ดวงใจอธิรักษ์โยธิน

ตอนที่ 40 : ดวงใจขุนศึก : ตอนที่ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,534
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    27 ส.ค. 63








ตอนที่ 4

 

แม้จะบอกตัวเองว่าควรอยู่ให้ห่าง แต่หัวใจไม่รักดีกลับสั่งให้เขาต้องลุกออกจากกองเอกสารเพื่อมาพบว่าเธอกำลังยืนยิ้มให้ใครอีกคน

‘...ถ้ามีคนมาขอเมื่อไหร่ เคทก็คงยอมตกลงแต่งด้วยเมื่อนั้นแหละค่ะ’

เพียงแค่เห็น คำพูดเมื่อวันวานก็ย้อนกลับมาในห้วนความคิด ทั้งที่ท่าทางของรมิตาแสดงออกชัดว่าไม่ได้คิดเช่นนั้น แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึก ร่างสูงกว่าร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรยืนกำหมัดแน่นขณะมองลูกค้าหนุ่มก้าวผ่านหน้าไปพร้อมกระเช้าดอกไม้ในมือ

ก็แค่ลูกค้า ขุนศึกบอกตัวเองก่อนจะหันกลับเข้าไปมองภายในร้าน คล้ายกับโลกหยุดหมุนเมื่อดวงตาคู่สวยกำลังมองตรงมาเช่นเดียวกัน ร่างบอบบางดูซูบไปจนเขาสังเกตได้ แต่กระนั้นมันคงไม่สำคัญเท่ากับสายตาที่เธอมองมา

“เคท” ริมฝีปากหยักขยับเรียกแบบไม่มีเสียง ‘คิดถึงเหลือเกิน’ อยากบอกแต่คนคอยที่ผลักไสเธอออกห่างไม่ควรที่จะเอ่ยคำนั้น

รมิตายกมือขึ้นปิดปากแน่นเมื่อในที่สุดแล้วเขาก็มา

“พี่ขุน”

ร่างเล็กรีบวิ่งเปิดประตูออกมาหาราวกับกลัวว่าหากช้าเพียงนิดเขาจะหายไปจากครรลอง เมื่อมองจนแน่ใจว่าเป็นเขา แขนเรียวก็โผเข้าหาและสวมกอดรัดแน่นเมื่อคนที่เธอเฝ้ารอปรากฏกายอยู่ตรงหน้า

“เคทนึกว่าพี่ขุนจะไม่มาหาเคทอีกแล้ว”

เสียงหวานสะอื้นเอ่ยบอกกับอกแกร่ง แม้จะพยายามบอกกับตัวเองว่าเขาคือคนใจร้ายที่เธอควรจะอยู่ให้ห่าง แต่พอเขามาอยู่ตรงหน้าสิ่งที่รมิตาทำกลับตรงกันข้ามกับทุกสิ่งที่ตั้งใจ เธอปฏิเสธไม่ได้ว่าโหยหาไออุ่นจากเขามากเพียงใด และแม้ว่าเขาจะไม่เคยเห็นค่าของเธอเลย เธอก็ไม่สนใจ ขอเพียงแค่เธอได้อยู่เคียงข้างเขาเช่นนี้ก็เพียงพอ

“เคทขอโทษนะคะ ต่อไปเคทจะไม่เรียกร้องอะไร จะไม่วุ่นวาย จะไม่ทำตัวงี่เง่าแบบนั้นอีกแล้ว ขอแค่พี่ขุนอย่าทิ้งเคทนะคะ”

“เคท” ประโยคขอโทษจากร่างบางที่สั่นไหวทำให้คนตัวใหญ่ทำได้เพียงครางเรียกชื่อเธออย่างเจ็บปวด

“เคทมีแค่พี่ขุน พี่ขุนอย่างทิ้งเคทนะคะ อย่าหายไปแบบนี้อีก”

รมิตาเอ่ยพร้อมกระชับอ้อมแขนแน่นเพื่อยืนยันว่าคนที่เธอกอดมีตัวตนไม่ใช่ภาพมายา ขณะที่เขายังคงยืนนิ่งไม่แม้แต่จะยกมือขึ้นโอบกอดตอบด้วยซ้ำ หญิงสาวน้ำตาไหลพรากเมื่อคิดได้เช่นนั้น แต่ไม่เป็นไรหรอกแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว แค่เขายังให้เธออยู่ข้างๆ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว รมิตาคิดอย่างขมขื่น ทว่าหากเธอได้แหงนหน้าขึ้นมามองสักนิด จะเห็นว่าคนตัวโตไม่มีแม้แต่แรงที่จะยกมือขึ้นโอบกอดตอบเธอด้วยซ้ำ

เมื่อถ้อยคำนั้นของหญิงสาวทำให้เขารู้สึกถึงความสกปรกของตัวเอง เธอแสนดีถึงเพียงนี้แต่เขากลับเอาแต่วิ่งหนี ใบหน้าคมแหงนหงายให้ของเหลวที่ทะลักขึ้นมาคลอหน่วยตาไหลกลับลงไปในส่วนที่มันควรอยู่ เขาต่างหากที่ควรจะเป็นคนพูดคำนั้น คำขอร้องไม่ให้เธอจากไป...ไม่ใช่เธอ

แขนแข็งแรงถูกยกขึ้นโอบร่างเล็กในวินาทีถัดมา เพียงแค่นั้นหยดน้ำตามากมายก็ไหลอาบแก้มนวลจนชุ่ม เมื่อท้ายที่สุดเขาก็กอดปลอบ

อุ่นนัก รมิตารู้สึกเข้าไปหัวใจ แม้จะเป็นการฝืนใจแต่เธอก็ดีใจที่เขาทำมัน แขนเล็กกระชับอ้อมแขนมั่นเพื่อถ่ายทอดให้เขารู้ว่าเธอหมายความอย่างที่พูด

 

“พี่ขุนหิวไหมคะ เดี๋ยวเคทจะไปเอากาแฟกับขนมมาให้”

ร่างเล็กขืนตัวออกจากอ้อมแขนของคนตัวใหญ่ หลังจากที่เขาพาเธอหลบสายตาลูกค้าเข้ามาในส่วนของร้านดอกไม้ และกอดเธอไว้นิ่งๆ เกือบสิบนาทีเต็ม โดยไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากริมฝีปากหยักคู่นั้น ขุนศึกส่ายหน้าเมื่อร่างบางในอ้อมแขนขืนตัวขึ้นยืน เขาดึงเธอกลับมานั่งบนตักและกระชับอ้อมแขนแน่น วางคางสากไว้บนไหล่บอบบาง ปล่อยให้ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดที่แก้มนวลก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว

“เคทเสียใจไหมที่คบกับพี่”

คนตัวเล็กหันกลับมามองหน้าคนพูดแทบจะทันทีที่เขาเอ่ยประโยคนั้นจบลง ใบหน้าหวานส่ายหวือรัวเร็ว เมื่อความกลัวชนิดหนึ่งแล่นพล่านขึ้นมาจับขั้วหัวใจ คำถามราวกับเขากำลังจะหนีหาย คำถามที่หากเพียงเธอตอบพลาดไปสักนิดเขาก็จะจากไป

“ไม่ค่ะ เคทไม่เสียใจ เคทมีความสุขที่ได้อยู่กับพี่ขุน เคทไม่ต้องการอะไรขอแค่มีพี่ขุน”

สารภาพอย่างลืมอาย เธอยอมเป็นแค่ผู้หญิงของเขา ไม่ต้องเปิดตัวหรือเที่ยวบอกใครต่อใครว่าเธอคือคนรัก ยอมที่จะอยู่อย่างนี้ขอเพียงแค่เขาอยู่ข้างกายเธอ แม้เธอจะต้องกลายเป็นลูกอกตัญญูที่อยู่กินกับผู้ชายโดยไม่คิดที่จะจัดการให้ถูกต้องตามประเพณีก็ตาม

คำตอบของคนรักทำให้ท่อนแขนหนารัดแน่นขึ้น “แม้ว่าพี่จะให้ในสิ่งที่เคทต้องการไม่ได้ ไม่มีคำสัญญาใดๆ ที่จะทำให้เคทมั่นใจเหมือนผู้ชายคนอื่น เคทก็จะยัง...”

นิ้วเรียวยกขึ้นปิดปากคนพูดเป็นสัญญาณห้ามไม่ให้เอ่ยคำใดออกมา

“เคทมีพี่ขุนค่ะ แค่มีพี่ขุน เคทก็ไม่ต้องการอะไร” จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่คมเพื่อยืนยันถ้อยคำที่กล่าว “ต่อให้มีผู้ชายที่ให้เคทได้ทุกอย่าง ถ้าไม่ใช่พี่ขุน...มันก็ไม่มีความหมาย”

จบคำตรึงใจ ดวงตาสองคู่สบกันนิ่ง หนึ่งคือฉายความรู้สึกทั้งหมดที่มีให้รับรู้ว่าเธอไม่ได้พูดเพื่อเอาใจ แต่เพราะหัวใจของเธอหมายความเช่นนั้นจริงๆ อีกหนึ่งไหวระริกทั้งสับสนและชื่นฉ่ำหัวใจ เพียงแค่คำนั้นมันออกมาจากริมฝีปากของคนตรงหน้า

ขุนศึกเลือกที่จะประทับจูบลงบนหน้าผากเนียน แทนคำบอกเล่าประโยคหนึ่งที่แล่นขึ้นมาจุกที่ลำคอ หัวใจสั่งให้บอกแต่สมองกลับห้ามปราม เขาไม่ควรผูกมัดเธอด้วยคำนั้น...คำที่มีค่าเพียงลมปาก ขุนศึกแนบหน้าผากชนกับหน้าผากของคนตัวเล็ก ถ่ายทอดความรู้สึกให้รับรู้ด้วยภาษากาย การกระทำต่างหากที่สำคัญกว่าคำนั้น บอกตัวเองขณะที่รมิตายกแขนขึ้นคล้องลำคอหนา

“เคทรักพี่ขุนค่ะ”

คำรักแสนหวานได้รับจุมพิตนุ่มละมุนเป็นของตอบแทน ริมฝีปากอุ่นชื้นสัมผัสที่กลีบปากเพียงบางเบาแต่หวานมากมายนักในหัวใจของรมิตา

แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว...เพียงพอแล้วจริงๆ

“วันนี้ปิดร้านเร็วสักวัน และออกไปกินข้าวข้างนอกกันสักมื้อนะ” คนตัวใหญ่กล่าวขึ้นเมื่อมีร่างระหงแนบชิดในอ้อมแขนอีกหน

รมิตาเงยหน้าขึ้นมองปลายคางบุ๋มของคนพูดด้วยหัวใจที่อิ่มเอิบ ไม่บ่อยนักที่ขุนศึกจะชวนออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน เขามักบอกเสมอมาว่ารสชาติไม่ถูกปาก ที่สำคัญเขาไม่ชอบที่มันไม่มีความเป็นส่วนตัว เขาชอบให้เธอทำอาหารง่ายๆ กินกันแค่สองคนในบ้านหลังเล็ก ‘บ้านของเรา’ มากกว่า

“เคทตามใจพี่ขุนค่ะ”

รมิตายิ้มสดใสเมื่อท้ายที่สุดเขาก็กลับมาเป็นพี่ขุนของเธอคนเดิม กลับมาอยู่ข้างกายเธออีกหน และภาวนาอย่าให้เขาจากไป เพราะเมื่อถึงเวลานั้นเธอคงไม่มีแม้แต่แรงที่จะหายใจ เขาคือทุกอย่างในชีวิต คือคนเดียวที่เธอยอมฝากชีวิตทั้งหมดให้ คือสุดหัวใจเพียงหนึ่งเดียว

ขุนศึกประทับจมูกโด่งบนแก้มนุ่มเพียงบางเบา ก่อนที่รมิตาจะลุกออกไปดูแลความเรียบร้อยของตนเองเมื่อมีลูกค้าเดินเข้ามาในร้าน แก้มนวลถูกแป้งเนื้อดีปิดทับอำพรางจนไม่หลงเหลือใบหน้าเปรอะเปื้อนน้ำตาอย่างเมื่อครู่ แต่คนมองตามร่างที่เยื้องย่างแนะนำดอกไม้นานาชนิดกลับจำภาพนั้นได้ชัดเจน สักวันใบหน้านี้จะมีเพียงรอยยิ้มสดใส แม้ว่าวันนั้นจะไม่มีเขาอยู่ข้างกายเธอก็ตาม

พี่ขอต่อเวลาอีกนิดนะเคท เมื่อถึงวันนั้นเคทจะมีแต่ความสุข พี่สัญญา

 

สิบเจ็ดนาฬิกาสามสิบนาที รมิตาฝากร้านไว้กับพนักงานให้จัดการปิดร้านแทน หญิงสาวเดินยิ้มออกมาหาคนตัวโตที่ยืนพิงประตูแลนด์โรเวอร์สีดำมันปลาบรอท่าอยู่ห่างจากร้านไปไม่กี่ก้าว ขุนศึกอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มพับแขนถึงข้อศอก กอดอกมองคนเดินเข้ามาใกล้ด้วยการยิ้มมุมปากเพียงบางๆ รมิตาในชุดกระโปรงสีชมพูอ่อนดูสดใส ใบหน้าสวยถูกแต่งแต้มไว้เพียงนิด แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้เธอดูสวยสง่าและน่าชมจนยากที่จะถอนสายตาออกไปได้

“รอนานไหมคะ” เอ่ยถามขณะที่เขาเปิดประตูฝั่งข้างคนขับไว้รอ รมิตาก้าวขึ้นไปนั่งพร้อมส่งยิ้มหวานเมื่อขุนศึกส่ายหน้าไปมาเบาๆ

“เพิ่งมาถึงตอนที่โทร. บอกเคทนั่นแหละ”

เขาปิดประตูให้แผ่วเบาก่อนจะก้าวอ้อมไปขึ้นฝั่งคนขับ ใบหน้าคมหันกลับมามองคนตัวเล็กที่ยังคงส่งยิ้มมาให้ มือหนายกขึ้นแตะที่พวงแก้มนุ่มก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาจุมพิตที่ริมฝีปากอิ่มแผ่วเบาและผละห่าง ช่วงเวลาแห่งความทรงจำที่เขาจะไม่มีวันลืม

“อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม”

รมิตายิ้มกว้างเมื่อถูกเอาใจ เธอส่ายหน้าไปมา ก่อนตอบ “เคทยังไงก็ได้ แล้วแต่พี่ขุน”

“ถ้าอย่างนั้นไปร้านเดิมของเรากันนะ”

เมื่อเห็นคนตัวเล็กพยักหน้าเห็นด้วย ขุนศึกก็ออกรถเพื่อไปยังจุดหมายปลายทางทันที ร้านเดิมของเราคือร้านอาหารสไตล์บ้านและสวนที่เป็นสถานที่แห่งความทรงจำของคนทั้งสอง วันครบรอบทุกปีทั้งคู่จึงมักใช้บริการที่ร้านอาหารแห่งนี้เสมอ ที่สำคัญคือสถานที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเขาและเธอ

ผ่านมาเจ็ดปีแล้ว ณ ที่แห่งนี้ ขุนศึกหันกลับมามองคนข้างกาย มือใหญ่เลื่อนจากกระปุกเกียร์มาเป็นมือนุ่มที่วางอยู่บนตัก บีบกระชับให้ตัวเล็กได้รู้สึกถึงความอบอุ่นที่ต้องการส่งผ่าน เจ็ดปีที่ผ่านมาหลายอย่างอาจเปลี่ยนไป แต่สำหรับคนข้างกายไม่เคยเปลี่ยนแปลง เธอยังเหมือนวันแรกที่คบกันจนกระทั่งวันนี้ และจากนี้ก็ยังอยากให้คงอยู่ตลอดไป

 

แสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านผ้าม่านผืนหนาเข้ามาในห้องปลุกให้รมิตาตื่นจากนิทรา หญิงสาวค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองรอบตัว และก็พบเข้ากับแผ่นอกกว้างของใครบางคน ลมหายใจอุ่นรินรดที่กระหม่อมบางขณะที่ทรวงอกของเขาขยับขึ้นลงเป็นจังหวะ ทำให้หวนคิดถึงอ้อมกอดอันอบอุ่นของค่ำคืนที่ผ่านมา รมิตาอยากซุกซบและโอบกอดไว้ต่ออีกนิดเพื่อยืนยันว่าเธอไม่ได้ฝันไป แต่สุดท้ายก็ต้องตัดใจเมื่อระลึกได้ว่าเวลานี้สายมากแล้ว เธอต้องเตรียมอาหารเช้าไว้ให้เขาก่อนไปทำงาน รมิตาขยับตัวเตรียมผละจาก แต่ท่อนแขนแข็งแรงที่วางทับอยู่เหนือเอวคอดกิ่วกระชับรัดร่างเล็กเข้ามากอดแน่น

“ยังเช้าอยู่เลย จะรีบไปไหน หืม”

เสียงทุ้มบ่นงึมงำก่อนจะกดจมูกสูดกลิ่นแชมพูหอมกรุ่นจากกลุ่มผมสวย เขาอยากจะกอดเธอไว้ในอ้อมแขนให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ทดแทนอนาคตที่อาจจะไม่มีเธออยู่ข้างกาย

“ไปเตรียมอาหารเช้าให้พี่ขุนค่ะ”

“เดี๋ยวค่อยเตรียมก็ได้ ตอนนี้พี่ยังอยากกอดเคทอีกนิด” คนตัวโตกลายร่างเป็นเด็กชายงอแงกอดร่างแน่งน้อยไม่ยอมปล่อย “ทดแทนที่ไม่ได้กอดมาตั้งสองวัน”

คำพูดราบเรียบของชายหนุ่มทำให้รมิตาตัวแข็งทื่อ แค่อยากกอดเท่านั้นหรือ รมิตาคิดอย่างน้อยใจจนเธอเริ่มสงสัยในความรู้สึกของตนเองช่วงนี้ เธอน้อยใจเขาเก่งเหลือเกิน คำพูดเพียงเล็กน้อยก็ทำให้คิดมากจนพานน้ำตาไหล คิดแล้วน้ำตาหยดหนึ่งก็กลิ้งตัวลงมาตามร่องจมูก เสียงสูดหายใจติดขัดทำให้คนกอดต้องก้มลงมองคนในอ้อมแขน

“เคทร้องไห้ทำไม”

รมิตาไม่ตอบแต่รีบยกมือขึ้นเช็ดหยดน้ำสีใสเหล่านั้นออกจากแก้มนวลราวกับไม่ต้องการจะให้เขาเห็น ขุนศึกหายใจไม่ทั่วท้องเมื่อคนรักไม่ยอมตอบ มือหนาเชยปลายคางขึ้นเพื่อสบสายตา แต่หญิงสาวกลับหลุบตาต่ำราวกับต้องการหลบหลีก ขุนศึกจึงได้แต่ครางเรียกชื่อแหบโหย

“เคท”

“เคทจะออกไปเตรียมอาหารเช้าค่ะ”

“อย่าเลย เคทอยู่นี่เถอะเดี๋ยวพี่จัดการเอง” ขุนศึกบอกพร้อมกับก้มลงจูบที่หน้าผากนวลแผ่วเบาก่อนผละห่าง บางทีเขาอาจจะเรียกร้องจากเธอมากเกินไป คิดแล้วก็นึกอยากตีอกชกหัวตนเองที่ช่วงนี้เขาอยากคลุกคลีอยู่กับเธอตลอดเวลา

เวลาเจ็ดนาฬิกาตรงไม่ขาดไม่เกินแลนด์โรเวอร์สีดำมันปลาบก็แล่นเลียบเข้ามาจอดบริเวณหน้าร้าน รมิตายกกระเป๋าขึ้นคล้องไหล่เตรียมลงจากรถแต่ขุนศึกดึงแขนเรียวไว้ได้ทัน

“ตอนเที่ยงพี่จะมากินข้าวด้วย เคทรอนะ”

น้ำเสียงออดอ้อนที่มาพร้อมแววตาพราวระยับอย่างที่น้อยครั้งนักเขาจะทำ ชวนให้คนถูกมองรู้สึกขัดเขินขึ้นมาอย่างประหลาด ทั้งที่เขาเพียงแค่บอกว่าจะลงมารับประทานอาหารกลางวันด้วยเท่านั้น

“ค่ะ”

เสียงตอบรับทำให้คนฟังยิ้มกว้าง ใบหน้าคมยื่นเข้าไปจุมพิตที่แก้มนวลแผ่วเบา

“แล้วเจอกันครับ”

รมิตาพยักหน้ารับเขินๆ ก่อนจะก้าวลงจากรถ ยืนรอจนกระทั่งเขาขับรถจากไปทั้งที่ใบหน้าแดงก่ำ เมื่อเช้าเขาคงหมายความอย่างที่พูดไม่ได้มีอะไรแฝงความนัยมากกว่านั้น เธอคงคิดมากเกินไป รมิตาดุตัวเองก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าร้านเพื่อทำงานของตัวเองเสียที

พิมพรและพนักงานคนอื่นๆ กำลังจัดร้านเพื่อเปิดให้บริการลูกค้า หน้าที่ของรมิตามีเพียงแค่จัดการรายละเอียดปลีกย่อยและตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับการจัดซื้อสินค้าเข้าร้านเท่านั้น เนื่องจากพนักงานทุกคนล้วนได้รับการอบรมในทุกขั้นตอนตามหน้าที่ของตนเองอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นรมิตาก็มักที่จะลงมาคุมร้านด้วยตนเองเสมอ

หลังจากวางกระเป๋าและหยิบผ้ากันเปื้อนซึ่งเป็นเครื่องแบบของร้านมาสวมได้เพียงไม่นาน เสียงโมบายอันเล็กเหนือประตูกระจกหน้าร้านก็ดังขึ้น

“ขอโทษครับ ร้านเปิดหรือยังครับ”

เสียงทุ้มเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าเอ่ยถามแบบไม่เจาะจง

“สวัสดีค่ะ ร้านเปิดแล้วค่ะ” รมิตาที่ยืนอยู่บริเวณเคาน์เตอร์เยี่ยมหน้าออกมาต้อนรับเสียงใสก่อนจะชะงักไปเมื่อจำได้ว่าเขาคือลูกค้าคนเมื่อวาน และเหมือนอีกฝ่ายจะจำได้ดุจเดียวกันเพราะเขาส่งยิ้มเปิดเผยกลับมาให้

“ดีจังครับ ผมกำลังอยากได้กาแฟเข้มๆ สักแก้ว”

“ถ้าอย่างนั้นก็เชิญด้านในได้เลยค่ะ” ว่าพร้อมผายมือเชื้อเชิญให้เข้าไปภายใน ชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีอ่อนและกางเกงสแล็กสีเข้มก้าวตามไปอย่างว่าง่าย

ชายหนุ่มสั่งเครื่องดื่มและขนมสองชิ้น หญิงสาวรีบจดออร์เดอร์ลงบนกระดาษแผ่นเล็กและเอ่ยทวนรายการให้ฟัง แต่ยังไม่ทันที่เธอจะเดินกลับไปจัดการตามรายการที่เขาสั่ง นายแพทย์เอกวีร์ เวชพิสิฐก็พูดขึ้นมาอีก

“ผมนึกว่าคุณทำงานที่ร้านดอกไม้นั่นเสียอีก” เขาว่าพลางบุ้ยปากไปทางร้านดอกไม้ที่อยู่ติดกัน รมิตามองตามและยิ้มตอบบางๆ

“ร้านเดียวกันค่ะ”

“อ้อ...อย่างนั้นเหรอครับ” คำอธิบายจากสาวเจ้าทำให้คนฟังเข้าใจได้ในทันที ใบหน้าหล่อเหลาตามแบบฉบับตี๋อินเตอร์ขยับขึ้นลงประกอบคำพูดก่อนที่หญิงสาวจะผละออกไป

นัยน์ตาคมมองผ่านเลนส์แว่นไร้กรอบของตนเองตามร่างระหงที่เยื้องย่างไปตามจุดต่างๆ ของร้าน พนักงานคนอื่นๆ ดูจะเกรงใจและอยู่ในท่าพร้อมรับคำสั่งจากหญิงสาวตลอดเวลา ทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าเธอคือใครกัน แต่สิ่งที่ทำให้เขามองตามในวันนี้คงเป็นใบหน้าหวานและดวงตาที่เต็มไปด้วยความสุขคู่นั้น มันช่างแตกต่างกับเมื่อวาน จนอดคิดไม่ได้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้ผู้หญิงสวยหวานแววตาเศร้ากลายเป็นผู้หญิงที่ดวงตาเต็มไปด้วยความสดใสและความสุขเช่นนั้นได้เพียงชั่วข้ามคืน

“ขอบคุณครับ คุณ...” เสียงทุ้มขาดหายหวังทำความรู้จักกับหญิงสาว

รมิตาเงยหน้าขึ้นเลิกคิ้วมองลูกค้าหนุ่มอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก ก่อนจะตอบออกไปเมื่อเขาทำอากัปกิริยาเร่งเร้าเอาคำตอบเข้ามาอีก

“รมิตาค่ะ”

“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ผมเอกวีร์”

คำแนะนำตัวโดยไม่ได้ร้องขอทำให้รมิตานิ่งไปนิด ก่อนจะพยักหน้ารับและวางจานขนมลงเคียงข้างถ้วยกาแฟเอสเปรสโซ่ที่เสิร์ฟไปก่อนหน้า ท่าทางไม่รับไมตรีทำให้หมอหนุ่มต้องเปลี่ยนกลยุทธ์กะทันหัน

“จะรังเกียจไหมครับ ถ้าผมอยากจะเชิญคุณนั่งคุยเป็นเพื่อนแก้ง่วง”

คำถามกึ่งขอร้องทำให้รมิตารู้สึกลำบากใจไม่น้อยที่ต้องนั่งคุยกับลูกค้า แม้ว่าเวลานี้ภายในร้านจะมีลูกค้าอยู่บางตา แต่มันก็ดูไม่สมควรนักที่เธอจะทำเช่นนั้น แต่หากปฏิเสธมันคงเป็นการเสียมารยาทต่อลูกค้าเช่นเดียวกัน ที่สำคัญเขาเลือกใช้คำว่า ‘ง่วง’ แทนคำว่า ‘เหงา’ คำที่ใช้จึงดูไม่มีนัยใดแอบแฝงทำให้เธอตอบตกลง

“ด้วยความยินดีค่ะ”

รมิตานั่งลงบนเก้าอี้หวายเทียมสีชมพูอ่อนตรงหน้า เอกวีร์ยิ้มเพียงนิดเมื่อท้ายที่สุดเธอก็ยอมอยู่คุยตามที่ร้องขอ ประโยคสนทนาง่ายๆ จึงเริ่มต้นขึ้นอย่างมีชั้นเชิง ผู้ชายที่ผ่านผู้หญิงมานับไม่ถ้วนเช่นเขาย่อมรู้ว่าสถานการณ์แบบใดควรรุกหรือหยุด แต่กับหญิงสาวตรงหน้าเขาควรยื้อให้เธอทำความรู้จักกับเขาให้นานที่สุด

“ขอบคุณนะครับที่คุณเคทอุตส่าห์นั่งคุยเป็นเพื่อน ผมเลยหายง่วงเมื่อเจอคนคุยถูกคอ”

หมอหนุ่มยิ้มอารมณ์ดีเมื่อบทสนทนาที่กินเวลากว่าครึ่งชั่วโมงจบลง มากพอแล้วกับการทำความรู้จักกับคนตรงหน้าในวันแรก และมากพอแล้วที่จะไม่ทำให้กระต่ายน้อยหน้าหวานคนนี้รู้ตัวว่าเขากำลังหวังอะไร

นัยน์ตาคู่คมใต้กรอบแว่นสีใสเพิ่มระดับความน่าเชื่อถือจนรมิตาไม่ทันระวังตัว เธอรู้สึกถูกชะตากับศัลยแพทย์หนุ่มตรงหน้า ความช่างคุยทำให้เขาดูเป็นกันเอง อาชีพการงานดูน่าเชื่อถือ และประโยคสนทนาที่เน้นการพูดคุยเรื่องทั่วไปมากกว่าจะโอ้อวดสรรพคุณความเก่งกาจ ทำให้หญิงสาวผ่อนคลายความตึงเครียดจนกลายเป็นความไว้ใจไปในที่สุด

“ด้วยความยินดีค่ะ ถ้าปล่อยให้คุณหมอที่เพิ่งออกจากห้องผ่าตัดกลับบ้านทั้งที่กำลังง่วงจนเกิดอุบัติเหตุเคทคงเสียใจแย่” น้ำเสียงหวานใสราวกับระฆังแก้วทำให้คนฟังรื่นหูจนนึกอยากคุยกับเธอให้นานกว่าที่เป็นอยู่

“เจ้าของร้านน่ารักแบบนี้ สงสัยผมคงต้องหาโอกาสมาดื่มกาแฟที่นี่บ่อยๆ แล้วละครับ” เอกวีร์สัพยอกให้สาวเจ้าได้ขวยเขิน

ความจริงโรงพยาบาลที่เขาทำงานอยู่ไม่ไกลจากที่นี่มากนัก อีกทั้งร้านของหญิงสาวก็เป็นทางผ่านทั้งขาไปขากลับ การที่จะปลีกตัวหาเวลาออกมาลิ้มรสกาแฟหอมกรุ่นจึงไม่ใช่เรื่องยาก โดยเฉพาะการมีเธอเป็นเพื่อนคุย ผู้หญิงที่เพิ่งพบเจอ แต่กลับตรึงสายตาคนมองให้ใจเต้นแรง ท่าทางเรียบๆ แต่เป็นธรรมชาติ ทั้งยังวางตัวที่ขีดเส้นกั้นไว้เสมอ ทำให้เขานึกอยากจะก้าวผ่านเส้นที่เธอบรรจงกั้นไว้ดูสักที อยากรู้ว่าดินแดนฝั่งนั้นมีอะไรซ่อนอยู่

“ทางร้านยินดีต้อนรับค่ะ โดยเฉพาะลูกค้าคุยสนุกแบบคุณหมอ” รมิตาเอ่ยได้เพียงแค่นั้นก็เงียบลงเมื่อพิมพรนำกล่องขนมหลายชนิดที่ชายหนุ่มสั่งไปฝากผู้ป่วยในความดูแลมายื่นส่งให้เจ้านายสาว รมิตารับมาวางบนโต๊ะขณะที่หมอหนุ่มเหมือนจะรู้เวลา

นายแพทย์เอกวีร์ เวชพิสิฐ แสร้งยกนาฬิกาข้อมือยี่ห้อดังขึ้นดูและอุทานเบาๆ

“แปดโมงครึ่งแล้ว” ใบหน้าคมตีหน้าเศร้า “ผมคงต้องขอตัวก่อน ขอบคุณสำหรับกาแฟและขนมอร่อยๆ นะครับ”

“ขอบคุณที่ช่วยอุดหนุนเค้กของทางร้านเช่นเดียวกันค่ะ”

รมิตาส่งยิ้มตอบกลับพร้อมเลื่อนกล่องขนมติดโลโก้ร้านไปให้ตรงหน้า ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่หมอหนุ่มเฝ้ารออยู่ก่อนหน้า นิ้วเรียวยาวขาวละเอียดปานสตรีสัมผัสหลังมือนุ่มได้พอดิบพอดี ก่อนจะรีบดึงมือออกด้วยท่าทางที่บอกให้รู้ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ

“ขอโทษครับคุณเคท” หมอหนุ่มเอ่ยขอโทษขอโพย หวังใช้มันสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจจากหญิงสาว ซึ่งรมิตาก็เชื่อสนิท เธอจึงส่ายหน้าอย่างไม่ถือสา เอกวีร์กระตุกยิ้มที่มุมปากในจังหวะที่หญิงสาวไม่มีทางได้เห็น

“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ แล้วจะมาอุดหนุนใหม่”

“ขับรถระวังๆ นะคะ”

รมิตาเดินออกมาส่งถึงหน้าร้าน ท่าทางเรียบๆ ของหญิงสาวทำให้หมอหนุ่มนึกชอบใจ ไม่นานหรอก เขาหวังว่าเธอจะไม่ส่งเขาแค่ที่หน้าร้านแต่จะต้องออกไปพร้อมกับเขา...กระต่ายหน้ารถคนใหม่

 

ถัดออกไปไม่ไกลนักมีเมอร์เซเดส - เบนซ์สีเงินคันหนึ่งจอดติดไฟแดงที่สี่แยกไม่ไกลจากร้านของรมิตา ภาสกรหันซ้ายแลขวามองบรรยากาศบนท้องถนนรอบๆ แก้เบื่อก่อนที่จะจ้องเขม็งเมื่อหันไปพบภาพของรมิตากับชายหนุ่มที่ไม่ใช่น้องชายของตน ทายาทคนรองของบ้านอธิรักษ์โยธินจ้องภาพความสนิทสนมนั้นตาไม่กะพริบ รมิตาโบกมือส่งยิ้มให้ชายผู้นั้น ท่าทางที่เขาไม่เคยเห็นทำให้นึกสงสัย และเมื่อพยายามเพ่งมองใบหน้าของชายที่อยู่ในเสื้อเชิ้ตสีอ่อน ภาสกรก็ถึงกับนิ่งไปแทบจะทันที

อยู่ๆ ภาพเมื่อครั้งวันวานก็หวนเข้ามาในความคิด ภาสกรมองตามหลังรถของชายผู้นั้นไปจนสุดสายตา ก่อนที่จะเปลี่ยนจุดหมายเป็นอีกทาง และเมื่อไฟแดงเปลี่ยนเป็นไฟเขียวเขาก็ไม่รอช้าที่จะขับรถมุ่งหน้าตรงไป ถึงเวลาที่เขาต้องจัดการอะไรๆ ให้เรียบร้อยตามที่เคยรับปากไว้เสียที









ฝากติดตามนิยายเรื่องอื่นๆ ด้วยนะคะ 







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

214 ความคิดเห็น