ดวงใจอธิรักษ์โยธิน

ตอนที่ 37 : ดวงใจขุนศึก : ตอนที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,628
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    27 ส.ค. 63









 

ตอนที่ 1

 

แลนด์โรเวอร์สี่ประตูสีดำมันปลาบแล่นออกจากเขตรั้วอธิรักษ์โยธินในเวลาเกือบเที่ยงคืน บ้านหลังใหญ่ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมแบบยุโรปที่ก่อจากหินอ่อนสีขาวมุกทั้งหลังค่อยๆ เล็กลงตามระยะทางที่ห่างออกไป

ขุนศึก อธิรักษ์โยธิน บุตรชายคนที่สามของคุณภาวิน อธิรักษ์โยธิน ประมุขแห่งอาณาจักรอธิรักษ์โยธินกรุ๊ป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของประเทศกับคุณพัตรา วงศ์สกุล ภรรยาคนที่สาม

‘ลูกเมียน้อย’ นั่นคือความจริงที่กัดกินก้อนเนื้อที่เรียกว่าหัวใจมาตั้งแต่จำความได้

แม้ว่าความอบอุ่นที่ได้รับจากภรรยาทุกคนของบิดาจะทำให้เขาและน้องสาวฝาแฝดอย่างแก้วกานต์ อธิรักษ์โยธิน เติบใหญ่ขึ้นมาจนกระทั่งอายุยี่สิบหกปีบริบูรณ์ แต่ขุนศึกก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเกลียดชังสายเลือดที่ไหลเวียนในตัวนี้มากเหลือเกิน สายเลือดของผู้ชายมักมาก ผู้ชายที่ไม่เคยรักใครจริงนอกจากตนเอง คำหวานละมุนแผ่วกระซิบเป็นเพียงคำลวงให้คุณพัตราในตอนนั้นตายใจ และนั่นทำให้เขาเกลียดคำว่า ‘รัก’ เพราะมันไม่เคยสำคัญเท่า ‘การกระทำ’ และเกลียดชังคำว่า ‘การแต่งงาน’ เพราะมันไม่เคยสำคัญหากว่าคนสองคนไม่ได้อยู่ด้วยกัน

ใบหน้าคมคายออกไปทางเข้มขรึมเพราะผิวกร้านแดดจากการทำงานกลางแจ้งเป็นประจำจ้องมองถนนเบื้องหน้านิ่ง มือทั้งสองข้างยังคงทำหน้าที่กุมพวงมาลัยเอาไว้มั่น ขณะที่ขาทั้งสองข้างก็ทำหน้าที่ของมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่าทางไม่สนใจใครทำให้คนที่นั่งมาด้วยหน้าม่อยลงอย่างเห็นได้ชัด

รมิตา อัศวกุล ถอนหายใจแผ่วเบาเมื่อถูกคนที่ได้ชื่อว่า ‘คนรัก’ แสดงท่าทีเฉยเมยใส่ ทั้งที่เขาเพิ่งพาเธอไปงานของครอบครัวเป็นครั้งแรกแท้ๆ แม้ว่าความจริงแล้วคนที่เชิญเธอไปจะเป็นสี่ทิศ อธิรักษ์โยธิน พี่ชายคนโตของเขาก็ตาม แต่การได้ออกงานด้วยกันครั้งแรกในฐานะคนรัก เธอควรจะได้รับสีหน้าที่ยินดีมากกว่าใบหน้าบึ้งตึงไม่ใช่หรือ

ดวงตากลมหวานสีน้ำตาลของสาวลูกเสี้ยวออสเตรเลียเหลือบมองช่อบูเก้สีขาวในมือด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เขาคงโกรธที่เธอขัดคำสั่งลุกออกไปรับช่อดอกไม้เจ้าสาวจากภีมชญา ภรรยาคนสวยของสี่ทิศ และนั่นคือต้นเหตุที่ทำให้เธอถูกลากกลับบ้านทันทีที่ส่งตัวคู่บ่าวสาวเข้าหอเรียบร้อย

‘น้องเคทได้ช่อดอกไม้แบบนี้ สงสัยจะเป็นรายต่อไปที่ได้แต่งงานนะคะเนี่ย’

คำสัพยอกจากเพื่อนในกลุ่มของขุนศึกเอ่ยล้อเมื่อเธอเดินกลับมาที่โต๊ะหลังจากไปร่วมพิธีการโยนช่อดอกไม้ของเจ้าสาว และเธอคือผู้โชคดีที่รับช่อดอกไม้ได้ ตั้งแต่นั้นใบหน้าที่ยุ่งอยู่เป็นนิจก็ยิ่งขรึมลงไปอีก เพราะเธอขัดคำสั่งของเขาหลายอย่างเหลือเกิน จากที่เพียงแค่มองและเอ่ยห้ามบ้างกลายเป็นนิ่งเงียบ เฉยชา และไม่คุยกับเธออีกเลยจนกระทั่งถึงตอนนี้

“พี่ขุนคะ” รมิตาเอ่ยเรียก แต่คนที่มีหน้าที่ขับรถกลับยิ่งเพิ่งความเร็วมากยิ่งขึ้นจนเธอสัมผัสได้ ความเร็วคือสิ่งที่เธอหวาดกลัวและเขารู้ดี แต่ที่ชายหนุ่มกำลังทำกลับตรงกันข้าม นี่อาจเป็นบทลงโทษของคนไม่เชื่อฟังเช่นเธอก็เป็นได้

“เคทกลัว”

น้ำเสียงสั่นไหวทำให้เท้าที่กดหนักบนคันเร่งถอนออก การจราจรในเวลาเกือบเที่ยงคืนเช่นนี้ถนนค่อนข้างโล่ง และนั่นเหมือนจะเป็นตัวเรียกสติคนโมโหจนไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

“เคทขอโทษค่ะ”

“รู้ตัวด้วยเหรอว่าผิด” เสียงทุ้มตอบกลับแทบจะทันทีที่ประโยคนั้นจบลง

รมิตาก้มหน้าคล้ายเด็กที่กำลังสำนึกผิด ความจริงเธอควรจะเชื่อเขา อยู่ในที่ของตนเองโดยไม่ยุ่งวุ่นวายกับเขา และที่สำคัญไม่ควรไปวุ่นวายกับครอบครัวของเขา

“เคทแค่อยากทำตัวให้เป็นประโยชน์เท่านั้น”

“ประโยชน์ของเคทคือการประกาศให้คนทั้งงานรู้ว่ากำลังคบอยู่กับพี่สินะ”

คนฟังน้ำตาเอ่อคลอหน่วย เธอผิดหรือที่อยากจะทำตัวให้เป็นประโยชน์แก่ครอบครัวของเขาบ้าง และเธอผิดหรือที่จะบอกใครต่อใครว่าเธอมากับใคร

“ก็เราคบกันอยู่ไม่ใช่เหรอคะ”

“ใช่ แต่ไม่จำเป็นต้องประกาศให้ใครรู้ก็ได้”

“แต่เราคบกันมานานแล้วนะคะ” เธอท้วงกลับ เขาและเธอคบกันตั้งแต่สมัยเรียนซึ่งมันก็เจ็ดปีมาแล้ว หลายคนเคยบอกเลขเจ็ดคือเลขอาถรรพ์ แต่เธอเชื่อการกระทำและความรู้สึกของตนเองมากยิ่งกว่า สายตาของรมิตามีเพียงขุนศึกไม่ว่าจะวันนี้หรือพรุ่งนี้ ไม่มีใครทำให้ความรักที่เธอมีต่อเขาลดน้อยลงได้ เพราะนับวันมันยิ่งเพิ่มมากขึ้น

จากที่คบหากันลับๆ บางครั้งเธอก็นึกอยากที่จะประกาศให้ใครต่อใครได้รับรู้เช่นเดียวกัน แต่มีเพียงเหตุผลเดียวที่เธอไม่สามารถทำอย่างนั้นได้คือขุนศึกไม่ต้องการให้ใครรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอ เธอไม่รู้ว่าทำไม แต่ก็เลือกที่จะยอมทำตามที่เขาต้องการ

“และมันก็เป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ”

“พี่ขุน” รมิตาครางเรียกชื่อคนข้างกายเบาหวิว “พี่ขุนไม่อยากให้ใครรู้ว่ากำลังคบอยู่กับเคทเหรอคะ”

“ทำไมเคทไม่เข้าใจ” เขาหันมาตวาด “เราก็มีความสุขกันดีไม่ใช่เหรอที่เป็นแบบนี้”

‘คำถาม’ แต่มีเพียงคำตอบเดียวเท่านั้นที่เขาต้องการ และนั่นทำให้รมิตาต้องกล้ำกลืนก้อนแข็งที่จุกอยู่กลางอกให้กลับลึกลงไปสุดหัวใจ

“ค่ะ มีความสุขดี” เธอโกหก

รมิตาคือผู้หญิงธรรมดาๆ ที่อยากได้คำหวานจากคนรัก เป็นผู้หญิงธรรมดาๆ ที่อยากจะบอกใครต่อใครว่าเขาคือคนพิเศษ และเป็นผู้หญิงธรรมดาๆ ที่อยากจะเป็นผู้ได้รับการยอมรับไม่ใช่ผู้หลบซ่อน แต่สิ่งที่เธอทำได้ก็มีเพียงแค่เดินตามทางที่เขาขีดไว้ ทางที่เธอไม่เคยต้องการแต่มันก็ดีกว่าการที่ต้องทะเลาะกันจนสุดท้ายต้องเลิกรากันไป เพราะหากว่าถึงเวลานั้นเธอคงไม่มีแม้แต่แรงที่จะหายใจ

“เข้าใจอะไรง่ายๆ ก็ดี ต่อไปอย่าทำแบบนี้อีก พี่ไม่ชอบ”

“ค่ะ”

รมิตารับคำเหมือนที่ทำมาตลอด เธออาจจะอ่อนแอและหวาดกลัวความเสียใจมากเกินไปจนไม่กล้าแม้แต่จะขัดใจเขา และทุกครั้งที่ทะเลาะกันก็เป็นเธอเองที่ต้องเป็นฝ่ายยอม เพราะต้องการประคับประคองให้ความรักงอกงามเพื่อเฝ้ารอว่าสักวันหัวใจด้านชาของเขาจะเปิดออกและช่วยเธอดูแลต้นรักต้นนี้ไปด้วยกัน

 

เกือบครึ่งชั่วโมงที่ต่างคนต่างเงียบ จมอยู่กับความคิดของตนเองเพียงลำพัง จนไม่รู้ตัวว่าแลนด์โรเวอร์ได้แล่นเข้ามาเลียบจอดที่หน้าบ้านชั้นเดียวยกพื้นสูงที่ซ่อนตัวอยู่หลังทิวแมกไม้หอมนานาชนิดแล้ว

รมิตาตื่นจากภวังค์ความคิด ใบหน้าสวยหันซ้ายแลขวาเมื่อเห็นว่าถึงบ้านของตนก็รีบคว้ากระเป๋าถือขึ้นคล้องไหล่เตรียมลงจากรถ แต่ยังไม่ทันที่จะได้เอื้อมมือไปเปิดประตูมืออุ่นหนาจากคนข้างๆ ก็คว้าหมับเข้าไปที่ท่อนแขนกลมกลึง

“เคทเข้าใจเหตุผลที่พี่ทำใช่ไหม”

คำถามจากริมฝีปากหยักเรียกสายตากลมให้ช้อนขึ้นมองสบ ดวงตาคู่คมเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจเหมือนเด็กชายตัวน้อยที่กำลังเดินหลงทาง แม้ภายนอกจะดูเข้มแข็งมากเพียงใดแต่รมิตารู้ดีว่าภายในนั้นมีเด็กชายคนหนึ่งกำลังหวาดกลัวความสูญเสียซ่อนอยู่ และเพราะเด็กชายคนนี้เองกระมังที่ทำให้เธอยังยืนอยู่ตรงนี้ ทั้งที่ถูกกล่าวหาจากใครต่อใครว่าโง่เง่าเหลือเกินที่เฝ้ารอในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

“เคทเข้าใจค่ะ”

เธอตอบกลับพร้อมรอยยิ้มอ่อนหวานเหมือนทุกครั้ง เพียงแค่นั้นก็ทำให้คนถามถอนหายใจอย่างโล่งอก มือที่คว้าท่อนแขนกลมกลึงเลื่อนขึ้นไปลูบไล้แก้มนวลแผ่วเบา

ใบหน้านี้ใช่ไหมที่คอยยิ้มให้เขาเสมอยามเมื่อต้องการกำลังใจจากใครสักคน ดวงตาคู่นี้นี่เองที่ทอประกายยินดีทุกครั้งเมื่อเขาประสบความสำเร็จ และแม้ว่าบางครั้งมันจะเศร้าเพราะความปากไม่ดีของเขา แต่ไม่มีวันไหนเลยที่มันไม่เคยไม่มองมาที่เขา เพราะสิ่งนี้เองที่ทำให้เขารู้สึกหายใจไม่ออกทุกครั้งที่ได้มองสบ และเจ็บทุกครั้งที่ทำให้มันมีน้ำตา...รมิตาดวงใจของเขา ‘ดวงใจขุนศึก’

ริมฝีปากอุ่นโน้มเข้ามาจุมพิตที่กลีบปากอิ่มแผ่วเบาและผละออก

“คืนนี้พี่ขอค้างที่นี่ด้วยคนนะ”

ไม่มีเสียงตอบจากรมิตา แต่ใบหน้าที่ขยับขึ้นลงก็เป็นคำตอบที่มากพอให้คนตัวใหญ่ยิ้มกว้างออกมาได้ ขุนศึกจัดแจงลงไปเปิดประตูรั้วเพื่อนำรถเข้าไปจอดไว้ภายในโรงจอดรถข้างตัวบ้านที่ยังคงโล่ง รมิตาไม่มีรถยนต์ส่วนตัว การเดินทางไปทำงานในแต่ละวันหญิงสาวมักจะใช้การบริการรถสาธารณะ และที่สำคัญเกือบทุกวันเธอมีเขาเป็นสารถีให้ทั้งขาไปและขากลับ เพราะร้านของเธออยู่ห่างจากตึกอธิรักษ์โยธินกรุ๊ปไปเพียงแค่ไม่กี่ช่วงตึกเท่านั้น

หลังจากนำรถเข้ามาจอดเรียบร้อย ร่างสูงก็ก้าวลงจากฝั่งคนขับและอ้อมมาเปิดประตูให้อย่างเอาใจ ครึ่งชั่วโมงมากพอแล้วกับความเงียบที่ชวนอึดอัด วางทุกอย่างไว้เบื้องหลังและเดินไปข้างหน้าโดยไม่ต้องสนใจมันอีก แต่หากเขารู้สักนิดว่าการทำเช่นนั้นคือการทิ้งรอยเท้าไว้ให้ใครบางคนต้องเจ็บปวดแล้วละก็ เขาจะไม่มีวันทำมันเลย

รมิตาก้าวลงมายืนมองร่างสูงใหญ่เปิดประตูหลังเพื่อหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าที่มักจะมีเตรียมไว้ที่เบาะหลังเป็นประจำ เนื่องจากต้องเดินทางไปตรวจงานของโครงการที่บริษัทไปรับเหมามาดำเนินงานอยู่เสมอ ทำให้ขุนศึกต้องเตรียมตัวให้พร้อมตลอดเวลา

“พี่ขุนต้องไปอีกแล้วเหรอคะ” รมิตาถามคนข้างกายเมื่อเขาก้าวเข้ามายืนเคียงขณะที่เธอเปิดประตูบ้านไว้รอ

“ครับ”

ขุนศึกตอบพร้อมเลื่อนมือไปเปิดสวิตช์ไฟด้วยความเคยชิน เนื่องจากรมิตามีข้าวของอยู่เต็มอ้อมแขน โดยเฉพาะเจ้าช่อบูเก้ที่เป็นตัวปัญหาของความหงุดหงิดทั้งหมดทั้งมวลในคืนนี้ แค่มองเห็นความหงุดหงิดก็แล่นริ้วขึ้นมาอีกหน ใบหน้าคมที่ผ่อนคลายลงเมื่อครู่เคร่งขรึมขึ้นมาอีกครั้ง

เขาทำเพียงจ้องมองมันนิ่งๆ ขณะที่รมิตารับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลง ร่างระหงรีบหมุนตัวหายเข้าไปในห้องนั่งเล่น วางของในอ้อมแขนลงบนโต๊ะตัวเตี้ยโดยจงใจซ่อนช่อดอกไม้ของเจ้าสาวไว้ด้านล่างสุดเพื่ออำพรางสายตา  แล้วเดินกลับมาที่คนตัวโตอีกหน

“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเคทจัดกระเป๋าให้ใหม่นะคะ พี่ขุนจะได้อาบน้ำก่อน”

รอยยิ้มหวานถูกแต้มที่ใบหน้าสวยขณะดึงกระเป๋าเสื้อผ้าแบบสปอร์ตแบ็กยี่ห้อดังจากอเมริกาที่เธอซื้อให้เป็นของขวัญในวันครบรอบสามปีที่คบกัน แต่เขาก็ยังคงใช้มันมาจนถึงบัดนี้ รมิตาหมุนตัวเดินนำเข้าไปในส่วนของห้องนอนเพื่อจัดกระเป๋าอย่างที่รับปาก ทิ้งให้คนเบื้องหลังได้แต่มองตามด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก เพราะแม้แต่เขาเองก็บอกไม่ถูกว่ากำลังรู้สึกเช่นไรกับสิ่งที่เธอทำให้เสมอมา

นัยน์ตาคมหันไปมองยังกระเป๋าถือของคนตัวเล็กที่วางทิ้งไว้กลางห้อง ช่อบูเก้และของชำร่วยงานแต่งที่เป็นสมุดบันทึกเล่มเล็ก นอกจากชื่อคู่บ่าวสาวแล้วบนหน้าปกสีน้ำตาลยังมีรูปร่มและรูปหัวใจแสนน่ารัก และข้อความที่เขียนว่า  ‘หนังสือเดินทางแห่งความรัก’ ถูกวางทับไว้อย่างดีบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวตั้งใจอำพรางจากสายตาของเขา

‘เตรียมตัวไว้ได้เลยไอ้ขุน แกเสร็จแน่’

เพื่อนในกลุ่มที่นั่งบนโต๊ะตัวเดียวกันในงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสให้กับพี่ชายคนโตของเขาแซวขึ้น หลังจากที่มีใครสักคนเปิดประเด็นเจ้าสาวคนต่อไปเอาไว้ ใบหน้าหวานของรมิตายามได้ยินประโยคนั้นแดงจัด ดวงตาคู่สวยช้อนมองเขาด้วยท่าทางเอียงอายหลายครั้งหลายหนจนเขาเองทำอะไรไม่ถูก และเมื่อคิดไม่ออกว่าจะต่อประโยคเพื่อนในกลุ่มกลับไปเช่นไรสิ่งที่ขุนศึกทำได้ก็คือการนั่งให้นิ่ง เก๊กหน้าให้ขรึม และไม่พูดอะไรออกไปอีกแม้แต่ประโยคเดียว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ส่งตัวบ่าวสาวเข้าหอ มารดาทั้งสามของเขาที่ประกอบไปด้วย หม่อมราชวงศ์รจเรข อธิรักษ์โยธิน ภรรยาตามกฎหมายของบิดา คุณพัตราผู้เป็นมารดาของเขา และคุณละไม ธุวดารา ภรรยาคนที่ห้าของบิดา ก็เดินเข้ามาเมียงๆ มองๆ รมิตา จนหญิงสาวออกอาการเขินจัดต้องใช้แผ่นหลังของเขาเป็นที่กำบัง อาจเป็นเพราะช่อดอกไม้ที่เธอได้รับ และฐานะคนรักที่แม้จะไม่เคยเอ่ยปากบอกใคร แต่สมาชิกบ้านอธิรักษ์โยธินก็รู้เรื่องราวทุกอย่างดี ทำให้เธอถูกเพ่งเล็งและเขาก็ถูกจับตามองจนอึดอัด

‘สะใภ้คนนี้แม่ชอบ’

หม่อมราชวงศ์รจเรขเดินเข้ามาบอก ขณะที่เขากำลังยืนรอรมิตาอยู่หน้าห้องหอของพี่ชาย ท่านยิ้มและเดินจากไปทิ้งไว้เพียงความงุนงงที่หนักอึ้ง

สะใภ้อย่างนั้นหรือ ขุนศึกถามตัวเองเป็นครั้งที่ร้อยตั้งแต่ก้าวออกมาจากบ้านอธิรักษ์โยธิน เขาจะทำหน้าที่เช่นนั้นได้หรือ เธอคนนั้น...

ขุนศึกมองเข้าไปยังส่วนของห้องนอนที่ประตูเปิดค้างไว้ รมิตากำลังจัดเรียงเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ลงในกระเป๋าใบย่อม เธอสมควรที่จะเข้ามาเกี่ยวพันกับสายเลือดที่เขารังเกียจอย่างนั้นหรือ และถ้าหากว่าวันข้างหน้าเขามีคนอื่นเหมือนที่คุณภาวินเคยทำ คนที่เสียใจที่สุดก็คือเธอ เขาคงทนไม่ได้ถ้าเธอต้องร้องไห้เพราะการกระทำของตัวเขาเอง

“พี่ขุนคะ เคทเตรียมชุดนอนกับผ้าเช็ดตัวไว้ให้แล้วนะคะ”

เสียงของรมิตาทำให้เขาได้สติ ขุนศึกเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงนั้น และพบว่าตนเองก้าวเข้ามายืนอยู่ในห้องนอนห่างจากเธอไม่กี่ก้าวเท่านั้น ใบหน้าสวยเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มหวาน แม้เวลาจะล่วงเข้าวันใหม่แต่รมิตาก็ยังคงตั้งใจจัดชุดใหม่ให้เขาโดยไม่เกี่ยงงอน เพราะอย่างนี้หรือเปล่าที่ทำให้เขาหงุดหงิดใจยามที่ได้มองเธอ และหวนคิดถึงคำพูดของมารดา

เขาจะทำมันได้ดีแค่ไหน

ขุนศึกจ้องมองคนที่นั่งอยู่บนเตียงอยู่เสี้ยวนาทีก่อนจะพยักหน้ารับ และหยิบของที่วางอยู่ข้างกายเธอเดินหายเข้าไปในห้องน้ำที่อยู่ติดกัน ไม่ถึงสิบนาทีเขาก็เดินออกมาในชุดนอนแบบกางเกงขายาวสีเทาและเสื้อยืดสีขาวตัวบาง รมิตารูดซิบปิดกระเป๋าเมื่อจัดการเตรียมเสื้อผ้าและของใช้ที่จำเป็นให้กับเขาเรียบร้อย ร่างสูงเดินเข้ามาหาและอาสายกมันไปไว้ที่มุมห้องเสียเอง

“เคทไปอาบน้ำเถอะ”

เขาหันกลับมาบอก คนตัวเล็กพยักหน้ารับ หยิบชุดนอนในตู้เสื้อผ้ามุมห้องก่อนจะหายเข้าไปในห้องน้ำที่เขาเพิ่งจากมา ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างเชื่องช้าแต่คนตัวใหญ่กลับไม่รู้สึกถึงความสดชื่นแม้แต่นิด

ขุนศึกล้มตัวลงนอนบนเตียงใหญ่ สมองวนเวียนคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอดทั้งวัน รมิตาเข้ากับสมาชิกในครอบครัวของเขาได้ดี เขารู้ และถ้าเขาจะหาใครสักคนมาเป็นสมาชิกคนใหม่ของอธิรักษ์โยธินละก็ แน่นอนว่าตัวเลือกมีเพียงคนเดียวคือเธอ แต่ตัวเขาเองต่างหากที่ยังไม่มั่นใจ ไม่มั่นใจว่าจะให้ความสุขแก่เธอไปได้ตลอด ถ้าวันใดที่เธอต้องมีน้ำตาเพราะความโลเลของเขาเหมือนอย่างที่บิดาเคยทำ เขาคงไม่มีวันให้อภัยตัวเอง

‘...เราคบกันมานานแล้วนะคะ’

นานจนเธอกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาไปเสียแล้ว และถ้าหากวันใดที่เลิกรากันเขาคงเป็นผู้ชายที่เห็นแก่ตัวที่สุดในโลกที่รั้งเวลาเจ็ดปีของเธอเอาไว้เพียงคนเดียวอย่างนี้

“คิดอะไรอยู่คะ”

รมิตาเอ่ยถามเมื่อเห็นสายตาเหม่อลอยคล้ายกำลังคิดหนักของคนรัก ขุนศึกหันกลับมามองตามต้นเสียง รมิตาในชุดนอนผ้าไหมตัวนิ่มเดินเข้ามาใกล้ ชายเสื้อและแขนกุดสั้นเป็นผ้าระบายสีขาวสะอาด เมื่อทาบทับบนตัวเธอยิ่งทำให้ร่างระหงดูน่าทะนุถนอมมากกว่าเร้าอารมณ์หนุ่มให้ลุกโชน ขุนศึกลุกขึ้นนั่งพร้อมกับกวักมือเรียกคนตัวเล็กให้เข้าไปหา มือหนารวบเอวคอดของหญิงคนรักเข้ามากอดแน่น ใบหน้าคมแนบซบกับหน้าท้องแบนราบนิ่ง

“พี่ขุนเป็นอะไรคะ”

รมิตาแปลกใจไม่น้อยกับท่าทีของคนรัก แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาหากเขาต้องการจะบอก เขาจะเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาเอง เธอจึงทำได้เพียงเงียบเพื่อรอฟัง

ขุนศึกเงยหน้าขึ้นสบตาคนถาม ก่อนจะดึงเธอให้นั่งลงบนตัก เกยคางสากกับไหล่มน ขณะที่แขนทั้งสองกอดรัดไม่ยอมปล่อยแต่ก็ไม่ยอมเปิดปากตอบคำถาม รมิตาจึงได้แต่นั่งนิ่งให้เขากอดถ่ายทอดไออุ่นให้กันและกันอยู่เช่นนั้นโดยไม่มีใครเอ่ยคำใด แม้อยากจะช่วยแบ่งเบาแต่ที่เธอทำได้ดีที่สุดคือการเฝ้ารอด้วยความห่วงใยด้วยหวังว่าสักวันเขาจะมองเห็นมัน และยอมเปิดใจรับเธอเป็นส่วนหนึ่งที่พร้อมจะเดินไปด้วยกัน

 

รมิตาลืมตาตื่นขึ้นมาในเวลาหกโมงเช้าตามปกติ ท้ายที่สุดแล้วเธอก็ไม่ได้รับคำตอบหรือคำบอกเล่าใดๆ จากคนรัก ใบหน้าสวยผินมองคนตัวใหญ่ที่ยังคงหลับตาพริ้มอยู่ข้างกาย ท่อนแขนหนาหนักกอดรัดที่เอวคอดไม่ยอมปล่อย ใบหน้าคมคายยามหลับดูคล้ายเด็กชายตัวน้อยที่ไม่มีฤทธิ์เดชอะไร แต่หากเมื่อใดที่ดวงตาคู่นี้ลืมขึ้นความเย็นชาเคร่งขรึมก็มักจะฉาบเข้ามาแทนที่ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็รัก รักทุกอย่างในตัวผู้ชายคนนี้ คนที่ไม่เคยมีคำหวานให้ชุ่มชื่นหัวใจ ไม่เคยมองด้วยสายตาที่บอกว่ารักนักหนา แต่การกระทำทุกอย่างที่เขามอบให้ต่างหากที่ทำให้เธอหลงรักอย่างหมดหัวใจ

กลีบปากอิ่มเผยอแย้มขณะมองคนหลับ เขาคงเหนื่อย เพราะช่วงเตรียมจัดงานแต่งงานของสี่ทิศเขาต้องวิ่งวุ่นดูแลบริษัทแทนพี่ชายเกือบทุกเรื่อง แล้วไหนจะต้องไปคุมโครงการที่ยังดำเนินการค้างอยู่ที่ต่างจังหวัดอีกตั้งหลายแห่ง

“เคทรักพี่ขุนค่ะ” เสียงกระซิบเบาหวานทำให้คนหลับยกมุมปากขึ้นยิ้ม ริมฝีปากอุ่นยื่นเข้ามาประทับจูบที่กลีบปากอิ่มที่เพิ่งบอกรักเมื่อครู่ จนคนที่คิดว่าเขาหลับผงะถอยด้วยอารามตกใจ

“พี่ขุนตื่นนานแล้วหรือคะ”

“ก็มีคนตื่นขึ้นมาจ้อง ใครจะไปหลับลง”

คนหลับไม่ลงส่งยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้อย่างเปิดเผย แขนที่กอดรัดร่างเล็กกระซับแน่นขึ้นเมื่อเธอตีหน้ายุ่ง ท่าทางแง่งอนทำให้เขาอมยิ้ม ขุนศึกขยับกายแนบชิด ใบหน้าคมโน้มเข้าใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของคนตัวเล็กที่กำลังหอบแรงด้วยความขัดเขิน

“ขอบคุณนะเคท ที่อยู่ข้างๆ พี่เสมอ”

“พี่ขุน”

เสียงหวานแผ่วหวิวยามเรียกขานคนตัวโตที่ขยับมาคร่อมร่างเธอไว้ทั้งตัว ดวงตาคมที่วาบวับเต็มไปด้วยประกายเจ้าเล่ห์เมื่อครู่เปลี่ยนเป็นมั่นคงจริงจังจนเธอเกิดความคาดหวัง หวังว่าเขาจะเอ่ยคำที่เธอรอมานานแสนนาน

“พี่ขอจูบเคทหน่อยได้ไหม”

ไม่มีคำตอบใดหลุดออกมาจากริมฝีปากของคนใต้ร่าง เพราะขุนศึกทาบทับริมฝีปากอุ่นชื้นแนบแน่นทันทีที่กล่าวจบ ไม่ใช่คำที่เธอต้องการแต่จุมพิตอ่อนหวานก็ทำให้คนได้รับหลงเพริดไปกับแรงสิเน่หาที่เขาบรรจงมอบให้จนหลงลืมความผิดหวังเมื่อครู่ไปเสียสนิท ยามเมื่อรักไหลเวียน แม้เจ็บช้ำเพียงใดก็ยังคงหวานหอมจนยอมตกอยู่ในวังวนที่เขาขีดกั้นไว้

 

เสียงหายใจสม่ำเสมอข้างกายทำให้คนที่ยังคงลืมตาหันกลับไปมองช้าๆ หลังจากบทรักหวานกรุ่นผ่านพ้นขุนศึกก็หลับสนิททันที ขณะที่เธอนอนไม่หลับเสียแล้ว รมิตาผ่อนลมหายใจยาวเมื่อท้ายที่สุดเธอก็ยังคงเป็นเธอ เป็นคนที่ยอมเขาเหมือนทุกที เวลาบนหน้าปัดนาฬิกาเคลื่อนผ่านไปเกือบสองชั่วโมงรมิตาจึงขยับลุกเพื่อออกไปเตรียมอาหารเช้า วันนี้ขุนศึกต้องออกไปตรวจงานที่ต่างจังหวัดทำให้เขาออกจากบ้านสายได้ ส่วนเธอ ป่านนี้พิมพร เด็กสาวที่บิดาส่งมาช่วยงานที่ร้านคงจัดแจงทุกอย่างแทนเธอเรียบร้อยแล้ว

หญิงสาวลูกเสี้ยวใช้เวลาในการทำอาหารเช้าง่ายๆ ไม่กี่นาทีทุกอย่างก็เรียบร้อย เหลือเพียงเฝ้ารอให้ใครบางคนตื่นขึ้นมารับประทานด้วยกันเท่านั้น แก้วนมอุ่นผสมน้ำผึ้งหอมกรุ่นถูกมือเรียวยกออกจากห้องครัวเล็กๆ ผ่านห้องโถงที่เป็นทั้งห้องนั่งเล่นและห้องรับแขกในตัว ไปยังระเบียงข้างบ้านที่ถูกกั้นด้วยประตูกระจกเลื่อนบานโต ผ้าม่านสีครีมผืนหนาหนักถูกแหวกให้เปิดออก ก่อนที่ร่างสมส่วนในชุดเสื้อยืดสีขาวตัวเดียวกับที่ใครบางคนสวมเมื่อคืนจะก้าวออกไปรับลมด้านนอก แม้จะสายมากแล้วแต่บรรยากาศภายนอกที่ถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้นานาชนิดกลับเย็นสบายและสดชื่นจนรมิตาอดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ

บ้านหลังน้อยถูกซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังทิวไม้ตามการออกแบบของวิศวกรคนเก่งจากอธิรักษ์โยธินกรุ๊ป ตอนที่เธอตกลงใจจะซื้อที่ดินผืนนี้เมื่อห้าปีก่อนขุนศึกเป็นคนช่วยออกแบบและจัดวางเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นในแบบที่เขาชอบ ก่อนจะสั่งต้นไม้นานาพันธุ์มาปลูกรอบๆ ตามที่เธอร้องขอ บ้านนี้จึงอัดแน่นและเต็มไปด้วยความทรงจำมากมาย มากจนกลายเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวให้เธอใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง

ทั้งร้านที่เธอรักก็ได้รับการสนับสนุนจากเขา ที่ดินที่ตั้งของร้านเป็นสินทรัพย์ของอธิรักษ์โยธินที่ให้เธอเช่าในราคาถูก จนรมิตารู้สึกเกรงใจทุกครั้งยามต่อสัญญาในแต่ละปี ทั้งบ้านหลังนี้และที่สำคัญคือคนที่อยู่บนเตียงนั่น เพราะเขา เธอถึงยังทนอยู่ที่นี่ แต่ไม่รู้ว่าจะทนได้อีกนานแค่ไหน ดวงตากลมโตเศร้าสร้อยยามคิดถึงสิ่งที่ตนเฝ้ารอ

‘วันเกิดปีนี้เคทอยากได้อะไรครับ’ ขุนศึกเอ่ยถามเธอขึ้นในวันหนึ่งเมื่ออีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะถึงวันเกิดของเธอ

คนถูกถามเงยหน้าขึ้นมองดวงตาคมเข้มที่เฝ้ารอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ เมื่อใดที่อยู่ด้วยกันเพียงลำพังขุนศึกมักจะยิ้มละไมเต็มดวงหน้าเสมอ ของขวัญที่เธออยากได้แต่ไม่เคยได้...รมิตานิ่งคิด

เคทอยากได้ยินพี่ขุนพูดคำว่ารักสักครั้ง

รมิตาหลุบตาลงมองแก้วนมสีขาวขุ่นพลางยิ้มเศร้าๆ ให้กับความคิดของตัวเอง เมื่อท้ายที่สุดในวันนั้นเธอก็ทำได้เพียงแค่ส่ายหน้าปฏิเสธ และตอบกลับไปเพียง

‘อะไรก็ได้ค่ะ ถ้าเป็นของจากพี่ขุน’

คำว่า ‘รอ’ มันอาจจะเหนื่อยแต่เธอก็เลือกที่จะรอ เพราะหวังว่าสักวันเขาจะเอ่ยคำนั้นให้ได้ยิน และเมื่อถึงเวลานั้นเธอคงรู้สึกราวกับเป็นเจ้าหญิง เจ้าหญิงที่ได้เคียงคู่กับขุนศึก

“คิดอะไรอยู่หืม”

น้ำเสียงนุ่มทุ้มกระซิบเหนือกระหม่อมบางขณะที่แขนแกร่งสอดรัดเอวคอดจากด้านหลัง แม้จะตกใจแต่ก็เพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น เมื่อกลิ่นอาฟเตอร์เชฟที่คุ้นเคยทำให้เธอเอนกายซบแผ่นอกเปลือยเปล่าอย่างไม่รังเกียจรังงอนพร้อมกับปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ใบหน้าสวยที่หม่นเศร้าเมื่อครู่คลี่ยิ้มกระจ่างขณะหันกลับมาตอบ

“เคทกำลังคิดว่าทำไมวันนี้พี่ขุนตื่นสายจัง”

“พี่ตื่นแต่เช้าแล้ว แต่ถูกทำให้หลับต่ออีกต่างหาก” คนตัวใหญ่เอ่ยเย้า จมูกโด่งกดแนบลงบนแก้มนวลพร้อมสูดกลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำนมผสมน้ำผึ้งที่เธอกำลังดื่มเข้าเต็มปอด

หลังจากที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตนเองถูกทิ้งให้นอนบนเตียงเพียงลำพัง เขาก็ลุกออกมาตามหาคนที่ควรจะอยู่บนเตียงด้วยกัน ทิ้งกลิ่นหอมของอาหารเช้าบนโต๊ะกลางห้องครัวแต่คนทำกลับหนีออกมายืนพิงกระจกอยู่นอกบ้านโดยที่มีเพียงเสื้อยืดของเขาเพียงแค่ตัวเดียว ยิ่งรมิตาตัวเล็กกว่าด้วยแล้วเมื่อเธอสวมเสื้อของเขาจึงทำให้คอเสื้อเว้าลึกและชายผ้ายังปิดได้แค่หน้าขาเท่านั้น เห็นแล้วก็นึกอยากจะพาร่างนุ่มนิ่มกลับขึ้นไปบนเตียงอีกสักรอบ หากไม่ติดว่าต้องออกเดินทางไปตรวจโครงการก่อสร้างโรงแรมในเครือแอลเคโฮเต็ลของเจ้าสัวพิพัฒน์ ลิ้มถาวรวัฒนกุล ที่ภูเก็ตในตอนบ่ายวันนี้เขาคงทำตามที่ตัวเองคิดไปแล้วเป็นแน่

“ใครทำคะ พี่ขุนต่างหากที่เป็นคนทำ”

รมิตาหน้าแดงจัดเมื่อถูกกล่าวหาว่าเป็นคนทำให้เขาหลับไปอีกครั้งในตอนเช้า ทั้งที่คนเริ่มคือเขาเองแท้ๆ รอยยิ้มละไมบนใบหน้าคมทำให้คนตัวเล็กยิ่งขัดเขินหนักเมื่อรู้ตัวว่าหลงตกลงไปในหลุมที่เขาขุดไว้ ขุนศึกก้มลงฝังจูบที่แก้มนุ่มอีกครั้งก่อนจะกระซิบเสียงแผ่ว

“พี่ทำก็ได้ แต่ชักอยากทำอีกรอบแล้วสิ”

“คนบ้า วันนี้เคทต้องเข้าร้านนะคะ เมื่อวานก็โดดงานทั้งวันแล้ว”

น้ำเสียงกระเง้ากระงอนแต่ไม่นานก็คลี่ยิ้มกระจ่าง เธอไม่อยากทำตัวงี่เง่าให้เขารู้สึกรำคาญ

“ไปทานข้าวกันดีกว่านะคะ เคททำของโปรดของพี่ขุนไว้ด้วย”

ขุนศึกมองท่าทางกระตือรือร้นดึงแขนเขาให้ก้าวเข้าไปในบ้านอย่างนึกขัน รมิตาเป็นเช่นนี้เสมอ ยิ้มง่ายและไม่เคยโกรธได้นาน ทั้งที่หลายครั้งเธอมีเหตุผลที่จะโกรธเขาได้เป็นวันๆ แต่เธอก็เลือกที่จะยิ้มและทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะอย่างนี้กระมังที่เขาไม่เคยมองใครอื่นนอกจากเธอ...เพราะไม่มีใครอยู่ด้วยแล้วสบายใจเช่นเธอ








ฝากติดตามนิยายเรื่องอื่นๆ ด้วยนะคะ 







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

214 ความคิดเห็น