แต่นิด ผิดกับใครอีกคนที่ตีหน้ายักษ์ใส่จนพนักงานสาวเผลอก้าวถอยหลัง รมิตาเห็นดังนั้นก็รีบหันกลับมาตีเพี้ยะลงบนท่อนแขนหนา พร้อมส่งสายตาปรามเขาอยู่ในที

“เอ่อ...คือ” พิมพรพยายามคิดหาคำที่เหมาะสมกับเวลานี้ให้มากที่สุด แต่ก็ดูเหมือนจะหาไม่ได้เสียที ท้ายที่สุดเธอจึงเลือกที่จะบอกความจริงกับผู้เป็นนาย “คุณหมอวีร์อยากเชิญคุณเคทที่โต๊ะค่ะ”

คำบอกกล่าวของพนักงานสาวทำให้แขนที่โอบอยู่รอบเอวคอดรั้งร่างบางเข้าหาตัวแน่น จนรมิตาต้องหันมาทำตาดุใส่ แต่ขุนศึกหรือจะสน เขามองหน้าเด็กสาวแล้วตอบกลับแทนคนรักเสียงเข้ม

“กลับไปบอกว่าคุณเคทไม่ไป”

“ทำอย่างนั้นได้ยังไงล่ะคะ น่าเกลียด”

รมิตาหันมาท้วงติงแทบจะทันที แต่ชายหนุ่มเองก็ยังไม่ยอมดุจกัน...มาเชิญรมิตาไปที่โต๊ะ ดูก็รู้ว่าอยากจะจีบแฟนเขา

“งั้นก็ไปบอกว่าคุณเคทกลับไปแล้ว”

พิมพรพยักหน้าเตรียมล่าถอยเพราะตอนนี้คุณขุนอารมณ์ไม่ดี ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยแก่ชีวิตและอนาคตในหน้าที่การงานของตนเอง ควรรีบไปแจ้งข้อความนี้แก่ลูกค้าหนุ่มคนนั้นจะดีกว่า แต่ยังไม่ทันที่พิมพรจะก้าวกลับไปยังทิศทางเดิมรมิตาก็เอ่ยเรียกไว้ พร้อมกับหันมาทำตาดุใส่คนเจ้ากี้เจ้าการสั่งความเอาเองโดยไม่ถามความเห็นเธอสักนิด

“ไปบอกคุณหมอว่าอีกเดี๋ยวฉันจะตามไป”

“เคธี่!”

เสียงทุ้มเรียกแฟนสาวด้วยอีกชื่อที่เขามักจะใช้ทุกครั้งเมื่อไม่พอใจอะไรสักอย่าง

รมิตาที่มีชื่อรองมาจากชื่อของคุณยายเคทเธอรีนหันกลับมามองคนพูดด้วยสายตาเอาเรื่องดุจกัน วันนี้ขุนศึกทำตัวไม่มีเหตุผลมากกว่าทุกครั้ง ถ้าจะเรียบเรียงคำพูดใหม่อีกหนต้องบอกว่า ไม่เคยทำตัวไม่มีเหตุผลมากเท่านี้มาก่อน

พิมพรรีบย่องออกไปจากสถานการณ์ระหว่างคู่รักเพราะเกรงลูกหลงจะมาตกอยู่ที่ตน และคนที่จะซวยคงไม่มีใครเกินพิมพรคนนี้เป็นแน่ พนักงานสาวจากไปโดยปล่อยให้รมิตาและขุนศึกนั่งจ้องตากันนิ่งๆ ก่อนที่สาวเจ้าจะเป็นฝ่ายยอมให้เหมือนทุกที จมูกโด่งได้รูปและริมฝีปากนุ่มยื่นเข้าไปประทับจูบที่แก้มสากเบาๆ

“ไม่โกรธนะคะ”

“โกรธ” คนเอาแต่ใจตอบกลับ

ขุนศึกหน้าง้ำ แต่เมื่อรมิตายื่นหน้าเข้าไปทำกิริยาเมื่อครู่กับแก้มอีกข้าง ชายหนุ่มจึงคลายคิ้วเข้มที่กำลังผูกโบลงมาหน่อย แต่แค่เล็กน้อยเท่านั้น

“ยังโกรธอยู่”

น้ำเสียงเรียบนิ่งทำให้รมิตาอมยิ้ม ก่อนที่จะยื่นหน้าเข้าไปจุมพิตที่ริมฝีปากอุ่นชื้นนั้นเบาๆ แต่ยังไม่ทันที่จะผละห่างมือที่โอบอยู่รอบเอวก็เปลี่ยนขึ้นมารั้งหลังและศีรษะให้รองรับจุมพิตจากเขาแทน เรียวลิ้นร้อนค่อยๆ ชำแรกเข้าดูดซับความหวานหอมจากเรียวปากอิ่ม สัมผัสแรกแว่วหวานก่อนจะเรียกร้องทำให้รมิตาอ่อนโอนผ่อนตามในภายหลัง รสจูบจากคนรักทำให้รมิตาหลงลืมไปเสียสนิทว่าเธอบอกกับพิมพรว่าจะตามออกไปพบลูกค้า ทว่าเวลานี้เธอพร้อมหลงอยู่ในภวังค์กับคนรักอย่างเต็มหัวใจ

ร่วมนาทีกว่าที่ขุนศึกยอมละจากริมฝีปากแสนหวานออกอย่างอ้อยอิ่งพลางเก๊กเสียงดุ

“พี่ยอมให้ไปก็ได้ แต่แค่สิบนาทีเท่านั้นนะ แล้วรีบกลับมาด้วย พี่จะรอ”

 

รมิตาเดินออกมาจากหลังร้านในนาทีต่อมาหลังจากแวะเข้าไปจัดเครื่องแต่งกายในห้องน้ำให้เรียบร้อยพร้อมพบลูกค้าหนุ่มขาประจำที่เธอควรให้การต้อนรับตั้งแต่แรกเหมือนทุกวัน

“ขอโทษนะคะคุณหมอที่ให้รอนาน” เจ้าของร้านสาวสวยเผยยิ้มอ่อนหวานพร้อมเสียงทักทายนุ่มหู

นายแพทย์เอกวีร์ เวชพิสิฐ ละสายตาจากภาพพุ่มยิปโซฟิลลาดอกน้อยในกระถางห้อยระย้าข้างกระจกกลับมาส่งยิ้มให้กับต้นเสียงที่ครั้งนี้คงไม่ผิดตัวอย่างครั้งก่อน

“ไม่เป็นไรครับ” กล่าวพลางผายมือเชื้อเชิญให้หญิงสาวนั่งลงบนเก้าอี้ตัวตรงข้าม

รมิตานั่งลงตามคำเชิญแต่โดยดี จากนั้นบทสนทนาที่คุ้นเคยระหว่างกันก็เริ่มขึ้น หลายวันที่ขุนศึกต้องทำงานหนัก เอกวีร์มักจะแวะเวียนมาพูดคุยเสมอ ท่าทางที่เต็มไปด้วยความสุภาพและบรรยากาศเป็นกันเองไม่ถือตัว ทำให้รมิตารู้สึกสบายใจที่จะมี ‘เพื่อนใหม่’ อย่างเขาเพิ่มอีกสักคน

“ที่ร้านยุ่งมากหรือครับ เมื่อกี้ผมเห็นคุณเคทกลับเข้าไปด้านหลัง”

คำถามอ้อมโลกแต่จุดประสงค์มีเพียงหนึ่งคือต้องการรู้ว่าสถานะของผู้ชายคนที่ลากรมิตาหายเข้าไปด้านใน แต่คนฟังกลับใสซื่อเพราะไม่คิดว่าคำถามนั้นมีจุดประสงค์แอบแฝง เธอจึงเลือกที่จะตอบเพียงที่เขาถาม แต่ไม่อธิบายขยายความของคำตอบ

“ค่ะ มีปัญหานิดหน่อย”

รมิตาหลุบตาต่ำ จะบอกได้อย่างไรว่าคนรักแสนงอนของเธอเกิดมีปัญหาหวงแหนขึ้นมาแบบปัจจุบันทันด่วน เรื่องส่วนตัวขนาดนั้นเพื่อนใหม่ที่รู้จักกันไม่ถึงเดือน อย่าเพิ่งเล่าให้ฟังจะดีเสียกว่า คิดแล้วก็เงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มบางๆ

ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับทำให้คนถามชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเคร่งขรึมด้วยความไม่พอใจ ทั้งที่อุตส่าห์คาดหวังว่าเธอจะตอบตามความจริง แต่รมิตากลับเลือกที่จะตอบเลี่ยง ทั้งยังไม่อธิบายขยายความอีกต่างหาก แต่เอกวีร์ก็ไม่คิดที่จะแสดงสีหน้าไม่พอใจนานนัก เขารีบวกเข้าเรื่องขนมที่จะนำไปวางที่ร้านกาแฟของโรงพยาบาลที่เคยทาบทามเธอไว้ทันที เพราะนี่คือหัวข้อสนทนาอีกเรื่องที่ทำให้เขามีเรื่องพูดคุยกับเธอมากขึ้น เพียงแค่ใช้สิทธิ์ของการเป็นหุ้นส่วนโรงพยาบาล และอ้างว่าต้องการทำธุรกิจร่วมกัน คนที่ไม่คุ้นเคยและไม่สนิทสนมก็มีเรื่องให้พูดคุยโดยไม่ต้องหาข้ออ้างให้มากความ

ท่าทางพูดคุยอย่างเป็นกันเองของรมิตาและลูกค้าหนุ่มที่มีหน้าที่การงานเป็นถึงนายแพทย์ทำให้ใครบางคนที่แอบมองลอดผ่านมู่ลี่ของประตูด้านหลังจ้องภาพด้วยความรู้สึกหลากหลาย ท่าทีสนิทสนมคุ้นเคยของสองหนุ่มสาวราวกับรู้จักกันมานานทำให้มือหนากำหมัดแน่น รู้สึกหงุดหงิดจนเผลอระบายกับประตูจนเกิดเสียงดังตึง พิมพรที่ยืนอยู่ใกล้สถานที่เกิดเหตุถึงกับสะดุ้ง รู้แน่แล้วว่าคุณขุนอารมณ์ไม่ดียิ่งกว่าเมื่อครู่เสียอีก

“เคทต้องขอบคุณคุณหมอมากนะคะ ที่ช่วยหาร้านวางขนมให้เคท”

แม้ออร์เดอร์ปกติที่มีของทางร้านจะมากอยู่แล้ว แต่เมื่อมีโอกาสได้ขยายกิจการรมิตาก็ไม่รอช้าที่จะคว้าโอกาสนั้นเอาไว้ และคนตรงหน้าก็เหมือนจะเข้าใจหัวอกคนทำธุรกิจดี จึงเลือกที่จะใช้มันเริ่มต้นความสัมพันธ์กับกระต่ายน้อยแสนสวย

จากแรกเริ่มทำความรู้จัก พัฒนาความสัมพันธ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะเมื่อเส้นกั้นที่เธอขีดไว้ถูกลบด้วยความสนิทสนมแล้วละก็ เมื่อนั้นกระต่ายน้อยก็จะตกหลุมที่นายพรานเช่นเขาขุดไว้ทันที

“ด้วยความเต็มใจอยู่แล้วครับ บุคลากรของที่โรงพยาบาลหลายคนก็เป็นลูกค้าของที่นี่ ที่สำคัญนะครับ ขนมของคุณเคทอร่อย ร้านไหนๆ ก็อยากได้ไปวางทั้งนั้นแหละครับ” ท้ายประโยคเขาจงใจส่งสายตาชนิดหนึ่งมาให้อย่างเปิดเผย

ดูก็รู้ว่าเขากำลังหว่านเสน่ห์ให้ แต่รมิตาไม่ได้สนใจมันเท่าที่ควร หญิงสาวทำเพียงยิ้มบางๆ คล้ายเขินอาย แต่เจ้าตัวรู้ดีเธอไม่ต้องการให้ความหวังใดๆ เพราะหัวใจของเธออยู่ที่ใครอีกคนจนหมดแล้วต่างหาก

จากนั้นรมิตาปล่อยให้หน้าที่ชวนคุยเป็นของนายแพทย์หนุ่มไปโดยปริยาย ส่วนตนเองทำเพียงพยักหน้ารับคำ และแสดงความเห็นบ้างในบางครั้ง ใบหน้าหวานยามยิ้มดูสดใสจนใครที่แอบมองอยู่รู้สึกเบาโหวงอยู่ในอกที่ไม่ใช่คนทำให้ใบหน้านั้นยิ้มแย้ม รมิตาดูมีความสุขเมื่อเจอคนคุยถูกคอ เธอมีเพื่อนไม่มากนัก ที่สนิทกันก็แทบนับคนได้ เพราะเวลาทั้งหมดของเธอมักหมดไปกับการอยู่กับเขา หรือบางทีอาจเป็นเขาเองที่ช่วงชิงรอยยิ้มเหล่านั้นมาจากเธอ ความรู้สึกนั้นทำให้ขุนศึกต้องมองคนทั้งสองใหม่อีกครั้ง

บางทีมันอาจจะไม่มีอะไร

 

“เคทดูสนิทกับหมอวีร์มากนะ” ขุนศึกเอ่ยกับเจ้าของตักที่กำลังนั่งปอกผลไม้ป้อนให้ถึงปาก ระหว่างใช้เวลาดูภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่เพิ่งซื้อมา

เขาและรมิตากลับมาถึงบ้านตอนสี่ทุ่มครึ่ง ยังไม่ดึกเกินไปนักสำหรับสังคมเมืองใหญ่ จึงถือโอกาสใช้เวลาอีกเล็กน้อยเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดจากหน้าที่การงานมาทั้งวัน

รมิตานิ่งคิดพลางก้มลงมองคนบนตักที่นอนเหยียดกาย ใช้หน้าขาของเธอต่างหมอนใบนุ่ม ดวงตากลมหวานไล่สำรวจหาบางสิ่งที่อยู่ในแววตาคู่นั้น แต่เมื่อมีเพียงความสงสัยที่ฉายทาบอยู่รมิตาก็คลายกังวล ขุนศึกคงไม่ได้หยั่งเชิงเพื่อหาเรื่องทะเลาะกันอย่างแน่นอน ที่สำคัญคำแทนตัวที่เขาใช้ ‘หมอวีร์’ คำที่ฟังรื่นหูกว่า ‘ไอ้หมอนั่น’ หรือ ‘มัน’ อย่างเมื่อตอนที่อยู่ในร้านเป็นไหนๆ

“จะว่าสนิทก็สนิทนะคะ แต่จะว่าสนิทมากก็ไม่เชิง” คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นให้กับนิยามที่ตนเองตั้ง

ขุนศึกที่รอฟังคำตอบเด้งตัวขึ้นมานั่งเคียง ยกขาขึ้นขัดสมาธิหันหน้าเข้าหาคนตัวเล็ก พร้อมกับจ้องมองอย่างไม่วางตา ท่าทางดังกล่าวทำให้รมิตาต้องรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน

“คุณหมอเขาอยากให้เคทเอาขนมที่ร้านไปวางขายในร้านกาแฟของโรงพยาบาลน่ะค่ะ เขาติดต่อมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่เคทไม่ได้เล่าให้พี่ขุนฟัง กะว่าให้ตกลงได้เรื่องยังไงก่อนถึงค่อยบอก” หญิงสาวอธิบายยืดยาวด้วยกลัวว่าคนรักจะเข้าใจผิด แต่เมื่อเห็นใบหน้าคมคายพยักหน้ารับรู้อย่างใช้ความคิดรมิตาจึงพูดต่อ “ก็เลยคุยกันบ่อย อย่างวันนี้ที่คุณหมอถามหาเคทก็เพราะเรื่องนี้แหละค่ะ เคทก็เลยตกลงว่าจะทำส่งที่ร้านกาแฟของโรงพยาบาลตามที่คุณหมอแนะนำด้วย พี่ขุนคิดว่าไงคะ”

คำถามท้ายประโยคขอความเห็น พร้อมลอบสังเกตความไม่พอใจในสีหน้าของอีกฝ่ายอยู่ในที แต่เมื่อไร้วี่แววดังกล่าว รมิตาก็คลายกังวลจนถึงกับถอนหายใจโล่งอกเมื่อคนรักเอ่ยขึ้น

“พี่ว่ามันก็ดีนะ”

“จริงเหรอคะ” รมิตามีริ้วรอยความสดใสฉาบอยู่ในดวงตาคู่สวยยามที่เขาพยักหน้าเห็นด้วย ใบหน้าหวานคลี่ยิ้มกระจ่างจนเขารู้สึกถึงความดีใจของเธอ

“แต่พี่กลัวเคทเหนื่อย” เขาไม่ได้กล่าวเกินจริง เพราะโดยปกติเธอก็ทำขนมส่งร้านเจ้าประจำอยู่แล้ว ไหนจะทำขายในร้านของตัวเองซึ่งก็แทบจะไม่พอขาย ไหนจะเพิ่งเปิดร้านดอกไม้ขึ้นมาอีก แม้ว่าจะมีพนักงานหลายคนและแบ่งหน้าที่อย่างเป็นระบบ แต่ก็ยังเหนื่อยเกินไปสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ เช่นเธอ หากต้องทำขนมส่งให้ร้านกาแฟของโรงพยาบาลอีก ขุนศึกกลัวว่าเธอจะเหนื่อยจนไม่มีเวลาพักผ่อน

“เคทไม่เหนื่อยค่ะ เคทอยากทำ อีกอย่างเราก็มีพนักงานอยู่ด้วย แค่ทำเยอะขึ้นเท่านั้นเอง”

“เอาอย่างนั้นก็ได้ครับ”

ขุนศึกกล่าวออกมาในที่สุด รมิตายิ้มแก้มปริเมื่อเขาเข้าใจในตัวเธอยิ่งกว่าใคร แต่ไม่กี่วินาทีต่อมาใบหน้าคลี่ยิ้มกระจ่างก็หุบฉับลง พร้อมกับแววตาจับผิดฉายเข้ามาแทนที่

“ว่าแต่พี่ขุนพูดเรื่องที่เคทสนิทกับคุณหมอขึ้นมาทำไมคะ”

เมื่อโดนย้อนคนตัวใหญ่ก็ถึงกับเป็นฝ่ายที่ต้องนิ่งไปบ้าง ใบหน้าคมเคร่งขรึมปกปิดสิ่งที่ตนเองกำลังคิดไว้อย่างแนบเนียนก่อนตอบกลับทีเล่นทีจริง

“ก็แค่ถามดูเฉยๆ จะได้รู้ไงว่าพี่ควรหึงเคทกับเขาหรือเปล่า”

“แล้วได้คำตอบว่าไงคะ”

ครั้งนี้ใบหน้าเคร่งขรึมเปลี่ยนเป็นระบายยิ้มอ่อนๆ ดวงตาคมจับจ้องคนรักด้วยสายตาที่รมิตาอ่านไม่ออก มือหนายกขึ้นไล้แก้มนวลแผ่วเบา

“หมอวีร์เขาเป็นคนดี”

“พี่ขุนตอบไม่ตรงคำถาม”

รมิตาแกล้งหน้าตูม ขุนศึกจึงยื่นหน้าเข้าไปหอมแก้มป่องนั้นแรงๆ ด้วยท่าทางมันเขี้ยวเต็มที่ ก่อนจะผละออกและจ้องดวงตากลมหวานนิ่ง

“พี่ไว้ใจเคท”

รางวัลของคนตัวใหญ่ที่ไม่ทำตัวเป็นเด็กชายจอมหวงของคือรมิตายื่นหน้าเข้ามาจุมพิตที่ริมฝีปากอุ่น ก่อนใช้จมูกโด่งสวยไล้จมูกโด่งเป็นสันไปมาเบาๆ

“เคทรักพี่ขุนค่ะ รักมากที่สุด”

 









ฝากติดตามนิยายเรื่องอื่นๆ ด้วยนะคะ 







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

214 ความคิดเห็น