ดวงใจอธิรักษ์โยธิน

ตอนที่ 39 : ดวงใจขุนศึก : ตอนที่ 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,644
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    27 ส.ค. 63











ตอนที่ 3

 

หลังจากการประชุมการจัดการค่าผ่านประตูงานแต่งงานของสี่ทิศผ่านพ้นไปแล้ว ขุนศึกก็ได้มีโอกาสอยู่กันตามลำพังกับคนรักเสียที ชายหนุ่มเดินตามหลังเธอเข้าไปในครัวหลังร้านต้อยๆ จนคนถูกตามนึกแปลกใจ

“พี่ขุนมีอะไรหรือเปล่าคะ” รมิตาเงยหน้าขึ้นถาม

ส่วนคนถูกถามมีท่าทีอึกอัก ขุนศึกจึงหมุนตัวเดินไปยังส่วนพักผ่อนที่มีโซฟาตัวยาววางอยู่

ท่าทางแปลกๆ ของชายหนุ่มทำให้รมิตาต้องเดินตามออกมาสอบถาม หญิงสาวสังเกตเห็นว่าเขามีท่าทีเช่นนี้ตั้งแต่ตอนที่ผู้ร่วมขบวนการหาค่าขนมจากงานแต่งของสี่ทิศอยู่กันพร้อมหน้า จนกระทั่งทุกคนลากลับเมื่อข้อตกลงเป็นที่สิ้นสุด

“พี่ขุนคะ”

เธอไม่อยากจะเซ้าซี้ถามเขามากนัก แต่ท่าทางของชายหนุ่มทำให้เธอปล่อยให้เขาพูดออกมาเองเหมือนทุกครั้งไม่ได้จริงๆ ท่าทางเคร่งขรึมคล้ายต้องการพูดอะไรบางอย่างแต่ไม่ยอมพูดออกมาเสียที และนั่นทำให้เธอเป็นห่วงเขามากขึ้นไปอีก

“เมื่อไหร่ร้านจะปิดเสียที”

คนตัวใหญ่ถามไปอีกเรื่อง เขาอยากมีเวลาอยู่กันตามลำพังเธอเร็วๆ เพราะติดใจสงสัยในท่าทางของรมิตาจนทนเก็บความสงสัยไว้ไม่ไหวอีกต่อไป

ทุกครั้งที่ถูกเอ่ยถึงการแต่งงานในวงสนทนารมิตาจะมองมาที่เขาด้วยสายตาแปลกๆ เธอไม่ตอบรับหรือปฏิเสธเมื่อถูกใครสักคนถามว่าเมื่อไหร่จะแต่ง เธอทำเพียงยิ้มบางๆ และหัวเราะเบาๆ ก่อนตอบกลับทีเล่นทีจริง

‘ถ้ามีคนมาขอเมื่อไหร่ เคทก็คงยอมตกลงแต่งด้วยเมื่อนั้นแหละค่ะ’

ประโยคแปร่งหูทำให้เขานึกสงสัยในความหมายที่แท้จริงของถ้อยคำนั้น แต่จะถามเอาตรงๆ ก็คงดูไม่ดีนัก และหากจะรอจนกระทั่งปิดร้านเขาก็ทำไม่ได้เหมือนกัน มันร้อนใจพิกลโดยเฉพาะเมื่อเธอใช้คำว่า ‘มาขอเมื่อไหร่ก็คงยอม...เมื่อนั้น’ ไหนจะคำว่า ‘คนมาขอ’ คำที่ไม่ได้ระบุเจาะจงว่าหมายถึงใครเป็นพิเศษนั่นอีก หมายความว่าเป็นใครก็ได้อย่างนั้นหรือ คิดแล้วขุนศึกก็ยิ่งหงุดหงิดหัวใจจนเผลอชักสีหน้าใส่คนที่เดินมานั่งข้างๆ

“อีกสักพักก็ปิดแล้วค่ะ พี่ขุนมีอะไรหรือเปล่าคะ”

“ไม่มีอะไรหรอก เคทออกไปดูร้านเถอะ พี่จะรออยู่ที่นี่” ว่าแล้วก็เสทำทีหยิบหนังสือนิตยสารใต้โต๊ะตัวเตี้ยตรงหน้าขึ้นมาเปิดอ่าน

พยายามอย่างยิ่งที่จะใช้สมาธิกับตัวอักษรที่ปรากฏตรงหน้า เพียงเพื่อให้มันระงับความหงุดหงิดที่ยังไม่ถูกไขข้อข้องใจ พร้อมกับบอกตัวเองให้ใจเย็นๆ รมิตาอาจจะแค่พูดไปอย่างนั้นเอง...แต่ถ้าหากเธอไม่คิดเธอจะพูดขึ้นมาหรือ สมองอีกฝั่งแย้งกลับ

ท้ายที่สุดสิ่งที่ขุนศึกทำได้ก็คือการเอนหลังพิงพนักโซฟาพร้อมกับหลับตาตัดตัวเองจากโลกภายนอก ปล่อยให้สมองความคิดสองฝั่งต่อสู้กันอยู่ภายใน

รอก่อน รอให้อยู่ตามลำพัง แล้วเขาจะถามให้แน่ใจ

 

“เคทอยากแต่งงานเหรอ”

อยู่ๆ ขุนศึกก็โพล่งถามขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย รมิตาหันกลับไปมองคนพูดด้วยแววตาที่เต็มไปความแปลกใจระคนไม่เข้าใจ

ขุนศึกยังคงทำหน้าที่สารถีให้เธอไม่ต่างกับวันวาน แต่ความเงียบและท่าทางเคร่งขรึมทำให้เธอรู้สึกถึงบรรยากาศที่แตกต่าง...บรรยากาศที่ไม่น่าไว้ใจ

“ทำไมพี่ขุนถามอย่างนั้นล่ะคะ”

“เปล่า พี่แค่ถามเฉยๆ”

สายตาที่มองมาด้วยความไม่เข้าใจในคำถามทำให้คนเริ่มประโยคสนทนาเป็นฝ่ายตัดบทเสียเอง บางทีเขาอาจจะคิดมากเกินไป รมิตาคงเพียงแค่ต้องการพูดเพื่อทำให้บรรยากาศครื้นเครง ไม่ได้มีเจตนาแฝงในคำพูดเหล่านั้นแม้แต่นิด กระนั้นเขาก็ยังสงสัยและอยากรู้

ทว่าวิธีการตัดบทแบบกำปั้นทุบดินของเขาทำให้คนฟังรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง บางอย่างที่เธอเคยกลัวและตอนนี้มันก็เริ่มชัดเจนขึ้น แม้อยากจะเก็บมันไว้ไม่ยอมถามเพื่อที่จะปล่อยให้มันผ่านไปเหมือนที่เป็นมา แต่ความคิดอีกฝั่งก็ทำให้เธอต้องเปลี่ยนความคิด บางครั้งเธอก็อยากได้ความชัดเจน...รมิตานิ่งไปเกือบสองนาทีเต็มเพื่อเรียบเรียงคำถามก่อนจะเอ่ยออกมา

“พี่ขุนไม่อยากแต่งงานใช่ไหมคะ”

คนถูกถามหันมามองอย่างตกตะลึงเมื่อรมิตาเลือกที่จะเปิดประเด็นตรงๆ โดยไม่คิดที่จะอ้อมค้อม โชคดีที่เขาขับรถมาจอดเทียบประตูหน้าบ้านของเธอพอดี ทำให้ไม่ต้องใช้ความระมัดระวังมากเหมือนหลายนาทีก่อน ขุนศึกยังคงกำพวงมาลัยแน่นแม้จะดับเครื่องยนต์ไปแล้วก็ตาม

ความเงียบและอาการนิ่งขรึมคือคำตอบที่ทำให้คนถามใจเสีย ไม่มีคำตอบรับหรือปฏิเสธอย่างที่ควรจะเป็น ขุนศึกเลือกที่จะมองเธอนิ่งๆ และนั่นก็ทำให้รมิตาเข้าใจอะไรได้ลางๆ หลังจากที่หลายครั้งมันคลุมเครือจนบางทีก็มองไม่เห็นความจริงที่เขาแสดงออก แต่เวลานี้กลับชัดเจน รมิตามองใบหน้าคมของคนข้างกายด้วยสายตาเจ็บแปลบมือบางยกกระเป๋าขึ้นคล้องไหล่และพูดต่อ

“เคทเข้าใจค่ะ”

พูดจบก็เปิดประตูลงจากรถไปในทันที เธอกำลังคาดหวังอะไรกันรมิตาในเมื่อที่เขาถามและแสดงออกมาชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหนๆ เขาไม่อยากแต่งงาน เพราะอย่างนี้สินะเขาถึงเลือกที่จะบ่ายเบี่ยงเมื่อเธอเอ่ยปากชวนเขาไปเที่ยวที่บ้าน หรือพบกับคนในครอบครัว และเพราะเช่นนี้เองเขาถึงได้เลือกให้เธออยู่ในที่ของเธอโดยไม่ต้องวุ่นวายกับชีวิตของเขาหรือคนรอบตัวเขา เพราะอย่างนี้เอง

ร่างสมส่วนก้าวลงจากรถ แต่ใครอีกคนกลับรู้สึกคล้ายเพิ่งได้สติ ขุนศึกมองตามแผ่นหลังบางที่ห่างออกไปเรื่อยๆ ด้วยความรู้สึกว้าวุ่นใจ

“เคท”

เสียงเรียกเบื้องหลังไม่อาจทำให้คนที่พยายามบังคับมือไม่ให้สั่นขณะเปิดประตูรั้วหันกลับมามองได้ เธอรู้สึกจุกจนหายใจไม่ออกเมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของเขา ท่าทางตกตะลึงกับความจริงที่เธอโพล่งออกไปชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใดๆ เขาไม่เคยคิดที่จะแต่งงานกับเธอ ไม่เคยเลยสักนิด และที่เขากำลังทำอยู่ก็คงเป็นการขอให้เธอเข้าใจในตัวเขาเหมือนที่เคยเป็นมา

“เคทหมายความว่ายังไง”

ขุนศึกลงจากรถเดินมาหา มือใหญ่รั้งร่างระหงให้หันกลับมาเผชิญหน้าด้วยท่าทางคุกคาม เธอบอกว่าเข้าใจแล้วก็เดินหนี เดินหนีโดยไม่คิดที่จะฟังคำอธิบายจากเขา

“เคทหมายความอย่างที่พูด”

“พูดอะไร”

“พูดว่าพี่ขุนไม่อยากแต่งงานกับเคท” คนตอบพยายามข่มความน้อยใจแต่มันกลับแสดงออกทางสายตาชัดเจน “พี่ขุนแค่ต้องการให้เคทอยู่ในที่ของเคทเหมือนที่เคยเป็นมาและจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป”

“เคทไม่เข้าใจ”

“เคทเข้าใจค่ะ เคทเข้าใจดี เข้าใจทุกอย่าง” เธออยากจะบอกว่าเธอรู้สึกเสียใจเพียงใดเมื่อเห็นเขาแสดงออกชัดถึงเพียงนี้

“เพราะเข้าใจแบบนี้ใช่ไหมเคทถึงอยากจะไปแต่งงานกับคนอื่น”

“พี่ขุนพูดอะไรคะ” เมื่อถูกกล่าวหาก็อดไม่ได้ที่จะถามกลับด้วยความสงสัย ท่าทางคล้ายโยนความผิดทุกอย่างมาที่เธอทำให้รมิตายิ่งเจ็บปวด

“พูดในสิ่งที่เคทพูดไง” เขาย้อน “เคทยอมแต่งงานกับใครก็ได้ขอแค่มันมาขอ” เขาท้วงประโยคที่เธอเอ่ยทีเล่นทีจริงเมื่อตอนอยู่ที่ร้าน

รมิตามองคนพูดอย่างไม่อยากเชื่อหู เขาคิดจริงจังกับคำพูดของเธอ แต่คำพูดของตนเองเขากลับไม่เคยนึกสนใจว่ามันจะทำร้ายจิตใจของเธอเพียงใด

“และพี่ขุนก็จะปล่อยให้เคทไปแต่งงานกับคนอื่นจริงๆ ใช่ไหมคะ”

“เพราะเคทอยากจะไปต่างหาก”

“พี่ขุนไม่ห้ามถ้าเคทจะทำอย่างนั้น” น้ำตาไหลอาบแก้มนวลเมื่อต้องเอ่ยคำดังกล่าว “พี่ขุนไม่เคยแคร์ความรู้สึกของเคทเลย และก็ไม่สนใจด้วยว่าเคทจะเป็นยังไง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเคทไม่ได้มีความสำคัญกับพี่ขุนเลยแม้แต่นิด ไม่มีเลย”

“รมิตา”

“ถ้าพี่ขุนคิดแบบนี้มาตลอดก็ไม่ควรหลอกให้เคทรอ รอในสิ่งที่ไม่วันเป็นจริง เพราะเคทเหนื่อย เหนื่อยที่จะต้องรอว่าเมื่อไหร่พี่ขุนจะมองเห็นเคท มองเห็นความสำคัญของเคท เคทแค่อยากได้ความมั่นใจสักนิดว่าสิ่งที่เคทรอมันมีอยู่จริง แต่ที่พี่ขุนทำมาโดยตลอดคือการให้เคทรออย่างไม่มีจุดหมาย และพอมาวันนี้พี่ขุนก็พร้อมที่จะผลักเคทออกไปเมื่อเคทไม่ได้ดั่งใจเหมือนทุกที”

คำพูดที่เธอพรั่งพรูใส่หน้าทำให้คนตัวใหญ่ถึงกับชาดิกไปทั้งร่างเมื่อสิ่งที่เขาทำมาโดยตลอดเป็นการทำร้ายเธอโดยไม่ตั้งใจ

“เคทเหนื่อย เหนื่อยที่ต้องรอและคอยวิ่งตามไขว่คว้าหาสิ่งที่ไม่มีวันเป็นจริง และวันนี้พี่ขุนก็พูดออกมา พี่ขุนไม่เคยคิดที่จะ...” เสียงสะอื้นขาดหาย

เธอคงเป็นผู้หญิงที่แย่ในสายตาเขายิ่งกว่าที่เป็นอยู่หากเอ่ยคำนั้นออกมา คำที่แสดงให้เห็นว่าเธอเรียกร้องการแต่งงานทั้งที่เขาไม่ต้องการการผูกมัด พอเสียเถอะรมิตา หยุดที่ตรงนี้ หยุดก่อนที่เธอจะไม่มีศักดิ์ศรีอะไรเหลืออยู่เลย หญิงสาวบอกตัวเอง มองคนที่ไม่กล่าวแก้ความเข้าใจนั้นด้วยสายตาเจ็บปวด

 

ร่างสูงล้มตัวลงนอนบนเตียงกว้างด้วยสภาพที่เรียกได้ว่าอ่อนแรง เขาขับรถกลับมาบ้านถึงบ้านได้อย่างไรก็ไม่รู้ แต่นั่นไม่สำคัญเท่าความรู้สึกเบาโหวงในอกอย่างที่กำลังเผชิญอยู่ ความจริงที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน ความจริงที่เขามองผ่านเสมอมา ในวันนี้เขารับรู้มันแล้วอย่างชัดเจน

‘…เพราะเคทเหนื่อย เหนื่อยที่จะต้องรอว่าเมื่อไหร่พี่ขุนจะมองเห็นเคท มองเห็นความสำคัญของเคท เคทแค่อยากได้ความมั่นใจสักนิดว่าสิ่งที่เคทรอมันมีอยู่จริง แต่ที่พี่ขุนทำมาโดยตลอดคือการให้เคทรออย่างไม่มีจุดหมาย และพอมาวันนี้พี่ขุนก็พร้อมที่จะผลักเคทออกไปเมื่อเคทไม่ได้ดั่งใจเหมือนทุกที’

ถ้อยคำพรั่งพรูออกมาพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลริน โดยที่เขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่ที่จะเอื้อมมือขึ้นไปเช็ดมันออกให้อย่างเคยยังคงตราตรึงในความทรงจำ ตลอดเวลาที่เธออยู่ข้างเขา เขากลับทำร้ายเธออย่างเลือดเย็นที่สุด ไม่มีคำหวาน ไม่มีความมั่นคงใดๆ มอบให้ แต่เธอก็ยังคงเฝ้ารอ รอว่าสักวันเขาจะมอบมันให้กับเธอ คอยอยู่เคียงข้างโดยไม่ปริปาก รอยยิ้มที่เคยมีวันนี้กลับมีเพียงหยาดน้ำตาที่เขามอบให้พร้อมความเจ็บปวด เธอคงเหนื่อยอย่างที่บอก และคงทนไม่ไหวถึงได้พูดมันออกมา หลายครั้งหลายหนที่เขาทำเป็นมองข้ามความสำคัญเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่เคยรู้เลยว่ามันย้อนกลับมาทำร้ายคนที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘คนรัก’ อย่างเลือดเย็นที่สุด

“เคท” เสียงทุ้มละเมอเพ้อหา ดวงหน้าที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตายังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำ “พี่ทำร้ายเคทมากขนาดนี้ เคทจะยังให้อภัยผู้ชายคนนี้อยู่อีกไหม”

คำถามแผ่วเบาราวกับต้องการกระซิบผ่านสายลมไปถึงใครอีกคนที่ป่านนี้เขาไม่รู้ว่าเธอยังคิดถึงเขาเหมือนที่เขากำลังคิดถึงเธอหรือเปล่า

‘…เคทเหนื่อย เหนื่อยที่ต้องรอและคอยวิ่งตามไขว่คว้าหาสิ่งที่ไม่มีวันเป็นจริง…’

“ถ้ามีบางสิ่งที่พี่พอจะทำเพื่อเคทได้ พี่จะทำ”

 

แสงแรกยามรุ่งอรุณลอดผ่านผ้าม่านสีทึบเข้ามากระทบเปลือกตาบวมช้ำของคนที่หลับใหลอยู่กลางเตียงนอนขนาดใหญ่ภายในห้อง รมิตาขยับกายและมองไปรอบๆ อาการปวดแปลบแล่นริ้วเข้ามากระทบอณูเนื้อจนรู้สึกราวกับถูกทุบด้วยค้อนปอนด์อันใหญ่ มือบางยกขึ้นนวดคลึงที่ขมับพลางพยายามปรือตาขึ้นจ้องสู้แสงจ้า แต่ก็ยากเหลือคณาเมื่อเปลือกตาเจ้ากรรมหนักอึ้ง ไม่ต้องส่องกระจกรมิตาก็พอจะเดาได้ว่าเวลานี้ดวงตาของเธอคงแดงก่ำและบวมช้ำจนน่าเกลียด

ไอเย็นชืดจากเครื่องปรับอากาศที่ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างไม่ลดละ ยังไม่เหน็บหนาวเท่ากับหัวใจดวงน้อยที่เปียกปอนเพราะหยาดน้ำสีใสที่ไหลริน ทั้งยังไร้ไออุ่นให้อิงแอบเหมือนเช่นเคย

“พี่ขุน”

ริมฝีปากแห้งผากกระซิบเรียกหาคนใจร้ายที่ทิ้งให้เธอนอนร้องไห้เพียงลำพังโดยไม่คิดที่จะง้องอน จนป่านนี้เธอก็ยังเพ้อหาคนใจร้ายคนนั้น

‘…เคทแค่อยากได้ความมั่นใจสักนิดว่าสิ่งที่เคทรอมันมีอยู่จริง แต่ที่พี่ขุนทำมาโดยตลอดคือการให้เคทรออย่างไม่มีจุดหมาย และพอมาวันนี้พี่ขุนก็พร้อมที่จะผลักเคทออกไปเมื่อเคทไม่ได้ดั่งใจเหมือนทุกที’

คำปรามาสที่พรั่งพรูออกไปไม่ได้รับคำกล่าวแก้อย่างที่ควรจะเป็น ขุนศึกเงียบ ไม่ปริปากตอบโต้ราวกับยอมรับในข้อกล่าวหา ยอมรับว่าเขาต้องการผลักไสเธอออกห่าง ยอมรับว่าสักวันทุกอย่างต้องจบลง เขารู้มาตลอดเวลาถึงได้ไม่เคยแสดงท่าทีให้ความหวังกับเธอ ไม่เคยเลยสักนิดขณะที่เธอได้แต่เฝ้ารอ รอทั้งที่มันไม่มีหวังเลยสักนิด

“พี่ขุนไม่เคยรักเคทเลยจริงๆ”

หยดน้ำตาที่คิดว่าเหือดแห้งไหลเอ่อกลบดวงตาแดงช้ำ ก่อนจะกลิ้งตัวตกลงไปทางหางตา เสียงสะอื้นไห้ของร่างบางดังแผ่วเหมือนหัวใจดวงน้อยที่เต้นช้าลง เขาไม่เคยสนใจเธอเลยสักนิด แต่แล้วทำไมหัวใจเจ้ากรรมถึงไม่เคยจำเสียที ทำไมยังคิดถึงคนใจร้ายคนนั้น

“ถึงเวลาที่เคทต้องยอมรับความจริงแล้วใช่ไหมคะ”

 

ท้องฟ้าที่เคยสดใสในวันนี้กลับว่างเปล่าเมื่อแสงแดดจากดวงอาทิตย์แผดจ้าเกินความจำเป็น ผ่านมากว่าสองวันแล้วที่ใครบางคนไม่มาหา ไม่มีแม้แต่เสียงโทรศัพท์ทั้งที่อยู่ห่างกันแค่ไม่กี่ช่วงตึก ไม่มีคำมั่นใดๆ มอบให้ ไม่มีคำหวานใดๆ ที่บอกให้รู้ถึงความรู้สึกข้างใน ไม่มีตัวตน และอยู่ในที่ที่ควรอยู่อย่างนี้เสมอมาและจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป

รมิตานั่งมองมัดกุหลาบสีสวยที่เพิ่งถูกนำมาส่งให้กับทางร้านด้วยความรู้สึกหลากหลาย กุหลาบดอกงามเมื่อยามที่มันอยู่บนต้นช่างดูน่าเกรงขามเพราะมีหนามแหลมห่อหุ้ม แต่เมื่อถูกตัดออกมันก็ไม่ต่างจากซากดอกไม้ที่รอวันแห้งตายดีๆ นี่เอง เหมือนกับเธอยามที่ถูกความรักบังตา ทุกอย่างก็งดงามสว่างไสวราวกับดอกไม้แรกแย้ม ตั้งแต่วินาทีที่ถูกเด็ดออกจากขั้วเพราะคำปฏิเสธกรายๆ มันก็ราวกับตายทั้งเป็น ตายทั้งที่ยังมีลมหายใจ

มือเรียวถูกยกขึ้นเกลี่ยหยาดน้ำสีใสออกจากหน่วยตา เมื่อท้ายที่สุดเธอก็ยังคงเฝ้าคิดถึงคนใจร้ายคนนั้น คนที่ผลักไสเธอให้ห่างยามเมื่อไม่ได้ดั่งใจ เขาจะรู้บ้างไหมว่าเธอคิดถึงเขามากแค่ไหน วันเวลาที่ต้องอยู่คนเดียว เงาของเขาคอยติดตามแม้แต่ตอนที่เธอต้องนั่งรถแท็กซี่กลับบ้านเพียงลำพัง เขาจะห่วงเธอบ้างไหม แต่เขาจะสนใจทำไมกับผู้หญิงที่เขาไม่เคยรักคนนี้ เขาจะสนใจทำไมกัน

“คุณขุนไม่มาที่ร้านเลยนะคะคุณเคท” พิมพรพนักงานของร้านเอ่ยขึ้น ขณะที่นายจ้างสาวเอาแต่นั่งเหม่อมองดอกไม้ที่ถูกส่งมา และเกลี่ยน้ำตาทิ้งเบาๆ

เด็กสาวทำงานที่นี่มาหลายปีตามคำสั่งของพ่อเลี้ยงจากไร่อัศวกุล จึงพอจะรู้เรื่องราวของเจ้านายและคนรักดี แต่ครั้งนี้กลับไม่เหมือนทุกที สองวันแล้วที่คุณขุนศึกไม่มาที่ร้าน สองวันที่จากไปโดยไม่มีเหตุจำเป็นเหมือนเคย

“เขาคงยุ่ง”

รมิตาตอบกลับหวังตัดบท ทำให้คนถามต้องหยุดความสงสัยไว้เพียงเท่านั้น พิมพรก้มหน้างุดและลงมือจัดการงานในมือต่อ เมื่อนำดอกไม้เมืองหนาวที่ต้องอยู่ในอากาศเย็นตลอดเวลาเข้าตู้แช่เรียบร้อยก็หันกลับมามองคนเป็นนายอีกครั้ง ดวงตากลมหวานสีน้ำตาลมองเหม่ออกไปนอกร้านหลายครั้งหลายหนคล้ายเฝ้ารอใครบางคน แม้วันนี้จะไม่มีรอยแดงช้ำเท่าเมื่อวาน แต่กระนั้นก็ยังเต็มไปด้วยความเศร้าจนคนมองรู้สึกหดหู่ไปด้วย

“หนูขอไปทำงานที่ร้านนู้นก่อนนะคะ” พิมพรบอกและหมุนตัวไปยังร้านเบเกอรี่ที่อยู่ติดกัน

ทิ้งรมิตาให้อยู่ที่ร้านดอกไม้ที่ซึ่งสามารถมองเห็นความเป็นไปของด้านนอกได้ดีกว่าจุดอื่น เฝ้ารอว่าเขาจะเดินเข้ามาและบอกให้เธอคลายใจว่าที่เธอคิดนั้นมันไม่ถูกต้องเลยสักนิด เขารู้สึกอย่างที่เธอรู้สึก เพียงแต่การกระทำหลายครั้งเขาแสดงออกมาไม่เก่งเท่านั้นเอง ดูเอาเถอะแม้แต่ตอนนี้เธอก็ยังเลือกที่จะรอ และแก้ตัวแทนเขา รออย่างไม่มีจุดหมายเหมือนทุกที

ขณะที่ใครบางคนกำลังเฝ้ารอ ใครอีกคนก็กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารรายการจัดซื้อตรงหน้าด้วยสายตาจริงจังเอาเป็นเอาตายจนภาสกรอดไม่ได้ที่เอ่ยท้วง สองวันแล้วที่ขุนศึกทำงานเป็นบ้าเป็นหลัง เขาอยากจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดน้องชายของเขาถึงเป็นได้ถึงเพียงนี้ จะว่าเพราะรมิตาก็ไม่น่าจะใช่ ในเมื่อวันนั้นขุนศึกมีท่าทีชัดเจนกว่าครั้งไหน และเหตุใดถึงได้มีทีท่าราวกับกำลังหนีโลกความจริงแบบนี้

“โปรเจ็กต์มันอีกตั้งสองเดือน จะรีบทำไปทำไมนักหนา”

“คุณรองเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”

ขุนศึกเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารถามผู้มาเยือนด้วยแววตาสงสัย ทั้งที่ความจริงเขาควรจะมีสมาธิกับการทำงานให้มากกว่านี้ แต่แค่ได้ยินคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค สมาธิที่จดจ่อกับงานก็มลายหายไปหมด

“เมื่อกี้”

คนเป็นพี่ตอบกลับ ไม่สนใจสายตาของคนเป็นน้อง ร่างสูงขยับลงนั่งบนโต๊ะทำงานของน้องชายพลางหยิบเอกสารที่วางดาษดื่นอยู่บนโต๊ะขึ้นมาเปิดอ่าน หลายเล่มเป็นโปรเจ็กต์ในอีกหลายเดือนข้างหน้า และอีกหลายเล่มก็ยังไม่มีการเปิดประมูลด้วยซ้ำ

“คุณรองมีอะไรหรือเปล่าครับ”

“ไม่มี” คนเป็นพี่ตอบอย่างไม่สนใจ ขุนศึกผ่อนกายพิงพนักด้วยท่าทางเอาเรื่อง “แค่เห็นช่วงนี้ไม่ค่อยไปที่ร้านของเคท ก็เลยเข้ามาถาม”

“ผมไม่ว่าง”

คำตอบสวนกลับแทบจะทันที ทำให้ภาสกรต้องเลิกคิ้วมอง ก่อนจะปิดเอกสารในมือลงและวางไว้ในตำแหน่งเดิม

“ถ้าว่างก็แวะไปหาเขาด้วยแล้วกัน เคทต้องกลับบ้านคนเดียวดึกๆ มันอันตราย นายรู้ใช่ไหม”

กล่าวแค่นั้นก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้น้องชายได้คิดตามในสิ่งที่พยายามบอก ข้อความที่ถูกทิ้งไว้ทำให้คนเอาแต่หนีความจริงได้เริ่มคิด สองวันที่ผ่านมาเขากำลังทำอะไรอยู่ สิ่งที่เขาทำไม่ต่างจากที่รมิตาปรามาสไว้เลยแม้แต่น้อย เขากำลังผลักไสเธอออกห่าง หนีจากเธอ หนีจากหัวใจของตัวเองเพียงเพราะคิดว่าดีสำหรับเธอ

“เคท” เสียงทุ้มพึมพำชื่อของรมิตาเบาๆ

ใจนึกอยากผละจากงานที่กองอยู่ตรงหน้าเพื่อไปหาหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของหัวใจ แต่แล้วความคิดแย้งอีกฝั่งก็เอ่ยค้าน อย่าพยายามให้ความหวังกับเธอเลยจะดีกว่า เพราะเมื่อถึงวันนั้นรมิตาต้องเสียใจมากกว่าที่เป็นอยู่ สู้ให้เธอเสียใจในวันนี้จะดีเสียกว่า ร่างสูงล้มตัวลงนั่งบนเก้าอี้ผู้บริหารสีดำตัวใหญ่อีกหน ไหล่หนาที่เคยผึ่งผายลู่ลงตามแรงโน้มถ่วง ถ้าจะมีบางสิ่งที่เขาพอจะทำเพื่อเธอได้ เขาจะทำ แม้ว่าสิ่งนั้นจะตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขาต้องการก็ตาม

สักวันเธอจะเจอคนที่ดีกว่า...

 

เสียงกระดิ่งอันเล็กที่แขวนอยู่เหนือประตูกระจกดังขึ้น ทำให้คนที่นั่งเหม่อหันกลับมามองทั้งรอยยิ้ม ก่อนจะกลายเป็นยิ้มเก้อเมื่อผู้มาเยือนไม่ใช่คนที่เธอกำลังเฝ้ารอ

“สวัสดีค่ะ”

รอยยิ้มแสนเศร้าที่มาพร้อมกับน้ำเสียงแสนหวาน ราวกับมนตร์สะกดให้คนมองนิ่งอึ้งไปกับคำทักทายง่ายๆ

ดวงตากลมคู่งามมีหยาดน้ำสีใสขังขอบ ก่อนจะถูกเจ้าตัวเช็ดออกขณะมองหน้าผู้มาเยือน ร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดพร้อมกางเกงสแล็กสีเข้มและรองเท้าเข้าชุดยืนส่งยิ้มตอบกลับ ใบหน้าหล่อเหลาแต่สีผิวกลับขาวจัด ดูก็รู้ว่ามีเชื้อสายคนจีน รมิตาพยายามส่งยิ้มให้ลูกค้าหนุ่ม ร้านดอกไม้เพิ่งขยายออกมาเปิดได้ไม่นาน ทำให้ไม่ค่อยมีลูกค้าพลุกพล่านมากเท่าส่วนของร้านกาแฟ แต่กระนั้นก็ยังคงมีประปรายเพราะมีโรงพยาบาลเอกชนตั้งอยู่ใกล้ๆ

“รับอะไรดีคะ”

ลูกค้าหนุ่มยิ้มตอบพลางส่ายสายตาลอดกรอบแว่นสีใสไปรอบๆ ร้าน ดอกไม้หลายชนิดถูกจัดเรียงรายไว้อย่างเป็นระเบียบ เคาน์เตอร์สูงระดับอกสีขาวมีอุปกรณ์การจัดแต่งช่อดอกไม้วางไว้อย่างครบครัน ไม่ต่างจากริบบินหลายขนาดหลากสีที่ถูกวางมุมหนึ่งเพื่อให้ลูกค้าได้เลือกตามที่ต้องการ

“ผม เอ่อ...” เสียงทุ้มเอ่ยเพียงนิดคล้ายตัดสินไม่ถูก ขยับกรอบแว่นเบาๆ ยามมองหารูปแบบที่ถูกใจ เมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้ชายหนุ่มก็รีบหยิบโทรศัพท์เครื่องบางรุ่นล่าสุดขึ้นมาเปิดและยื่นให้คนถามพร้อมเอ่ยเสียงอบอุ่น “ผมอยากได้ลูกหมาแบบนี้สักสองตัวใส่กระเช้าครับ”

ภาพดอกเบญจมาศสีขาวดอกใหญ่ถูกจัดวางให้คล้ายกับรูปสุนัขบนกระเช้าคือแบบที่ลูกค้าหนุ่มกำลังเอ่ยถึง และเมื่อหญิงสาวเจ้าของนัยน์ตาเศร้าพยักหน้ารับพร้อมคลี่รอยยิ้มตอบบางๆ ก็ทำเอาคนมองถึงกับหายใจผิดจังหวะ ตั้งแต่ย่างกรายเข้ามาในร้านสิ่งที่ตรึงตาเขาได้นานที่สุดคงจะเป็นเจ้าของร่างระหงในชุดแซกสีชมพูอ่อนตรงหน้า ผมยาวดัดลอนสีน้ำตาลเข้มถูกรวบไว้ด้านข้างหลวมๆ เสริมให้ใบหน้าสวยหวานตามแบบฉบับสาวเลือดผสมดูน่ามอง ยิ่งดวงตาหวานเศร้าคู่นั้นด้วยแล้วยิ่งกระตุ้นให้เขานึกอยากค้นหาสาเหตุแห่งความเศร้าของมันเหลือเกิน

ท่าทางหยิบจับดอกไม้หลากชนิดตกแต่งในกระเช้าใบเล็กทำให้คนมองเพลินตาจนเผลอยิ้ม ขณะมองสาวสวยมุ่งมั่นกับงานที่กำลังทำ

“จะแนบการ์ดไปด้วยเลยไหมคะ” รมิตาเงยหน้าขึ้นมาถามเมื่อผลงานของตนสิ้นสุดลงพร้อมกระเช้าดอกไม้หลากสีที่มีเจ้าตุ๊กตาสุนัขสองตัวเป็นพระเอกนางเอกอยู่ตรงกลางตามที่ลูกค้าต้องการไม่มีผิดเพี้ยน

“ก็ดีครับ” คนถูกถามตอบกลับพลางมองตามมือเรียวไปยังชั้นวางการ์ดหลากหลายรูปแบบ นัยน์ตาคมลอดกรอบแว่นกวาดมองผ่านๆ ก่อนจะหยิบออกมาแผ่นหนึ่งและยื่นให้กับเธอ “คุณช่วยเขียนข้อความให้หน่อยได้ไหมครับ ผมลายมือไม่สวย”

คนลายมือไม่สวยยังคงยิ้มกริ่มยามมองใบหน้าหญิงสาวร้านดอกไม้ที่ตอนนี้อยู่ห่างกับเขาไม่ถึงฟุต รมิตารับมาถือพร้อมเดินนำกลับมาที่เคาน์เตอร์อีกหนโดยไม่ได้สนใจสายตาของคนตรงหน้าเท่าใดนัก เธอเลือกที่จะหยิบการ์ดออกมาเปิดและเลือกปากกาสีสวยออกมาหนึ่งแท่งพลางถามโดยที่ยังคงไม่มองหน้าเขาดุจเดิม

“อยากให้เขียนว่าอะไรคะ”

ลูกค้าหนุ่มนิ่งคิดก่อนจะยิ้มออกมาและตอบกลับ

“เป็นกำลังให้นะครับคนเก่ง”

ถ้อยคำให้กำลังใจถูกทอดเป็นตัวหนังสือเรียงระเบียบบนการ์ดลายตุ๊กตาสีลูกกวาด รมิตาอมยิ้มน้อยๆ ให้กับข้อความดังกล่าว โดยไม่รู้ตัวสักนิดว่าถูกใครบางคนจ้องมองอยู่

“จะให้ลงชื่อว่าอะไรคะ”

“น้าหมอวีร์ครับ นายแพทย์เอกวีร์ เวชพิสิฐ”

น้ำเสียงหนักแน่นเกินกว่าการบอกกล่าวให้เขียนตาม ทำให้คนที่กำลังจรดปากกาต้องช้อนตาขึ้นมองเสี้ยวหน้าคนพูด ดวงตาคู่คมกรุ้มกริ่มที่มองตอบกลับมานั้นทำเอารมิตานิ่งไป ไม่ใช่เธอไม่เคยถูกเกี้ยวจากเพศตรงข้าม แต่เจตนาที่ชัดเจนทั้งคำพูดและแววตาเช่นนี้ทำให้เธอรู้สึกอึดอัด

เจ้าของร้านดอกไม้รีบหลุบตามองงานที่อยู่ตรงหน้า เพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่มัน ก่อนจะจรดปากกาเขียนข้อความตามที่เขาบอก เมื่อเรียบร้อยก็จัดแจงสินค้าให้อยู่ในสภาพพร้อมส่ง

“เรียบร้อยแล้วค่ะ” รมิตายื่นสินค้าส่งให้พร้อมรายละเอียดของราคาที่ชำระ

ท่าทางไม่สนใจชายหนุ่มที่ชื่อนายแพทย์เอกวีร์ เวชพิสิฐ ทำให้คนถูกเมินกระตุกยิ้มพอใจ ไม่บ่อยนักที่เขาจะถูกเมินจากผู้หญิงสักคน โดยเฉพาะคนที่เขาสนใจ

“ขอบคุณค่ะ โอกาสหน้าเชิญใหม่นะคะ”

รมิตาเอ่ยในฐานะผู้ให้บริการที่ดี แต่คนฟังกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาจะมาที่นี่อีก...มาเพื่อพบเธอ






ฝากติดตามนิยายเรื่องอื่นๆ ด้วยนะคะ 







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

214 ความคิดเห็น