ดวงใจอธิรักษ์โยธิน

ตอนที่ 2 : ดวงใจสี่ทิศ : บทที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,369
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    27 ส.ค. 63




บทที่ 1

 

สิ้นเสียงใสความเงียบก็ฉาบเข้ามาปกคลุมห้องอาหารไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงระเบิดหัวเราะของภาสกรและนักรบจะดังประสานขึ้นอย่างพร้อมเพรียงเป็นที่น่าขบขันจนหม่อมราชวงศ์รจเรขและคุณละไมอดที่จะกลั้นยิ้มให้กับคำขอแสนซื่อของหลานสาวไม่ได้ ขณะใจหนึ่งก็รอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ อยากรู้ว่าทายาทคนโตแห่งอธิรักษ์โยธินจะให้คำตอบว่าอย่างไร

มินนี่ว่าอะไรนะลูก” สี่ทิศถามเสียงแผ่วจนคล้ายกับกระซิบ แอบหวังลึกๆ ว่าตนอาจหูฝาดไป แต่ลูกสาวตัวจ้อยก็ไม่ยอมให้ความหวังบิดาแม้แต่นิด ซ้ำยังยืนยันเจตนารมณ์เดิมอย่างขันแข็งอีกต่างหาก

มินนี่บอกว่า มินนี่อยากได้น้องค่ะ”

คนฟังเหงื่อตก ขณะที่รอบข้างมีเสียงหัวเราะในลำคอที่บอกให้รู้ว่าพยายามกลั้นความขบขันไว้อย่างสุดความสามารถ

มินนี่คะ...คุณพ่อไม่มีคุณแม่แล้ว คุณพ่อมีน้องให้มินนี่ไม่ได้หรอกนะลูก” หวังว่าลูกน้อยจะยอมเข้าใจในความเป็นจริง แต่สำหรับเด็กสี่ขวบแล้วปัญหาเหล่านี้มันเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ดวงตากลมโตจ้องสบตาคุณพ่อสุดหล่อก่อนตอบกลับเสียงใส

ถ้าอย่างนั้นคุณพ่อก็หาคุณแม่สิคะ”

ข้อเสนอจากลูกสาวสุดที่รักทำเอาน้องชายตัวแสบทั้งสองหัวเราะประสานเสียงกันอีกหน ขณะที่หม่อมราชวงศ์รจเรขและมือขวาคู่ใจอย่างคุณละไมหันไปยิ้มให้แก่กันก่อนเอ่ย

จริงด้วยนะตาซี มีสักคนก็น่าจะดี มินนี่กับแตงจ๋าจะได้มีเพื่อนเล่น” บรรจงเรียกบุตรชายด้วยชื่อรองที่ทำเอาสี่ทิศถึงกับมีสีหน้าปั้นยาก ยิ่งคุณละไมสนับสนุนขึ้นมาอีกคนเขายิ่งพูดไม่ออก

นั่นสิคะ มินนี่อยากได้น้องชายหรือน้องสาวคะคนเก่ง”

มินนี่อยากได้น้องชายค่ะคุณย่าห้า” จ้อกลับเสียงรื่นเริง ภาสกรและนักรบหัวเราะร่วน

จะเอาน้องชายเลยเหรอมินนี่ คุณพ่อจะทำได้เหรอ” ลากเสียงยาวยียวนยามมองหน้าพี่ชายคนโตที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ส่วนคนที่เข้าใจว่าคุณอาถามก็หันกลับไปมองคุณพ่อตาตื่นพร้อมกับถามต่อด้วยความไร้เดียงสา

คุณพ่อทำไม่ได้เหรอคะ”

คำถามที่แม้จะไร้เดียงสาแต่หยามกันเห็นๆ แบบนี้ก็ทำเอาคุณพ่อลูกหนึ่งถึงกับไปไม่เป็นกันเลยทีเดียว จะตอบว่า ‘ทำได้’ ก็ติดปัญหาเรื่องคนมาช่วยทำ...แต่เดี๋ยวก่อนเขามี ‘ผู้ช่วย’ นี่นา บางทีอาจต้องเปลี่ยนความคิด

งั้นวันเสาร์นี้คุณพ่อพามินนี่ไปเลือกน้องตุ๊กตาที่ห้างอาโรสดีไหมคะ”

อาโรสที่เขากำลังพูดถึงคือ รสริน นิลนาถ ผู้บริหารของ ‘ไซแอมมอลล์’ ศูนย์การค้าระดับเอคลาสแถวหน้าของประเทศที่เขากำลังคบหาดูใจอยู่แม้จะไม่คิดเรื่องชีวิตคู่แต่การปล่อยตัวให้โสดหลังภรรยาเสียชีวิตหลายปีก็ทำให้ความน่าเชื่อถือในสังคมดูลดลง เขาจึงต้องหาใครสักคนที่พูดคุยกันด้วยเหตุผลเข้าใจในตัวตนของเขาที่ยังไม่พร้อมจะแต่งงานใหม่ และรสรินคือตัวเลือกนั้น แต่ลูกสาวตัวจ้อยกลับส่ายหน้าหวือ

ไม่ดีค่ะ มินนี่ไม่ชอบอาโรส อาโรสชอบพูดไม่รู้เรื่อง”

ภาสกรหลุดหัวเราะพรืด เห็นด้วยกับหลานสาวอย่างยิ่ง เพราะนอกจากผู้ที่ถูกกล่าวถึงจะพูดไม่รู้เรื่องแล้วยังเป็นคู่กัดเบอร์หนึ่งของทายาทคนรองแห่งอธิรักษ์โยธินอย่างเขาอีกด้วย ดังนั้นแล้วข้อความของหลานสาวข้างต้นจึงถูกคุณอาหนุ่มกดไลก์ให้เบาๆ

ใช่เลยจ้ะมินนี่ อาโรสนี่นะ ทั้งพูดไม่รู้เรื่อง ทั้งหน้าอกฟีบ ที่สำคัญยังชอบใส่แว่นหนาๆ แล้วก็เกล้าผมเป็นครูระเบียบอีกด้วยเนอะ”

ใช่ค่ะ มินนี่ไม่ชอบ” สองอาหลานเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยก่อนจะหัวเราะคิกคักเมื่อภาสกรเรียกฉายาสมัยเรียนของหญิงสาวให้หลานรักฟัง

เมื่อลูกสาวบอกชัดว่าไม่ชอบหญิงสาวที่เขาคบหาอยู่ ภาระอันหนักอึ้งจึงทำให้สี่ทิศต้องคิดหนัก จะไปหาน้องชายมาให้ลูกสาวได้จากที่ไหนกัน สงสัยคงต้องรอให้ลูกสาวเกิดเปลี่ยนใจหรือไม่ก็รอให้กามเทพส่งใครสักคนเข้ามาในชีวิต...ชีวิตที่วุ่นวายของเขา

 

ขายาวภายใต้กางเกงสแล็กสีดำเดินไปตามทางเดินเท้าชิดกำแพงสีเขียวอ่อนสูงเกือบสองเมตร ด้านบนมีเถาไม้เลื้อยอย่างพวงชมพูและกระดังงาปกคลุมจนทั่วให้ความรู้สึกร่มรื่นมากกว่าจะบอกว่าสถานที่แห่งนี้คือโรงเรียนประถมวัยชื่อดัง สี่ทิศยกแขนเสื้อที่ถูกพับจนถึงข้อศอกขึ้นซับเหงื่อตามไรผมเบาๆ ผ่านมากว่าหนึ่งสัปดาห์แล้วที่ ‘คำขอ’ ของลูกสาวถูกเอ่ยขึ้นและหายไปเมื่อไม่มีการเอ่ยทวง ภาระใหญ่หลวงจึงค่อยๆ ถูกปลดลงจากบ่าแกร่ง เขาเคยผิดหวังกับคำว่า ‘รัก’ จาก พิชชา อธิรักษ์โยธิน ภรรยาที่ตกลงใช้ชีวิตร่วมกันก่อนเธอจะจากไปพร้อมบาดแผลที่ยังเจ็บแปลบทุกครั้งเมื่อนึกถึง เวลานี้จึงยังไม่พร้อมที่จะใช้ชีวิตร่วมกับใครอีก

นักธุรกิจหนุ่มก้าวต่อไปตามทางเดินเล็กๆ อย่างคุ้นเคย ผู้ปกครองหลายคนจูงมือลูกหลานสวนทางออกมา วันนี้เขามารับลูกสาวช้ากว่าที่สัญญาไว้เกือบครึ่งชั่วโมงทำให้ระยะการก้าวเดินต้องเพิ่มขึ้นอีกด้วยความเร่งรีบ แต่ทันทีที่ร่างสูงหยุดยังหน้าห้องเรียนประจำชั้นของลูกสาวพร้อมก้าวเข้าไปด้านในตามความคุ้นชินก็ถึงกับต้องผงะ

สี่ทิศตัดสินใจก้าวถอยหลังเพื่อเดินย้อนกลับออกมาอ่านป้ายหน้าห้องใหม่อีกครั้งด้วยความไม่แน่ใจในบางสิ่งบางอย่าง

อนุบาล 2/3”

ริมฝีปากได้รูปอ่านข้อความนั้นๆ ก่อนชะโงกหน้าเข้าไปในห้องใหม่อีกหน ท่าทีลังเลทำให้ใครบางคนในห้องต้องหันกลับมามองด้วยความงุนงงระคนสงสัย ดวงตาสองคู่สบกันเข้าโดยบังเอิญและมันก็ทำให้ใครบางคนนิ่งไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ผู้ปกครองของน้องอะไรคะ”

เสียงนุ่มละมุนหูดังขึ้นหลังจากนั้น ร่างแบบบางในชุดฟอร์มเรียบร้อยเอี้ยวตัวกลับมามองพร้อมรอยยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่ทำเอาโลกของสี่ทิศหยุดหมุนไปชั่วขณะ โดยเฉพาะยามที่ร่างนั้นลุกขึ้นเดินเข้ามาหา ผ้ากันเปื้อนสีฟ้าอ่อนและลวดลายเป็นหยดสีเปรอะไปทั่วทั้งผืนเรียกสายตาคนถูกถามให้มองนิ่ง ร่างระหงอวบอิ่มสมส่วน วงหน้าเรียวผ่องใส ผิวขาวสะอาดนัยน์ตาดำขลับมีประกายหวานแต่เศร้าสร้อยดูน่าค้นหา ยิ่งรอยยิ้มยิ่งแล้วใหญ่มันถึงกับทำให้เขาเผลอจ้องมองอย่างลืมตัวกันเลยทีเดียว

ผู้ปกครองของน้องอะไรคะ”

มิน...มินนี่ครับ มินนี่ เด็กหญิงมินตรา อธิรักษ์โยธิน”

กว่าจะเอ่ยชื่อลูกสาวตัวน้อยออกมาได้สี่ทิศก็เสียเวลาอยู่กับการหาเสียงของตนเองไปเกือบหนึ่งนาทีเต็ม ร่างที่ไม่คุ้นตาทำให้เขาชะงักในคราแรกเพื่อเดินออกมาดูป้ายชื่อหน้าห้อง โรงเรียนแห่งนี้คือหนึ่งในกิจการของครอบครัวอธิรักษ์โยธิน ผลจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในสมัยคุณภาวินทำให้โรงเรียนประถมวัยแห่งนี้สามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยมีหม่อมราชวงศ์รจเรข อธิรักษ์โยธินเป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่และมีคุณพัตราภรรยาคนที่สามของคุณภาวินเป็นผู้บริหาร บุคลากรทุกคนของโรงเรียนเขาอาจจะจำได้ไม่หมดแต่คุณครูประจำชั้นของลูกสาวไม่มีทางที่สี่ทิศจะลืมได้อย่างแน่นอน…สงสัยจะเป็นคุณครูคนใหม่

รอสักครู่นะคะ” หญิงสาวตอบกลับพร้อมผายมือให้ผู้ปกครองหนุ่มรอที่ระเบียงหน้าห้องก่อนจะเดินเข้าไปตามลูกศิษย์ตัวน้อยออกมาส่งให้

ระหว่างที่รอสี่ทิศซึ่งหลงเพริดกับรอยยิ้มหวานแสนอ่อนโยนนั้นก็เรียกสติของตัวเองกลับมาด้วยการกวาดสายตามองภาพระบายสีฝีมือลูกศิษย์ตัวน้อยที่อยู่หน้าห้อง นัยน์ตาคมใต้เรียวคิ้วดกเข้มไล่มองภาพสีสันสดใสไปจนกระทั่งมาหยุดที่กระดานไวท์บอร์ดสีขาวบนประตูห้องซึ่งบอกรายละเอียดของระดับชั้น

ห้องอนุบาล 2/3 ครูประจำชั้นชื่อ นางสาวภีมชญา ปุณญรัตน์ นักเรียน จำนวน...

คุณพ่อขา”

เด็กหญิงมินตราส่งเสียงมาก่อนตัว ร่างเล็กป้อมพนมมือไหว้พร้อมย่อตัวลงอย่างน่ารักก่อนกระโจนเข้าสู่อ้อมแขนของบิดาที่หันกลับมาและอ้ารอรับพอดิบพอดี แก้มสีเรื่อและรอยชื้นเหงื่อตามไรผมบ่งบอกว่าวันนี้คงซุกซนมาทั้งวัน สี่ทิศรับลูกสาวเข้าสู่อ้อมอกพร้อมกับฝังจมูกโด่งเป็นสันสูดกลิ่นหอมของแก้มนุ่มหนักๆ อย่างมันเขี้ยว

สวัสดีค่ะคนเก่ง วันนี้ตั้งใจเรียนหรือเปล่าคะ” เอ่ยถามหลังจากวางลูกสาวลงเพื่อสวมรองเท้าที่คุณครูสาวนำมาวาง เท้าเล็กๆ สวมลงในรองเท้าสีชมพูหวานลายมินนี่เม้าส์โดยมีผู้เป็นพ่อคอยก้มลงติดกระดุมที่รองเท้าให้

ตั้งใจเรียนค่ะ ไม่เชื่อคุณพ่อถามคุณครูขาดูก็ได้ค่ะ” เด็กหญิงตอบพร้อมท้าให้ถาม

สี่ทิศเลิกคิ้วมองคนตัวจ้อยก่อนจะเลยไปยังคุณครูสาวที่ยืนมองอยู่ใกล้ๆ ความบังเอิญเป็นเหตุให้ดวงตาสองคู่จ้องสบกันอีกครั้งอย่างไม่ได้ตั้งใจ และทุกอย่างคล้ายหยุดเคลื่อนไหวเมื่อประกายหม่นเศร้าดึงดูดเขาให้มองมันเนิ่นนานราวกับต้องมนต์ น่าแปลกที่แววตาของเธอทำให้เขาผู้ที่ไม่เคยสนใจใครนึกอยากค้นหาที่มาของความเศร้านั้น

วันนี้มินนี่ตั้งใจเรียนใช่ไหมคะคุณครูขา”

เสียงถามสดใสเรียกความสติของผู้ใหญ่ทั้งสองให้ออกจากภวังค์ลึกลับ สี่ทิศก้มลงมองลูกรักขณะที่หญิงสาวพยักหน้ารับและก้มลงมองคนตัวจ้อยดุจเดียวกัน

ใช่แล้วค่ะ วันนี้น้องมินนี่เป็นเด็กดีและตั้งใจเรียนมากๆ เลยค่ะ”

คำชมจากจากคุณครูคนสวยทำให้ร่างจ้อยฉีกยิ้มกว้างหันมากระตุกมือบิดาที่ขณะนี้กำลังมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกแปลกๆ ความรู้สึกที่ไม่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะรอยยิ้มอ่อนโยนที่สาวเจ้าส่งให้ลูกน้อยมันพลอยให้เขารู้สึกอุ่นซ่านไปทั้งอกแกร่ง

เห็นไหมคะคุณพ่อ มินนี่ตั้งใจเรียนจริงๆ”

ขอบคุณนะครับที่ช่วยดูแลแก”

ภีมชญา ปุณญรัตน์ เงยหน้าขึ้นมองยิ้มๆ ไม่ได้ตอบคำใดนอกจากค้อมศีรษะส่งให้ ร่างจ้อยของลูกศิษย์ตัวน้อยขยับตัวไปมาก่อนท้วงบิดาเมื่อเห็นว่าควรกลับบ้านเสียที

คุณพ่อขาเราต้องไปรับอาแตงจ๋านะคะ” คำท้วงจากริมฝีปากรูปกระจับทำให้ชายหนุ่มรู้ตัวว่าเสียมารยาทจ้องมองคุณครูสาวนานเกินไปจึงแก้เก้อด้วยการบอกให้เด็กหญิงทำความเคารพอีกฝ่ายและอุ้มขึ้นแนบอกก่อนเอ่ยลาเขินๆ

งั้นลาเลยนะครับ”

สวัสดีค่ะ” ภีมชญายกมือไหว้ตามมารยาทเพราะดูแล้วเธอน่าจะอายุอ่อนกว่าคุณพ่อของเด็กหญิงหลายปี

รอยยิ้มอ่อนหวานที่ถูกส่งมาให้ทำเอาสี่ทิศต้องมองกิริยานั้นนิ่งอีกหนก่อนสะบัดหน้าเบาๆ และเดินจากไป เพียงแค่รอยยิ้มแย้มออก ดวงตากลมโตหวานเศร้าก็สะกดให้เขาต้องมองอย่างลืมตัว ความรู้สึกอย่างหนึ่งที่หายไปนานย้อนกลับมาราวกับเขาเป็นหนุ่มน้อยริหัดรัก

ไม่หรอก...เขาก็แค่รู้สึกสะดุดตาเพราะรูปลักษณ์ภายนอกของเธอเท่านั้น ชายหนุ่มพยายามบอกตัวเอง แม้ว่าอะไรบางอย่างในแววตาคู่นั้นจะทำให้เขาสละมันทิ้งไม่ได้เลยก็ตาม

 

สองพ่อลูกเดินจากไปจนลับสายตาภีมชญาจึงหมุนตัวกลับเข้าไปในห้อง เด็กชายวัยสามขวบในชุดลำลองเสื้อยืดคอกลมสีแดงสดถูกคาดทับด้วยเอี๊ยมกางเกงขาสั้นผ้ายีนส์สีน้ำเงินเข้มยกมืออ้าแขนรออยู่เบื้องหน้า ใบหน้ากลมป้อมแก้มยุ้ยขาวสะอาด ริมฝีปากแดงสด และดวงตาใสแป๋วมองมาอย่างรอคอย หญิงสาวย่อตัวลงรับเด็กชายขึ้นอุ้มแนบอก

เป็นอะไรครับคนเก่ง”

คิดถึง” ร่างเล็กเอ่ยตอบพร้อมกับซบหน้าลงกับอกอุ่น กลิ่นแป้งเด็กหอมรวยรินทำให้คนถูกซบต้องก้มลงไปหอมแก้มนั่นแรงๆ นี่คือแก้วตาดวงใจของเธอ ลูกชายที่เธอเป็นทั้งพ่อและแม่ในคราวเดียว การที่เธอเลือกทำงานที่โรงเรียนอนุบาลแห่งนี้ก็เพราะทางโรงเรียนอนุญาตให้นำเด็กมาด้วยได้ มิกกี้ หรือ เด็กชายศาสตรา ปุณญรัตน์ จะถึงเกณฑ์เข้าโรงเรียนได้ในปีหน้าเธออยากให้เขาคุ้นเคยกับชีวิตในโรงเรียนจึงได้พาลูกชายมาทำงานด้วยทุกวัน อีกทั้งฐานะทางการเงินของเธอไม่เอื้ออำนวยพอที่จะจ้างพี่เลี้ยงเด็กหรือให้ลูกเข้าเนิร์สเซอรีสำหรับเด็กอ่อน

ครอบครัวที่เหลือกันเพียงแค่เธอและน้องสาววัยสิบหก ภีมชญาปฏิเสธไม่ได้ว่าในวันที่เธอเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาโดยไร้เงาของสามีเมื่อสี่ปีก่อนเธอและน้องสาวต้องแบกภาระเพิ่มมากขึ้น พีรนันท์ต้องทำงานพิเศษในช่วงหลังเลิกเรียนเพื่อเก็บเป็นค่าขนมและค่าตำราทั้งๆ ที่ควรจะอยู่ในห้องเรียนของสถาบันสอนพิเศษที่ไหนสักแห่ง

ที่ทำงานเก่าที่เคยทำก็ต้องลาออกเพราะอำนาจเงินตราของผู้ชายคนนั้นและภรรยาของเขา เธอยังจำได้ดีในวันที่เขาประกาศจะแต่งงานกันกับลูกสาวของประธานบริษัท พนักงานบัญชีกินเงินเดือนไม่กี่พันบาทจึงต้องยอมรับในการตัดสินใจนั้นอย่างฝืนทน เมื่อเธอยอมเสียตัวให้เขาเองเธอคงหวังให้ผู้ชายเช่นเขามารับผิดชอบไม่ได้ และเขาก็ทำให้เห็นแล้วว่าเขาไม่มีค่าพอที่รับผิดชอบชีวิตของเธอและลูกอีกต่อไป โดยเฉพาะข้อเสนอเกินจะทนที่เขามอบให้

ขี้อ้อนจังเลย ใครสอนคะ”

ถามยิ้มๆ แต่ลูกชายไม่ตอบ เด็กชายศาสตรายื่นหน้าเข้าไปจุ๊บปากมารดาเบาๆ ก่อนดิ้นลง ภีมชญาวางลูกน้อยลงบนพื้นขณะที่ร่างจ้อยเงยหน้าขึ้นมามองและตอบกลับเสียงแผ่ว

พี่มินนี่สอนครับ”

พี่มินนี่ลูกศิษย์ตัวน้อยสดใสร่าเริง เข้ากับทุกคนได้ง่ายไม่เว้นแม้แต่กับลูกชายของเธอ มิกกี้เป็นเด็กที่เข้ากับคนอื่นได้ยากแต่เมื่อสนิทกับใครแล้วก็มักจะติดแจ ความสัมพันธ์ของเด็กทั้งสองดีขึ้นตามลำดับ มิกกี้ตามเด็กหญิงไม่ยอมห่าง ข้างกายเด็กหญิงมินตราต้องมีเด็กชายศาสตรานั่งด้วยเสมอ พี่มินนี่กับน้องมิกกี้นั่นคือสิ่งที่เด็กทั้งสองเฝ้าบอกใครต่อใคร และเมื่อเด็กหญิงกลับบ้านร่างน้อยในอ้อมแขนก็มักม่อยเศร้าอย่างที่เห็น

เดี๋ยววันจันทร์ก็ได้เจอกันแล้ว มิกกี้มาช่วยคุณแม่เก็บของเล่นดีกว่านะคะ”

หันเหความสนใจด้วยการพาร่างเล็กเดินไปยังมุมของเล่นสำหรับเสริมสร้างพัฒนาการของนักเรียนในห้อง ของเล่นมากมายถูกวางระเกะระกะเพราะทันทีที่ผู้ปกครองมารับนักเรียนส่วนใหญ่ก็มักจะลนลานกลับบ้านจนลืมเก็บของเล่นเข้าชั้นให้เรียบร้อย คิดแล้วก็ไพล่ไปถึงเด็กหญิงที่เพิ่งถูกรับกลับไปเมื่อครู่ ชายหนุ่มร่างสูง ผิวขาวจัด ใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาคมอ่อนแสงยามจ้องมองดูอบอุ่นไม่ต่างจากผู้เป็นลูก เด็กหญิงคงได้สิ่งนี้มาจากผู้เป็นพ่อ...มาจากครอบครัวที่อบอุ่น

 

หลังจากรับน้องสาวคนเล็กที่ห้องเรียนเรียบร้อย สี่ทิศพาเด็กๆ ไปทานเค้กก่อนกลับบ้านที่ร้านของ ‘รมิตา อัศวกุล’ คนรักของขุนศึก ร้านขนมอบสไตล์ย้อนยุคภายในถูกตกแต่งด้วยวัสดุโทนสีเขียวและเหลืองอ่อน เฟอร์นิเจอร์เป็นเครื่องหวายเทียมสีขาวชมพูและผ้าลูกไม้สีขาวให้บรรยากาศหวานอบอุ่นละมุนละไม อบอวลด้วยกลิ่นเบเกอรีหอมๆ ที่อบจากเตาใหม่ๆ เสน่ห์อันน่าหลงใหล ชวนให้ลูกค้าหลายรายจับจองดื่มด่ำบรรยากาศจนแน่นขนัดทุกวัน หากวันใดอากาศแจ่มใส สนามหญ้าบริเวณหน้าร้านจะถูกจัดเรียงไว้ให้ผู้ที่ชื่นชอบบรรยากาศบริสุทธิ์ของแมกไม้ในเมืองกรุงได้สัมผัส

สวัสดีจ้าน้องแตงจ๋า น้องมินนี่”

หญิงสาวรูปร่างโปร่งบางอย่างสาวลูกเสี้ยวออสซี่เอ่ยทัก เมื่อสองเด็กหญิงพนมมือไหว้คนตรงหน้าและเอ่ยทักเสียงใสอย่างพร้อมเพรียงก่อนเดินเลี่ยงไปนั่งยังโต๊ะประจำที่เป็นมุมโปรดซึ่งติดกระจกบานโตให้เห็นทิวทัศน์ด้านนอกที่เป็นสนามหญ้าสีเขียวตัดกับไม้ดอกนานาชนิดที่เจ้าของร้านสาวเป็นผู้นำมาปลูก

วันนี้รับอะไรดีคะ”

สาวลูกเสี้ยวเงยหน้าขึ้นถามพี่ชายคนรัก สี่ทิศสั่งเค้กใส่กล่องสำหรับฝากคนที่บ้าน สั่งไอศกรีมให้เด็กๆ และกาแฟรสโปรดสำหรับตนเองก่อนตบท้ายด้วยการถามหาน้องชายที่ปกติมักนั่งรอหญิงสาวจนกระทั่งปิดร้าน

นายขุนมันยังไม่เข้ามาที่ร้านเหรอวันนี้” จบคำถามสีหน้าของคนฟังและบรรยากาศรอบกายก็เปลี่ยนไปจนชายหนุ่มรู้สึกถึงรอยยิ้มหยันที่ถูกแต้มตรงมุมปากสวย

ไม่ทราบสิคะ เคทกับเขาห่างๆ กันอยู่” เสียงแผ่วเบาจากร่างตรงหน้าทำให้คนถามพูดไม่ออก แม้จะรู้ดีว่าตลอดห้าปีที่ผ่านมาการคบหาระหว่างคนทั้งคู่ไม่ค่อยจะราบรื่นนักแต่คำแทนตัวที่ไม่มีคำว่า ‘เรา’ อดคิดไม่ได้ว่าเรื่องราวในครั้งนี้คงหนักกว่าทุกทีและดวงตาคู่สวยมันบอกเช่นนั้น

นายขุนมันก็นิสัยอย่างที่เคทรู้ อย่าคิดมากเลยนะ” เขาปลอบได้เท่าที่พี่ชายของคนรักควรจะทำ รมิตาเองก็เหมือนจะรู้ตัวจึงเลือกที่จะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาด้วยการเชิญให้เขาไปนั่งรอที่โต๊ะก่อนหมุนกายกลับเข้าไปในบริเวณหลังร้าน สี่ทิศมองตามหลังอย่างลำบากใจ เขารู้ดีว่าขุนศึกรักรมิตามากเพียงใดแต่อะไรบางอย่างก็ทำให้คนทั้งสองต้องห่างกัน

ตอนที่สี่ทิศเดินผละจากเคาน์เตอร์หน้าร้านไปที่โต๊ะประจำ ลูกสาวตัวน้อยและน้องสาวคนเล็กกำลังให้ความสนใจปลาทองตัวอ้วนในโหลแก้วข้างหน้าต่าง ภาพเด็กหญิงช่างจ้อและน้องสาวที่ทำเพียงพยักหน้าเห็นด้วยนั้นทำให้สี่ทิศยิ้มบางๆ

มินนี่เป็นเด็กร่าเริงช่างพูดช่างคุยแต่แตงจ๋าค่อนข้างเงียบ อาจเป็นเพราะพี่ๆ แต่ละคนโตกันหมดแล้วทำให้ไม่ค่อยมีเพื่อนเล่นมากนัก เมื่อมินนี่เกิดก็ยังแบเบาะเกินกว่าจะเล่นด้วยได้ ที่สำคัญคือช่วงนั้นคุณภาวินกลับมาอยู่ที่บ้านหลังจากไม่กลับมาหลายสิบปี คุณละไมที่ไม่อยากให้ลูกสาวคลุกคลีกับบิดาอยู่แล้วจึงคอยกันทุกวิถีทาง เด็กหญิงจึงกลายเป็นเด็กขี้อายและพูดน้อยอย่างที่เห็น

แตงจ๋า มินนี่มาทานไอศกรีมได้แล้วค่ะ” เมื่อพนักงานในร้านนำไอศกรีมสีสวยมาเสิร์ฟ เขาก็กวักมือเรียกให้น้องสาวและลูกสาวมานั่งใกล้ สองเด็กหญิงขยับกลับมาเข้านั่งประจำที่พลางใช้ช้อนตักไอศกรีมรสโปรดขึ้นทานอย่างว่าง่าย สี่ทิศยิ้มให้ภาพตรงหน้าจนหลงลืมเรื่องราวที่ลูกสาวขอร้องเมื่อสัปดาห์ก่อนไปจนหมดสิ้น แต่ขณะที่สองสาวน้อยกำลังมีความสุขกับของหวานตรงหน้าเด็กหญิงมินตราก็เอ่ยขึ้น

มินนี่อยากให้ถึงวันจันทร์เร็วๆ มินนี่จะได้ไปเล่นกับน้องมิกกี้อีก”

น้องมิกกี้” ผู้เป็นอาทวนคำก่อนถามกลับ “ลูกของคุณครูคนใหม่ของมินนี่น่ะเหรอ”

ใบหน้าจิ้มลิ้มของมินนี่ขยับขึ้นลงขณะที่มือน้อยส่งไอศกรีมคำโตเข้าปาก แต่คนที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ กลับสะดุดหู ลูกของคุณครูคนใหม่ของมินนี่ ‘ภีมชญา’ ชื่อนี้โผล่ขึ้นมาในห้วงความคิด ป้ายหน้าห้องระบุว่าเธอเป็นนางสาว หรือเขาอ่านผิดไป ขณะที่คุณพ่อลูกหนึ่งกำลังทบทวนความคิดของตนเองเด็กหญิงต้องตาก็พูดต่อ

อีกสองวันก็ได้เจอกันแล้ว”

แต่มินนี่อยากเจอน้องมิกกี้ทุกวัน” คนอายุน้อยกว่าบอกอย่างเอาแต่ใจ ก่อนจะเงยหน้าเหมือนคิดอะไรบางอย่าง ประโยคต่อมาน้ำเสียงจึงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่ปิดไม่มิด “เราไปหาน้องมิกกี้ที่บ้านกันดีไหม” โดยไม่รอความเห็นจากคู่สนทนาร่างเล็กหมุนกายไปหาผู้เป็นพ่อพร้อมเอ่ยเสียงใส “คุณพ่อขา พรุ่งนี้เราไปหาน้องมิกกี้กันนะคะ”

คำชวนแสนง่ายแต่เข้าใจยากนักในความคิดของคนฟัง สี่ทิศเลิกคิ้วเข้มมองคนช่างจ้อสลับกับน้องสาวช่างฟังไปมาอยู่กับเกือบหนึ่งนาทีเต็มกว่าจะหาเสียงของตนเองเจอ

ไปหา...น้องมิกกี้” การทวนประโยคได้รับคำตอบเป็นดวงหน้าจิ้มลิ้มพยักขึ้นลง ดวงตากลมใสแป๋วมองมาอย่างรอคอยและมีหวัง “แต่เราไม่รู้ว่าบ้านน้องมิกกี้อยู่ที่ไหนนะคะคนเก่ง อีกอย่างวันหยุดน้องมิกกี้คงอยากพักผ่อนกับคุณพ่อคุณแม่เหมือนมินนี่อยากอยู่ที่บ้านกับคุณพ่อใช่ไหมคะ”

แต่น้องมิกกี้ไม่มีคุณพ่อนี่คะ”

ประโยคตอบกลับของลูกสาววัยสี่ขวบทำให้ผู้เป็นพ่อต้องเลิกคิ้วมองคนพูดอีกหน ดวงตาคมหันไปทางน้องสาวที่นั่งเอียงคอฟังบทสนทนาอย่างใคร่รู้ เมื่อครู่มินนี่พูดว่า ‘ไม่มีคุณพ่อ’ หมายความว่าคุณครูของเด็กหญิงไม่มีสามีอย่างนั้นหรือ และก่อนจะได้คิดอะไรต่อเสียงออดอ้อนก็ดังตามมาติดๆ

นะคะคุณพ่อขา เราไปหาน้องมิกกี้กันนะคะ”

แต่เราก็ยังไม่รู้ว่าบ้านมิกกี้อยู่ที่ไหนนะมินนี่” เป็นต้องตาที่ช่วยพี่ชายเอาไว้อย่างหวุดหวิด เด็กหญิงสะกิดแขนของหลานสาวและพูดต่อ “เดี๋ยววันจันทร์ก็ได้เจอกันแล้ว”

แต่มินนี่อยากเจอน้องเร็วๆ”

อีกหนที่ลูกสาวเรียกเด็กชายว่า ‘น้อง’ เต็มปากเต็มคำ หรือนี่จะเป็นสาเหตุให้ลูกสาวเอ่ยขออะไรยากๆ กับเขาเมื่อสัปดาห์ก่อน สี่ทิศได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจและแอบคิดในทางที่ดีว่าลูกสาวคงไม่ได้คิดจริงจังอะไรมากไปกว่าเด็กเล่นขายของแบบพ่อแม่ลูกเท่านั้น...และหวังว่ามันจะแค่นั้นจริงๆ

 

กลับมาแล้วจ้ะ” เสียงหวานดังนำไปก่อนตัวเมื่อเห็นว่าบ้านสองชั้นที่เป็นมรดกชิ้นเดียวของบิดามารดาเปิดไฟสว่างจนทั่วทั้งหลังแสดงว่าน้องสาวของเธอคงกลับมาก่อนแล้ว ภีมชญาอุ้มลูกน้อยที่คอพับคออ่อนอยู่กับไหล่มนเดินไปยังชุดโซฟาตัวยาวกลางห้อง

เสียงตึงตังดังกระชั้นเข้ามาใกล้ก่อนปรากฏร่างของเด็กสาววัยสิบหกปี ‘พีรนันท์ ปุณญรัตน์’ หายใจหอบ ดวงตากลมโตภายใต้แว่นกรอบดำอันโตมองพี่สาวพร้อมยกมือไหว้ รับของที่อีกฝ่ายซื้อมานำไปเก็บไว้ในครัว

พี่ภีมจะทานข้าวหรือว่าอาบน้ำก่อนคะ” เดินกลับมาถามอีกหน

ภีมชญาเงยหน้าขึ้นจากร่างเล็กป้อมที่ยังคงนอนหลับสนิท รอยยิ้มอ่อนโยนถูกส่งไปให้ก่อนจะขอตัวขึ้นไปอาบน้ำ เพราะคำนวณดูแล้วตอนนั้นลูกชายเธอคงจะตื่นพอดี

ครึ่งชั่วโมงต่อมาภีมชญาก็ปรากฏกายอีกครั้งในชุดอยู่บ้านสบายๆ วันนี้การจราจรของเมืองหลวงติดขัดตามประสาวันสุดสัปดาห์ ทั้งมีฝนเทกระหน่ำอย่างไม่ขาดสาย เธอและลูกน้อยจึงติดอยู่บนรถเมล์สายประจำถึงสองชั่วโมง กว่าจะเดินเข้าซอยมาถึงบ้านเข็มสั้นบนหน้าปัดนาฬิกาก็ผ่านเลขเจ็ดไปเกือบครึ่ง

ทำอะไรอยู่น้องพี” หลังจากสำรวจลูกน้อยที่ยังคงหลับสนิทภีมชญาก็หันมาถามน้องสาวที่เธอไหว้วานให้ดูแลมิกกี้ให้แต่พีรนันท์กลับเอาแต่นั่งเหม่อ

เด็กสาวที่มีหนังสือเรียนกางอยู่หน้าขาเงยหน้าขึ้นมองคนเป็นพี่ วันนี้พีรนันท์เลิกงานเร็วเพราะเพื่อนสนิทคอยช่วยงานจนเจ้าของร้านอนุญาตให้กลับก่อนเวลา สามเด็กสาวเพื่อนซี้ที่ประกอบไปด้วยพีรนันท์ เมธาวี และบัณฑิตาแวะไปดูสถานที่เรียนพิเศษและขอเอกสารกลับมาเพื่อดูรายละเอียด แต่ราคาที่ปรากฏบนหน้าโบรชัวร์แผ่นน้อยก็ทำให้เด็กสาวต้องคิดหนัก รอยยิ้มเซียวๆ ปรากฏบนใบหน้า ผินมองหลานชายที่หลับอยู่ข้างๆ จะเอ่ยปากขอค่าเรียนพิเศษจากพี่สาวได้อย่างไรในเมื่อตอนนี้ฐานะครอบครัวไม่ได้ดีมากนัก บ้านก็ยังคงติดจำนอง มิกกี้ก็โตขึ้นทุกวัน ภาระมากมายที่พี่สาวกำลังแบกรับ พีรนันท์ไม่กล้าพอที่จะสร้างภาระเพิ่มให้ สิ่งที่ตอบกลับไปจึงเป็นเรื่องที่คิดว่าอีกฝ่ายจะยินดี

กำลังอ่านหนังสืออยู่ค่ะ”

แล้วเข้าหัวบ้างไหม พี่เห็นเรานั่งให้มันอ่านละสิไม่ว่า”

คำสัพยอกชวนหัวคนที่ถูกจับได้จึงแสร้งหัวเราะกลบเกลื่อนไปในที ภีมชญามองหน้าน้องสาวอย่างค้นหารู้แน่ว่าอีกฝ่ายต้องมีเรื่องอยู่ในใจ หญิงสาวนั่งลงเคียงข้าง กุมมือน้องสาวมั่นพร้อมบีบกระชับเบาๆ

“เรามีกันสองคนพี่น้องนะน้องพี”

เมื่อพี่สาวเอ่ยปากพีรนันท์ก็รู้แล้วว่าไม่สามารถปกปิดสิ่งที่อยู่ภายในใจ เด็กสาวถอนหายใจยาวอย่างยอมจำนน ตัดสินใจแน่แล้วว่าต้องพูด

“พี่ภีมคะ พีอยากเรียนพิเศษ”

ก็เรียนสิ”

คนเป็นพี่ตอบง่ายๆ รู้ดีว่าน้องสาวกำลังแบกภาระที่ตนเองก่อไว้ ในฐานะพี่สาวและหัวหน้าครอบครัวเธอจะไม่มีวันทำให้น้องสาวต้องรับภาระที่เธอก่อขึ้นเพียงลำพัง

“เรียนที่ไหน แล้วคอร์สละเท่าไหร่”

แต่เราไม่ค่อยมีเงินนะคะ”

พีรนันท์เลือกที่จะไม่ตอบคำถามแต่บอกถึงสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจแทน ฐานะของครอบครัวไม่เอื้อพอให้ทำอย่างที่ต้องการ พีรนันท์จึงเลือกใช้วิธีอ่านหนังสือเองมาโดยตลอด เมื่อมีข้อสงสัยก็จะจดแล้วไปถามอาจารย์ผู้สอนที่โรงเรียน แต่อีกสองปีก็ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยเธออยากสอบให้ได้ทุนเรียนต่อ ดังนั้นการเรียนพิเศษจึงอาจเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เธอได้ทุนนั้นมา

พี่จะหาให้เอง”

ตอบกลับโดยไม่เสียเวลาคิด แต่จะหาด้วยวิธีใดนั้นค่อยคิดกันทีหลัง ภีมชญาเองก็เพิ่งได้งานเป็นครูสอนระดับชั้นอนุบาลที่โรงเรียนไม่ถึงสองอาทิตย์กว่าจะผ่านการทดลองงานก็อีกตั้งหลายเดือน จะเบิกเงินเดือนล่วงหน้าก็ยังทำไม่ได้ แต่มันต้องมีสักทางพระเจ้าคงไม่ใจร้ายกับเธอนัก คุณแม่ลูกหนึ่งภาวนาในใจ

พี่ภีมจะไปหามาจากไหน มิกกี้โตขึ้นทุกวัน อีกเดี๋ยวก็จะเข้าโรงเรียน เงินที่พี่ภีมเก็บไว้ต้องใช้ให้มิกกี้เข้าโรงเรียนนะคะ”

ได้สิ เข้าช้าสักปีสองปีคงไม่เป็นไรหรอก”

เด็กสาวครางโหย พีรนันท์ขยับตัวหนีโดยอัตโนมัติแต่พี่สาวไม่ยอมให้ทำเช่นนั้นมือบางดึงแขนน้องสาวไว้มั่น

ฟังพี่นะ อนุบาลไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับ มันก็แค่การเตรียมความพร้อมให้เด็กก่อนเข้าเรียนต่อในระดับชั้นประถมศึกษา ทางโรงเรียนอนุญาตให้มิกกี้ไปโรงเรียนกับพี่ทุกวัน มิกกี้ไม่จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเหมือนเด็กคนอื่นๆ ก็ได้ พี่จะเอาเงินที่เก็บไว้มาให้เราใช้ก่อน”

แต่ว่า...”

เรานั่นแหละที่ต้องรีบเรียนให้จบแล้วมาช่วยพี่หาเงินเลี้ยงหลานต่อไป” รวบรัดตัดความพร้อมกับลูบผมคนตรงหน้าเบาๆ “อย่าเป็นเด็กคิดมากแบบนี้สิคะคุณหมอพีรนันท์”

เสียงหวานล้อเลียนอาชีพที่คนตรงหน้าใฝ่ฝัน พีรนันท์โผเข้ากอดร่างพี่สาวแน่นอย่างขอบคุณ แม้ชีวิตจะขาดอะไรมากมายแต่ความรักจากคนตรงหน้าเติมเต็มสิ่งเหล่านั้นจนล้นเอ่อ

“พีสัญญาว่าจะตั้งใจเรียน และจะสอบขอทุนเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ค่ะ”

พี่รู้ว่าน้องพีทำได้”

เสียงหวานละมุนกระซิบตอบ กอดรัดร่างแน่งน้อยแน่นไม่ต่างกัน และเพราะแรงขยับยวบของเบาะที่กำลังนอน เด็กชายศาสตราที่หลับอยู่จึงปรือตาขึ้นมองคนตรงหน้า เมื่อเห็นว่าน้าสาวกำลังกอดมารดา เด็กชายที่ลุกขึ้นนั่งได้เองแล้วก็กระโจนเข้าไปร่วมด้วยอย่างน่าเอ็นดู

กอดกัน กอดกัน”

มิกกี้!”

สองเสียงดังขึ้นด้วยความตกใจเมื่อถูกเด็กชายกระโจนเข้าใส่ แต่เจ้าตัวเล็กกลับหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างเห็นเป็นเรื่องสนุก พีรนันท์และภีมชญาหันมามองหน้ากันยิ้มๆ ก่อนร่วมผสมโรงและดึงคนตัวเล็กสุดเข้ามาแทรกกลางพร้อมก้มลงหอมแก้มยุ้ยคนละข้างและกอดรัดไว้แน่น

แม้จะไม่สมบูรณ์เหมือนใคร แต่สำหรับความรัก ความอบอุ่น และความห่วงใยแล้วครอบครัวปุณญรัตน์ก็มีมากไม่แพ้ใครเช่นกัน...









ฝากติดตามนิยายเรื่องอื่นๆ ด้วยนะคะ 







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

214 ความคิดเห็น