ดวงใจอธิรักษ์โยธิน

ตอนที่ 38 : ดวงใจขุนศึก : ตอนที่ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,767
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    27 ส.ค. 63










 

ตอนที่ 2

 

ร้านของรมิตาเป็นร้านสไตล์ย้อนยุค ภายในร้านถูกตกแต่งด้วยวัสดุโทนสีเขียวและเหลืองอ่อน เฟอร์นิเจอร์เป็นเครื่องหวายเทียมสีขาวกับสีชมพู และผ้าลูกไม้สีขาวทำให้บรรยากาศหวานอบอุ่นละมุนละไม อบอวลด้วยกลิ่นเบเกอรี่หอมๆ ที่อบจากเตาใหม่ๆ เสน่ห์อันน่าหลงใหล ทั้งยังตั้งอยู่ใจกลางเมืองอันเป็นย่านธุรกิจจึงทำให้ร้านค่อนข้างเป็นที่รู้จักในวงกว้าง หากวันใดอากาศดีก็จะมีการตั้งชุดเก้าอี้บนสนามหญ้าบริเวณหน้าร้านเอาไว้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบบรรยากาศบริสุทธิ์ของแมกไม้ในเมืองกรุงได้สัมผัส ด้านหนึ่งของร้านคือกิจการของร้านดอกไม้ที่หญิงสาวตัดสินใจทำเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

ดอกไม้สดนานาชนิดถูกส่งตรงมาจากอำเภอพบพระ จังหวัดตาก ในราคาที่ควรจะเรียกว่าได้เปล่า เพราะลูกสาวคนเดียวของเจ้าของ ‘ไร่อัศวกุล’ เช่นเธอเกิดนึกอยากจะช่วยระบายสินค้าที่บางฤดูกาลไม้ดอกล้นตลาดและราคาตกต่ำจนน่าใจหาย

“...เคทอยู่ได้ค่ะแม่”

เสียงหวานโต้ตอบกับเจ้าเครื่องมือสื่อสารไร้สายเครื่องเล็กที่ตอนนี้ถูกแนบไว้ข้างหูโดยมีไหล่มนคอยประคับประคอง มือทั้งสองข้างจัดเรียงขนมหวานลงบนถาดตามที่ลูกค้าสั่ง เมื่อได้ครบตามจำนวนก็วางลงตรงหน้าคนที่กำลังนั่งยิ้มอยู่หน้าเคาน์เตอร์ พร้อมบุ้ยปากไปทางลูกค้าสาวสองคนที่นั่งอยู่มุมในสุดของร้าน

“พี่เหรอ”

ขุนศึกชี้นิ้วใส่อกตัวเองด้วยท่าทางเหลอหลา ขณะที่แฟนสาวยังคงให้ความสนใจกับโทรศัพท์เครื่องบางอยู่เช่นเดิม ต่างแค่ตอนนี้เธอถือมันด้วยมือข้างหนึ่งเท่านั้น

ใบหน้าสวยขยับขึ้นลงตอบคำถามนั้น ก่อนจะหมุนตัวไปสนใจพนักงานในร้านที่กำลังเตรียมเครื่องดื่มให้ลูกค้าอยู่ด้านหลัง เสียงมารดายังคงฝากความคิดถึงมาให้อยู่ไม่ขาดสาย ก่อนที่จะวางไปพร้อมกับคำที่ทำให้เธอต้องถอนหายใจยาวแทบจะทุกครั้งที่ได้ยิน

‘พ่อกับแม่คิดถึง อยากให้หนูกลับมาอยู่ที่บ้าน จะได้ช่วยกันดูแลไร่’

“ทำไมถอนหายใจยาวอย่างนั้นล่ะเคท”

ขุนศึกเดินกลับมาที่หน้าเคาน์เตอร์อีกครั้งหลังจากเสิร์ฟขนมหวานแทนหญิงสาวคนรักเรียบร้อย มือใหญ่วางถาดสีครีมลงตรงหน้าก่อนจะขยับขึ้นนั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่นั่งประจำ รมิตาหันมาส่งยิ้มบางๆ และส่ายหน้าเหมือนทุกครั้ง เธอไม่เคยปริปากบอกเขาถึงเรื่องที่บิดาและมารดาเร่งรัดให้เธอกลับไปอยู่ที่บ้าน เพราะนั่นหมายความว่าเธอกับเขาอาจต้องห่างกันไกล โดยเฉพาะในเวลาที่เธอและเขาไม่มีคำมั่นใดให้รู้สึกว่าจะไม่พรากจากกันเช่นเวลานี้

“พี่ขุนกลับมาเหนื่อยๆ น่าจะกลับไปพักก่อนนะคะ”

เธอแนะเพราะทันทีที่กลับมาจากดูงานที่ภูเก็ตขุนศึกก็ปรี่มาหาเธอที่ร้าน เสื้อผ้ายับย่นตามประสาผู้ชายและใบหน้าคร้ามแดดทำให้รมิตามองเห็นความเหนื่อยล้าที่ฉายชัดในใบหน้าคมคาย

วันก่อนสี่ทิศและครอบครัวมาที่ร้าน ทำให้เธอรู้ว่าขุนศึกอาจจะต้องอยู่ควบคุมการก่อสร้างอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ แต่นี่เพิ่งผ่านไปได้แค่ห้าวันเท่านั้นเขาก็กลับมาเสียแล้ว ท่าทางเช่นนี้แสดงว่าเขาโหมงานเพื่อให้เสร็จก่อนกำหนดแน่นอน

คนถูกแนะไม่ตอบอะไรนอกจากส่งยิ้มมาให้แล้วก้มลงอ่านหนังสือเกี่ยวกับบ้านและสวนในมือต่อ อยากเอ่ยคำหวานๆ เหมือนคนอื่นเขาว่า ‘คิดถึง’ แต่การที่เขาโผล่มาหาเธอทันทีที่ล้อเครื่องบินแตะพื้นรันเวย์คงอธิบายได้มากกว่าคำพูดเป็นไหนๆ

 

หลังจากร้านปิดในเวลาเกือบสี่ทุ่ม คนที่เพิ่งกลับมาจากดูงานที่ภูเก็ตและถูกไล่ให้เข้าไปพักเอาแรงบริเวณด้านหลังร้านซึ่งจัดไว้สำหรับให้พนักงานพักผ่อนก็ถูกปลุกโดยเจ้าของร้านคนสวย พนักงานในร้านกลับกันไปหมดแล้วทำให้ทั้งร้านเหลือเพียงเขาและเธอแค่สองคน ขุนศึกบิดตัวด้วยความเมื่อยขบเพราะต้องนอนบนโซฟาตัวแคบๆ เป็นเวลานาน

“ปิดร้านแล้วเหรอครับ” ถามพร้อมปิดปากหาว พลางเลื่อนตัวลงพิงพนักโซฟาตัวดังกล่าวในอากัปกิริยากึ่งนั่งกึ่งนอน จนคนตัวเล็กต้องเข้ามาช่วยฉุดให้ลุกขึ้นนั่งดีๆ นั่นแหละ

“เรียบร้อยแล้วค่ะ พี่ขุนหิวไหม เคทออกไปซื้อบะหมี่เกี๊ยวมา ทานกันก่อนกลับนะคะ” ว่าพร้อมกับยกถุงบะหมี่ร้านประจำขึ้นให้ดู

ขุนศึกพยักหน้ายิ้มๆ ตั้งแต่มาถึงเขาได้แค่นมอุ่นๆ และเค้กแค่สองชิ้นรองท้องเท่านั้น และหากว่าต้องหิ้วท้องรอไปจนถึงบ้าน เขาคงไม่มีแม้แต่แรงจะเปิดตู้เย็นเป็นแน่

บะหมี่เกี๊ยวสีเหลืองอ่อนถูกแซมด้วยผักสีเขียวและหมูแดงสองสามชิ้นพอให้ไม่ดูจืดชืดเกินไปนัก แม้จะไม่ใช่ร้านดังอย่างภัตตาคารหรูระดับห้าดาว เป็นแค่ร้านรถเข็นริมถนนที่หาได้ทั่วไปแต่รสชาติก็ถูกปาก และที่สำคัญถูกใจคนทาน เพราะใครบางคนห่วงใยและใส่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จนต้องทานเสียหมดชาม

“พรุ่งนี้พี่ขุนต้องเข้าบริษัทอีกหรือเปล่าคะ” คนตัวเล็กเดินกลับมาถามหลังจากทำความสะอาดชามบะหมี่และเก็บไว้ในส่วนของห้องครัวเรียบร้อย

ร้านเบเกอรี่ต้องทำเค้กและขนมอบใหม่ทุกวัน ทำให้หลังจากปิดร้านเป็นช่วงเวลาที่เธอต้องจัดเตรียมส่วนผสมให้พร้อมในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น ส่วนสินค้าพวกเครื่องดื่มจะมีมาส่งจากไร่และฟาร์มทุกอาทิตย์ ทำให้หญิงสาวปลีกตัวไปไหนไม่ค่อยได้ แต่กระนั้นใครบางคนก็จะมานั่งดื่มกาแฟที่ร้านช่วงบ่ายเป็นเพื่อนแทบทุกวัน แม้จะไม่เคยประกาศให้ใครต่อใครได้รู้ แต่ทุกการกระทำของเขาก็บอกทุกอย่างได้เป็นอย่างดี

“เข้าครับ ต้องทำรายงานส่งคุณรอง วันนี้พี่ขอไปค้างกับเคทนะ พรุ่งนี้จะได้ออกมาพร้อมกัน”

ประโยคหลังว่าอย่างนึกขึ้นได้เพราะตั้งแต่งานแต่งงานของสี่ทิศ พี่ชายคนโต เขาก็ยังไม่ได้โผล่หน้ากลับไปให้คุณพัตราและแก้วกานต์น้องสาวฝาแฝดได้เห็นเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติเท่าใดนักเพราะแม้จะไม่ได้ค้างกับรมิตาที่บ้าน เขาก็มักจะนอนที่คอนโดมิเนียมซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบริษัทเป็นประจำอยู่แล้ว เพียงแต่ระยะหลังมานี้เขาชอบอยู่กับเธอที่บ้านหลังเล็กนั่นมากกว่า

“เอาอย่างนั้นก็ได้ค่ะ แต่พี่ขุนดูเหนื่อยๆ เดี๋ยวเคทขับรถเองนะคะ”

คนตัวเล็กกระตือรือร้นเพราะไม่ได้เจอกันหลายวัน แต่ยังไม่ทันที่เธอจะคว้ากุญแจแลนด์โรเวอร์สีดำที่วางอยู่บนโต๊ะตัวเตี้ยขึ้นมาถือ คนตัวใหญ่ก็อาศัยความไวชิงตัดหน้าไปเสียก่อน

“ไม่ครับ พี่ขับเอง เคทเพิ่งหัดไม่นาน พี่ไม่ไว้ใจ”

“แต่ถ้าเคทไม่ลองขับบ้าง เมื่อไหร่เคทจะขับได้ล่ะคะ” คนตัวเล็กตีหน้ายุ่งเมื่อถูกติง ทั้งยังคำพูดที่ทำราวกับเธอเป็นเด็กเจ็ดขวบนั่นอีก ‘...ไม่ไว้ใจ’ นึกอยากจะแสดงอาการแง่งอนมากกว่านี้ แต่ที่รมิตาทำได้ก็มีเพียงเม้มปากขัดใจเท่านั้น

ขุนศึกถอนหายใจเบาๆ เมื่อเห็นท่าทางของหญิงคนรัก “แล้วเคทจะมีแฟนทำไมครับ ถ้าไม่เอาไว้ให้ขับรถให้”

“ทำอย่างอื่นได้ตั้งเยอะ”

คนตัวเล็กเถียงกลับทันควันก่อนจะหน้าแดงขึ้นมาเป็นริ้วๆ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าพูดคำนั้นมันกำกวมชอบกล ขุนศึกยิ้มขำเพราะเป็นคนคิดอย่างไรก็แสดงออกมาทางสีหน้าเสียหมดของเธอนี่กระมังที่ทำให้เขาชอบแหย่เพื่อรอดูว่ามันจะมีปฏิกิริยาแบบไหนบ้าง และอาการแก้มแดงก่ำที่มาพร้อมกับการก้มหน้างุดขัดเขินเช่นนี้ ‘ทำอย่างอื่น’ ที่หมายถึง คงมีความหมายหลายนัยเป็นแน่

“อ้อ...แล้วคิดอย่างที่พี่อยากทำหรือเปล่าล่ะ”

“พี่ขุน เคทโกรธอยู่นะ”

ริมฝีปากอิ่มยื่นน้อยๆ เมื่อถูกล้อเลียนไม่ต่างกับจมูกได้รูปที่ยู่ใส่คนตัวใหญ่ แม้จะพยายามทำให้เขาเห็นว่าตนไม่พอใจแค่ไหน แต่ในสายตาของขุนศึกกลับนึกอยากแกล้งคนตัวเล็กขึ้นมาติดหมัด มือหนายกขึ้นบีบจมูกโด่งนั้นเบาๆ ก่อนที่หน้ายุ่งจะกลายเป็นหน้าคว่ำงอง้ำยิ่งกว่าเดิม

“พี่ขุนเคทเจ็บนะคะ”

“ก็ทำให้เจ็บน่ะสิ”

ไม่ว่าเปล่า ขุนศึกยังออกแรงบีบแน่นขึ้นเมื่อรมิตาพยายามดันมือเขาออกห่าง แต่แรงหญิงสาวร่างเล็กหรือจะสู้วิศวกรหนุ่มที่ทำงานกลางแจ้งเช่นเขาได้

เมื่อท้ายที่สุดเขาก็ไม่ยอมปล่อย มือน้อยจึงเปลี่ยนเป้าหมายจากแขนแข็งแรงเป็นแก้มสากตรงหน้า นิ้วเรียวเล็กหยิกหมับเข้าเต็มแรงทั้งสองข้าง จนคนถูกหยิกเป็นฝ่ายร้องลั่นบ้าง ขุนศึกผละออกห่างพร้อมลูบแก้มตนเองป้อยๆ ส่วนรมิตาเมื่อได้รับอิสระก็รีบกดจมูกของตนเองให้เข้ารูปดังเดิม ใบหน้างามงอนค้อนคว่ำ แต่ก็ยังน่ามองในสายตาของคนตัวใหญ่ จนอดไม่ได้ที่จะก้มลงไปงับที่ปลายจมูกโด่งเล็กเบาๆ

“หายโกรธหรือยังครับ”

 

หลังจากส่งสายตาทอประกายวิบวับแสนเจ้าเล่ห์มาให้พร้อมคำถามที่เธอจะกล้าตอบได้อย่างไรเล่าว่า ‘ยังไม่หายโกรธ’ ขุนศึกก็พาหญิงคนรักกลับบ้าน โดยมีเขาทำหน้าที่สารถีให้เธอดังเคย หน้าที่ที่เขาจะไม่มีวันยกให้ใครเด็ดขาด ไม่ถึงชั่วโมงแลนด์โรเวอร์สีดำมันปลาบก็แล่นเข้ามาจอดข้างตัวบ้านหลังเล็กที่ซ่อนตัวอยู่หลังทิวไม้ ซึ่งนอกจากจะบดบังแสงแดดให้บรรยากาศที่ร่มรื่นแล้วยังช่วยพรางสายตาจากผู้คนภายนอกได้อีกด้วย

ขุนศึกเดินตามหลังคนรักเข้าบ้านต้อยๆ เพราะมีข้าวของของตนเองและของรมิตาอยู่เต็มสองมือ

“พี่ขุนวางของไว้บนโต๊ะเลยนะคะ เดี๋ยวเคทเตรียมเสื้อผ้าให้ พี่ขุนจะได้อาบน้ำก่อน”

เสียงสั่งดังออกมาจากภายในห้อง ร่างระหงเดินกลับมาอีกครั้งพร้อมผ้าเช็ดตัวและชุดนอนตัวใหม่ ส่วนตนเองหันไปหยิบกระเป๋าของเขาแล้วเดินหายออกไปทางประตูหลัง ด้วยท่าทางที่บอกได้ชัดว่าไปจัดการทำความสะอาดเสื้อผ้าให้เขาอีกเช่นเคย รมิตาเป็นเช่นนี้เสมอ เรื่องของเขามาก่อนเรื่องอื่นทุกครั้ง

ร่างสูงเดินตามแผ่นหลังบางออกไป จนกระทั่งเห็นเธอแยกผ้าขาวและผ้าสีออกจากกัน

“ไว้ทำพรุ่งนี้ก็ได้เคท”

“กว่าจะถึงพรุ่งนี้คงขึ้นรากันพอดี ดูสิคะ คราบเปื้อนเต็มไปหมด” ว่าพร้อมกับชูคราบไคลบนปกเสื้อให้เขาดู “ถ้าไม่มีเคท พี่ขุนจะทำยังไงคะเนี่ย”

รมิตาบ่นงึมงำ ก้มลงจัดการกับกองเสื้อผ้าตรงหน้าต่อ ขุนศึกขยับเข้าไปใกล้พร้อมกอดเอวคอดไว้หลวมๆ

“ก็เพราะพี่มีเคทไง”

น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่กระซิบชิดใบหูขาวสะอาดทำให้คนฟังใจเต้นตึกตัก ‘เพราะมีเธอ’ อย่างนั้นหรือ ดวงตากลมหวานละจากกองผ้าขึ้นมองเสี้ยวหน้าของคนพูดที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเพื่อค้นหาความหมาย นัยน์ตาคมเข้มจะจ้องอยู่ก่อนหน้ามั่นคงจริงจัง แม้จะมองเห็นไม่ชัดแต่เธอก็รับรู้ได้ว่ามันหมายความเช่นนั้นจริงๆ

“พี่ขุน”

“พี่เข้าไปอาบน้ำก่อนดีกว่า เคทเอาผ้าลงเครื่องแล้วเข้าบ้านเลยนะครับ เดี๋ยวพี่ออกมาจัดการต่อเอง”

ขุนศึกบอกรัวเร็วและรีบหมุนตัวกลับเข้าบ้าน สายตาที่จ้องมองกลับมาเมื่อครู่มันคล้ายกำลังคาดหวังอะไรบางอย่าง บางอย่างที่เขาไม่แน่ใจว่าจะมอบให้กับเธอได้ เพราะกลัวว่าจะทำได้ไม่ดีพอ จึงต้องหนีออกมาจากตรงนั้น ทิ้งให้รมิตามองตามหลังตาปรอย

มือที่ถือเสื้อเชิ้ตตกลงข้างตัวอย่างอ่อนแรง และเธอก็ต้องผิดหวังอีกเหมือนทุกครั้งเมื่อท้ายที่สุดคำที่คาดหวังก็ไม่เคยเป็นอย่างที่หวังเลยสักครั้ง เขาอาจจะเป็นผู้ชายปากหนักอย่างที่ใครหลายคนบอก แต่ ณ วันนี้เธอไม่แน่ใจนักว่าที่เขาไม่เคยเอ่ยคำนั้น เพราะเขาไม่กล้าเอ่ย...หรือไม่เคยคิดที่จะเอ่ยกันแน่

‘พ่อกับแม่คิดถึง อยากให้หนูกลับมาอยู่ที่บ้านจะได้ช่วยกันดูแลไร่’

‘เคทอยากอยู่ที่นี่ หาประสบการณ์ต่ออีกหน่อยค่ะแม่’

เธอตอบกลับไปเช่นนั้นเมื่อถูกท้วงให้กลับไปช่วยกิจการที่บ้านตามที่ได้ร่ำเรียนมา แต่เพราะเธอไม่อยากอยู่ห่างจากเขา กลัวว่าหากห่างกันเพียงนิดเขาจะลืมเธอ และเธอคงทำใจไม่ได้หากต้องเป็นเช่นนั้น

‘ถ้าเหนื่อยก็กลับมาบ้านเรานะ’

มือนุ่มสางผมแต่ดวงตากลับเหม่อลอยเมื่อหวนคิดถึงคำพูดของมารดา เธอเป็นลูกที่แย่เหลือเกินที่เลือกจะอยู่ที่นี่เพื่อทนเฝ้ารอบางสิ่งที่แม้จนบัดนี้ก็ยังไม่เคยได้สัมผัส ทั้งที่ควรกลับไปช่วยเหลือครอบครัว หากไม่มีความหวังเสียแล้วเธอก็ควรที่จะเลิกหวังไม่ใช่หรือ

ดวงตากลมหวานสีน้ำตาลทอดมองภาพของใครอีกคนที่นั่งเอนกายพิงหัวเตียงผ่านกระจก ในมือหนามีแฟ้มเอกสารเล่มหนา หรือเธอควรจะลองเสี่ยงอีกสักครั้ง

ความรู้สึกคล้ายเหมือนถูกใครสักคนจ้องมองทำให้ขุนศึกเงยหน้าขึ้นจากรายงานตลอดห้าวันที่ผ่านมาในมือ เพื่อหันไปมองยังที่มาของความรู้สึกนั้น รมิตาในชุดนอนสีขาวนั่งมองเขาผ่านกระจกนั่นเอง ดวงตาคู่สวยมีแววครุ่นคิดจนทำให้ต้องเขาขมวดคิ้วมองกลับ

“มีอะไรหรือเปล่าครับ”

คำถามจากชายหนุ่มทำให้คนมองรู้สึกตัว รมิตายิ้มตอบกลับไปบางๆ ก่อนจะวางแปรงที่ใช้สางผมลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง แล้วหันกลับมามองคนถามอย่างขลาดๆ

ร่างระหงลุกเดินเข้ามาหา และนั่นทำให้ขุนศึกเลือกที่จะปิดแฟ้มเอกสาร วางมันไว้ที่โต๊ะตัวเตี้ยของหัวเตียงเพื่ออ้าแขนรับร่างเล็กแล้วดึงให้นั่งลงเคียงกัน

“ว่าไงครับ”

“พี่ขุนคะ” รมิตาเปิดปากพร้อมกับสำรวจใบหน้าคมอยู่ในทีว่าบัดนี้เขากำลังอยู่ในอารมณ์ใด เมื่อเห็นเพียงริ้วรอยความความสงสัยก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง “สุดสัปดาห์หน้าพี่ขุนมีนัดหรือเปล่าคะ”

คนถูกถามนิ่งคิดถึงวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่จะเกิดขึ้นในอีกสองอาทิตย์ สมุดนัดหมายภายในสมองส่วนความจำที่ชื่อฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ถูกหยิบขึ้นมาเปิด และพบว่าไม่เคยนัดใครเอาไว้ หรือมีงานด่วนอะไรที่ต้องทำในช่วงนั้นแม้แต่นิด

“เคทมีอะไรหรือเปล่า” เขาเลือกที่จะถามกลับ แทนการตอบให้ตรงกับคำถาม

รมิตานั่งนิ่งคล้ายตัดสินใจไม่ได้ว่าจะตอบออกไปเช่นไร แต่หากเธอไม่ทำ เธอก็จะไม่มีวันรู้ว่าภายในลึกๆ นั้นเขาคิดอะไรอยู่หรือรู้สึกอย่างไร และนั่นทำให้ความคิดอย่างหลังเป็นฝ่ายชนะ ใบหน้าสวยหวานเงยขึ้นสบตาคนตัวโตมั่นก่อนจะตัดใจพูดออกไป

“เคทอยากชวนพี่ขุนไปเที่ยวที่บ้านค่ะ”

 

ความเงียบเกือบสองนาทีเต็มที่คนชวนรอคำตอบและคนถูกชวนนั่งนิ่ง แขนที่โอบอยู่ร่างเล็กเมื่อครู่ตกลงข้างตัว จนหัวใจคนรอรู้สึกแกว่งไหว คำตอบที่แม้จะเลือนรางแต่กลับชัดเจนในการกระทำ จนรมิตารู้สึกได้

“พี่ยังไม่พร้อม”

ไม่ใช่ไม่รู้ว่าจุดประสงค์ที่เธอพูดมานั้นหมายความอย่างไร แต่เขาเองต่างหากที่ไม่กล้าพอ

เสียงที่แม้จะเบาจนราวกับกระซิบ แต่คนฟังกลับได้ยินชัดเจนถึงคำปฏิเสธ ใบหน้าคมเมินหนีเมื่อคนข้างกายสั่นไหว ความห่างไกลที่เธอพยายามมองว่ามันเป็นเพียงแค่ความรู้สึกที่เคยคิดไปเองขยายวงกว้างราวกับอยู่กันคนละซีกโลก ทั้งที่อยู่ใกล้กันเพียงเท่านี้แต่เธอกลับรู้สึกว่ามันไกลแสนไกล จากที่เคยมองว่าเขาแค่ไม่ชอบให้ใครวุ่นวายแต่วันนี้กลับชัดเจนแล้วว่าเขาไม่เคยคิดที่จะเปิดเผยความสัมพันธ์

คิดดูแล้วมันก็น่าขำ เขาไม่เคยแนะนำเธอต่อหน้าคนอื่นว่าเธอคือ ‘คนรัก’ ด้วยซ้ำ แม้แต่ญาติของเขาที่สนิทสนมกับเธอก็เพียงเพราะพบเจอกันบ่อยจึงถูกแนะนำออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจเท่านั้น กับทางครอบครัวเขาก็ไม่เคยพาไปที่บ้านแม้แต่ครั้งเดียว มีแต่เธอเองต่างหากที่ถูกเชิญไปเป็นแขกอย่างจำใจ

แล้วเธอจะหวังอะไรกับคำตอบรับเมื่อคิดอยากจะพาเขาไปแนะนำให้บิดามารดารู้จัก เขาวางเธอไว้ที่ตำแหน่งใดกัน ตลอดเวลาที่คบหากันเขาได้คิดเหมือนอย่างที่เธอคิดหรือเปล่า น้ำตาที่รื้นขึ้นมาจับขอบหน่วยถูกมือบางเช็ดออกอย่างไม่ใส่ใจ เธอกำลังหวังอะไรกันรมิตา หญิงสาวก่นถามตัวเองในใจด้วยความสับสน

ไม่ต่างจากใครบางคนที่นั่งเคียงซึ่งสับสนไม่แพ้กัน

“เคท”

เสียงเรียกเบาหวิวแต่คนถูกเรียกกลับเลือกที่จะเมินหน้าหนี และเมื่อเธอขยับที่จะลุก ข้อมือเรียวก็ถูกรั้งให้กลับลงไปตำแหน่งเดิม แขนแข็งแรงวาดโอบกอดร่างเล็กไว้แน่น รมิตาดิ้นขลุกขลักแต่ขุนศึกกลับไม่ยอมปล่อย ราวกับกลัวว่าหากเขาปล่อยเธอลุกออกไปเขาจะไม่มีคนในอ้อมแขนนี้อีก

“ขอเวลาพี่อีกนิด”

คำกระซิบทำให้ร่างหยุดอาการขัดขืน ประโยคขอร้องที่มาพร้อมน้ำเสียงสั่นไหวคล้ายคนไม่มั่นใจ ทำให้หญิงสาวต้องหันกลับมามอง ทั้งที่ดวงตาคู่สวยเองยังถูกกลบด้วยหยาดน้ำสีใส และนั่นทำให้คนพูดต้องย้ำอีกครั้งเมื่อหัวใจเริ่มเจ็บแปลบไม่ต่างกัน

“รออีกนิดนะ รอให้พี่พร้อมกว่านี้ก่อน”

“พี่ขุน”

“พี่สัญญาว่าเคทจะรอไม่นาน” คนตัวโตกระซิบคำมั่น และต่อให้เขาพูดออกมาเพียงเพราะสับสนเธอก็พร้อมที่จะเชื่ออย่างหมดหัวใจ

“สัญญานะคะ”

คำท้วงขอได้รับคำตอบเป็นการพยักหน้ารับ เพียงแค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับคนรอ รมิตาโผเข้ากอดคนรักแน่น

‘รออีกนิด’ เธอจะรออีกนิด รอเหมือนที่เคยรอ แต่ครั้งนี้แตกต่างเพราะมันมีจุดหมาย จุดหมายว่าสักวันเธอจะเป็นคนรักที่เปิดเผย

“เคทมีพี่ขุนแค่คนเดียวนะคะ และจะมีแค่คนเดียวตลอดไป”

 

“คิดอะไรอยู่ครับคุณขุนศึก”

น้ำเสียงล้อเลียนจากหน้าห้องทำให้คนนั่งคิดจนเหม่อลอยเผลอสะดุ้งโหยง ใบหน้าคมคายเบนสายตายังที่มาของเสียงทักก่อนจะพบว่าเป็น ภาสกร อธิรักษ์โยธิน พี่ชายคนรองของเขานั่นเอง

ภาสกรเป็นลูกชายคนที่สองของบิดากับภรรยาคนที่สองซึ่งเป็นต้นห้องของหม่อมราชวงศ์รจเรข อธิรักษ์โยธิน หลังจากมารดาเสียชีวิตไปตั้งแต่ให้กำเนิดภาสกรได้ไม่นาน ภาสกรหรือคุณรองของน้องๆ ก็ถูกเลี้ยงโดยหม่อมราชวงศ์รจเรขคู่กับสี่ทิศ เป็นมือขวาที่คอยจัดการอะไรๆ ให้กับครอบครัวเสมอมา ไม่เว้นแม้แต่คราวนี้

ร่างสูงกว่าร้อยแปดสิบเซนติเมตรก้าวอาดๆ เข้ามาในห้อง หลังจากที่น้องชายก้มหน้าลงไปถอนหายใจยาวดุจเดิม

“มีเรื่องให้คิดอะไรนักหนา อายุก็เพิ่งเท่านี้เอง”

ภาสกรชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะว่าเข้าให้ เมื่อน้องชายเอาแต่ทำหน้าเบื่อโลกและทำงานผิดพลาดจนเขาต้องเข้ามาทักท้วง ก่อนจะพบว่านอกจากจะเบื่อโลกและทำงานผิดพลาดแล้วขุนศึกยังเหม่อลอยเหมือนคนคิดหนักอีกต่างหาก

ห้องทำงานของหัวหน้าทีมวิศวกรแห่งอธิรักษ์โยธินค่อนข้างโล่งโปร่งเพราะเจ้าตัวชอบความเรียบง่าย เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นถูกจัดวางไว้ยังตำแหน่งที่มันควรอยู่ โต๊ะทำงานตัวใหญ่ตั้งเด่นอยู่กลางห้องพร้อมจอแอลอีดี มุมหนึ่งเต็มไปด้วยเอกสารที่ต้องตรวจ ขณะที่เบื้องหลังเป็นชั้นวางของแบบยึดติดกับผนัง รูปภาพ โล่รางวัลแห่งความสำเร็จ และหนังสือเล่มโปรดถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ หมวกนิรภัยสีขาวที่ใช้ในการตรวจไซต์งานถูกวางทิ้งอย่างไม่ไยดีบนโต๊ะกระจกตัวเตี้ยหน้าโซฟาตัวใหญ่ ถัดกันเล็กน้อยเป็นโมเดลย่อส่วนของอาคารพาณิชย์ย่านธุรกิจ ผลงานชิ้นล่าสุดของหัวหน้าทีมวิศวกรคนเก่ง แต่ภาสกรไม่นึกสนใจที่จะมอง เขาเดินเข้าไปหาน้องชายที่โต๊ะทำงานจนน้องชายเริ่มรู้สึกอึดอัดกับสายตาจ้องจับผิด

“คุณรองมีอะไรหรือเปล่าครับ”

ขุนศึกเลือกที่จะถามกลับแทนการตอบคำถาม สีหน้ายังคงไม่ต่างจากเมื่อครู่เลยแม้แต่นิด เพราะตอนนี้มันติดจะเบื่อหน่ายเข้าไปอีก จนหนุ่มจอมทะเล้นของบ้านต้องเดินเข้าไปเมียงๆ มองๆ ด้วยความสงสัย และหย่อนสะโพกเพรียวลงบนขอบโต๊ะพลางกอดอกมองน้องชายต่างมารดานิ่งๆ

“มีปัญหาอะไรหรือเปล่านายขุน”

“ผมไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ ว่าแต่คุณรองเถอะมีอะไรหรือเปล่าถึงได้มาหาผมถึงห้อง” เลือกที่จะเลี่ยงและถามกลับไปอีกหนเพื่อตัดบท

ภาสกรลอบสังเกตสีหน้าพร้อมอากัปกิริยาของคนเป็นน้องที่แสดงออก ก่อนจะลงความเห็นว่าไม่เชื่อคำนั้นเลยสักนิด คนไม่มีอะไรจะนั่งทำหน้าเบื่อโลกอย่างนี้ทำไมกัน

“ถ้าไม่มีอะไรแล้วทำไมรายงานของนายมันถึงได้มั่วอย่างนี้ล่ะ” ไม่ว่าเปล่าภาสกรยังโยนเอกสารรายงานที่ถือมาลงบนโต๊ะตรงหน้าน้องชายอีกต่างหาก

ขุนศึกเหลือบมองเอกสารที่ตนเพิ่งส่งไปให้พี่ชายตรวจด้วยความมึนงง ‘มั่ว’ อย่างนั้นหรือ มือใหญ่เอื้อมออกไปหยิบมันขึ้นมาเปิดอ่านคร่าวๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองพี่ชาย

“นายเป็นอะไรกันแน่” ภาสกรถามแล้วก็รอฟัง แต่เมื่อไม่มีคำตอบภาสรกรจึงเดาต่อ “ทะเลาะกับเคท?”

ชื่อของหญิงสาวมีอิทธิพลทำให้น้องชายเปลี่ยนท่าทางไปจนสิ้นเชิง นั่นหมายความว่าสิ่งที่เขาเดาถูกต้องที่สุด

“ทะเลาะอะไรกันอีกล่ะคราวนี้”

“ไม่มีอะไรครับ” คนเป็นน้องปฏิเสธ อึดอัดใจที่จะเอ่ยถึง

ภาสกรเลิกคิ้วมองไม่อยากจะเชื่อถือ แต่ก็ทำได้เพียงกอดอกเมินหน้าออกไปมองทิวทัศน์ของตึกสูงในเวลาเที่ยงวันด้านนอกแทนการคาดคั้นเอาคำตอบจากน้องชายที่ชื่อขุนศึก เพราะรู้นิสัยกันดีหากมีเรื่องใดที่ขุนศึกอยากจะบอก เขาจะเป็นคนพูดมันออกมาเอง

เมื่อเห็นท่าทางไม่สนใจของพี่ชาย ขุนศึกก็รู้สึกร้อนรน จึงเริ่มขยับตัวคล้ายต้องการเอ่ยอะไรสักอย่าง

“คุณรองครับ”

“ว่าไง” ภาสกรตอบกลับโดยยังคงมองยอดตึกที่ได้ชื่อว่าสูงที่สุดในประเทศไม่เปลี่ยนแปลง แต่ภายในดวงตาคมเข้มของอธิรักษ์โยธินคนพี่กลับสั่นระริกเมื่อท่าทางไม่สนใจของตนเค้นคำตอบได้ดีกว่าการคาดคั้นน้องชายเป็นไหนๆ

“ผม...เอ่อ” เสียงทุ้มติดขัด ขุนศึกไม่มั่นใจนักว่าควรจะเริ่มที่จุดไหน ในเมื่อปัญหามันเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มต้น บางทีเขาอาจคิดผิด ผิดมาโดยตลอด “ผมอยากเลิกกับเคท”

“อะไรนะ?!”

คราวนี้ภาสกรหันกลับมามองคนเป็นน้องแทบจะทันทีที่ประโยคนั้นจบลง นัยน์ตาคมเข้มเต็มไปด้วยคำถามและความไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพยายามบอก

เลิกกับรมิตา ‘เลิก’ ที่มีความหมายว่า ‘แยกทาง’ กันอย่างนั้นใช่ไหม

“ผมบอกว่าผมอยากเลิกกับเคท”

“ทำไม”

“นั่นสิครับทำไม”

คนเป็นน้องให้คำตอบไม่ได้ เขาอาจจะเป็นคนฉลาดในเรื่องของการทำงานจนสามารถขึ้นมานั่งตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายวิศวกรของอธิรักษ์โยธินในระยะเวลาไม่กี่ปี ผลงานหลายชิ้นพิสูจน์ความสามารถว่าเขาสมควรกับตำแหน่งในปัจจุบันมากกว่าสายเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในกาย แต่เขากลับกลายเป็นคนโง่อย่างไม่น่าเชื่อเมื่อต้องทำอะไรตามความรู้สึกของตนเอง ความรู้สึกที่ทำลงไปโดยสัญชาตญาณ ไม่ต้องใช้เหตุผลหรือความคิดอย่างเช่นตอนนี้

“อย่าไปเที่ยวบอกใครต่อใครนะว่านายเป็นน้องชายของฉัน”

“คุณรอง”

ขุนศึกที่กำลังสับสนกับความคิดของตนเองเงยหน้าขึ้นมองคนพูดด้วยความไม่เข้าใจ แค่เขาถูกรมิตาเอ่ยปากว่าอยากจะพาไปที่บ้านก็ทำให้เขารู้สึกสับสนมากพอแล้ว ยิ่งมาเจอพี่ชายพูดแบบนี้อีก

“นายไม่มีเหตุผลที่จะเลิกกับเขา” เมื่อน้องชายเงียบภาสกรก็ว่าต่อ “บางครั้งความรักมันไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล แค่ทำตามที่ตัวเองรู้สึกเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว”

“แต่ผมทำไมได้” คนเป็นน้องก้มหน้างุด

เขานอนไม่หลับมาทั้งคืนขณะที่รมิตาหลับไปพร้อมกับน้ำตา เธอเอ่ยปากว่าอยากพาเขาไปที่บ้าน บ้านที่มีสมาชิกในครอบครัวของเธอ และนั่นมันไม่ได้หมายความว่าไป ‘เที่ยว’ ตามที่เธอบอก แต่หมายถึงการไป ‘รู้จัก’ กับครอบครัวของเธอในฐานะ ‘คนรัก’ ซึ่งมันหมายความได้ว่า ‘คนรักลับๆ’ ที่เคยเป็นมาจะไม่มีอีกต่อไป

“นายมันเป็นพวกชอบหนีปัญหา”

พี่ชายกล่าวโจมตีเมื่อท้ายที่สุดขุนศึกก็เลือกที่จะปฏิเสธแทนการลุกขึ้นสู้ ไม่ใช่ว่าภาสกรไม่เคยได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยถ้อยคำทำนองนี้ แต่ทุกครั้งที่ขุนศึกพูดออกมา วันรุ่งขึ้นขุนศึกจะทำเช่นนั้นและวันต่อมารมิตาก็จะมาง้องอนก่อนที่จะเย็นวันนั้นเองทุกอย่างจะจบลงด้วยดีราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่ครั้งนี้ภาสกรสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง ขุนศึกมีความไม่มั่นใจในคำนั้นของตนเองเต็มเปี่ยม นั่นหมายถึงมันชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหน และขุนศึกก็ไม่ได้อยากจะทำเช่นนั้นแม้แต่นิด

“ผมไม่กล้าพอ”

“ไม่กล้าพอสำหรับอะไร”

ภาสกรรีบรุกไม่เปิดช่องให้น้องชายได้คิดหาคำเลี่ยงและมันก็ทำให้ขุนศึกเลือกที่จะระบายความคิดและความอัดอั้นที่มีออกมาจนหมด

“...ผมไม่มั่นใจว่าในอนาคต ผมกับเคทเราจะได้อยู่ด้วยกัน ผมกลัวว่าถ้าวันไหนผมทำเหมือน...เหมือนผู้ชายคนนั้น ผมคงเป็นผู้ชายที่แย่ที่สุดที่ทำให้เธอเสียใจ บางทีการที่ผมเลือกจะจบทุกอย่างในตอนนี้มันอาจจะดีกว่าท้ายที่สุดเคทจะต้องเสียใจเพราะผม”

ไม่ต้องบอกก็รู้ได้ดีว่า ‘ผู้ชายคนนั้น’ ที่กำลังเอ่ยถึงนั้นคือใคร ภาสกรมองน้องชายที่กำลังสับสนในความรู้สึกของตนเองนิ่ง

“และที่นายเลือกจะทำ มันไม่ทำให้เคทเสียใจเลยอย่างนั้นเหรอ”

“แต่อย่างน้อย...”

น้องชายทำท่าจะเถียงแต่ภาสกรยกมือขึ้นห้าม แม้จะผ่านโลกมาไม่มาก รู้ถึงความรู้สึกที่เรียกว่ารักน้อยกว่าพี่น้องคนอื่น แต่เขาก็พอใจที่จะมอบมันให้ใครเพียงแค่คนเดียว

“อย่างน้อยนายก็ไม่ควรเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้ชายคนนั้น”

“ผมไม่ได้เอาตัวเองไปเปรียบเทียบเขา” ขุนศึกเถียงกลับ

“นายไม่ได้เปรียบเทียบ แต่นายเลือกที่จะเป็นเหมือนผู้ชายคนนั้น” ดวงตาคู่คมของคนเป็นพี่จ้องสบนิ่ง “นายเลือกที่จะหนีปัญหาโดยการคิดว่าตัวเองจะมีคนใหม่ นายเผื่อใจที่จะมีคนใหม่เพราะนายไม่ได้รักเคท”

เห็นคนเป็นน้องเถียงไม่ออก ภาสกรก็รีบรุกหนักเพื่อให้คนที่ไม่เคยใช้ความรู้สึกเหนือเหตุผลได้รู้ตัวเสียทีว่ากำลังทำอะไรอยู่

“นายไม่ได้รักรมิตา”

“ผมรักรมิตา!”

เมื่อโดนย้ำถึงสองครั้งสองคราคนที่ถูกกล่าวหาก็โพล่งกลับแทบจะทันที ก่อนจะนิ่งไปเมื่อรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป

“ก็แค่นั้น” ภาสกรกระตุกยิ้มเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผน มือใหญ่ตบบ่าคนเป็นน้องเบาๆ “นายควรไปบอกเคทนะ”

“แต่ว่า...”

“และควรไปเยี่ยมพ่อแม่ของเคทเขาด้วย”

“แล้วถ้าเกิดว่าในอนาคตผมเจอคนใหม่”

“ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตสิ นายจะไปสนใจทำไมกัน ในเมื่อตอนนี้นายอยู่กับปัจจุบัน และคนที่นายรักก็คือเคท ไม่ใช่ผู้หญิงคนอื่น เลิกกลัวอะไรที่มันไม่น่ากลัวเสียทีเถอะ เห็นแล้วไม่อยากจะเชื่อว่านายมีสายเลือดของอธิรักษ์โยธินไหลอยู่ในตัว”

เห็นขุนศึกไม่ตอบรับหรือปฏิเสธภาสกรก็คิดที่จะปล่อยให้น้องชายได้ทบทวนทุกอย่างเพียงลำพัง ทายาทคนรองของอธิรักษ์โยธินลุกขึ้นยืนเต็มความความสูง

“คิดเองแล้วกันว่าจะทำยังไงต่อไป อ้อ...อย่าลืมแก้รายงานส่งฉันก่อนเลิกงานวันนี้ด้วยละ”

ประโยคหลังสำทับสั่งความแล้วเดินออกไปจากห้อง ทิ้งให้คนกลัวอะไรที่ไม่ควรกลัวได้สำรวจความคิดและหัวใจของตนเองตามลำพัง

เขารักรมิตา...ขุนศึกบอกกับตัวเองได้เพียงเท่านั้น และเขาคงทนไม่ได้ถ้าหากไม่มีเธออยู่ข้างกาย

‘…นายจะไปสนใจทำไมกัน ในเมื่อตอนนี้นายอยู่กับปัจจุบัน และคนที่นายรักก็คือเคท ไม่ใช่ผู้หญิงคนอื่น’

นั่นสินะ เขากังวลไปทำไม ในเมื่อเขายังอยู่กับปัจจุบัน และเธอคือปัจจุบันของเขา

‘เคทมีพี่ขุนแค่คนเดียวนะคะ และจะมีแค่คนเดียวตลอดไป’

ประโยคหวานยังแว่วอยู่ข้างหู แม้เสียงคนพูดจะสั่นเครือแต่เขาสัมผัสได้ถึงความจริงจังในสิ่งที่เธอเอ่ยบอก ริมฝีปากหยักกระตุกยิ้มความรู้สึกหนักอึ้งที่เคยมีราวกับมลายหายไปจนหมดสิ้น แค่ทำตามสัญชาตญาณความรู้สึกเท่านั้นก็เพียงพอ

คนเบื่อโลกเปลี่ยนท่าทีเป็นรักโลกใบนี้ขึ้นมาฉับพลัน มองไปทางไหนก็รู้สึกดีจนต้องเผลอยิ้ม เสือยิ้มยากที่ชื่อขุนศึกมองรายงานที่พี่ชายนำมาให้ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากเมื่อสิบนาทีก่อนลิบลับ

รอพี่ก่อนนะเคท พี่จะรีบไปหา

 

สิบห้านาฬิกาตรงไม่ขาดไม่เกิน ประตูห้องทำงานของหัวหน้าฝ่ายวิศวกรของอธิรักษ์โยธินกรุ๊ปก็เปิดออก ร่างสูงเพรียวในชุดทำงานพร้อมสูทตัวเก่งและกระเป๋าถือก้าวออกมาจากห้องทำให้คนที่เป็นเลขานุการเช่นพิมลวรรณ ต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย

“บอสจะไปไหนคะ” เลขานุการสาววัยยี่สิบสามรีบสอบถาม

อายุงานที่น้อยเกินกว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นมือขวาของผู้บริหารทำให้คนถูกถามรู้สึกเบื่อหน่าย หากไม่ใช่เพราะเธอคือหลานสาวของลูกค้ารายใหญ่ของบริษัท เขาคงเลือกปฏิเสธเลขานุการมีเส้นคนนี้ตั้งแต่ถูกยัดเยียดให้มาทำหน้าที่หน้าห้อง

“ผมจะกลับแล้ว”

“แต่นี่ยังไม่เลิกงานเลยนะคะ”

ความจุ้นจ้านทำให้ขุนศึกเอือม แต่กระนั้นเขาก็ทำได้แค่หันมามองนิ่งๆ และท่องในใจว่าเธอคือคนที่ลูกค้าส่งมา และหากว่าเขาทำให้เธอไม่พอใจ ผลเสียย่อมตกแก่อธิรักษ์โยธินกรุ๊ป

“ผมขอกลับก่อน คุณคงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหมครับ คุณพิมลวรรณ”

สรรพนามเต็มยศทำให้เลขาฯ สาวหน้าเจื่อน เจ้าของร่างสมส่วนและอวบอิ่มในส่วนที่ควรอวบพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนที่ริมฝีปากสีแดงสดจะขยับรับคำ

“ค่ะบอส”

“ดีครับ และนี่ช่วยส่งรายงานของผมไปให้ท่านรองก่อนเลิกงานด้วย ส่วนเอกสารการจัดซื้อที่อยู่บนโต๊ะผมจัดการเรียบร้อยแล้ว คุณส่งไปให้แผนกที่เขาต้องจัดการต่อได้เลย” สั่งความอีกสองสามประโยคพร้อมส่งแฟ้มในมือให้เรียบร้อยก็ผละจาก โดยไม่สนใจดวงตากลมสวยที่ถูกกรีดอายไลเนอร์ไว้อย่างดีจะมองตามมาด้วยความรู้สึกเช่นใด

มือบางที่มีเล็บยาวสวยกำแน่นเมื่อถูกเมิน หลายครั้งหลายหนที่เจ้านายหนุ่มมองผ่านผู้หญิงเช่นเธอเพียงเพราะนังแม่ค้าร้านขายขนมคนนั้นเพียงคนเดียว

“สักวันเถอะค่ะบอส คุณจะต้องเป็นของพิมคนเดียวเท่านั้น”

 

เป้าหมายของขุนศึกในเวลานี้มีเพียงหนึ่งเดียวคือร้านเบเกอรี่ที่อยู่ถัดไปไม่กี่ช่วงตึก ในใจของชายหนุ่มนั้นเพียรเรียบเรียงถ้อยคำที่ตั้งใจจะบอกหญิงสาวคนรัก ทว่าทันทีที่ก้าวเข้ามาในร้าน คำที่ตั้งใจจะบอกก็ถูกกลืนหายเข้าไปในลำคอเมื่อภาพตรงหน้าไม่ได้มีเธอเพียงลำพัง ใบหน้ายิ้มแย้มขณะฟังใครบางคนเล่าอะไรสักอย่างทำให้คนเพิ่งมาถึงต้องกำมือแน่น รู้สึกขัดตาและเหนือสิ่งอื่นใดคือขัดใจ ขัดใจที่ไม่ได้อยู่กับเธอเพียงลำพัง

“ทางนี้ค่ะ”

เสียงของใครคนหนึ่งกวักมือเรียกให้เดินเข้าไปใกล้ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ก้าวเข้าไปหา มือของใครอีกคนก็วางลงบนไหล่ น้ำหนักและขนาดบ่งบอกว่าเป็นของผู้ชาย มันออกแรงบีบเบาๆ ก่อนจะเดินนำเขาเข้าไปใกล้โต๊ะที่รมิตานั่งอยู่

“คุณรองมาทำอะไรที่นี่ครับ”

ขุนศึกโวยวายเมื่อพี่ชายคนรองนั่นเองที่เดินแซงหน้าเขาไป เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่ามี ‘ก้าง’ เพิ่มขึ้นมาอีกคนแล้วความเป็นส่วนตัวของเขาก็หดหายจนแทบไม่เหลือ เขาแค่อยากจะอยู่กับรมิตาสองต่อสอง ไม่ใช่กับ ‘ก้าง’ อีกสี่คนอย่างตอนนี้

“อ้อ...ลืมบอกไป วันนี้เขานัดจัดการค่ากั้นด่านของคุณใหญ่กัน” ภาสกรหันมาบอกน้องชายอย่างนึกขึ้นได้ ก่อนจะทรุดนั่งลงที่ว่างข้าง ‘รสริน นิลนาถ’ ที่ทำหน้าเหม็นเบื่อขึ้นมาทันทีที่คู่กัดตลอดกาลโผล่มา “ผมยังไม่ทันได้ทำให้น้องรัสท้อง คุณไม่ต้องออกอาการแทนขนาดนั้นก็ได้มั้งครับคุณระเบียบรัตน์”

“ฉันชื่อรสรินย่ะ” ผู้บริหารสาวแห่งไซแอมมอลล์หันมาท้วงคนรักของรัสริน น้องสาวฝาแฝดด้วยสายตาเอาเรื่อง เจอหน้าอีตานี้แล้วรู้สึกอากาศไม่บริสุทธิ์ขึ้นมาติดหมัด นี่ละน้าที่เขาเรียกว่าคนไม่ถูกชะตา ต่อให้เจอหน้ากันทุกวันก็หาเรื่องทะเลาะกันได้เสมอ

“อ้าว ขอโทษที นึกว่าใช่ แต่การแต่งตัวก็เหมือนอยู่นะ”

ไม่ว่าเปล่า ภาสกรยังไล่สายตาสำรวจคนแต่งตัวด้วยชุดแซกสั้นสีดำคลุมทับด้วยเสื้อสูทสีเทาอีกตัว ผมยาวถูกขมวดเป็นมวยไว้ด้านหลังแน่นราวกับคุณครูห้องฝ่ายปกครอง ยิ่งใบหน้าไร้เครื่องสำอางที่ถูกคาดปิดด้วยแว่นสายตาสั้นกรอบดำอันโตด้วยแล้วยิ่งตอกย้ำคำว่า ‘ระเบียบรัตน์’ หรือ ‘ยายเบียบ’ ของ ‘นายโย่ง’ เข้าไปใหญ่

“พอเถอะค่ะพี่กร คุณโรส”

หัวเรือใหญ่ในการดำเนินการทะลวงกระเป๋าสี่ทิศเจ้าบ่าวคนล่าสุดไปเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนอย่าง เจนจิรา ลิ้มถาวรวัฒนกุล รีบขัดขึ้น ก่อนที่สองคู่กัดตลอดกาลจะเปลี่ยนร้านเบเกอรี่ของรมิตาเป็นสนามลับฝีปากชั่วคราว ซึ่งแน่นอนว่าเจนจิราคงยอมให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้แน่นอน เพราะหญิงสาวเจ้าของร้านเริ่มทำตาปริบๆ ขณะที่ขุนศึกนั่งลงเคียงข้างด้วยสีหน้าออกไปทางบึ้งตึง ดูก็รู้ว่าเริ่มไม่พอใจ ทางที่ดีควรรีบเข้าสู่การประชุมและจบมันให้เร็วที่สุดจะดีกว่า

“ก็เขามาว่าโรสก่อนนี่คะ” รสรินอ้าปากเถียง เพราะเธอยังไม่ได้ฉะฝีปากกับตัวต้นเรื่องอย่างที่ใจนึก คิดแล้วก็รู้สึกเสียหน้าชะมัด

“พี่กรก็ไปแกล้งพี่โรสอยู่ได้” แก้วกานต์ที่นั่งเงียบอยู่ฝั่งตรงข้ามว่าขึ้น ก่อนจะหันไปทางรสรินและแนะนำ “พี่โรสอย่าไปสนใจเลยค่ะ พี่โรสมีวิธีเอาคืนพี่กรตั้งเยอะ อย่างเช่น...ไม่ยอมยกพี่รัสให้พี่กรไงคะ”

เสียงหัวเราะคิกคักของสาวๆ ในโต๊ะทำให้คนที่จะถูกเอาคืนถึงกับหน้าซีด ภาสกรรีบหันมาถามคนข้างตัวเสียงหวาน ผิดกับเมื่อไม่กี่นาทีก่อนลิบลับ

“โรสจ๋า คุณคงไม่ได้คิดจะทำอย่างที่ยายแก้วว่าใช่ไหม”

“ฉันเริ่มคิดหลังจากที่น้องแก้วแนะนำนี่แหละ” รสรินยิ้มเย็น คนฟังเสียวสันหลังวาบ ดูท่าผลกรรมที่กลั่นแกล้งอีกฝ่ายไว้จะตามมาถึงเขาก็คราวนี้เอง และก่อนที่เรื่องจะบานปลายไปมากกว่าที่เป็นอยู่เจนจิราก็รีบพูดขึ้น

“เอาละค่ะเรามาเข้าเรื่องที่เรานัดกันวันนี้ดีกว่า”

“เดี๋ยวก่อนค่ะ ยังเข้าไม่ได้” ขณะที่ทุกคนบนโต๊ะพยักหน้าเห็นดีด้วย แก้วกานต์ก็ยกมือห้ามพร้อมหันมาทางพี่ชายฝาแฝดที่นั่งข้างรมิตาตาขุ่น “พี่ขุนมาทำไมคะ ไม่ได้ช่วยกั้นประตูกับเขาเสียหน่อย อีกอย่างยังไม่เลิกงานไม่ใช่เหรอคะ”

คนถูกถามเงยหน้าเลิกคิ้วมองตอบคนได้ชื่อว่าน้องสาวฝาแฝดที่นิสัยต่างกับเขาคนละขั้ว เพราะแก้วกานต์คิดอย่างไรก็จะพูดออกมาเช่นนั้นเสมอ จนบางครั้งปากก็พาจนอยู่บ่อยๆ

“พี่ เอ่อ...” ขณะที่ชายหนุ่มกำลังคิดหาคำตอบ สายตาทุกคู่บนโต๊ะก็จ้องมาที่เขาเป็นตาเดียวจนรู้สึกประหม่า พอหันมามองคนข้างกายก็เห็นรมิตาก้มหน้างุด มือบางยกมือขึ้นทัดปอยผมที่ใบหูแก้เขินเสียอีก

ท่าทางของสองหนุ่มสาวทำให้คนที่รู้สาเหตุยิ่งกว่าใครอย่างภาสกรรีบควบม้าขาวเข้ามาช่วย แต่เหมือนจะไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้น เพราะมันเป็นการช่วยทับถมน้องชายให้จมกองเขินลงไปอีกต่างหาก

“เราก็ถามแปลกนะยายแก้ว ในเวลางานแบบนี้ถ้าไม่ได้มากินกาแฟก็โดดมาหาแฟนเขาน่ะสิ”

“โห...ขุนน่ารักอย่างนี้ เห็นทีอีกไม่นานเราก็จะได้ค่าขนมเพิ่มกันแล้วใช่ไหมคะ” เจนจิราว่าขึ้นยิ้มๆ

คนเข้าใจความนัยของคำว่า ‘ค่าขนม’ ยิ้มกันเป็นแถว ขณะที่เจ้าของหัวข้อสนทนาเริ่มอายม้วน รมิตาถึงกับหน้าแดงเขินกับคำเย้านั้น

“ถ้าแต่งเมื่อไหร่อย่าลืมเชิญโรสด้วยนะคะ จะไปถล่มให้กระเป๋าฉีกเลย” รสรินกระโดดร่วมวงศ์ไพบูลย์หวังเรียกเสียงหัวเราะบนโต๊ะ แต่ใครบางคนก็ขัดขึ้นเสียก่อน

“รอบคุณใหญ่นี่ยังฉีกไม่พออีกใช่ไหมยายโหด”

“นายโย่ง ไม่ได้แขวะฉันสักนาทีจะขาดใจตายไหม หา!”

“ไม่ตายก็เกือบๆ”

“พอเถอะค่ะ” รมิตาที่นั่งเงียบมานานสุดขัดขึ้น เพราะไม่อยากให้ร้านกลายเป็นสนามรบของคนทั้งคู่ แม้ว่าจะไม่ได้สร้างความเสียหายอะไร แต่กับคนข้างตัวที่ขยับตัวอึดอัดทำให้เธอรู้สึกสงสาร “เดี๋ยวเคทไปเอาเครื่องดื่มกับขนมมาให้นะคะ”

กล่าวจบก็ลุกขึ้นหมุนตัวเดินหนีไปออกจากโต๊ะ ทิ้งให้คนอื่นๆ มองตามหลังพลางอมยิ้มกันเป็นแถว ก่อนจะส่งสายตาล้อเลียนมาให้ใครอีกคนที่ยังเหลืออยู่

“น้องเคทน่ารักแบบนี้ ขุนต้องจับไว้มั่น ห้ามปล่อยเลยนะรู้ไหม” เจนจิราทำทีแนะนำกระซิบกระซาบแต่ได้ยินกันถ้วนหน้า ทำเอาคนถูกแนะถึงกับวางหน้าไม่ถูกเมื่อทั้งโต๊ะพร้อมใจเห็นดี โดยเฉพาะน้องสาวฝาแฝดที่หันไปวางแผนเตรียมถลุงค่ากั้นด่านไว้ตั้งแต่เจนจิรากระซิบจบ

และประโยคสนทนาที่มีหัวข้อเป็นเรื่องของเขาและรมิตาก็ทำให้ชายหนุ่มได้แต่นั่งทำตาปริบๆ

แต่งงานอย่างนั้นเหรอ…

คิดแล้ววิศวกรหนุ่มก็หันไปมองหญิงสาวคนรักที่ง่วงอยู่หน้าชั้นวางขนมอบ

เธอจะอยากแต่งงานอย่างที่คนอื่นพูดกันหรือเปล่านะ

 







ฝากติดตามนิยายเรื่องอื่นๆ ด้วยนะคะ 







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

214 ความคิดเห็น